พระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยที่พบจากเวียงท่ากานอ
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
“พระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยที่พบจากเวียงท่ากาน”
เวียงท่ากาน ตั้งอยู่ในเขตบ้านท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงหรือเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมน กว้างประมาณ 500 เมตร และยาวประมาณ 700 เมตร มีลักษณะเป็นคูน้ำ-คันดิน กว้างประมาณ 10-12 เมตร เมืองโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ราบระหว่างหุบเขา เป็นเนินดินสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ห่างจากแม่น้ำปิงราว 3 กิโลเมตร และห่างจากลำน้ำแม่ขานราว 2 กิโลเมตร ดังนั้นพื้นที่ตั้งของเวียงท่ากานจึงมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย
“ท่ากาน” สันนิษฐานว่ากร่อนมาจากคำว่า “พันนาทะการ” ซึ่งปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “เจ้าพญามังรายก็เอาคำปูน 500 ฝากมหาเถรเจ้าไปบูชามหาโพธิ์เจ้าในเมืองลังกาหั้นแล มหาเถรเจ้าทั้งสี่ก็รับคำทั้ง 500 กลับคืนเมืองลังกา แล้วบูชามหาโพธิ์ในลังกา มหาเถรทั้งสี่ตนอธิษฐานว่า ผู้ข้าทั้งหลายจักเอาศาสนาพุทธเข้ามาดลในล้านนา ผิว่าจักก้านกุ้งรุ่งเรืองแท้ ขอหื้อลูกมหาโพธิ์ตกลงเหนือจีวรแห่งตูข้า แค่ว่าอั้นลูกมหาโพธิ์ตกลงมาเหนือผ้าจีวรแห่งข้าเจ้าตนและลูกมหาเถรทั้งสี่ก็เอามหาโพธิ์ใส่ในบาตรแห่งตน ลูกมหาโพธิ์ก็งอกออกทั้งสี่ต้น ก็เอามาหื้อแก่พญามังรายเอาไปปลูกที่ทุ่งยางเมืองฝางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังรั้วนางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังพันนาทะการต้นหนึ่ง พญามังรายก็หื้อราชมารดาแห่งตนชื่อว่าเทพคำข่ายและกับนางปายโคไปปลูกแทนที่ไม้เดื่อเกลี้ยง วัดกานโถมต้นหนึ่งแล” หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พันนาทะการในสมัยต้นราชวงศ์มังรายเป็นชุมชนหรือเมืองสำคัญที่พญามังรายให้นำต้นโพธิ์จากลังกามาปลูก ปัจจุบันสันนิษฐานว่าต้นโพธิ์ดังกล่าวอยู่ที่โบราณสถานวัดต้นโพธิ์ (ร้าง) เวียงท่ากาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อีกแง่มุมหนึ่งคำว่า “ท่ากาน” เป็นมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาว่า “สมัยก่อนมีกาเผือกตัวใหญ่จะบินลงที่นี่ ชาวบ้านกลัวว่าถ้าบินลงมาแล้วจะเกิดความเดือดร้อน จะพากันไล่อีกาตัวนั้น” การไล่อีกา เรียกว่า “ต๊ะก๋า” ต่อมา พ.ศ.2450 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “ท่ากาน” จวบจนปัจจุบัน
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า “พันนาทะการ” เป็นเมืองโบราณสำคัญที่อยู่ภายใต้การปกครองของล้านนาเชียงใหม่ตั้งแต่สมัยพญามังราย กระทั่งปรากฏชื่อเมืองโบราณนี้อีกครั้งสมัยพญาเมืองแก้ว ใน พ.ศ.2059 ว่า “ปีรวายไจ้ศักราช 878 ชาวเชียงใหม่ ชาวต่างเมือง ปั้นดินจักก่อเมกเวียงเชียงใหม่ในปีเมิงเป้า ศักราช 879 ตัว พระยาแก้วหื้อหมื่นปิงยีรั้งก่อเวียงเชียงใหม่ปีเดียวนั้น เดือน 11 ออก 7 ค่ำ เม็งวัน 6 เจ้าเมืองเชียงทอง พระยากายกับเจ้าเมืองนายเอาไพร่ไทย ช้างม้าออกเป็นข้าพระเป็นเจ้าพระยาแก้ว ทั้งหญิงชายใหญ่น้อยที่ 23,220 คน เจ้าพระยาแก้วหื้อหมื่นปิงยีหนึ่ง หมื่นด่างเต่าคำหนึ่ง ไปรับเอาคนครัวเมืองนายมา ได้ช้างม้าโพ้น 38 ตัว ได้ม้า 250 ตัว พระเป็นเจ้าหื้อเจ้าเมืองเชียงทองกินเมืองฝางชื่อว่าแสนฝาง พระยากายเงี้ยวอยู่กับแสนฝาง จัดทั้งหญิงทั้งชายโพ้น 1,200 คน ลำนั้นแจกหื้ออยู่พันนาทะกาน เก้าช่องเมืองพร้าวหั้นแลฯ” จากนั้นใน พ.