...

องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย เรื่อง ตำนานพระเจ้าค่าคิงพญามังราย วัดพระเจ้าเม็งราย จังหวัดเชียงใหม่

พญามังราย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พระองค์ทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานี พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในหลากหลายด้าน

ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ มีอยู่วัดหนึ่งชื่อว่าวัดพระเจ้าเม็งราย อยู่ในตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระอารามหลวงแห่งที่สามที่พญามังรายทรงสร้างขึ้น โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุถึงการตั้งวัด และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ในสมัยก่อนวัดนี้เดิมชื่อ วัดคานคาดหรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน โดยมีความหมายมาจาก ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างวัดขึ้นตรงนั้น พระอาจารย์การกุย ทูลสนโย อดีตเจ้าอาวาส อธิบายว่าวัดพระเจ้าเม็งรายนี้ ยังมีอีกชื่อว่า วัดศรีสร้อยท้าแจ่ง ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดพระเจ้าเม็งรายตรงกับพระนามของพระองค์ท่าน

วัดพระเจ้าเม็งราย มีพระพุทธรูปยืนที่สำคัญองค์หนึ่ง นามว่า พระเจ้าค่าคิงพญามังราย โดยมีตำนานและความเป็นมาของพระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏในตำนานเมืองเชียงใหม่และในพงศาวดารโยนก กล่าวคือ

เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๙ พญามังรายทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้น ทรงขนานนามว่า “เวียงกุมกาม” ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๑ ได้มีพระมหาเถรเจ้า นามว่าพระมหากัสสปะเถระ พร้อมด้วยลูกศิษย์ ๕ รูป เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติอันสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ปริยัติ (การเรียนรู้หลักธรรม) ปฏิบัติ (การนำไปลงมือทำ) และ อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) โดยสามารถทำได้ครบทั้งสามส่วนและเป็นผู้ปฏิบัติดีโดยสมบูรณ์ตามหลักพระพุทธศาสนาได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ต้นมะเดื่อยักษ์ไม่ไกลจากเวียงกุมกาม พญามังรายทรงกราบพระมหาเถรเจ้า ซึ่งได้ทรงปราศรัยและสนทนาธรรมกับพระมหากัสสปะเถระแสดงธรรมเรื่องวัฏฏังคุลีราชชาดก โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปของพระยาวัฏฏังคุลีให้พญามังรายฟังว่า พระยาวัฏฏังคุลีเพียงได้ต่อนิ้วพระหัตถ์พระพุทธรูปที่ชำรุดแล้ว อานิสงส์จากการต่อนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธรูปยังมีอานิสงส์สามารถชนะข้าศึกศัตรูได้ ถึงแม้ไม่ได้สร้างพุทธรูปองค์ใหม่ทั้งองค์ก็ตาม แต่ถ้าหากว่า ได้สร้างพระพุทธรูปทั้งองค์แล้ว อานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปจักเป็นฉันใด

จากพงศาวดารโยนก (๒๖๐-๒๖๑)  ลุจุศักราช ๖๕๐ ปีชวด สัมฤทธิศก เจ้าเมงรายให้เอาดินที่ขุดหนองต่างมาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกาม ให้เป็นที่ไหว้บูชาแก่ชาวเมืองทั้งหลาย ครั้งนั้นมีพระมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อว่ากัสปเถระเป็นผู้ปฏิบัติเคร่งครัดมีศิษย์ ๕ รูป มาสถิตย์สำราญบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ ณ รุกขมูลร่มไม้มะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นที่สงัดและเป็นที่สิงสถิตรุกขเทวดามาแต่ก่อน อันมี ณ ที่ไม่ไกลนักจากเวียงกุมกาม พระยาเมงรายได้ทราบว่ามีพระเถระ ๕ รูป มาสำนักอยู่ ณ ที่นั้น ก็เสด็จไปกระทำมนัสการมหาเถรเจ้านั้น แต่ตรัสปราศรัยไต่ถามด้วยปริยายหลายประการ มหาเถรเจ้าก็แสดงธรรมในวัฏฏคุลีชาฎกแก่เจ้าเมงราย ๆ มีใจเลื่อมใสศรัทธาในศีลาธิคุณแห่งพระมหาเถรเจ้านั้นเป็นอันยิ่ง จึงให้สร้างอาราม ณ ที่นั้นถวายพระผู้เป็นเจ้า และให้หล่อรูปพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นั่ง ๓ ยืน ๒ สูงใหญ่ขนาดเท่าส่วนองค์ของเจ้าเมงราย ประดิษฐานไว้ในพระอารามนั้น...พระยาเมงรายได้ไปกระทำสักการบูชาพระพุทธปฏิมากรซึ่งสร้างไว้นั้น แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า ด้วยเดชะบุญอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังรี้พลไปเอาเมืองรามัญหงสาวดีครั้งนี้ ขอให้พระยารามัญอ่อนน้อมแก่ข้า ด้วยอำนาจผลบุญนี้ ข้ากลับมาจักสร้างมหาวิหาร ให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าอีกแล

