ค้นหา

จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 226 รายการ

-บรรพแถลง บรรพแถลง หรือ บันแถลง เป็นซุ้มขนาดเล็กซึ่งเป็นรูปสัญลักษณ์ของอาคารหรือชั้นวิมานของเทวดา และมีการสลักหรือปั้นรูปเทวดาสถิตอยู่ภายในซุ้มนั้น บรรพแถลงมักพบได้ในสถาปัตยกรรมดังนี้ - ปราสาทขอม - ปรางค์ - มณฑป - บุษบก สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป หรือเจดีย์ขนาดเล็ก และมีเรือนยอดด้านบน ในปราสาทวัฒนธรรมเขมร บรรพแถลงเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เพื่อใช้ประดับบนชั้นวิมานของหลังคาซ้อนชั้นของปราสาท และเสื่อมความนิยมไปในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ช่วงศิลปะบายนซึ่งนิยมสร้างใบหน้าบุคคลขนาดใหญ่แทนหลังคาแบบซ้อนชั้น ทำให้ไม่เหลือที่ว่างไว้เพื่อประดับบรรพแถลง สำหรับบรรพแถลงสามารถแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ “บรรพแถลงประจำมุม” ซึ่งประดับอยู่ที่มุมรองของปราสาท โดยอยู่ขนาบทั้งสองข้างของนาคปัก หรือปราสาทจำลองตรงมุมหลัก และ“บรรพแถลงประจำทิศ” ซึ่งประดับอยู่เหนือ ซุ้มหน้าบันในแต่ละชั้นวิมานของปราสาทประธานทั้งสี่ทิศ บรรพแถลงของปราสาทสด๊กก๊อกธม สำหรับปราสาทสด๊กก๊อกธมพบหลักฐานของบรรพแถลงตามมุมของชั้นวิมาน โดยพบเพียงส่วนฐานและประติมากรรมส่วนล่าง แท่งหินจั่วรูปสามเหลี่ยมปักอยู่ด้านหน้าซุ้มบัญชรของชั้นเชิงบาตร สันนิษฐานว่าเป็นรูปลักษณ์ของวิมานจึงสลักภาพเทพต่างๆไว้ด้วย บรรพแถลงที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม สลักเป็นรูปเทพธิดา อ้างอิง - กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. (2550). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร : หน้า 271. - กรมศิลปากร. (2565). ปราสาทสด๊กก๊อกธม: อุทยานประวัติศาสตร์ ณ ชายแดนตะวันออก. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ : หน้า 322. - สรศักดิ์ จันทร์วัฒนกุล, การกลายรูปจากอาคารจำลอง-นาคปัก- บรรพแถลงของปราสาทในศิลปะขอมมาเป็นกลีบขนุนของปรางค์ในศิลปะไทย (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตบัณฑิต สาขาวิชาสถาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร) หน้า 11,31. - บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุ. Access 25 April 2023. www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ ที่มาภาพ ภาพที่ 1 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ) ภาพที่ 2 ที่มา: https://www.facebook.com/photo/?fbid=5212953952075999&set=pcb.5212967228741338) ภาพที่ 3 (ที่มา: http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/phimai/index.php/th/คลังข้อมูล.html?layout=edit&id=143) ภาพที่ 4 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/ratchaburimuseum/view/2160021600-ปราสาทเขาโล้น---โบราณวัตถุชิ้นเด่นและการกำหนดอายุ) ภาพที่ 5 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ) ภาพที่ 6 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ) ภาพที่ 7 (ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Bayon#/media/File:Bayon_0759_(277                                 ความรู้สึกทั้งหมด 3535      


          พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “มหาก...” จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง           พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “มหาก...” พบร่วมกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่น ๆ รวม ๗ องค์ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           พระพิมพ์พระสาวก กว้าง ๔.๘ เซนติเมตร สูง ๙.๒ เซนติเมตร เศียรเรียบไม่มีอุษณีษะและเม็ดพระศกเหมือนพระพุทธรูป จึงสันนิษฐานว่าเป็นรูปพระสาวก มีพักตร์กลม ขนงต่อกันเป็นปีกกา เนตรเหลือบต่ำ นาสิกใหญ่ โอษฐ์แบะ ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดอังสาขวา หัตถ์ทั้งสองประสานกันในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเรียบ มีแผ่นหลังรูปสามเหลี่ยมปลายมน มุมล่างขวาหักหายไป ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ มีจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จำนวน ๑ บรรทัด ความว่า “มหาก” กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว            นักวิชาการเสนอว่าจารึก “มหาก...” หมายถึงนามพระสาวกองค์หนึ่งในกลุ่ม “พระอสีติมหาสาวก” ซึ่งเป็นพระสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ รูป ของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ภาษาบาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท อาจแปลความได้ ๒ ประการดังนี้           ๑.  มาจากนาม “มหากสฺสโป” หมายถึง พระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นเอตทัคคะในด้านผู้ทรงธุดงค์และสรรเสริญคุณของธุดงค์ นอกจากนี้ยังเป็นประธานและผู้ถามพระธรรมและพระวินัยในการสังคายนาครั้งที่ ๑ ด้วย ในการสังคายนาครั้งนี้มีพระอรหันต์สาวกประชุมกันจำนวน ๕๐๐ รูป ที่ถ้ำสัตตบรรณ ภูเขาเวภาระ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ภายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ๓ เดือน มีพระอานนท์เป็นผู้ตอบพระธรรม พระอุบาลีเป็นผู้ตอบพระวินัย และพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์            ๒. มาจากนาม “มหากจฺจายโน” หมายถึง พระมหากัจจายนะ หรือที่ในประเทศไทยนิยมเรียกว่า พระสังกัจจายน์ พระมหากัจจายนะเป็นเอตทัคคะในด้านแสดงธรรมย่อให้พิสดาร เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลมสามารถอธิบายขยายความได้ตรงตามพระพุทธดำรัสได้อย่างสมบูรณ์   เอกสารอ้างอิง จิรัสสา คชาชีวะ. “คำ “เมตเตยยะ” ที่เก่าที่สุดที่ได้พบจากหลักฐานประเภทจารึกในประเทศไทย”. ดำรงวิชาการ ๒, ๓ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๖) : ๒๙ - ๓๘. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน :  กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.  ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี.” ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี,  ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖. ปัญญา ใช้บางยาง. ๘๐ พระอรหันต์ (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๕๒.


