...

องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย เรื่อง ตำนานวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวา (กระดูกกระหม่อมด้านขวา) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันมีสัณฐานสีขาวนวลกลมเกลี้ยง ขนาดเท่าเมล็ดพุทรา สีคล้ายดอกพิกุลแห้ง บรรจุในพระโกศ ๕ ชั้น ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปปราสาท อยู่บริเวณกลางพระวิหารจตุรมุข สร้างขึ้นในสมัยพญาแก้ว หรือพญาแก้วภูตาธิปติราช เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๐ ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดปีชวด (ปีหนู) อีกด้วย

ในสมัยพุทธกาลมียอดดอยหนึ่งชื่อว่าดอยจอมทอง เป็นภูเขาดินที่มีความสูงกว่าระดับพื้นที่ราบอื่นๆ ยอดดอยแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองอังครัฏฐะ มีเจ้าผู้ครองเมืองนามว่า พระยาอังครัฏฐะ เป็นผู้ที่สนใจทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากกรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ว่า “พระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก และเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์” ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงตั้งจิตอธิฐานรักษาศีลอย่างแน่วแน่ พร้อมอาราธนาว่า “ขอให้ได้พบกับพระพุทธองค์ด้วยเทอญ”

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๖-๗) “...ครั้นอยู่มาวันหนึ่งท้าวเธอได้สดับข่าวจากพวกพ่อค้า ซึ่งมาจากกรุงราชคฤห์ว่าพระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก และเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ ก็มีใจปิติยินดีมากนัก ได้พระราชทานข้าวของเงินทองเสื้อผ้าแก่พวกพ่อค้าเหล่านั้นเป็นอันมาก เป็นผู้มีจิตต์เลื่อมใสใคร่ประสพพบเห็นพระพุทธเจ้าเป็นกำลัง จึงได้ อธิษฐานรักษาศีล ๕ แล้วประคองอัญชลี (ประณมมือ) หันหน้าสู่ทิศอุดรกล่าวคำอาราธนาว่า “ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา แก่หมู่สัตว์เป็นอันมาก วันพรุ่งนี้ขอพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงเสด็จมาโปรดข้าพระองค์เพื่อให้ข้าพระองค์ได้บำเพ็ญทานบารมี เพื่อเป็นปัจจัยแก่พระสัพพัญญุตญาณแห่งข้าพระองค์ด้วยเทอญ”...”

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณแล้วจึงเสด็จมาสู่เมืองอังครัฏฐะ ทรงแสดงธรรมและทรงพยากรณ์ว่าเมื่อเราตถาคตนิพพานแล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวาของเราจักมาประดิษฐานอยู่บริเวณดอยจอมทองแห่งนี้ หลังจากนั้นพระยาอังครัฏฐะทรงสดับพระดำรัสที่ตรัสพยากรณ์นั้นแล้ว ทรงรับสั่งให้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๙-๑๐) “...ครั้งนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อจะยกย่องสรรเสริญและทำนายสถานที่นั้น จึงตรัสแก่พระยาอังครัฏฐะว่า ดูก่อนมหาราช สถานที่นี้ต่อไปข้างหน้าจักเป็นอัครสถานอันประเสริฐ จักเป็นที่ประดิษฐานทักษิณโมลีธาตุจอมหัวเบื้องขวาแห่งเรา กับทั้งธาตุกระดูกด้ามมีดเบื้องขวา มีสัณฐานเป็นรูปสามเหลี่ยม เท่าเมล็ดข้าวสารหัก และธาตุย่อยอีก ๕ องค์ เท่า เมล็ดพันธุ์ผักกาด จักมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้...”

ต่อมาในรัชสมัยแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย พระองค์ได้เสด็จสู่ดอยจอมทอง ได้ขุดคูหูเปิดอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทองแล้วทรงรับสั่งให้สร้างพระสถูปไว้ภายในคูหานี้ ทรงอัญเชิญพระบรมธาตุที่อยู่ในสถูปที่พระยาอังครัฏฐะรับสั่งให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปประดิษฐานในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้นดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาไว้ แล้วทรงอธิษฐานไว้ว่า “ต่อไปข้างหน้า ถ้าพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ฝูงชนให้ได้กราบไหว้สักการบูชา”