ศ.2101 พระเจ้าบุเรงนองมีชัยชนะเหนืออาณาจักรล้านนา ทำให้พันนาทะการ หรือเวียงท่ากาน ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และได้ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง กระทั่ง พ.ศ.2339 พระเจ้ากาวิละได้ใช้นโยบาย “เก็บผักใส่ส้า เก็บข้าใส่เมือง” กวาดต้อนกลุ่มไทยยองเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณบ้านท่ากานกระทั่งปัจจุบัน
การศึกษาทางโบราณคดีบริเวณเวียงท่ากาน นับตั้งแต่ พ.ศ.2508 เป็นต้นมา สามารถอธิบายพัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณนี้ได้เป็น 5 ระยะ ได้แก่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ก่อนวัฒนธรรมหริภุญไชย) สมัยวัฒนธรรมหริภุญไชย สมัยอาณาจักรล้านนา สมัยพม่าปกครอง และสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากการศึกษาโดยอาศัยลำดับชั้นทับถมทางวัฒนธรรมแล้ว หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการศึกษาพัฒนาการของเมืองโบราณแห่งนี้คือ “พระพุทธรูป” เนื่องจากพระพุทธรูปแต่ละสมัยมีลักษณะเฉพาะด้านรูปแบบศิลปะ และวัสดุที่ใช้ในการสร้าง โดยเฉพาะศิลปะหริภุญไชย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแรก ๆ ที่ปรากฏในเวียงท่ากาน และเป็นพื้นฐานให้กับศิลปกรรมสมัยล้านนาในช่วงเวลาต่อมา
วัฒนธรรมหริภุญไชย เป็นวัฒนธรรมแรก ๆ ที่เข้ามายังเวียงท่ากานหลังจากการอยู่อาศัยแบบดั้งเดิม โดยวัฒนธรรมนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ตามที่ปรากฏในจามเทวีวงศ์ ปริเฉทที่ 4 ว่า “พระเจ้าจักรพรรดิราช (พระเจ้ากรุงละโว้) ได้ส่งพระธิดาของพระองค์นามว่า จัมมเทวี เพื่อเป็นพระราชาในเมืองนี้ ก็แลพระนางจัมมเทวีนั้นได้เสด็จสู่นาวาด้วยมหาบริวารทั้งหลายทั้งปวงประมาณ 500 คน แลด้วยพระมหาเถรทั้งหลายผู้ทรงไตรปิฎกประมาณ 500 รูป ไปโดยระหว่างทางแม่น้ำพิงคนที มีกำหนด 7 เดือนเป็นประมาณได้ถึงแล้วในเมืองนี้ ฝ่ายพระวาสุเทพและพระสุกกทันต์ ก็พร้อมกับชาวพระนครหริปุญเชทั้งปวง เชิญพระนางจัมมเทวีนั้นให้นั่งเหนือแผ่นทองแล้วอภิเษก” จากการศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ พบว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมีการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ได้แก่ วัฒนธรรมขอมที่มาจากละโว้ (ลพบุรี) วัฒนธรรมทวารวดี (มอญ) วัฒนธรรมพุกาม รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้รูปแบบทางศิลปกรรมของพระพุทธรูปส่วนหนึ่งมีความคล้ายกับศิลปะขอมแบบลพบุรี เช่น รูปแบบพระพักตร์ (ใบหน้า) ที่คมเข้ม ปรากฏเส้นพระมัสสุ (หนวด) พระขนง (คิ้ว) ต่อกันเป็นปีกกา เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานจากวัฒนธรรมละโว้ เช่น พระพิมพ์แบบพระแผงห้าร้อย พระพิมพ์แบบพระสาม (พระพิมพ์ตรีกาย) และพระบุทองคำทรงเทริดขนนกแบบศิลปะลพบุรี เป็นต้น
อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยยังนิยมการทำพระพุทธรูปจากดินเผา และปูนปั้น สำหรับประดับตกแต่งศาสนสถาน เช่นที่ปรากฏบนเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน เป็นต้น จากการดำเนินงานทางโบราณคดีเวียงท่ากาน จังหวัดเชียงใหม่ พบพระพุทธรูปดินเผาศิลปะหริภุญไชยจำนวนหนึ่ง เช่น ชิ้นส่วนพระพุทธรูปยืนดินเผาจากวัดหนองหล่ม (ร้าง) วัดน้อย (ร้าง) และวัดหัวข่วง (ร้าง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปดินเผาที่พบจากเมืองโบราณสมัยหริภุญไชย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมหริภุญไชยตอนปลายต่อชุมชนแห่งนี้ โดยช่วงเวลานี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกามและพัฒนาเป็นศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นพื้นฐานให้กับศิลปกรรมในสมัยล้านนาต่อมา
นอกจากพระพุทธรูปดินเผา และพระพุทธรูปปูนปั้น ที่สร้างขึ้นสำหรับตกแต่งศาสนสถานแล้ว เวียงท่ากานแห่งนี้ยังพบพระพุทธรูปหินทราย ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประธานของอาคารใดอาคารหนึ่งในวัด เช่น พระพุทธรูปประธานภายในวิหารวัดกู่ไม้แดง (ร้าง) พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณวัดกลางเวียง (ร้าง) เป็นต้น พระพุทธรูปหินทรายที่พบจากเวียงท่ากานน่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยล้านนา (หลังวัฒนธรรมหริภุญไชย) เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากถูกสร้างเป็นประธานของอาคารที่สร้างขึ้นในสมัยหลัง แต่อย่างไรก็ตามความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปหินทรายในวัฒนธรรมล้านนาพบได้ค่อนข้างจำกัด พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณเวียงท่ากานมีลักษณะการแกะสลักขึ้นอย่างง่าย ๆ คล้ายโกลน สันนิษฐานว่าอาจมีการพอกปูนหรือตกแต่งภายนอกอีกชั้นหนึ่ง โดยพบทั้งพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรซึ่งนิยมทำในสมัยหริภุญไชยถึงสมัยล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 และพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ พระพุทธรูปประทับนั่งทั้ง 2 อิริยาบถนี้สันนิษฐานว่าเป็นเทคนิคเชิงช่างที่สืบทอดมาจากวัฒนธรรมละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งนิยมสร้างพระพุทธรูปจากหินทรายส่งอิทธิพลมายังวัฒนธรรมหริภุญไชย
ดังนั้นหลักฐานพระพุทธรูปดินเผา ปูนปั้น และหินทรายที่กล่าวมาในข้างต้นจึงเป็นหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนถึงอิทธิพลจากวัฒนธรรมละโว้ (ลพบุรี) มาสู่วัฒนธรรมหริภุญไชย ตามเรื่องราวที่ปรากฏในตำนานจามเทวีวงศ์ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชุมชนบริเวณเวียงท่ากานที่มีภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยเป็นเมืองบริวารภายใต้วัฒนธรรมหริภุญไชย กระทั่งพญามังรายได้เข้ามายึดเมืองหริภุญไชยและผนวกเมืองบริวารทั้งหมดให้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมล้านนา อย่างไรก็ดีพื้นฐานทางวัฒนธรรมแบบหริภุญไชยยังคงดำเนินต่อไปสะท้อนผ่านรูปแบบศิลปกรรม และเทคนิคเชิงช่าง ต่อมาเวียงท่ากานตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา กระทั่งฟื้นฟูโดยกลุ่มไทยยองที่กวาดต้อนเข้ามาสมัยพระเจ้ากาวิละ
ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
กองพล สุพรรณโรจน์. รายงานการขุดแต่งโบราณสถานเวียงท่ากาน วัดหนองไผ่ 1 (ร้าง) เสนอ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2552.