         ตราดินเผารูปบุคคลกำลังหาบของ จากเมืองโบราณอู่ทอง          ตราดินเผารูปบุคคลกำลังหาบของ พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          ตราดินเผา กว้าง ๓ เซนติเมตร สูง ๒ เซนติเมตร อยู่ในสภาพชำรุด หักเหลือเพียงครึ่งชิ้น ผิวหน้ามีรอยกดประทับเป็นรูปนูนต่ำภาพบุคคลกำลังหาบของ เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับตราดินเผาสมัยทวารวดีชิ้นอื่นๆ พบว่ามีรูปแบบเดียวกันกับตราดินเผารูปบุคคลกำลังหาบของที่จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ตราดินเผาดังกล่าวเป็นตราดินเผาทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๘ เซนติเมตร ผิวหน้ามีรอยกดประทับเป็นรูปบุคคลที่เป็นเพียงเค้าโครงอย่างง่าย ไม่แสดงรายละเอียดของใบหน้าหรือเครื่องแต่งกาย มีสัดส่วนไม่สมจริงตามธรรมชาติ โดยมีมือใหญ่และยาวลงมาถึงหัวเข่า รูปบุคคลดังกล่าวกำลังหาบของโดยใช้ไม้คานวางพาดบนบ่า ของที่หาบอยู่มีลักษณะเป็นทรงกระบอกยาว อาจเป็นกระบุง หีบ หรือเครื่องใช้อื่นๆ สำหรับบรรจุสิ่งของ ส่วนด้านหน้ามีรูปบุคคลขนาดเล็ก ซึ่งอาจหมายถึงรูปเด็ก         ตราดินเผารูปบุคคลในอิริยาบถต่าง ๆ พบมาแล้วในศิลปะอินเดีย ในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีนอกจากตราดินเผาชิ้นนี้ ยังพบตราดินเผารูปบุคคลอีกหลายแบบ เช่น รูปบุคคล ๒ คนขี่ม้าตีคลี พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม และเมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ รูปสตรี ๓ คน พบที่เมืองซับจำปา จังหวัดลพบุรี รูปบุคคลปีนต้นไม้ พบที่เมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น สันนิษฐานว่าอาจมีการนำเหตุการณ์ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันมาสร้างสรรค์เป็นลวดลายต้นแบบบนตราประทับ เช่น การขี่ม้าตีคลี และการปีนต้นไม้ เป็นต้น         สันนิษฐานว่าตราดินเผาชิ้นนี้น่าจะผลิตขึ้นในท้องถิ่นโดยคนพื้นเมืองทวารวดี โดยรับอิทธิพลทางด้านรูปแบบและคติความเชื่อมาจากอินเดีย และอาจมีการนำเหตุการณ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาเป็นต้นแบบ และนำมาผลิตเป็นตราดินเผาในรูปอย่างง่าย เพื่อใช้สำหรับเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวบุคคลหรือกลุ่มคน ชนชั้นปกครอง นักเดินทาง หรือพ่อค้าก็เป็นได้ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว        เอกสารอ้างอิง อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. ที่มารูปภาพ ภาพตราดินเผารูปบุคคลกำลังหาบของ จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จาก อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗.


ทวารบาล ผู้พิทักษ์ศาสนสถานเมืองกำแพงเพชร.ทวารบาล หมายถึง นายประตูหรือผู้ปกปักรักษาประตู ไม่ให้สิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่ชั่วร้ายผ่านไปสู่พื้นที่ด้านหลังบานประตูนั้นได้ พื้นที่ปราสาทพระราชวังในสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในปัจจุบันก็มักจะมีองครักษ์ หรือทหารยามคอยเฝ้าระวังรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา ศาสนสถานเปรียบเสมือนที่ประทับแห่งเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างรูปทวารบาลของศาสนสถานที่ดูน่าเกรงขามหรือทำให้เชื่อว่าป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้เพื่อไว้คุ้มครองและอำนวยพรแก่ผู้มาสักการะศาสนสถาน .ทวารบาลในศิลปะเขมรที่พบในประเทศไทย เมื่ออาณาจักรเขมรแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดนไทย รวมไปถึงการรับเอารูปแบบของประติมากรรมทวารบาล โดยในศิลปะเขมรมักปรากฏทวารบาลเป็นคู่ อยู่หน้าประตูทางเข้าหลักของเทวาลัย ประตูฝั่งขวาจะเป็นที่สถิตของนนทิหรือนนทิเกศวร เทพบุตรซึ่งเป็นบริวารเอกแห่งพระศิวะ ผู้มีใบหน้ายิ้ม เปี่ยมด้วยความเมตตา ส่วนประตูฝั่งซ้ายเป็นที่สถิตของกาลหรือมหากาล ซึ่งเป็นภาคหนึ่งที่โหดร้ายของพระศิวะ หรือบางตำรากล่าวว่ามหากาลคือพระกาฬ เทพแห่งกาลเวลาผู้กลืนกินทุกอย่าง จึงแสดงออกในรูปที่ดุร้าย มีเขี้ยว และมีใบหน้าที่แสยะยิ้มน่ากลัว เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้ง บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าทุกทิศของปรางค์ประธาน ปรากฏหลุมสำหรับติดตั้งประติมากรรมขนาบอยู่สองข้างสำหรับประติมากรรมทวารบาล ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าวิมานของเทพเจ้า ดังที่พบประติมากรรมจำลองบริเวณประตูทางเข้าด้านทิศใต้ของปรางค์ประธาน เป็นประติมากรรมลอยตัวรูปบุคคล มีลักษณะแสดงความเมตตากรุณา น่าจะเป็นประติมากรรมรูปนนทิเกศวร ซึ่งสอดคล้องกับการสร้างศาสนสถานปราสาทพนมรุ้งเนื่องในไศวนิกาย.ความเชื่อเกี่ยวกับทวารบาลที่ประดับเพื่อสื่อถึงความหมายในการปกป้องศาสนสถานที่เมืองกำแพงเพชร ปรากฏประติมากรรมทวารบาลในบริเวณทางเข้าศาสนสถานทั้งที่เป็นรูปบุคคลและรูปสัตว์ โดยที่วัดช้างรอบ ด้านทิศเหนือของเจดีย์ประธานบริเวณเชิงบันไดเพื่อขึ้นสู่ลานประทักษิณ พบร่องรอยประติมากรรมทวารบาลรูปบุคคล มีลักษณะของโกลนศิลาแลงเป็นเค้าโครงบุคคลแต่ไม่พบหลักฐานชัดเจนที่สามารถบ่งบอกได้ว่าโกลนศิลาแลงดังกล่าวเป็นทวารบาลรูปเทพหรืออสูร และยังพบโกลนศิลาแลงรูปสิงห์ตั้งอยู่ด้านหน้าทวารบาลรูปบุคคลและทำหน้าที่เป็นทวารบาลเช่นเดียวกัน รูปแบบดังกล่าวยังปรากฏที่วัดสิงห์โบราณสถานวัดสิงห์ แต่พบร่องรอยประติมากรรมรูปสิงห์และด้านหลังเป็นโกลนประติมากรรมรูปบุคคลตั้งเป็นคู่กัน บริเวณด้านหน้าชานชาลาของอุโบสถ นอกจากนี้ที่วัดเขาสุวรรณคีรี เมืองศรีสัชนาลัย บริเวณซุ้มประตูด้านทิศใต้ทางเข้าของกลุ่มเจดีย์และวิหารที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน ปรากฏโกลนศิลาแลงรูปบุคคลยืนในลักษณะเข่าแยกออกจากกัน และยังปรากฏชิ้นส่วนปูนปั้นที่สันนิษฐานว่าเป็นประติมากรรมรูปสิงห์ทำหน้าที่เป็นทวารบาลของศาสนสถานแห่งดังกล่าวด้วย.นอกจากการประดับประติมากรรมทวารบาลแบบลอยตัวบริเวณทางเข้าศาสนสถานแล้ว ยังพบการทำรูปทวารบาลสำหรับประจำบนบานประตูและบานหน้าต่าง ซึ่งมีทั้งที่จำหลักลงบนไม้และชนิดที่เป็นงานเขียนสี นิยมเป็นภาพเทวดาแต่งกายตามขนบนิยมอย่างไทย.ในสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน ศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาหลายแห่งยังคงสืบต่อคติความเชื่อเรื่องทวารบาลต่อจากสมัยอยุธยาตอนปลาย จนกระทั่งในช่วงรัชกาลที่ ๔ - ๕ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของทวารบาลที่ในอดีตมักจะปรากฏเฉพาะเทพ อสูร หรือสัตว์ในนิยายเท่านั้น แต่บางพื้นที่ยังพบการทำทวารบาลให้กลายเป็นบุคคลใส่เครื่องแบบทหารถืออาวุธ เช่นที่พบบริเวณหน้าประตูทางเข้าวิหารของวัดโพธิ์ชัยศรี (วัดหลวงพ่อนาค) อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี .จากอดีตจนถึงปัจจุบันพบรูปแบบของทวารบาลที่มีรูปแบบหลากหลายแตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่วัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ตามการปรากฏลักษณะของทวารบาลบริเวณประตูทางเข้าศาสนสถานหรือสถานศักดิ์สิทธิ์ต่างสะท้อนความเชื่อเรื่องการปกป้องคุ้มครองสถานที่แห่งดังกล่าว ด้วยรูปแบบประติมานวิทยาที่แสดงถึงความมีพลังอำนาจจากอสูร เทวดา สัตว์ในเทพนิยาย และทหาร......เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. ทวารบาลผู้รักษาศาสนสถาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒ .กรุงเทพฯ : บริษัท อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. ๒๕๔๖.กรมศิลปากร. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : บริษัท เอ.พี กราฟิค ดีไซน์และการพิมพ์ จำกัด. ๒๕๔๓.ศุภรัตน์ เรืองโชติ. ประติมากรรมยักษ์ทวารบาลในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รูปแบบและคติการสร้าง. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๐)ระพี เปรมสอน. จากทวารบาลแบบประเพณีสู่ทวารบาลแบบจีนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕)ปัทมา สาคร. ทวารบาลแบบไทยประเพณีในงานจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายกับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๓)ความคิดเห็น 0 รายการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet Historical Park2 มีนาคม  · วันพุธที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๕ เวลา ๑๒.๒๐ น. คณะครูและนักเรียนโรงเรียนนิคมสร้างตนเอง ๔ (บ้านใหม่ศรีอุบล) จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน ๘๓ คน เข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร โดยมีนายชยานนท์ เจริญธรรม และนางสาวพิมพ์วลัญช์ เหล่าถาวร ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรนำชมความคิดเห็น 0 รายการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet Historical Park1 มีนาคม  · วันอังคารที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๕ เวลา ๘.๓๐ น. คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนบ้านถนนน้อย จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน ๑๒๒ คน เข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร โดยมีนายธนากรณ์ มณีกุล และนางสาวพิมพ์วลัญช์ เหล่าถาวร ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรนำชม1 ความคิดเห็นมีการเลือกความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ดังนั้นความคิดเห็นบางส่วนอาจถูกกรองออกอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet Historical Park25 กุมภาพันธ์  · วันพฤหัสบดี ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๕ มีคณะเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ดังนี้๑. เวลา ๐๙.๐๐ น. คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยน้ำใส จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน ๕๔ คน โดยมีนางสาวพัชราภรณ์ โพธิ์ไกร ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรนำชม๒. เวลา ๐๙.๐๐ น. คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านลานไผ่ จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน ๒๓๐ คน โดยมีนายชยานนท์ เจริญธรรม และนางสาวพิมพ์วลัญช์ เหล่าถาวร ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรนำชม... ดูเพิ่มเติมความคิดเห็น 0 รายการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet Historical Park18 กุมภาพันธ์  · วันศุกร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ มีคณะเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ดังนี้๑. เวลา ๙.๐๐ น. คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนบ้านใหม่พัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน ๗๑ คน โดยมีนายธนากรณ์ มณีกุล ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรนำชม๒. เวลา ๑๔.๓๐ น. คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนวัดราษฎร์สโมสร จังหวัดพิษณุโลก จำนวน ๕๗ คน โดยมีนายชยานนท์ เจริญธรรม ปฏิบัติหน้าที่เป็นวิทยากรนำชมความคิดเห็น 0 รายการ