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๕) “...พระเจ้าอโศกมหาราชพร้อมด้วยท้าวพระยาเสนามาตย์ เทพยดา และพระอรหันต์ ทั้งหลาย จึงกล่าวคำอธิษฐานไว้ว่า “ข้าแต่พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐ ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้เคยเสด็จมาสู่ที่นี่ และได้ตรัสทำนายไว้แก่พระยายังครัฏฐะว่า “พระทักษิณโมลีธาตุของเรา ตถาคตจะมาประดิษฐานอยู่ที่นี่” ดังนี้ และบัดนี้พระบรมธาตุเจ้าก็ได้เสด็จ เข้าไปประดิษฐานอยู่ในที่นี้ สมดังพระพุทธทำนายแล้ว...”

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๗) “...ในกาลนั้นพระเจ้าอโศกธรรมราชา ได้รับสั่งให้เสนาอำมาตย์ราชบริพารทั้งหลายให้ขุดหลุมใหญ่ฝังทองคำไว้ ในทิศทั้ง ๘ แห่งดอยศรีจอมทองทรงอธิษฐานไว้ว่า “เมื่อใดพระบรมธาตุเจ้าเจริญรุ่งเรื่องไปภายหน้าขอจงให้ผู้อยู่ปฏิบัติรักษาพระบรมธาตุนี้ จงขุดเอาทองคำที่ฝังไว้นี้ออกบำรุงก่อสร้าง สถาปนาพระพุทธศาสนา ให้เจริญถาวรต่อไปชั่วกาลนานเทอญ” ครั้นแล้วท้าวเธอพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ราชบริวาร ก็เสด็จคมนาคมการกลับไปสู่พระนครของพระองค์...”

ปี พ.ศ. ๑๙๙๔ มีสามีชื่อพ่อสร้อย และภรรยาชื่อนางเม็ง ซึ่งทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) ปีมะเมีย ได้สมาทานศีล ๘ อยู่บนดอยจอมทอง ได้สังเกตเห็นว่าดอยจอมทองมีลักษณะที่สวยงามและเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการสร้างวัดเพื่อเป็นสถานที่ให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญ ฟังธรรม ประกอบประเพณีทางศาสนา และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หลังจากนั้นสามีภรรยาทั้งคู่ได้สร้างเสนาสนะ ก่อพระเจดีย์และสร้างพระพุทธรูป ๒ องค์ ไว้บนดอยจอมทอง แต่ในการสร้างวัดยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งสองได้ถึงแก่กรรมจากไปเสียก่อน แต่ด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาในครั้งนั้นถือว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น ถือว่าเป็นปฐมอารามแห่งวัดพระธาตุศรีจอมทอง

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๘) “...จนถึงจุลศักราชได้ ๘๑๓ ปี พ.ศ. ๑๙๙๔ มีชายผู้หนึ่งชื่อนายสอย มีภรรยาชื่อนางเมง, ผัวเมียคู่นี้มีบ้านเรือนตั้งอยู่ใกล้ดอยศรีจอมทอง, เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันเพ็ญเดือน ๑๒ (เดือนยี่เหนือ) ปีมะเมีย, นายสอยอาบน้ำชำระกายแล้ว ได้สมาทานศีล ๘ อยู่ ณ ดอยจอมทองนั้น ได้สังเกตเห็นดอยจอมทอง มีสัณฐานอันงาม สูงขึ้นเป็นลำดับคล้ายหลังเต่า จึงคิดว่า “สถานที่นี้ สมควรจะเป็นสถานที่ตั้งแห่งพระรัตนตรัย” วันหนึ่งนายสอยจึงปรึกษา กับนางเมงภรรยาว่า “เราทั้งสองจะคิดสร้างวัดขึ้นบนดอยนี้เพื่อเป็นสถานที่ตั้งแห่งพระศาสนา ท่านจะเห็นเป็นประการใด” ฝ่ายนางเมงภรรยา ตอบเห็นเป็นการสมควรด้วย, จึงปรึกษากันต่อไปว่า “เราควรสร้างบนถ้ำ คูหายอดดอยต้นทองหลางนี้แหละเป็นดี” คนทั้งสองได้ปรึกษาเป็นที่ตกลงกันแล้ว จึงได้ลงมือชำระแผ้วถางสถานที่นั้นเสร็จแล้ว เมื่อจุลศักราช ล่วงได้ ๘๑๔ พ.ศ. ๑๙๙๕ เดือน ๗ ขึ้น ๙ ค่ำ (เดือน ๙ เหนือ) วันจันทร์ฤกษ์ได้ ๑๒ ตัวเวลาเช้า, นายสอย นางเมงได้ยกเสาศาลาขึ้นเป็นปฐมฤกษ์ พร้อมกับได้ก่อเจดีย์ไว้บนถ้าคูหาและก่อพระพุทธรูปไว้ ๒ องค์ เมื่อนายสอยนางเมงได้ปลูกสร้างศาลาและก่อเจดีย์ขึ้นแล้ว คนทั้งหลายจึงเข้าใจ กันว่านายสอยนางเมงได้สร้างวัดขึ้นบนดอยนั้น, ฉะนั้นจึงได้พากันเรียก วัดนั้นว่า วัดศรีจอมทอง มาจนกระทั่งบัดนี้...”

