พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่พบจากเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
“พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่พบจากเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่”
“เวียงกุมกาม” ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1829 โดยพระญามังราย สันนิษฐานว่าพื้นที่ตั้งเวียงแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้งและมีภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสมต่อการสร้างเมือง พระญามังรายจึงได้ย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิงใน พ.ศ.1839 อย่างไรก็ดีเวียงกุมกามก็ยังคงมีการใช้พื้นที่มาตลอดสมัยอาณาจักรล้านนา กระทั่งถูกทิ้งร้างหลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และเวียงแห่งนี้ได้ถูกตะกอนดินทับถมเป็นเวลากลายร้อยปี กระทั่งมีการดำเนินงานทางโบราณคดีให้เวียงแห่งนี้กลับมาเผยโฉมอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2527
พ.ศ.2527 กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินงานทางโบราณคดีที่เวียงกุมกาม โดยสำรวจพบวัดร้าง 25 แห่ง และโบราณสถาน 2 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่ คือ วัดช้างถ้ำกานโถม และวัดเจดีย์เหลี่ยม จากนั้นได้ขุดค้นทางโบราณคดีและบูรณะเสริมความมั่นคงตามวัดต่าง ๆ นับตั้งแต่ พ.ศ.2528 เป็นต้นมา พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่สะท้อนความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมล้านนาและการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนอื่น ๆ โดยเฉพาะจีนและกรุงศรีอยุธยา ที่จะกล่าวต่อไปนี้
พ.ศ.2531-2532 หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดีวัดหัวหนอง (ร้าง) และวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยาแห่งละ 1 ชิ้น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
โบราณสถานวัดหัวหนอง (ร้าง) เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่เวียงกุมกาม แต่เดิมตั้งอยู่ใกล้กับหนองน้ำ จึงเรียกว่าวัดหัวหนอง โบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 วิหารและเจดีย์ช้างล้อม กลุ่มที่ 2 อุโบสถและมณฑป และกลุ่มที่ 3 แนวกำแพงแก้วและซุ้มโขง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์เหลี่ยม พระขนง(คิ้ว)ต่อกันเป็นปีกกา ปรากฏขอบไรพระศก เม็ดพระศกขนาดเล็กคล้ายหนามขนุน และพระรัศมีเป็นเปลว เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดจากวัดธรรมิกราช และที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้สามารถกำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 20
โบราณสถานวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเวียงกุมกาม เดิมเป็นเนินโบราณสถาน 2 เนิน เรียกว่าเนินพระเจ้ามังรายและเนินพระเจ้าองค์ดำ สาเหตุที่เรียกเนินพระเจ้าองค์ดำเนื่องจากพบพระพุทธรูปสำริดที่ถูกไฟไหม้ เมื่อกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณดคี ได้แยก 2 เนินดังกล่าวออกเป็น 2 วัด คือ วัดพระเจ้ามังรายแห่งหนึ่งและวัดพระเจ้าองค์ดำแห่งหนึ่ง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริด ลงรักปิดทอง ศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์รูปไข่ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ปรากฏขอบไรพระศก ปรากฏเส้นวงแหวนใต้อุษณีษะ และพระรัศมีเป็นเปลวสูง เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21
หลักฐานศิลปกรรมแบบอยุธยาซึ่งเป็นดินแดนทางตอนใต้ที่แพร่เข้ามายังดินแดนล้านนาแสดงให้เห็นว่า ทั้ง 2 ดินแดนมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสงคราม การค้า และศาสนา โดยพบหลักฐานอยู่ที่เวียงกุมกามแห่งนี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 อันสะท้อนให้เห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวเวียงกุมกามยังถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างสิ้นเชิงหลังการสถาปนานครพิงค์เชียงใหม่
ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
พิสิฐศักดิ์ บรรณานุรักษ์ และเสน่ห์ มั่นประสงค์. รายงานการขุดแต่งและบูรณะเสริมความมั่นคง วัดหัวหนอง เวียงกุมกาม เสนอ หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร. ม.ป.ท, 2531.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูป พระพิมพ์ จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2564.
ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม. กรุงเทพฯ: ถาวรกิจการพิมพ์, 2548.
สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะอยุธยา งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2542.





“พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่พบจากเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่”
“เวียงกุมกาม” ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1829 โดยพระญามังราย สันนิษฐานว่าพื้นที่ตั้งเวียงแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้งและมีภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสมต่อการสร้างเมือง พระญามังรายจึงได้ย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิงใน พ.ศ.1839 อย่างไรก็ดีเวียงกุมกามก็ยังคงมีการใช้พื้นที่มาตลอดสมัยอาณาจักรล้านนา กระทั่งถูกทิ้งร้างหลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และเวียงแห่งนี้ได้ถูกตะกอนดินทับถมเป็นเวลากลายร้อยปี กระทั่งมีการดำเนินงานทางโบราณคดีให้เวียงแห่งนี้กลับมาเผยโฉมอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2527
พ.ศ.2527 กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินงานทางโบราณคดีที่เวียงกุมกาม โดยสำรวจพบวัดร้าง 25 แห่ง และโบราณสถาน 2 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่ คือ วัดช้างถ้ำกานโถม และวัดเจดีย์เหลี่ยม จากนั้นได้ขุดค้นทางโบราณคดีและบูรณะเสริมความมั่นคงตามวัดต่าง ๆ นับตั้งแต่ พ.ศ.2528 เป็นต้นมา พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่สะท้อนความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมล้านนาและการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนอื่น ๆ โดยเฉพาะจีนและกรุงศรีอยุธยา ที่จะกล่าวต่อไปนี้
พ.ศ.2531-2532 หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดีวัดหัวหนอง (ร้าง) และวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยาแห่งละ 1 ชิ้น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
โบราณสถานวัดหัวหนอง (ร้าง) เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่เวียงกุมกาม แต่เดิมตั้งอยู่ใกล้กับหนองน้ำ จึงเรียกว่าวัดหัวหนอง โบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 วิหารและเจดีย์ช้างล้อม กลุ่มที่ 2 อุโบสถและมณฑป และกลุ่มที่ 3 แนวกำแพงแก้วและซุ้มโขง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์เหลี่ยม พระขนง(คิ้ว)ต่อกันเป็นปีกกา ปรากฏขอบไรพระศก เม็ดพระศกขนาดเล็กคล้ายหนามขนุน และพระรัศมีเป็นเปลว เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดจากวัดธรรมิกราช และที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้สามารถกำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 20
โบราณสถานวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเวียงกุมกาม เดิมเป็นเนินโบราณสถาน 2 เนิน เรียกว่าเนินพระเจ้ามังรายและเนินพระเจ้าองค์ดำ สาเหตุที่เรียกเนินพระเจ้าองค์ดำเนื่องจากพบพระพุทธรูปสำริดที่ถูกไฟไหม้ เมื่อกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณดคี ได้แยก 2 เนินดังกล่าวออกเป็น 2 วัด คือ วัดพระเจ้ามังรายแห่งหนึ่งและวัดพระเจ้าองค์ดำแห่งหนึ่ง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริด ลงรักปิดทอง ศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์รูปไข่ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ปรากฏขอบไรพระศก ปรากฏเส้นวงแหวนใต้อุษณีษะ และพระรัศมีเป็นเปลวสูง เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21
หลักฐานศิลปกรรมแบบอยุธยาซึ่งเป็นดินแดนทางตอนใต้ที่แพร่เข้ามายังดินแดนล้านนาแสดงให้เห็นว่า ทั้ง 2 ดินแดนมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสงคราม การค้า และศาสนา โดยพบหลักฐานอยู่ที่เวียงกุมกามแห่งนี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 อันสะท้อนให้เห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวเวียงกุมกามยังถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างสิ้นเชิงหลังการสถาปนานครพิงค์เชียงใหม่
ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
พิสิฐศักดิ์ บรรณานุรักษ์ และเสน่ห์ มั่นประสงค์. รายงานการขุดแต่งและบูรณะเสริมความมั่นคง วัดหัวหนอง เวียงกุมกาม เสนอ หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร. ม.ป.ท, 2531.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูป พระพิมพ์ จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2564.
ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม. กรุงเทพฯ: ถาวรกิจการพิมพ์, 2548.
สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะอยุธยา งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2542.





(จำนวนผู้เข้าชม 18 ครั้ง)