        ประติมากรรมปูนปั้นเศียรยักษ์ สมัยทวารวดี          ประติมากรรมปูนปั้นเศียรยักษ์ พบบริเวณศาลเจ้าพ่อพระยาจักร อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง         ประติมากรรมลอยตัว กว้าง ๒๐ เซนติเมตร สูง ๒๓ เซนติเมตร อยู่ในสภาพชำรุดมีเฉพาะส่วนเศียร มีใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม คิ้วเป็นสันนูน ตาโปนพองโตเซาะเป็นร่อง จมูกแบนใหญ่ ปลายจมูกหักหายไป มีหนวดเหนือริมฝีปาก ปากแบะ ริมฝีปากหนา มีเขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้าง ใบหน้าแสดงความดุร้าย สวมเครื่องประดับศีรษะ ที่มีลักษณะเป็นกรอบกระบังหน้า ประดับด้วยตาบ รายละเอียดส่วนอื่นชำรุด นอกจากนี้ยังสวมตุ้มหูทรงแผ่นกลมขนาดใหญ่ ภายในมีลายวงกลมซ้อนลดหลั่นกัน ซึ่งตุ้มหูรูปแบบนี้พบในประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นรูปบุคคล อสูร และคนแคระในสมัยทวารวดี เมื่อพิจารณาลักษณะของใบหน้าและเครื่องประดับสันนิษฐานว่าเป็นเศียรยักษ์         ลักษณะใบหน้าของประติมากรรมชิ้นนี้เป็นแบบพื้นเมืองทวารวดี คือ มีตาโปน จมูกแบนใหญ่ ริมฝีปากหนา สวมตุ้มหูทรงแผ่นกลมขนาดใหญ่ และปรากฏอิทธิพลของศิลปะเขมรร่วมอยู่ด้วย คือ มีหนวดเหนือริมฝีปาก ซึ่งเป็นลักษณะที่ปรากฏขึ้นในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีตอนปลาย จึงกำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๖ หรือ ประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว         สันนิษฐานว่าประติมากรรมชิ้นนี้ เป็นประติมากรรมลอยตัวสำหรับประดับบริเวณประตูหรือทางเข้า เพื่อทำหน้าที่เป็นทวารบาลผู้พิทักษ์ศาสนสถาน การประดับประติมากรรมรูปยักษ์บริเวณทางเข้าศาสนสถาน พบมาแล้วในศิลปะอินเดีย และยังส่งอิทธิพลให้ศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นต้น สำหรับงานศิลปกรรมสมัยทวารวดี นอกจากประติมากรรมเศียรยักษ์ชิ้นนี้แล้ว ยังพบประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นรูปยักษ์ที่สันนิษฐานว่าเป็นทวารบาลตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีแห่งอื่น เช่น เศียรยักษ์พบที่หน้าบริเวณที่ทำการไปรษณีย์ จังหวัดลพบุรี ทวารบาลดินเผารูปยักษ์ พบที่โบราณสถานวัดพระงาม จังหวัดนครปฐม เป็นต้น   เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. กรมศิลปากร. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์. กรุงเทพฯ : อมรินพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๖๔. เฉิดฉันท์ รัตน์ปิยะภาภรณ์. “การศึกษาคติความเชื่อและรูปแบบของ “ยักษ์” จากประติมากรรมที่พบในประเทศไทย.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๑. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.