พัฒน์รพี ขันธกาญจน์ และเกษม ไชยวงศ์. รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะกลุ่มโบราณสถานกลางเมืองเวียงท่ากาน. เชียงใหม่: หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2531.
เรื่องจามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชย. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2463. (เจ้าดารารัศมี พระราชชายา พิมพ์ในงานปลงศพ เจ้าทิพเนตร อินทวโรรสสุริยวงศ์).
เวียงท่ากาน: โครงการขยายแนวร่วมกลุ่มเครือข่ายชุมชนเวียงท่ากาน. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, ม.ป.ป.
ศิริพันธ์ ยับสันเทียะ และกษมา เกาไศยานนท์. เวียงท่ากาน 1 รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534.
__________. เวียงท่ากาน 2 รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534.
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปุราณรักษ์. เวียงท่ากาน การขุดแต่งศึกษาโบราณสถาน. เชียงใหม่: สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, 2543.











“พระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยที่พบจากเวียงท่ากาน”
เวียงท่ากาน ตั้งอยู่ในเขตบ้านท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงหรือเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมน กว้างประมาณ 500 เมตร และยาวประมาณ 700 เมตร มีลักษณะเป็นคูน้ำ-คันดิน กว้างประมาณ 10-12 เมตร เมืองโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ราบระหว่างหุบเขา เป็นเนินดินสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ห่างจากแม่น้ำปิงราว 3 กิโลเมตร และห่างจากลำน้ำแม่ขานราว 2 กิโลเมตร ดังนั้นพื้นที่ตั้งของเวียงท่ากานจึงมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย
“ท่ากาน” สันนิษฐานว่ากร่อนมาจากคำว่า “พันนาทะการ” ซึ่งปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “เจ้าพญามังรายก็เอาคำปูน 500 ฝากมหาเถรเจ้าไปบูชามหาโพธิ์เจ้าในเมืองลังกาหั้นแล มหาเถรเจ้าทั้งสี่ก็รับคำทั้ง 500 กลับคืนเมืองลังกา แล้วบูชามหาโพธิ์ในลังกา มหาเถรทั้งสี่ตนอธิษฐานว่า ผู้ข้าทั้งหลายจักเอาศาสนาพุทธเข้ามาดลในล้านนา ผิว่าจักก้านกุ้งรุ่งเรืองแท้ ขอหื้อลูกมหาโพธิ์ตกลงเหนือจีวรแห่งตูข้า แค่ว่าอั้นลูกมหาโพธิ์ตกลงมาเหนือผ้าจีวรแห่งข้าเจ้าตนและลูกมหาเถรทั้งสี่ก็เอามหาโพธิ์ใส่ในบาตรแห่งตน ลูกมหาโพธิ์ก็งอกออกทั้งสี่ต้น ก็เอามาหื้อแก่พญามังรายเอาไปปลูกที่ทุ่งยางเมืองฝางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังรั้วนางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังพันนาทะการต้นหนึ่ง พญามังรายก็หื้อราชมารดาแห่งตนชื่อว่าเทพคำข่ายและกับนางปายโคไปปลูกแทนที่ไม้เดื่อเกลี้ยง วัดกานโถมต้นหนึ่งแล” หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พันนาทะการในสมัยต้นราชวงศ์มังรายเป็นชุมชนหรือเมืองสำคัญที่พญามังรายให้นำต้นโพธิ์จากลังกามาปลูก ปัจจุบันสันนิษฐานว่าต้นโพธิ์ดังกล่าวอยู่ที่โบราณสถานวัดต้นโพธิ์ (ร้าง) เวียงท่ากาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อีกแง่มุมหนึ่งคำว่า “ท่ากาน” เป็นมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาว่า “สมัยก่อนมีกาเผือกตัวใหญ่จะบินลงที่นี่ ชาวบ้านกลัวว่าถ้าบินลงมาแล้วจะเกิดความเดือดร้อน จะพากันไล่อีกาตัวนั้น” การไล่อีกา เรียกว่า “ต๊ะก๋า” ต่อมา พ.