ในปี พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ชื่อสิบเงินและสิบถัว ทั้งสองได้ช่วยกันบูรณะวัดศรีจอมทอง โดยการก่อสร้างวิหารมุงหญ้าคาขึ้นหลังหนึ่งจนแล้วเสร็จ แล้วจึงได้อาราธนาพระสารีปุตตเถระ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙) “นับตั้งแต่นายสอยนางเมงเริ่มสร้างวัดศรีจอมทองมาเป็นเวลา ๑๕ ปี, ถึงมีระกา จุลศักราช ๘๒๘ พ.ศ. ๒๐๐๙ มีชาย ๒ คน ๆ หนึ่งชื่อสิบเงิน อีกคนหนึ่งชื่อสิบถัว, ได้ชักชวนกันสร้างวิหารขึ้นหลังหนึ่ง หลังคามุงหญ้าคา แล้วนิมนต์ภิกษุรูปหนึ่งชื่อ สาริปุตตเถระมาเป็น
เจ้าอาวาส อยู่วัดนั้น...
”

เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๑๓ หลังจากที่เจ้าอาวาสองค์แรก มรณภาพแล้ว ชาวบ้านได้นิมนต์พระเทพกุลเถระ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ ซึ่งท่านได้ทำการเปลี่ยนหลังคาวิหารเป็นกระเบื้องแทน

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙) “...ปีจุลศักราช ๘๓๒ พ.ศ. ๒๐๑๓ พระเทพกุลเถระ มาอยู่เป็นเจ้าอาวาส ท่านผู้นี้ได้จัดการปฏิสังขรณ์วิหารใส่ไม้ระแนงและมุงกระเบื้องไว้...”

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๐๑๗ ชาวบ้านได้นิมนต์พระธัมมปัญญโญ มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓ แล้วได้นำพระพุทธรูปจากวัดย่าแต้ม ซึ่งอยู่บริเวณแม่น้ำกลางมาประดิษฐาน พร้อมสร้างเสนาสนะต่างๆ ขึ้นภายในวัด

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๑๙-๒๐) “...จุลศักราช ๘๓๗ พ.ศ. ๒๐๑๗ ชาวบ้านทั้งหลายไปนิมนต์พระมหาเถระเจ้าองค์หนึ่ง ชื่อพระธมฺมปญฺโญ มาอยู่เป็นเจ้าอาวาส, ท่านผู้นี้พร้อมด้วยชาวบ้าน ได้พากันไปรื้อถอนเอาวิหารกับทั้งพระพุทธรูปองค์ใหญ่หล่อ (ก่อ-ปั้น) ด้วยปูน จากวัดย่าแต้มซึ่งอยู่ข้างแม่น้ำกาละ มาไว้ในวัดศรีจอมทองในปี พ.ศ. ๒๐๒๒ แล้วได้ชักชวนกันสร้างระเบียงหน้ามุขหลังวิหารขึ้น, แล้วก่อปราสาทเฟื่องโดยสูง ๒ วา ๒ ศอก โดยกว้าง ๑ วา ๒ ศอก เพื่อเป็นที่ไว้พระพุทธรูปแล้ว, ก่อกำแพงรอบวิหารทั้ง ๔ ด้านยาว ๑๐ วา ๓ ศอก และได้สร้างกุฎีหลังหนึ่งยาว ๕ วา ๒ ศอก กว้าง ๒ วา สูง ๓ วา ๓ ศอก ไว้สำหรับเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์”