หลังจากนั้นพญามังรายอธิษฐานว่า ด้วยเดชะบุญที่ข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังพลไปเมืองรามัญ ประเทศหงสาวดีเมืองมอญ หากว่าพระยามอญยังอ่อนน้อมกับด้วยข้า ด้วยอานุภาพอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้แท้ ข้ามาถึงจักสร้างวิหารให้เป็นที่สถิตสำราญพระพุทธรูปเจ้าแล พระองค์ยาตราทัพไปถึงแม่น้ำอิรวดี เมืองหงสาวดี อาณาจักรมอญแล้วนั้น ทางฝ่ายหงสาวดี พระเจ้าสุทธโสมกลัวในเดชานุภาพ จึงส่งราชทูตเพื่อถวายพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการ พร้อมยอมถวายพระราชธิดา อุสาปายโค ให้เป็นชายา เพื่อเป็นพระราชไมตรีต่อกันสืบไป

จากพงศาวดารโยนก (๒๖๑) อธิฐานฉันนี้แล้วพระยาเมงรายก็ยกพลโยธาไปเมืองหงสาวดี กองทัพข้ามน้ำแม่คงคาไปถึงน้ำแม่อาสา ขณะนั้นพระยาหงสาวดีตนชื่อว่าสุทธโฉม รู้ข่าวว่าพระยาเมงรายยกมาตั้งทัพอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองแห่งตนก็มีความตกใจ จึงแต่งอำมาตย์ผู้ฉลาดเชิญราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ขอเป็นทางพระราชไมตรี และยอมยกพระราชธิดาผู้ชื่อว่านางปายโค (ในราชาธิราชว่าตระแม่ศรี) ให้แก่พระยาเมงรายมหาราชเจ้า เพื่อจะได้เป็นพระราชสัมพันธมิตรสนิทต่อกันสืบไป”

พญามังรายกลับมาถึงเวียงกุมกาม ตรัสสั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายว่า จากการที่ได้อธิษฐานพระพุทธรูป ๕ องค์ จึงบังเกิดเดชานุภาพเป็นผลสำเร็จในครั้งนี้ จึงได้สั่งการให้นายช่างผู้มากฝีมือเพื่อทำการสร้างวิหาร ต่อมาพบนายช่างนามว่า กานโถมซึ่งต่อมาได้เป็นเป็นช่างเอกในสมัยพญามังราย เพื่อถวายวิหารคลุมพระพุทธรูป ๕ องค์ เป็นพระนั่ง ๓ องค์ พระยืน ๒ องค์ ในส่วนของพระยืน ๑ องค์นั้น เป็นพระสูงใหญ่เท่าตัวของพระองค์ ตรงบริเวณที่พระมหากัสสปะเถระอาศัยอยู่นั้น เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๓ ซึ่งในปัจจุบันวิหาวัดการโถม อยู่ตรงบริเวณวัดช้างค้ำกานโถม (วัดกานโถมกุมกามภิรมณ์) ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) ทรงร่วมกันสถาปนาเมืองใหม่ขึ้น บริเวณพื้นที่นาบตอนเหนือระหว่างเชิงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา จากนั้นได้ทรงขนานนามว่า นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่ปัจจุบันคือ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ก่อสร้างวัดวาอาราม ตรากฎหมายที่เรียกว่า “มังรายศาสตร์ รวมถึงการนำพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร รวมไปถึงเศรษฐกิจสังคม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภาษาและตัวหนังสือ เป็นของตนเอง

เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จแล้ว พระองค์ทรงอุทิศตำหนักคุ้มหลวงเวียงเหล็กถวายแด่พระศาสนา โดยตั้งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า วัดเชียงมั่น อันหมายถึงบ้านเมืองที่มีความมั่นคง เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนา เมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๙ นอกจากนี้ทรงมีพระบัญชาให้เหล่าเสนาอำมาตย์ข้าราชบริพารแต่งขบวนพยุหยาตราไปอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าค่าคิงพญามังราย ซึ่งมีขนาดองค์พระใหญ่โตเท่าตัวของพญามังรายจากเวียงกุมกามในตอนต้น เพื่อนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่อาณาประชาราษฎรทั้งหลาย ระหว่างทางทางของการอัญเชิญพระเจ้าค่าคิงพญามังรายมาประดิษฐานไว้ภายในวิหารวัดเชียงมั่นนั้น ไม้คานหามพระพุทธรูปที่ใช้คาดกร่อนจนทำให้ไม้คานหักไม่สามารถหามต่อไปอีกได้ พระองค์จึงโปรดให้สร้างวัดและประดิษฐานขึ้นไว้ตรงบริเวณดังกล่าว และพระราชทานนามว่า วัดคานคอด (ไม้คานหัก) หรือออกเสียงภาษาพื้นเมืองว่า ก๋าละก้อด (ก๋าน ละ ก้อด) คำเมืองเรียก ไม้คาน ว่าไม้กาน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดพระเจ้าเม็งราย

พระเจ้าค่าคิงพญามังราย เป็นพระพุทธรูปสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ปางห้ามญาติ ประทับยืนในปางลีลา มีพุทธลักษณะสง่างามพระหัตถ์ซ้ายห้อยลงแนบพระวรกายตามปกติ พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาทรงห้าม จีวรแนบติดพระวรกาย เส้นพระศกใหญ่ไม่มีขอบไรพระศก พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมี ภายในพระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สำหรับปางห้ามญาติ มีความหมายตามพุทธประวัติ คือปางที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระญาติฝ่ายพระบิดาและพระมารดาที่กำลังทะเลาะกันเรื่องน้ำที่ริมแม่น้ำโรหิณี เพื่อทรงห้ามความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปที่มีลักษณะคล้ายกันกับปางห้ามญาติ นั่นก็คือปางห้ามพยาธิ มีความหมายตามพุทธประวัติมาจากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงระงับโรคระบาดและภัยพิบัติในเมืองไพศาลี โดยทำการเจริญรัตนสูตรและประพรมน้ำมนต์ เพื่อเป็นการระงับโรคภัยไข้เจ็บที่มาเบียดเบียน ซึ่งทั้งสองปางนี้เป็นพระพุทธรูปมีลักษณะท่าทางคล้ายกันมากและเป็นพระประจำตัวของผู้ที่เกิดวันจันทร์เช่นเดียวกัน

คำว่า พระเจ้า ในภาษาเหนือหมายถึง พระพุทธรูป ส่วนคำว่า ค่า หมายถึง เท่ากับหรือเสมอ และคำว่า คิง หมายถึง ความสูงของพระองค์ โดยนำมาใช้เป็นความสูงขององค์พระพุทธรูป ในที่นี้อาจกำหนดตามระยะลำแสงทอดเงาออกบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในกลางแดดเวลาช่วงเช้าหรือบ่ายก็อาจเป็นไปได้ หรืออาจนำน้ำหนัก ตามส่วนสูง ตามช่วงแขน ตามช่วงศอกของพระองค์มากำหนดเป็นความสูงให้เป็นอีกเท่าหนึ่งก็เป็นได้เช่นกัน

วัดพระเจ้าเม็งราย (วัดการะกอด) ได้ขึ้นทะเบียนในประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ง หน้า ๑๖๘๒  ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘

เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

แหล่งอ้างอิง :

ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖.

พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐.

อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.

(จำนวนผู้เข้าชม 13 ครั้ง)


black ribbon.