EP. 2 พับสาวัดสันป่าเลียง ภาพสะท้อนบทบาทกลุ่มชาวลัวะผลิตเหล็กช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนา “เก็บผักใส่ช้า เก็บข้าใส่เมือง”
..เรียบเรียงโดย ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ
..พับสาฉบับนี้ต้นฉบับมาจากวัดสันป่าเลียง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 136 หน้า สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอยืมต้นฉบับมาถ่ายไมโครฟิล์ม โดยให้ชื่อว่า ประวัติศาสตร์ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณสรัสวดี อ๋องสกุล ได้ปริวรรตและศึกษาเนื้อหาทั้งหมดตั้งชื่อใหม่พับสาเป็น “รวมเรื่องเมืองเชียงใหม่ : หลักฐานประวัติศาสตร์” สันนิษฐานว่าต้นฉบับน่าจะถูกเขียนขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 24
..เรื่องราวที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ ในปี พ.ศ. 2327 ตรงกับช่วงพระเจ้ากาวิละ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ (ตั้งมั่นที่เวียงป่าซาง) โดยกลุ่มเจ้านายในราชสำนักเชียงใหม่ร่วมกันออกกฎหมายคุ้มครอง “ลัวะส่วยเชา” คือชุมชนของชาวลัวะที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวเป็นไปตามจารีตประเพณีเก่าแก่ที่กระทำมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของชาวลัวะ ระบุถึงชุมชนไพร่ส่วยชาวลัวะ จำนวนรวมทั้งสิ้น 12 ตอ (หน่วยชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทรัพยากร) กำหนดให้ชาวลัวะกลุ่มต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องส่งส่วย ดังนี้
..1) กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรเหล็ก) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรแร่เหล็กในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 1,000 เงิน จ่ายเงินตราแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 1,200 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุดและค่าดินสอ เป็นเงิน 150 เงิน
..2) กลุ่มลัวะตอพราน (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรของป่า) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรของป่าในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 220 เงิน
..3) กลุ่มลัวะตอสามล้านนอก ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 1,600 เงิน
..4) กลุ่มลัวะตอวัด (ชุมชนที่ผลิตทรัพยากรส่งวัด) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 1,200 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 122 เงิน และข้าวตอกดอกไม้
..5) กลุ่มลัวะตอสามล้านใน ส่งส่วย ค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน 250 เงิน
..6) กลุ่มลัวะตอยาขาง (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรยารักษาโรค) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 500 หน่วย เทียน 5 คู่ ยารักษาโรคหรือสมุนไพร 800 ห่อ ผ้าขาวห่อหนึ่ง
..7) กลุ่มลัวะตอท้องช้าง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 72 เงิน
กลุ่มลัวะบ้านโต้ม บ้านน่อง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับเสี้ยว 82 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว
.
..9) กลุ่มลัวะบ้านน้อย บ้านเลิงข่วงก่อ ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 120 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 700 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุด และค่าดินสอ ด้วยเงินที่มีตราประทับ รวมเป็นเงิน 70 เงิน
..10) กลุ่มลัวะสลยู บ้านควร (บ้านกวน) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 300 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษ 100 เงิน ค่าชัน 1 เฟื้อง ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว และค่าหางจ่า 10 เงิน
..11) กลุ่มลัวะ 4 บ้าน บ้านเอิน ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินเป็นดอกเอื้องแซะ 250 ก้าน แบ่งเป็น ส่งเข้าในราชสำนักเชียงใหม่ 200 ก้าน ส่งที่ว่าราชการเมืองเชียงใหม่ 50 ก้าน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน
..12) กลุ่มลัวะบ้านทางครัว ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีข้าวสาร 120,000 หน่วย พริก 1,000 หน่วย เกลือ 1,000 หน่วย ฟักทอง 10 ลูก ปอ 10,000 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน
..จากเนื้อความจากพับสาฉบับของวัดสันป่าเลียง ช่วยสะท้อนให้เห็นภาพของการฟื้นฟูระบบอำนาจและเศรษฐกิจของรัฐบ้านเมือง ช่วงก่อนที่พระเจ้ากาวิละจะเข้าไปฟื้นฟูตั้งเมืองเชียงใหม่ กำจัดอำนาจพม่าให้หมดสิ้น และสร้างล้านนาให้กลับมาเข้มแข็ง มีรายละเอียดประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
..1) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่ ด้วยพื้นที่ทิวเขาถนนธงชัยทางด้านทิศตะวันตกของเชียงใหม่ และพื้นที่ด้านใต้เวียงเชียงใหม่ซึ่งมีชนชาวลัวะอาศัยค่อนข้างหนาแน่น ถือเป็นพื้นที่ปริมณฑลอำนาจการปกครองและเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของราชธานีเชียงใหม่มาตั้งแต่โบราณ ดังนั้นการที่พระเจ้ากาวิละจะฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบ้านเมือง จำเป็นจะต้องฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่เดิมให้กลับมาอยู่ในพระราชอำนาจก่อน จึงมีการทบทวน รื้อฟื้น และรับรองกฎหมายจารีตดั้งเดิมให้กับหัวหน้าชุมชนชาวลัวะ จำนวนรวม 12 ตอ หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ “ขุนบ่อเหล็ก” และ “ลวะตอบ่อเหล็ก”
..2) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงเศรษฐกิจและจัดเก็บทรัพยากร ข้อมูลจากหลักฐานเอกสารข้างต้น ได้กล่าวถึงศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่พยายามทบทวนและฟื้นฟูระบบการจัดเก็บทรัพยากรที่หลากหลายจาก “กลุ่มชาวลัวะ” ที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” โดยรัฐบ้านเมืองใช้อำนาจเรียกร้องส่วนก่อให้เกิดผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใน 2 ทาง ประกอบด้วย
2.1) ส่วยผลผลิต คือ ทรัพยากรที่ “ตอ”กลุ่มชาวลัวะนั้นสามารถจัดหาและผลิตได้ มีที่มาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ตั้งถิ่นฐานและองค์ความรู้เฉพาะด้านของกลุ่มชน ทรัพยากรเหล่านี้นอกจากจะใช้หล่อเลี้ยงราชธานีแล้ว ยังอาจแปรประโยชน์เป็นสินค้า ในเชิงเศรษฐกิจการค้าของรัฐบ้านเมืองได้เช่นกัน
2.2) ส่วยภาษี คือ เงินหรือเงินตรา ที่ไพร่ส่วยต้องจ่ายให้รัฐบ้านเมืองแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และค่าไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน หากสรุปข้อมูลจากเอกสารข้างต้นจะพบว่า กลุ่มตอลัวะ ที่จะต้องเสียภาษีมากที่สุดในบรรดาลัวะ 12 ตอ คือ กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก ที่ต้องเสียภาษีรัฐบ้านเมืองมากถึง 2,200 เงินต่อปี คิดเป็น 31% ของรายได้จากลัวะตอทั้ง 12 กลุ่ม นัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก มีการนำทรัพยากรในแผ่นดินมาใช้ค่อนข้างสูง หรือไม่ทรัพยากรเหล็กอาจเป็นทรัพยากรที่รัฐบ้านเมืองตีมูลค่าสูง นอกจากนี้ชุมชนช่างทำเหล็กก็อาจมีขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หากนำภาษีหลัก 2 ส่วน คือ เชาและค่าฅาน จากลัวะทั้ง 12 ตอ ตามที่ปรากฏในเอกสารมารวมกัน จะพบว่า ในแต่ละปีรัฐบ้านเมืองจะมีรายได้เป็นเงินตรามากถึง 7,106 เงิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถานะพระคลังและการฟื้นฟูอำนาจของรัฐบ้านเมือง ในช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนาในระยะเวลาต่อมา
เอกสารอ้างอิง
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2559). พินิจหลักฐาน ประวัติศาสตร์ล้านนา. เชียงใหม่: ศูนย์ล้านนาศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- วิชญา มาแก้ว. (2559). ระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทองของอาณาจักรล้านนา (ค.ศ.1355-1525). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.
ที่มาของภาพ
- Erik Seidenfaden. (1940). The Lawa of Umphai and Middle Me Ping. The Journal of the Thailand Research Society, vol. 32, pt.1, 233-240.
- Hutchinson, E. W. (1935). The Lawa in Northern Siam. The Journal of the Siam Society, vol. 27, pt. 2, 153-168.
- Obayashi, Targo. (1964). The Lawa and Sgau Karen in Northwestern
Thailand. The Journal of the Siam Society, vol. 52, pt. 2, 199-216.
ขอขอบพระคุณ
- The Journal of the Siam Society
- สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์
(จำนวนผู้เข้าชม 2 ครั้ง)