         “เมืองโบราณศรีเทพ” ในฐานะมรดกโลกทางวัฒนธรรม ไม่ได้มีแค่ “เขาคลังนอก” อันเป็นภาพจำของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ แต่ยังครอบคลุมพื้นที่ “โบราณสถานในสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้อง” ประกอบด้วย ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง ปรางค์ฤาษี เขาคลังใน และเขาถมอรัตน์           คำว่า "ถมอ" มาจากคำว่า "ทะมอ" ในภาษามอญโบราณ (ญัฮกุร) แปลว่า หิน กองหินขนาดใหญ่ ส่วนคำว่า รัตน์ อาจมาจาก "รัตนะ" แปลว่าแก้ว จากการเสด็จเมืองวิเชียรบุรีของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แสดงให้เห็น ‘ร่องรอย’ ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองโบราณศรีเทพกับวิเชียรบุรีที่มีตำแหน่งเจ้าเมืองเดิมคือ “พระศรีถมอรัตน์” อันเป็นชื่อภูเขาศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์สำคัญของเมือง            ทั้งนี้ยังปรากฏนามในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองสมัยสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ โดยภายหลังโปรดให้ยกขึ้นเป็นเมืองตรี และเปลี่ยนนามเมืองเป็นวิเชียรบุรี (ท่าโรง)           ความน่าสนใจของ “เขาถมอรัตน์” ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑๕ กิโลเมตร คือ มีฐานะเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง และมีการแนวแกนทิศที่สัมพันธ์กับศาสนสถานของเมืองศรีเทพ โดยมีลักษณะเป็นภูเขาขนาดใหญ่กลางที่ราบ ภายในถ้ำมีชะง่อนหินธรรมชาติเป็นแกนหินขนาดใหญ่ สามารถเดินรอบได้ อีกทั้งยังถูกดัดแปลงให้เป็นศาสนสถานของพุทธศาสนา มีภาพสลักนูนต่ำสถูปเจดีย์ ธรรมจักร พระพุทธรูป และพระโพธิสัตว์ สร้างขึ้นตามคติพุทธศาสนานิกายมหายานในรูปแบบศิลปะทวารวดี กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔           ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้กล่าวถึงภาพสลักที่เขาถมอรัตน์ว่าเป็นภาพสลักลงบนแกนหินที่แต่เดิมอาจมีรักหรือปูนปั้นประกอบ ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นคติในศาสนาพุทธมหายาน ภาพสลักเหล่านี้คล้ายคลึงกับศิลปะทวารวดี เขตอำเภอประโคนชัยและอำเภอลำปลายมาศของจังหวัดบุรีรัมย์           ภายหลังจากการลักลอบสกัดภาพจำหลักบริเวณผนังถ้ำเขาถมอรัตน์ และได้ติดตามโบราณวัตถุกลับคืนมานั้น ส่วนหนึ่งเก็บรักษาไว้ที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปัจจุบันได้นำไปจัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “เมืองโบราณศรีเทพ สู่มรดกโลก” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คือ           ชิ้นส่วนพระหัตถ์ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ เดิมจำหลักที่ผนังถ้ำเขาถมอรัตน์ ตำบลโคกสะอาด อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายจิม ทอมสัน นำมามอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๐๕            มีลักษณะนิ้วพระหัตถ์แบบวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) คือ การใช้ปลายพระอังคุฐแตะปลายพระดัชนีหรือพระมัชฌิมา แล้วจีบนิ้วพระหัตถ์เป็นวง ส่วนนิ้วพระหัตถ์ที่เหลือชี้ขึ้น อันเป็นแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียใต้ ทว่าการแสดงวิตรรกมุทราในศิลปะทวารวดีมีอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การหักงอนิ้วพระหัตถ์ ทั้งพระดัชนี พระมัชฌิมา พระอนามิกา และพระกนิษฐา ลงแตะฝ่าพระหัตถ์ มีแค่พระอังคุฐที่ชี้ขึ้น ซึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนตามเทคนิคช่าง     อ้างอิง  กรมศิลปากร. “อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ”. กรุงเทพฯ : สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี กรมศิลปากร, ๒๕๕๐ เชษฐ์ ติงสัญชลี. “การวิเคราะห์การแสดงวิตรรกมุทราสองพระหัตถ์ของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๔ สถาพร เที่ยงธรรม. “ศรีเทพ : เมืองศูนย์กลางความเจริญลุ่มน้ำป่าสัก”. เพชรบูรณ์ : อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กรมศิลปากร, ๒๕๕๔. “ทำลายภาพสลักในถ้ำ เขาถมอรัตน์ เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ” เข้าถึงเมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๖ เข้าถึงได้จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_189295  


กระเบื้องเชิงชาย ลายเทพนม เมืองกำแพงเพชร..กระเบื้องเชิงชายหรือที่เรียกว่ากระเบื้องหน้าอุด คือกระเบื้องมุงหลังคาแถวล่างสุดของหลังคาแต่ละตับ ส่วนใหญ่ทำเป็นทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว หรือสามเหลี่ยมด้านเท่า ทำหน้าที่กันฝน และสัตว์เข้าไปตามแนวกระเบื้อง..เทพนม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานพุทธศักราช ๒๕๕๔ หมายถึง ชื่อภาพเทวดาครึ่งตัวประนมมือ ซึ่งลายเทพนมบนกระเบื้องเชิงชายนั้นมักพบในลักษณะโครงสร้างรูปสามเหลี่ยม หันพระพักตร์ตรง ประนมพระหัตถ์เสมอพระอุระ นอกจากนี้ยังพบลายเทพนมในงานศิลปกรรมอื่น เช่น ..งานจิตรกรรม ทำลายเทพนมในพุ่มข้าวบิณฑ์บริเวณหน้าต่างอุโบสถ วัดดวงแข กรุงเทพฯงานประดับสถาปัตยกรรม พบบริเวณหน้าบัน บันแถลง ประตู หน้าต่างของโบราณสถาน เช่น ลายปูนปั้นรูปเทพนมประดับปรางค์วัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลกเสมาหินชนวนสลักลายพันธุ์พฤกษาและเทพนม พบที่วัดพระนอน จังหวัดกำแพงเพชรลายเทพนมบนเครื่องถ้วยเบญจรงค์..การนำกระเบื้องเชิงชายลายเทพนมมาประดับหลังคาเหนือที่ประดิษฐานรูปพระพุทธเจ้านั้น สันนิษฐานว่าเป็นการแสดงการสักการะพระพุทธเจ้าของเหล่าเทพ หรือเป็นการสื่อถึงเทพประทับในวิมาน โดยแผ่นกระเบื้องเชิงชายเปรียบเสมือนซุ้มวิมานขององค์เทพ หรืออาจเป็นความหมายทางบุคลาธิษฐานในการเปรียบเทียบมนุษย์กับบัวสี่เหล่าของพระพุทธองค์ อันเป็นการแทนภาพของผู้ที่บรรลุโพธิญาณขั้นต้นที่หลุดพ้นจากโคลนตมใต้พื้นน้ำ..จากการศึกษากระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยาประเภทลายเทพนม ของ นายประทีป เพ็งตะโก สันนิษฐานว่า กระเบื้องเชิงชายลายเทพนมนั้นปรากฏตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นตลอดจนถึงอยุธยาตอนปลาย  ลักษณะสำคัญคือ เทพนมอยู่เหนือดอกบัวในลักษณะผุด หรือถือกำเนิดจากดอกบัว ในระยะแรกสันนิษฐานว่ามีการทำรูปดอกบัวใต้รูปเทพนมมีก้านมารองรับ จากการพบลวดลายปูนปั้นลักษณะคล้ายคลึงกันประดับปรางค์วัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลก ส่วนรูปดอกบัวรองรับรูปเทพนมลักษณะแบบไม่มีก้านนั้น เริ่มจากดอกตูม แล้วคลี่คลายมาเป็นดอกบาน รวมถึงมงกุฎแบบมีปุ่มแหลมเหนือกรอบกระบังหน้านิยมทำร่วมกันในสมัยอยุธยาตอนต้น ส่วนกลีบบัวที่กลายเป็นลายพันธุ์พฤกษาอยู่ในราวสมัยอยุธยาตอนกลางและปรับเปลี่ยนเป็นลายกระหนกในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ โดยลายกระหนกใต้เทพนมนั้นมักทำเป็นกระหนกสามตัวสะบัดพลิ้ว หรือทำลายอย่างอื่นแทนที่รูปดอกบัว ส่วนลักษณะมงกุฎแบบทรงเครื่องใหญ่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓..การกำหนดอายุโดยวิธีการเปรียบเทียบ (Relative Dating) สันนิษฐานว่าลวดลายในกระเบื้องเชิงชายที่พบจากการขุดแต่งวัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชรนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับกระเบื้องเชิงชายที่พบในโบราณสถานของเมืองพระนครศรีอยุธยา โดยอ้างอิงภาพเปรียบเทียบลายกระเบื้องเชิงชายจากการศึกษาของ นายประทีป เพ็งตะโก ได้แก่..กระเบื้องเชิงชายลายเทพนม (ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒) ลักษณะทรงสามเหลี่ยมมีหยักที่ขอบนอก ปรากฏรูปเทพนมอยู่เหนือดอกบัว ทำเส้นนูนล้อกับทรงกระเบื้องล้อมรอบเทพนมจำนวนสองเส้น มงกุฎมีการซ้อนชั้นอย่างเรียบ ปลายแหลมสูง สวมกระบังหน้า ดอกบัวรองรับเทพนมไม่มีก้าน กลีบดอกบัวมีลักษณะเรียว และเริ่มมีลักษณะเปลี่ยนเป็นลายกนกบริเวณส่วนปลายกลีบ จากการขุดแต่งวัดช้างรอบ พบกระเบื้องเชิงชายลายเทพนมลักษณะคล้ายกับที่พบจากการขุดแต่งวัดธรรมมิกราช วัดพลับพลาชัย และวัดสุวรรณาวาส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา..เอกสารอ้างอิงคณะกรรมการดำเนินงานจัดทำศัพทานุกรมด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๕๐.ประทีป เพ็งตะโก. กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๐. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และคณะ. ศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : บริษัท โอสถสภาจำกัด, ๒๕๓๙.วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรมไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๕๙.สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ : สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, ๒๕๕๔.