วันหนึ่งได้มีตาปะขาวคนหนึ่งได้นิมิตฝันว่าเทวดามาบอกว่าบริเวณใต้พื้นวิหารบนยอดดอยจอมทองแห่งนี้ มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าและพระบรมธาตุดังกล่าวจะเสด็จมาให้ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้กราบไหว้สักการบูชา ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันให้กับพระธัมมปัญญโญ ผู้เป็นเจ้าอาวาสฟัง ทางเจ้าอาวาสจึงได้ทำการอธิษฐานว่า ถ้าหากเป็นเรื่องจริงดังความฝัน “ขอพระบรมสารีริกธาตุเจ้าจงเสด็จออกมาเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด”

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๐) “...มีปะขาวผู้หนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อ อาศัยอยู่เหนือวัด เป็นผู้อุปการะวัดวันหนึ่งเวลากลางคืน เทพยดามาบอกแก่ตาปะขาวนั้นโดยมิมิตตฝันว่า “พระบรมธาตุองค์หนึ่ง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ในถ้าใต้พื้นดอยศรีจอมทองนี้ จักเสด็จออกมาให้คนและเทวดาทั้งหลายสักการบูชา สถานที่นี้เป็นที่วิเศษนัก จักเป็นที่ตั้งแห่งพระศาสนาต่อไปในกาลข้างหน้า” ดังนี้ รุ่งขึ้นเช้าตาปะขาวนั้นจึงไปเล่าความฝันนี้ให้พระธมฺมปญฺโญเถระเจ้าอาวาสฟัง, ท่านได้ฟังแล้วก็มีใจยินดียิ่งนัก, แล้วท่านจึงอธิษฐานว่า “ขอพระบรมสารีริกธาตุเจ้าจงเสด็จออกมาเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด...”

ปี พ.ศ. ๒๐๔๒ เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) มีเหตุการณ์สำคัญในสมัยที่พระธัมมปัญญโญเถระ คือ พระบรมธาตุได้เสด็จออกจากคูหาจากพื้นดอยแล้วได้แสดงปาฏิหาริย์ มาอยู่ตรงบริเวณพระเพลา (บนตัก) ของพระพุทธรูปองค์ในวิหาร ซึ่งพระพุทธองค์นี้คุณลักษณะสามารถถอดพระโมลี (ส่วนยอดของมวยผม) ได้ พอรุ่งเช้าซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตรงกับเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) เป็นที่อัศจรรย์แก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้พบเห็นว่าส่วนยอดของมวยผมของพระพุทธรูปตกลงมาวางอยู่บนหน้าตัก เมื่อเปิดพระโมลีดูจึงพบพระบรมธาตุอยู่ภายใน จากนั้นจึงได้นำพระบรมธาตุบรรจุไว้ในโกศงาช้างแล้วนำไปไว้ในช่องพระโมลีของเศียรพระพุทธรูปภายในพระวิหารดังเดิม

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๐-๒๑) “ครั้นอธิษฐานแล้วล่วงมาถึงปีจุลศักราช ๘๖๑ พ.ศ. ๒๐๔๒ เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (เดือน ๖ เหนือ) เวลากลางคืน, พระบรมธาตุเจ้าองค์ประเสริฐก็เสด็จออกจากพระสถูปทองคำอันตั้งอยู่ในคูหาพื้นดอยศรีจอมทอง แสดงปาฏิหาริย์เป็นมหัศจรรย์ต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย ก็และในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีพระโมลีถอดได้, รุ่งขึ้นเช้าเป็นวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ คนทั้งหลายได้มาบูชาข้าวพระพุทธรูป เห็นประตูวิหารเปิดไว้ จึงไปบอกแก่พระธมฺมปญโญเถระเจ้าอาวาส, ท่านไปตรวจดูในวิหาร เห็นพระโมลีพระพุทธรูปถูกถอดออกจากพระเศียร วางไว้บนพระเพลา (บนตัก) พระเถระจึงไปตรวจดู เห็นห่อผ้าทิพย์เล็ก ๆ วางอยู่ในรูพระ โมลีแห่งพระพุทธรูปองค์นั้น, จึงเอาไม้คีบออกมาแล้วแก้ห่อออกดู ก็เห็นพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในห่อผ้านั้น พระเถระเจ้ามีความยินดียิ่งนัก จึงเอาพระบรมธาตุนั้นบรรจุในโกศงาแล้วเอาเก็บไว้ในรูพระโมลี่พระพุทธองค์นั้นตามเดิม...”