ศ.2450 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “ท่ากาน” จวบจนปัจจุบัน
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า “พันนาทะการ” เป็นเมืองโบราณสำคัญที่อยู่ภายใต้การปกครองของล้านนาเชียงใหม่ตั้งแต่สมัยพญามังราย กระทั่งปรากฏชื่อเมืองโบราณนี้อีกครั้งสมัยพญาเมืองแก้ว ใน พ.ศ.2059 ว่า “ปีรวายไจ้ศักราช 878 ชาวเชียงใหม่ ชาวต่างเมือง ปั้นดินจักก่อเมกเวียงเชียงใหม่ในปีเมิงเป้า ศักราช 879 ตัว พระยาแก้วหื้อหมื่นปิงยีรั้งก่อเวียงเชียงใหม่ปีเดียวนั้น เดือน 11 ออก 7 ค่ำ เม็งวัน 6 เจ้าเมืองเชียงทอง พระยากายกับเจ้าเมืองนายเอาไพร่ไทย ช้างม้าออกเป็นข้าพระเป็นเจ้าพระยาแก้ว ทั้งหญิงชายใหญ่น้อยที่ 23,220 คน เจ้าพระยาแก้วหื้อหมื่นปิงยีหนึ่ง หมื่นด่างเต่าคำหนึ่ง ไปรับเอาคนครัวเมืองนายมา ได้ช้างม้าโพ้น 38 ตัว ได้ม้า 250 ตัว พระเป็นเจ้าหื้อเจ้าเมืองเชียงทองกินเมืองฝางชื่อว่าแสนฝาง พระยากายเงี้ยวอยู่กับแสนฝาง จัดทั้งหญิงทั้งชายโพ้น 1,200 คน ลำนั้นแจกหื้ออยู่พันนาทะกาน เก้าช่องเมืองพร้าวหั้นแลฯ” จากนั้นใน พ.ศ.2101 พระเจ้าบุเรงนองมีชัยชนะเหนืออาณาจักรล้านนา ทำให้พันนาทะการ หรือเวียงท่ากาน ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และได้ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง กระทั่ง พ.ศ.2339 พระเจ้ากาวิละได้ใช้นโยบาย “เก็บผักใส่ส้า เก็บข้าใส่เมือง” กวาดต้อนกลุ่มไทยยองเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณบ้านท่ากานกระทั่งปัจจุบัน
การศึกษาทางโบราณคดีบริเวณเวียงท่ากาน นับตั้งแต่ พ.ศ.2508 เป็นต้นมา สามารถอธิบายพัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณนี้ได้เป็น 5 ระยะ ได้แก่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ก่อนวัฒนธรรมหริภุญไชย) สมัยวัฒนธรรมหริภุญไชย สมัยอาณาจักรล้านนา สมัยพม่าปกครอง และสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากการศึกษาโดยอาศัยลำดับชั้นทับถมทางวัฒนธรรมแล้ว หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการศึกษาพัฒนาการของเมืองโบราณแห่งนี้คือ “พระพุทธรูป” เนื่องจากพระพุทธรูปแต่ละสมัยมีลักษณะเฉพาะด้านรูปแบบศิลปะ และวัสดุที่ใช้ในการสร้าง โดยเฉพาะศิลปะหริภุญไชย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแรก ๆ ที่ปรากฏในเวียงท่ากาน และเป็นพื้นฐานให้กับศิลปกรรมสมัยล้านนาในช่วงเวลาต่อมา