         ประติมากรรมรูปคนแคระ สมัยทวารวดี          ประติมากรรมรูปคนแคระ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           ประติมากรรมปูนปั้นนูนสูงรูปคนแคระ กว้าง ๑๘ เซนติเมตร สูง ๒๓ เซนติเมตร มีใบหน้ากลมแบน คิ้วเป็นสันนูนต่อกันเป็นปีกกา ตาโปนเหลือบต่ำ จมูกแบนใหญ่ ปากกว้างอมยิ้ม ผมเรียบ สวมตุ้มหูทรงกลมแบนขนาดใหญ่ ซึ่งลักษณะใบหน้าและการสวมตุ้มหูรูปแบบนี้เป็นลักษณะเฉพาะที่พบในประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นรูปบุคคล ยักษ์ และคนแคระในสมัยทวารวดี ลำตัวอวบอ้วนมีหน้าท้องใหญ่ อยู่ในท่านั่งชันเข่า แยกขา วางมือบนหัวเข่า แขนขวาและขวาขวาหักหายไป กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว          ประติมากรรมปูนปั้นชิ้นนี้ สันนิษฐานว่าเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรม โดยประดับอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมบริเวณส่วนฐานของอาคาร ตามคติผู้พิทักษ์และค้ำจุนศาสนา จึงนิยมเรียกว่า “คนแคระแบก” การประดับประติมากรรมรูปคนแคระที่ส่วนฐานหรือส่วนอื่น ๆ ของสถาปัตยกรรมปรากฏมาแล้วในศิลปะอินเดีย และส่งอิทธิพลทางด้านรูปแบบ และคติการสร้างให้งานศิลปกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา และอินโดนีเซีย เป็นต้น           นอกจากประติมากรรมชิ้นนี้แล้ว ยังพบประติมากรรมรูปคนแคระได้ทั่วไปตามเมืองโบราณสมัยทวารวดี โดยพบทั้งประติมากรรมปูนปั้นและดินเผา มีลักษณะร่วมกันคือเป็นบุคคลมีรูปร่างอวบอ้วน สวมตุ้มหูทรงกลมขนาดใหญ่ นั่งชันเข่า แยกขา แสดงท่าแบกโดยมีทั้งแบบที่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นแบก และวางมือทั้งสองข้างบนเข่าโดยใช้ไหล่แบกรับน้ำหนัก ส่วนมากมีศีรษะเป็นคน พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี และเมืองโบราณโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบประติมากรรมรูปคนแคระที่มีศีรษะเป็นสัตว์ เช่น สิงห์ ลิง วัว ด้วย แต่มีจำนวนไม่มากนัก พบที่โบราณสถานเขาคลังใน เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น   เอกสารอ้างอิง ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒. วรพงศ์  อภินันทเวช. “ประติมากรรมคนแคระในวัฒนธรรมทวารวดี: รูปแบบและความหมาย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕.


         อานม้าประดับวงศ์          เครื่องรองนั่งบนหลังม้าทำจากไม้ เป็นแท่นวงรีและแอ่นโค้ง ด้านบนทาสีแดง เจาะช่องตรงกลางตามแนวยาวสำหรับวางผ้าบุนวม และด้านข้างเจาะช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กสำหรับผูกสายโกลน มีเชิงยื่นออกมาเป็นขามุมมนด้านละสองข้าง ติดห่วงกลมทำจากโลหะใช้คล้องสายเหาและเครื่องผูก พนักรอบนอกประดับมุก ทำจากชิ้นเปลือกมุกขนาดเล็กต่อกันปูพื้นจนเต็ม ขอบรอบนอกทำจากโลหะตีลายวงกลมเรียงต่อกัน พนักด้านหลังค่อนข้างเตี้ยตกแต่งด้วยโลหะเส้นแบนทำเป็นลวดลายก้านขด ส่วนพนักด้านหน้าสูงมีความโค้งเว้าปลายงอน ใช้คล้องวางเก็บสายบังเหียน ตกแต่งด้วยโลหะเส้นแบนผูกลายใบโพธิ์ ภายในผูกเป็นลายก้านขด          ฝีมือพระยาเพ็ชรพิชัย (ทองจีน) บิดาเจ้าพระยาสุรบดินทรสุรินทรฦๅชัย (พร จารุจินดา) ทำให้บุตรของท่านเนื่องในวันเกียรติยศฯ เมื่อใช้ประกอบการแสดงขี่ม้ารำทวนถวายทอดพระเนตรหน้าพลับพลาในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พ.ศ.๒๔๒๔ โดยกรมศิลปากรรับมอบจากคุณหญิงชอุ่ม สุรบดินทร์ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘          คำว่า “สวรรคต” หมายถึง การเสด็จสู่สวรรค์ นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจบนโลกมนุษย์ ดังนั้นการแสดงมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุ จึงไม่ได้ถือเป็นเรื่องโศกเศร้า ใช้สำหรับการแสดงความอาลัย ความกตัญญูกตเวที และสนองพระมหากรุณาธิคุณ ให้ฝูงชนที่มาช่วยงานได้ชมมหรสพเป็นการผ่อนคลาย ฉากงานมหรสพสมโภชในวรรณคดีจึงมีความโศกเศร้าปนกับความยินดี          เมื่ออัญเชิญพระโกศมายังพระเมรุมาศ มหรสพแต่ละประเภทจะเริ่มการแสดงทันที ดังบทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ ระบุไว้ว่า          “...ครั้นพระศพชักมาถึงหน้าเมรุ ก็โห่ฉาวกราวเขนขึ้นอึงมี่ ต่างเล่นเต้นรำทำท่วงที เสียงฆ้องกลองตีทุกโรงงาน...”           ในช่วงแรกเริ่มการจัดแสดงมหรสพเข้าร่วม มีเฉพาะ “มหรสพหลวง” ต่อมาจึงได้มีการละเล่นพื้นบ้าน การละเล่นตามชาติพันธ์ และศิลปะป้องกันตัวเข้าไปด้วย เปลี่ยนแปลงรูปแบบตามความนิยมของยุคสมัยและพระราชประสงค์ อาทิ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้นำ “รำโคมญวน” เข้ามาแสดงในมหรสพออกพระเมรุด้วย          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การจัดชกมวยได้รับความนิยมอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ จัดมหรสพประเภทป้องกันตัว อาทิ การรำง้าวประลอง รำทวน ชกมวย และกระบี่กระบอง ถวายทอดพระเนตรในการพระศพ          จากจดหมายเหตุราชกิจรายวัน ภาคที่ ๑๑ กล่าวถึง งานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ว่ามีการจัดแสดงมหรสพ ประกอบด้วย โขน หุ่น งิ้ว หนัง มวย ตีพลอง รำง้าว รำทวน และรำโคมสิงห์โตมังกร สำหรับทอดพระเนตรหมุนเวียนกันหน้าพลับพลาที่ประทับ          “ขี่ม้ารำทวน” เป็นการแสดงประเภทรำอาวุธ ปรากฎในวรรณกรรมเรื่อง อิเหนา และราชาธิราช ซึ่งต้องใช้ความชำนาญในการควบคุมม้าและร่ายรำอาวุธยาว สำหรับ “อวดฝีมือ” โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยตั้งแต่คราวฝึกซ้อมก่อนเริ่มแสดงในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และเสด็จออกพลับพลาทอดพระเนตรการแสดงมหรสพประเภทนี้อยู่บ่อยครั้ง          “ วันที่ ๔๕๐๖ วัน ๗ ๕ฯ ๔ ค่ำ ปีมะโรงโทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ บ่าย ๕ โมงเศษ เสด็จออกพลับพลา ทรงโปรยสลากมะนาวแล้วโปรดให้ทิ้งทาน เวลาค่ำทรงจุดดอกไม้ การมหรศพมีเหมือนทุกวัน... อนึ่งผู้ซึ่งรำทวนในงานคราวนี้ คือ นายสนิทหุ้มแพร นายเสน่ห์หุ้มแพร นายเล่ห์อาวุธหุ้มแพ นายสรรพวิไชยหุ้มแพร นายชิตหุ้มแพร นายฉันหุ้มแพร นายรองชิต นายรองสรรพวิไชย นายรองพิจิตร นายพินมหาดเล็กบุตรพระยาศรีสรราช ‘นายพรมหาดเล็กบุตรพระยารัตนโกษา’ นายเชยมหาดเล็กบุตรเจ้าพระยาพลเทพ นายบุญมากมหาดเล็กบุตรพระนรินทรราชเสนี หม่อมกลมในพระองค์เจ้าชิตเชื้อพงศ์...”          ปรากฏนามของ “นายพรมหาดเล็กบุตรพระยารัตนโกษา (พระยาเพ็ชรพิชัย) ” ที่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ต่อมาคือ เจ้าพระยาสุรบดินทรสุรินทรฦๅชัย ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก อุปราชมณฑลพายัพ องคมนตรีในรัชกาลที่ ๖ และได้รับพระราชทานนามสกุล “จารุจินดา”           อานม้าประดับวงศ์นี้ เป็นหนึ่งในชุดเครื่องม้าโบราณที่ได้รับจากคุณหญิงชอุ่ม สุรบดินทร์ ภายหลังจากเจ้าพระยาสุรบดินทรสุรินทรฦๅชัยถึงแก่อสัญกรรม นับเป็นงานประณีตศิลป์เทคนิคการประดับมุกที่ต้องอาศัยความชำนาญของช่างฝีมือ เป็นโบราณวัตถุที่มีความงดงามและบ่งบอกคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ได้อย่างดี     อ้างอิง จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาคที่ ๑๑ กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๘ สมศรี เอี่ยมธรรม, บรรณาธิการ. “เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์”. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๕ นิชรา ทองเย็น. มหรสพและการละเล่นในงานพระเมรุ จากจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ ๑-๕. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๕ ธนโชติ เกียรตินภัทร. ฉากงานพระเมรุมาศและพระเมรุในวรรณคดีไทย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น: ภาพสะท้อนพระราชพิธี พระบรมศพก่อนสมัยรัชกาลที่ ๖. ดำรงวิชาการ. ๑๗ ๑(มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๑). นนทพร อยู่มั่งมี. มหรสพในงานพระเมรุสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. ศิลปวัฒนธรรม. ๓๘ ๑๒ (ตุลาคม ๒๕๖๐). สำเนาสัญญาบัตร. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓ หน้า ๑๙๗ ชมรมสายสกุลจารุจินดา. ประวัติบรรพบุรุษ. เข้าถึงเมื่อ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๖, เข้าถึงได้จาก. http://charuchinda.com/ind.../history/94-2018-04-07-04-55-53


        พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “เมตฺเตยฺยโก” จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง         พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “เมตฺเตยฺยโก” พบร่วมกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่น ๆ รวม ๗ องค์ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง         พระพิมพ์พระสาวก กว้าง ๖ เซนติเมตร สูง ๙.๕ เซนติเมตร เศียรเรียบไม่มีอุษณีษะและเม็ดพระศกเหมือนพระพุทธรูป จึงสันนิษฐานว่าเป็นรูปพระสาวก มีพักตร์กลม ขนงต่อกันเป็นปีกกา เนตรเหลือบต่ำ นาสิกใหญ่ โอษฐ์แบะ ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดอังสาขวา หัตถ์ทั้งสองประสานกันในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเรียบ มีแผ่นหลังรูปสามเหลี่ยมปลายมน ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ มีจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จำนวน ๑ บันทัด กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒  หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว ความว่า “เมตฺเตยฺยโก”          นักวิชาการเสนอว่าจารึก “เมตฺเตยฺยโก” สามารถแปลความได้ ๒ ประการ ดังนี้           ๑. หมายถึง พระศรีอาริยเมตไตรย พระอนาคตพุทธ ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป แต่มีข้อสังเกตว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ไม่นิยมสร้างพระศรีอาริยเมตไตรยในรูปลักษณ์ของพระสาวก แต่พระพิมพ์องค์นี้อาจเป็นความนิยมเฉพาะท้องถิ่นก็เป็นได้ หากพระพิมพ์องค์นี้หมายถึงพระศรีอาริยเมตไตรย ก็นับเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับพระศรีอาริยเมตไตรยที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบในดินแดนไทย ทั้งนี้ในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดี พบหลักฐานจารึกเกี่ยวกับพระศรีอริยเมตไตรยน้อยมาก นอกจากพระพิมพ์องค์นี้แล้วยังพบบนจารึกใบเสมาวัดโนนศิลา ๑ ที่จังหวัดขอนแก่นด้วย โดยเนื้อหาจารึกเกี่ยวกับการทำบุญ และอธิษฐานขอให้ได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย จารึกด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษามอญโบราณ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว            ๒. หมายถึง พระติสสเมตเตยยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม “พระอสีติมหาสาวก” หมายถึงพระสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ รูป ของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ภาษาบาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ซึ่งสอดคล้องกันกับจารึกด้านหลังพระพิมพ์องค์อื่นที่พบร่วมกัน ได้แก่ “สาริปุตฺโต” คือ พระสารีบุตร “มหากะ” อาจหมายถึง มหากสฺสโป คือ พระมหากัสสปะ หรือ มหากจฺจายโน คือ พระมหากัจจายนะ “โกลิวิโส” หมายถึง โสโณ โกฬิวิโส คือ พระโสณโกฬิวิสะ “กงฺขาเร...” หมายถึง กงฺขาเรวโต คือ พระกังขาเรวตะ “...รันโต” หมายถึง ปุณโณ สุนาปรนฺโต คือ พระปุณณะสุนาปรันตะ แต่มีข้อสังเกตว่านามที่ปรากฏในคัมภีร์คือ “ติสฺสเมตฺเตยฺโย” ซึ่งมีความแตกต่างจากจารึก เมตฺเตยฺยโก อยู่เล็กน้อย      เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. “จารึกในประเทศไทย เล่ม ๒ อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ อักษรมอญโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๒๑”. กรุงเทพ ฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๙. จิรัสสา คชาชีวะ. “คำ “เมตเตยยะ” ที่เก่าที่สุดที่ได้พบจากหลักฐานประเภทจารึกในประเทศไทย”. ดำรงวิชาการ ๒, ๓ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๖) : ๒๙ - ๓๘. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน :  กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.  ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี.” ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี,  ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖.


องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : พระวรุณ ณ ปราสาทพนมรุ้ง            เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมากรมอุตุนิยมวิทยานได้ประกาศเตือน “พายุโซนร้อนตาลิม” กำลังขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ในประเทศไทยโดยเฉพาะ พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายจังหวัด โดยหากพูดถึง “ฝน” ในเชิงวิทยาศาสตร์ สามรถสรุปได้ว่าเกิดจากลมมรสุมลอยตัวขึ้นสูงในอากาศก่อตัวเป็นเมฆ และสะสมหยดน้ำไว้เรื่อย ๆ จนตกลงมาเป็นฝนในที่สุด แต่ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ การเกิดขึ้นของ “ฝน” ถือว่าเป็นปรากกฎการเหนือทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้คนในสมัยโบราณ เช่น อินเดียโบราณ และขอมโบราณ ต่างเชื่อกันว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของ “พระวรุณ” เทพแห่งสายฝน            พระวรุณ เป็นเทพบุตร ผิวกายสีขาวผ่อง มี ๔ กร หรือ ๖ กร พระหัตถ์ถืออาโภค (ร่มที่ถูกน้ำไม่เปียก) บ่วงบาศ (ใช้คล้องคนไม่ดี) บางทีก็ถือหม้อน้ำ คันศร หอยสังข์ หีบแก้วมณี หรือดอกบัว ทรงพัสตราภรณ์แบบกษัตริย์ มีพาหนะคือหงส์ พญานาค และจระเข้ มีวิมานแก้วอยู่บนยอดเขาปุษปะศีรีซึ่งอยู่ใต้ระดับทะเล ประทับบนบัลลังก์ใต้เศียรพญานาค เดิมทีพระวรุณเป็นเทพชั้นสูงในสมัยพระเวทของอินเดียโบราณ และได้รับยกย่องให้เป็นเทพแห่งน้ำและฝน แต่เนื่องด้วยการปรับเปลี่ยนของศาสนาพราหมณ์ฮินดูในช่วงเวลาต่อมา พระวรุณจึงถูกลดขั้นกลายเป็นเพียงเทพประจำทิศด้านทิศตะวันตก ตามคติเทพผู้รักษาทิศของเขาไกรลาส            จากหลักฐานพบที่ปราสาทพนมรุ้ง พบการสลักภาพ “พระวรุณทรงนาค” บนลูกบาศก์หินทราย  และ “พระวรุณทรงหงส์” บนบันแถลงซึ่งเป็นส่วนประดับบนส่วนเรือนยอดของปราสาทประธานด้านทิศตะวันตก จำนวน ๔ ภาพลดหลั่นขึ้นไปตามลำดับชั้น โดยจัดอยู่ในศิลปะขอมแบบนครวัด พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นที่น่าสนใจว่าปราสาทหินในวัฒนธรรมขอมโบราณภาพสลักพระวรุณทรงนาคนั้นพบที่ปราสาทพนมรุ้งเพียงแห่งเดียวเท่านั้น            ทั้งนี้เปรียบเทียบศาสนสถานวัฒนธรรมขอมแห่งอื่น ๆ พบว่า ภาพพระวรุณจะนิยมสลักไว้บริเวณทับหลังโดยมีพาหนะเป็นหงส์ ได้แก่ ทับหลังที่ปราสาทตาเล็ง จังหวัดศรีสะเกษ , ทับหลังที่กู่พราหมณ์จำศีล จังหวัดนครราชสีมา และทับหลังบริเวณปราสาทบริเวณองค์ทิศใต้ ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งของทับหลังและบันแถลงล้วนอยู่เหนือกรอบประตูขึ้นไป จึงตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นการจำลองขณะพระวรุณกำลังขี่หงส์เพื่อทำหน้าที่รักษาทิศตะวันตกของเขาพระไกรลาสบนสวงสรรค์ ส่วนภาพสลักพระวรุณทรงนาคบนลูกบาศก์ที่ปราสาทพนมรุ้ง มีจุดประสงค์เพื่อตั้งไว้บนพื้นราบจึงเป็นไปได้ว่าอาจสื่อถึงพระวรุณขณะประทับอยู่บนบัลลังก์นาค ณ วิมานแก้วบนยอดเขาปุษปะศีรีซึ่งอยู่ใต้ระดับทะเล หรืออาจสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากพระวรุณและนาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำและฝนสำหรับเกษตรกรรม           คติความเชื่อเรื่องพระวรุณได้ถูกสืบทอดและอยู่คู่กับสังคมไทยมาจนถึงในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากรากฐานของสังคมไทยคือเกษตรกรรมซึ่งพึ่งพาน้ำและฝนเป็นหลัก ตามความเชื่อว่าพระวรุณนั้นทรงสามารถบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ หรือเป็นเทพที่ให้คุณทางด้านการเกษตร ดังนั้นในปัจจุบันจึงพบพระวรุณทรงนาคอยู่ในตราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งหมายถึงถึงความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง เรียบเรียงโดย : นายพงศธร ดาวกระจาย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง : ณัฐพล คำนงค์. “พระวรุณในสมัยรัตนโกสินทร์” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๗.  รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ปราสาทขอมในดินแดนไทย ความเป็นมาและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๕๑. เสน่  ประกอบทองและคณะ. เทพประจำทิศ เทพพาหนะ. พิมพ์ครั้งที่๑. นครราชสีมา: โจเซฟ พลาสติกการ์ด(โคราช)แอนด์ ปริ้นท์, ๒๕๔๗.


          ชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผา สมัยทวารวดี           ชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผา จัดแสดง ณ อาคารจัดแสดง ๒ ชั้น ๒ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           ชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินเผา มีขนาดกว้าง ๑๐ เซนติเมตร สูง ๘.๒ เซนติเมตร พบเฉพาะส่วนเศียร ส่วนองค์พระชำรุดหักหายไป ชิ้นส่วนที่ปรากฏเป็นภาพพระเศียรของพระพุทธเจ้า ด้านหลังมีกรอบประภามณฑลรอบล้อมพระเศียร โดยพระพักตร์แสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ได้แก่ อุษณีษะนูน พระเกศาขมวดเป็นเม็ดกลม พระพักตร์กลม พระนลาฏแคบ พระขนงทั้ง ๒ เชื่อมต่อกันเป็นเส้นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำและเปลือกพระเนตรโปลน พระนาสิกค่อนข้างใหญ่ ริมพระโอษฐ์หนา มุมพระโอษฐ์ทั้งสองข้างยกขึ้นแย้มพระสรวล ปลายพระกรรณทั้งสองยาว             รอบพระเศียรมีกรอบประภามณฑลรูปครึ่งวงกลม ภายในกรอบประภามณฑลมีการลงสีแดงอมส้ม ซึ่งพบพระพิมพ์ที่มีการลงสีลักษณะดังกล่าวที่เมืองฟ้าแดงสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์  กรอบประภามณฑลมีลวดลายกนกสามเหลี่ยม น่าจะหมายถึงเปลวไฟ การทำกรอบประภามณฑลมีลวดลายเปลวไฟรอบพระเศียรของพระพุทธเจ้าในสมัยทวารวดี สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียสมัยปาละ ด้วยพระพักตร์ที่มีรูปแบบเฉพาะของศิลปะทวารวดี ประกอบกับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียที่ปรากฏ  จึงกำหนดอายุในสมัยทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว            นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่เมืองคันธารวิสัย อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เมืองฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และบริเวณเมืองลพบุรี เป็นต้น พระพิมพ์ดังกล่าวหากมีสภาพสมบูรณ์ สันนิษฐานว่าเป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิราบแบบหลวมๆ มีกลีบบัวมารองรับ และรอบพระเศียรมีประภามณฑลเปลวไฟ เป็นลักษณะพิมพ์ที่พบมากในเมืองโบราณแถบลุ่มแม่น้ำชี การพบพระพิมพ์รูปแบบคล้ายกันกระจายในเมืองโบราณที่ร่วมสมัยวัฒนธรรมทวารวดี น่าจะเกิดจากการเดินทางติดต่อระหว่างชุมชนในช่วงเวลาดังกล่าว     เอกสารอ้างอิง รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. “พระพุทธรูปและพระพิมพ์ทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ไทย บัณฑิตวิทยาลัย ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒. วิริยา อุทธิเสน. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำชีตอนกลาง กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ บันฑิตวิทยาลัย ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.  