สมัยพระมหาสีลปัญฺโญ เจ้าอาวาสองค์ที่ ๑๑ ในปี พ.ศ. ๒๐๕๘ มีพระมหาพุทฺธญฺาโณเถระอยู่ป่าฟ้าหลั่งได้กลับมาจากเมืองพุกาม และได้รับรู้เกี่ยวกับตำนานพระทักขิณโมลีธาตุ จึงได้ให้พระอานันทะ ผู้เป็นศิษย์ไปสืบเรื่องราวเกี่ยวกับพระทักขิณโมลีธาตุที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง แล้วให้ทำการสักการบูชาอธิษฐาน ส่วนทางเจ้าอาวาสได้รับรู้ความเป็นมาเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจ้าองค์หนึ่งที่เสด็จออกจากคูหาพื้นดอยศรีจอมทองแล้วเข้าอยู่ในช่องพระโมลี จึงได้นำเอาพระบรมธาตุที่ได้เก็บรักษามาแสดงให้พระอานันทะได้ทราบถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นพระอานันทะจึงได้นำเรื่องราวดังกล่าวไปบอกแก่พระมหาพุทฺธญฺาโณ

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๒-๒๓) “...ถึงปีจุลศักราช ๘๗๕ พ.ศ. ๒๐๕๖ เดือน ๗ (เดือน ๙ เหนือ) แรม ๘ ค่ำ วันอาทิตย์, ชาวบ้านทั้งหลายจึงได้นิมนต์พระมหาสีลปญฺโญมาอยู่เป็นเจ้าอาวาส รักษาพระบรมธาตุต่อมา. ถึงจุลศักราช ๘๗๗ พ.ศ. ๒๐๕๘ มีพระเถระเจ้าองค์หนึ่งชื่อว่าพระมหาพุทฺธญฺาโณอยู่ป่าฟ้าหลั่ง ท่านไปเมืองพุกาม ได้ตำนานพระบรมธาตุเจ้าจากเมืองพุกามมาพิจารณาดูที่พระบรมธาตุเจ้าตั้งอยู่คือวัดพระธาตุศรีจอมทอง ก็เห็นถูกต้องตามตำนานทุกประการ, แต่หามีผู้ใดบอกว่าพระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาจากคูหาและอยู่ในพระโมลีของพระพุทธรูปในวิหารนั้นไม่. พระเถระเจ้า จึงสั่งให้พระอานันทะ ผู้เป็นอนุเถระอยู่ป่าฟ้าหลั่งด้วยกัน พร้อมด้วยปะขาวนักบุญทั้งหลาย ให้ไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทอง และสั่งว่า “เมื่อไปถึงที่นั้นแล้วให้ทำสักการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนแล้วคงสัตยาธิษฐาน ถ้าหากว่าพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในที่นั้นจริงดังตำนานกล่าวไว้แล้ว, พระบรมธาตุเจ้าก็จะแสดงปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ต่าง ๆ ให้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายแล” ดังนี้ ส่วนพระอานันทะพร้อมด้วยปะขาวและนักบุญทั้งหลายได้พากันไปสู่ดอยจอมทอง, ทำสักการะแล้วอธิษฐานตามที่พระมหาพุทฺธญฺาโณสั่งทุกประการ, ครั้นแล้วจึงพากันนั่งคอยดอยู่ที่กลางลานวัด.

ส่วนพระมหาสีลปฺโญ ผู้เป็นเจ้าอาวาส ได้เห็นอาการแห่งชนเหล่านั้นแล้ว จึงได้นำความไปแจ้งแก่พระอานันทะว่า “พระบรมธาตุเจ้าองค์หนึ่ง เสด็จออกจากคูหาพื้นดอยศรีจอมทองแล้วเข้าอยู่ในช่องพระโมลี แห่งพระพุทธรูปในวิหาร” แล้วจึงได้นำเอาพระบรมธาตุเจ้าองค์นั้นออก มาแสดงแก่พระอานันทะและปะขาวนักบุญทั้งหลาย ณ กาลนั้นแล.”