วัฒนธรรมหริภุญไชย เป็นวัฒนธรรมแรก ๆ ที่เข้ามายังเวียงท่ากานหลังจากการอยู่อาศัยแบบดั้งเดิม โดยวัฒนธรรมนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ตามที่ปรากฏในจามเทวีวงศ์ ปริเฉทที่ 4 ว่า “พระเจ้าจักรพรรดิราช (พระเจ้ากรุงละโว้) ได้ส่งพระธิดาของพระองค์นามว่า จัมมเทวี เพื่อเป็นพระราชาในเมืองนี้ ก็แลพระนางจัมมเทวีนั้นได้เสด็จสู่นาวาด้วยมหาบริวารทั้งหลายทั้งปวงประมาณ 500 คน แลด้วยพระมหาเถรทั้งหลายผู้ทรงไตรปิฎกประมาณ 500 รูป ไปโดยระหว่างทางแม่น้ำพิงคนที มีกำหนด 7 เดือนเป็นประมาณได้ถึงแล้วในเมืองนี้ ฝ่ายพระวาสุเทพและพระสุกกทันต์ ก็พร้อมกับชาวพระนครหริปุญเชทั้งปวง เชิญพระนางจัมมเทวีนั้นให้นั่งเหนือแผ่นทองแล้วอภิเษก” จากการศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ พบว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมีการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ได้แก่ วัฒนธรรมขอมที่มาจากละโว้ (ลพบุรี) วัฒนธรรมทวารวดี (มอญ) วัฒนธรรมพุกาม รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้รูปแบบทางศิลปกรรมของพระพุทธรูปส่วนหนึ่งมีความคล้ายกับศิลปะขอมแบบลพบุรี เช่น รูปแบบพระพักตร์ (ใบหน้า) ที่คมเข้ม ปรากฏเส้นพระมัสสุ (หนวด) พระขนง (คิ้ว) ต่อกันเป็นปีกกา เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานจากวัฒนธรรมละโว้ เช่น พระพิมพ์แบบพระแผงห้าร้อย พระพิมพ์แบบพระสาม (พระพิมพ์ตรีกาย) และพระบุทองคำทรงเทริดขนนกแบบศิลปะลพบุรี เป็นต้น
อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยยังนิยมการทำพระพุทธรูปจากดินเผา และปูนปั้น สำหรับประดับตกแต่งศาสนสถาน เช่นที่ปรากฏบนเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน เป็นต้น จากการดำเนินงานทางโบราณคดีเวียงท่ากาน จังหวัดเชียงใหม่ พบพระพุทธรูปดินเผาศิลปะหริภุญไชยจำนวนหนึ่ง เช่น ชิ้นส่วนพระพุทธรูปยืนดินเผาจากวัดหนองหล่ม (ร้าง) วัดน้อย (ร้าง) และวัดหัวข่วง (ร้าง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปดินเผาที่พบจากเมืองโบราณสมัยหริภุญไชย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมหริภุญไชยตอนปลายต่อชุมชนแห่งนี้ โดยช่วงเวลานี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกามและพัฒนาเป็นศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นพื้นฐานให้กับศิลปกรรมในสมัยล้านนาต่อมา
นอกจากพระพุทธรูปดินเผา และพระพุทธรูปปูนปั้น ที่สร้างขึ้นสำหรับตกแต่งศาสนสถานแล้ว เวียงท่ากานแห่งนี้ยังพบพระพุทธรูปหินทราย ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประธานของอาคารใดอาคารหนึ่งในวัด เช่น พระพุทธรูปประธานภายในวิหารวัดกู่ไม้แดง (ร้าง) พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณวัดกลางเวียง (ร้าง) เป็นต้น พระพุทธรูปหินทรายที่พบจากเวียงท่ากานน่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยล้านนา (หลังวัฒนธรรมหริภุญไชย) เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากถูกสร้างเป็นประธานของอาคารที่สร้างขึ้นในสมัยหลัง แต่อย่างไรก็ตามความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปหินทรายในวัฒนธรรมล้านนาพบได้ค่อนข้างจำกัด พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณเวียงท่ากานมีลักษณะการแกะสลักขึ้นอย่างง่าย ๆ คล้ายโกลน สันนิษฐานว่าอาจมีการพอกปูนหรือตกแต่งภายนอกอีกชั้นหนึ่ง โดยพบทั้งพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรซึ่งนิยมทำในสมัยหริภุญไชยถึงสมัยล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 และพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ พระพุทธรูปประทับนั่งทั้ง 2 อิริยาบถนี้สันนิษฐานว่าเป็นเทคนิคเชิงช่างที่สืบทอดมาจากวัฒนธรรมละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งนิยมสร้างพระพุทธรูปจากหินทรายส่งอิทธิพลมายังวัฒนธรรมหริภุญไชย
ดังนั้นหลักฐานพระพุทธรูปดินเผา ปูนปั้น และหินทรายที่กล่าวมาในข้างต้นจึงเป็นหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนถึงอิทธิพลจากวัฒนธรรมละโว้ (ลพบุรี) มาสู่วัฒนธรรมหริภุญไชย ตามเรื่องราวที่ปรากฏในตำนานจามเทวีวงศ์ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชุมชนบริเวณเวียงท่ากานที่มีภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยเป็นเมืองบริวารภายใต้วัฒนธรรมหริภุญไชย กระทั่งพญามังรายได้เข้ามายึดเมืองหริภุญไชยและผนวกเมืองบริวารทั้งหมดให้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมล้านนา อย่างไรก็ดีพื้นฐานทางวัฒนธรรมแบบหริภุญไชยยังคงดำเนินต่อไปสะท้อนผ่านรูปแบบศิลปกรรม และเทคนิคเชิงช่าง ต่อมาเวียงท่ากานตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา กระทั่งฟื้นฟูโดยกลุ่มไทยยองที่กวาดต้อนเข้ามาสมัยพระเจ้ากาวิละ
ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
กองพล สุพรรณโรจน์. รายงานการขุดแต่งโบราณสถานเวียงท่ากาน วัดหนองไผ่ 1 (ร้าง) เสนอ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2552.
พัฒน์รพี ขันธกาญจน์ และเกษม ไชยวงศ์. รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะกลุ่มโบราณสถานกลางเมืองเวียงท่ากาน. เชียงใหม่: หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2531.
เรื่องจามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชย. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2463. (เจ้าดารารัศมี พระราชชายา พิมพ์ในงานปลงศพ เจ้าทิพเนตร อินทวโรรสสุริยวงศ์).
เวียงท่ากาน: โครงการขยายแนวร่วมกลุ่มเครือข่ายชุมชนเวียงท่ากาน. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, ม.ป.ป.
ศิริพันธ์ ยับสันเทียะ และกษมา เกาไศยานนท์. เวียงท่ากาน 1 รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534.
__________. เวียงท่ากาน 2 รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534.
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปุราณรักษ์. เวียงท่ากาน การขุดแต่งศึกษาโบราณสถาน. เชียงใหม่: สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, 2543.











(จำนวนผู้เข้าชม 15 ครั้ง)