หลังจากนั้นทางพระมหาพุทฺธญฺาโณได้ทราบเรื่องราวต่างๆ และตรงกับตำนานดังกล่าว จึงได้นำความไปทูลพญาแก้ว หรือพญาแก้วภูตาธิปติราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งและทรงทำนุบำรุงส่งเสริมสนับสนุนพระพุทธศาสนา โดยในปี พ.ศ. ๒๐๖๐ พญาแก้วได้อาราธนาพระมหาพุทฺธญฺาโณ ให้เป็นหัวหน้าในการบูรณปฏิสังขรณ์ พร้อมสร้างวิหารจัตุรมุขเหมือนกับวัดชัยศรีภูมิหรือวัดปันต๋าเกิ๋น และให้มีมณฑปปราสาทตั้งอยู่กลางวิหารจตุรมุข เหมือนกับอุโบสถวัดโพธารามมหาวิหารหรือวัดเจ็ดยอด แล้วจึงอัญเชิญพระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) ไปประดิษฐานไว้ภายใน

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒๓-๒๔) “... ส่วนพระมหาพุทฺธญฺาโณเถระเจ้า เมื่อได้ทราบเช่นนั้นแล้วก็มีจิตต์ปิติยินดียิ่งนัก จึงได้นำความไปถวายพระพรพระรัตนราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ให้ทรง ทราบทุกประการ.

ฝ่ายพระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อได้ทรงทราบจากพระมหาพุทฺธญฺาโณว่า “พระบรมธาตุเจ้าได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองภายในอาณาเขตต์แว่นแคว้นของ พระองค์เช่นนั้นแล้ว” ก็มีพระทัยยินดีปีติปราโมทย์เป็นกำลัง จึงรับสั่งแก่พระมหาพุทฺธญฺาโณเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าจงไปจัดการเริ่มปฏิสังขรณ์ปลูกสร้างพระวิหารหลังหนึ่ง ให้เป็น ๔ มุขเหมือนวิหารวัดชัยศรีภูมิแล้วให้ก่อปราสาทหลังหนึ่งให้เหมือนปราสาทอันมีอยู่ในพระอุโบสถวัดมหาโพธิหลวง (วัดเจ็ดยอด) ไว้ภายในท่ามกลางพระวิหารนั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าให้เป็นอัครสถานอันประเสริฐต่อไป” ดังนี้ แล้วทรงประทานเงินหมื่นหนึ่งเพื่อเป็นค่าอุปกรณ์ในการก่อสร้าง. พระเถระเจ้ารับคำแล้วพร้อมด้วยปะขาวนักบุญและนายช่างทั้งหลาย ไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทองแล้วร่วมกับเจ้าอาวาสเริ่มการปลูกสร้างพระวิหาร และปราสาท, ในปีชวดอัฏฐศก พ.ศ. ๒๐๖๐ ตามแบบที่พระเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองนครสั่งนั้นทุกประการ.”

พระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) เป็นพระเศียรเบื้องขวา (กระดูกกระหม่อมด้านขวา) มีสัณฐานสีขาวนวลกลมเกลี้ยงขนาดเท่าเมล็ดพุทรา สีคล้ายดอกพิกุลแห้งอยู่ในผอบแก้วใส มณฑปก่อด้วยอิฐถือปูนสลักลวดลายแบบไทยอย่างงดงาม เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสฐานกว้าง ๔ เมตร สูงจากพื้นถึงยอด ๔ เมตร ภายในปราสาทเป็นคูหามีประตูทั้ง ๔ ด้าน มีคูหาและแท่นสำหรับตั้งพระบรมธาตุจอมทอง ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น ประติมากรรมเทวดาท่ายืนประจำอยู่ทั้ง ๔ มุม พระหัตถ์ถือช่อดอกไม้ก้านยาวทั้ง ๒ ข้าง นอกจากนี้ยังมีลวดลายบัวคอเสื้อลายประจำยาม และลายบัวเชิงล่างที่มีลวดลายได้อย่างสวยงาม

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒) “ปราสาทที่ประดิษฐานพระบรมธาตุนี้ สร้างโดยพระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มีอายุประมาณ ๔๐๐ กว่าปี (ปัจจุบันอายุประมาณ ๕๐๐ กว่าปี) ก่อด้วยอิฐถือปูน สลักลวดลายแบบไทยอย่างงดงาม และปิดทองทั้งองค์ ลักษณะสัณฐานเป็น ๔ เหลี่ยมจัตุรัส คล้ายพระเจดีย์ ฐานกว้าง ๔ เมตร สูงจากพื้นถึงยอด ๔ เมตร ภายในปราสาทเป็นคูหา มีประตูทั้ง ๔ ด้าน ท่ามกลางคูหามีแท่นสำหรับตั้งพระโกศพระบรมธาตุ”

พระบรมธาตุจอมทอง (พระทักขิณโมลีธาตุ) ได้บรรจุไว้ในพระโกศ ๕ ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงินสัณฐานกลม ชั้นที่ ๒ อยู่ภายในชั้นที่ ๑ (โกศเงิน) เป็นโกศทองเหลืองหล่อปิดทอง ชั้นที่ ๓ อยู่ภายในชั้นที่ ๒ (โกศทองเหลือง) เป็นผอบเงิน ชั้นที่ ๔ อยู่ภายในชั้นที่ ๓ (ผอบเงิน) เป็นผอบทองคำลงยา และชั้นที่ ๕ อยู่ภายในชั้นที่ ๔ (ผอบทองคำลงยา) เป็นผอบทองคำองค์เล็กชั้นในสุด และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฯ

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (๒) “โกศที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ มี ๕ ชั้น คือ ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงินสัณฐานกลม กว้าง ๑ ศอก สูง ๑ เมตร ชั้นที่ ๒ ภายในโกศเงิน เป็นโกศทองเหลืองหล่อปิดทองสัณฐานกลม กว้าง ๑๐ นิ้ว สูง ๑ ศอก ชั้นที่ ๓ ภายในโกศทองเหลือง เป็นผอบเงิน ชั้นที่ ๔ ภายในผะอบเงิน เป็นผะอบทองคำลงยา ประดับเพชร น้ำหนัก ๔๑ กรัม ชั้นที่ ๕ ภายใน ผะอบทองคำลงยา เป็นผะอบทองคำเกลี้ยง น้าหนัก ๑๖ กรัมขนาดเท่าผลมะยมเขื่องๆ พระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในผอบทองคำขั้นที่ ๕ นี้...”

ประเพณีสำคัญของวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ซึ่งทางวัดมีการจัดพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุฯ เช่น วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ (เหนือ), วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ หรือวัน ๕ เป็ง (วันมาฆบูชา), วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (เหนือ), วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) หรือวัน ๘ เป็ง (วันวิสาขบูชา) และวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) เป็นต้น โดยอัญเชิญองค์พระทักขิณโมลีธาตุพระบรมธาตุเจ้าจอมทองประดิษฐานในโกศแก้วทำด้วยทองคำแท้แผ่นบุมีลวดลาย ประดับด้วยเพชร  ยอดแหลมคล้ายฝาชี ตั้งบนพานที่ประดับด้วยพลอย และมีสายสร้อยทองคำโยงฝาโกศติดกับพานทั้ง ๔ ด้าน

ตามความเชื่อของท้องถิ่นในสมัยโบราณน้ำที่ใช้ประกอบในประเพณีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ มักนิยมนำน้ำแม่กลางและเชื่อว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญ เจือด้วยน้ำหอมหรือแก่นจันทน์ สำหรับในปัจจุบันสามารถนำน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ผสมขมิ้นส้มป่อยตามกำลังศรัทธา นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนสามารถสักการะทำการสรงน้ำพระบรมธาตุได้โดยตรง ซึ่งสามารถมองเห็นพระบรมธาตุที่อยู่ในสุวรรณโกศหรือโกศแก้วได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน และยังเป็นการสืบฮีตสานฮอยตามประเพณีตามแบบโบราณกาล

กรมศิลปากรได้กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๐ง หน้า ๓๖๘๓ ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ภายในวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ยังมีสิ่งสำคัญ อย่างเช่น  พระอุโบสถ หอพระไตรปิฎก อาคารพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ศึกษาพระวิปัสสนาจารย์ ภาคเหนือ หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล มหาศาลาหทัยนเรศว์ร กุฏิหทัยนเรศว์ร ศาลาธรรมสามัคคี สำนักงานรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ หอระฆัง และน้ำบ่อทิพย์ เป็นต้น วัดแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญ มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนทำสมาธิได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุประจำปีเกิดของผู้เกิดปีชวด (ปีหนู) อีกด้วย

เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

(จำนวนผู้เข้าชม 59 ครั้ง)


black ribbon.