กระเบื้องเชิงชาย ลายดอกบัว เมืองกำแพงเพชร ...กระเบื้องเชิงชายหรือที่เรียกว่ากระเบื้องหน้าอุด คือกระเบื้องมุงหลังคาแถวล่างสุดของหลังคาแต่ละตับทำหน้าที่อุดช่องว่างที่ชายคาเพื่อกันฝน และสัตว์เข้าไปตามแนวกระเบื้อง ส่วนใหญ่ทำเป็นทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว หรือสามเหลี่ยมด้านเท่าพร้อมลวดลายต่างๆ เช่น ลายเทพนม ลายดอกบัว ประดับที่ชายคาสถาปัตยกรรมประเภทอาคารที่มีฐานานุศักดิ์อันสื่อถึงการแสดงฐานะของผู้ใช้อาคาร โดยสามารถแบ่งประเภทตามการใช้ประโยชน์เป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทศาสนสถานเนื่องในศาสนาพุทธ เช่น อุโบสถ วิหาร และประเภทที่อยู่อาศัยซึ่งพบหลักฐานจากการขุดแต่งสิ่งก่อสร้างอันเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ พระมหาปราสาท พระที่นั่ง และตำหนักต่างๆ...ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ดอกบัว ใช้สื่อถึงแผ่นดินซึ่งเป็นที่เกิดของ ปทุม (ภาษาบาลี หมายถึง ต้นไม้ต้นแรก) และใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการอุบัติตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตัวอย่างความเกี่ยวข้องในทางพุทธศาสนา ดอกบัว ได้ถูกยกมาเทียบเคียงถึงความสามารถในการเข้าใจหลักคำสอนและธรรมะของบุคคลที่แตกต่างกัน รวมถึงการนำรูปดอกบัวมาทำเป็นภาพประกอบกับรูปเคารพของพระพุทธเจ้า เช่น ฐานที่ประทับของพระพุทธรูป เป็นส่วนประกอบของทิพยบุคคล และเป็นลวดลายประดับ อันสื่อถึงการกำเนิดอันบริสุทธิ์ (โลกแห่งธรรม) ความอุดมสมบูรณ์ และแสงสว่าง...จากการศึกษากระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยาประเภทลายดอกบัว ของ นายประทีป เพ็งตะโก สันนิษฐานว่า...ลวดลายประดับรูปดอกบัวปรากฏตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นตลอดจนถึงอยุธยาตอนปลาย ลักษณะสำคัญคือรูปดอกบัวที่มีก้านมารองรับมีลักษณะธรรมชาติซึ่งพบในช่วงเวลาสั้นๆ และในระยะเวลาเดียวกันนั้นก็ทำเป็นรูปดอกบัวบานที่ไม่มีก้านมารองรับอันเป็นลักษณะที่นิยมในเวลาต่อมา วิวัฒนาการของกลีบบัวแรกเริ่มมีลักษณะเรียวยาวใกล้เคียงธรรมชาติ จากนั้นคลี่คลายเป็นกลีบดอกมีขอบหยัก คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากลายประเภทพันธุ์พฤกษาช่วงสมัยอยุธยาตอนกลาง (ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒) ในเวลาต่อมากลีบบัวปรับเปลี่ยนเป็นลายกระหนก (ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒) จนถึงระยะสุดท้ายที่มีลายใบไม้สามแฉกเข้ามาแทนที่เค้าโครงเดิม ...การกำหนดอายุโดยวิธีการเปรียบเทียบ (Relative Dating) พบว่าลวดลายในกระเบื้องเชิงชายที่พบจากการขุดแต่งวัดพระแก้ว และวัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชรนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับกระเบื้องเชิงชายที่พบในโบราณสถานของเมืองพระนครศรีอยุธยา โดยอ้างอิงภาพเปรียบเทียบลายกระเบื้องเชิงชายจากการศึกษาของ นายประทีป เพ็งตะโก ดังนี้...กระเบื้องเชิงชายลายดอกบัวที่พบจากเมืองกำแพงเพชร จำนวน ๒ รูปแบบ ได้แก่๑. กระเบื้องเชิงชายลายดอกบัว (ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – พุทธศตวรรษที่ ๒๒) ลักษณะทรงสามเหลี่ยมมีหยักที่ขอบนอก ทำเส้นนูนล้อกับทรงกระเบื้องล้อมรอบลายดอกบัวจำนวนสองเส้น ไม่ทำก้านดอก กลีบดอกคลี่คลายไม่เป็นธรรมชาติ กลีบบัวเรียวยาว ขอบกลีบเริ่มทำเป็นหยัก อาจทำเพียงบางกลีบ หรือหลายกลีบ นอกจากนี้ยังพบลักษณะคล้ายใบไม้ ๓ แฉก หรือทรงพุ่มแหลมด้านบนของดอกบัว อันเริ่มแปรเปลี่ยนจนคล้ายกับดอกบัวดอกเล็กซ้อนอยู่ข้างบน จากการขุดแต่งวัดช้างรอบพบกระเบื้องเชิงชายลายดอกบัวลักษณะคล้ายกับที่พบจากการขุดแต่งบริเวณวัดสุวรรณาวาส วัดไชยวัฒนาราม วัดขุนแสน วัดพระยาแมน และตำหนักสวนกระต่าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา๒. กระเบื้องเชิงชายลายดอกบัว (ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒) ลักษณะทรงสามเหลี่ยมมีหยักที่ขอบนอก มีการทำเส้นล้อกับทรงกระเบื้องล้อมรอบลายดอกบัวจำนวนสองเส้น มีร่องรอยเม็ดปุ่มอยู่บนสันนูนระหว่างเส้นกรอบดังกล่าว ลักษณะโครงสร้างลายคล้ายมีดอกขนาดเล็กซ้อนอยู่ข้างบน กลีบบัวมีทั้งทำหยักที่ขอบคล้ายใบไม้ และมีพัฒนาการรูปแบบประดิษฐ์เป็นลายกนกทั้งหมด จากการขุดแต่งวัดพระแก้ว และวัดช้างรอบพบกระเบื้องเชิงชายลายดอกบัวลักษณะนี้คล้ายกับที่พบจากการขุดแต่งวัดสุวรรณาวาส วัดพลับพลาชัย และบริเวณตำหนักวัดมเหยงคณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา...จากการกำหนดอายุลวดลายในกระเบื้องเชิงชายที่พบจากการขุดแต่งวัดพระแก้ว และวัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชร เปรียบเทียบกับผลการศึกษาลักษณะลวดลายจากหลักฐานที่พบในวัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สอดคล้องไปในทางเดียวกันว่าหลักฐานที่พบมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒________________________________________ เอกสารอ้างอิงคณะกรรมการดำเนินงานจัดทำศัพทานุกรมด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๕๐.ประทีป เพ็งตะโก. กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๐. ประทีป เพ็งตะโก. ประทีปวิทรรศน์ : รวมเรื่องโบราณคดีอยุธยา. กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๖๔.วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรมไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๕๙.


          กระเบื้องเชิงชายลายเทพนม จากเจดีย์หมายเลข ๑ (วัดปราสาทร้าง) เมืองโบราณอู่ทอง           กระเบื้องเชิงชายลายเทพนม พบที่เจดีย์หมายเลข ๑ (วัดปราสาทร้าง) เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องโบราณคดีเมืองอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           กระเบื้องเชิงชายรูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ภายในมีรูปเทพนมครึ่งองค์ สวมมงกุฎยอดสูง ประดับกรรเจียกจร ประนมมืออยู่ระดับกลางอุระ รองรับด้วยลายพรรณพฤกษาก้านยาวและซ้อนกันหลายชั้น ลวดลายเหล่านี้อยู่ภายในกรอบสามเหลี่ยมจำนวน ๓ ชั้น โดยเส้นตรงกลางมีความหนาและหยักเล็กน้อย            กระเบื้องเชิงชายใช้ประดับอยู่บริเวณส่วนปลายหลังคาของอาคารประเภทวิหาร อุโบสถ หรือปราสาท ทำหน้าที่อุดช่องว่างระหว่างแผ่นกระเบื้อง ป้องกันไม่ให้นกหรือสัตว์ชนิดอื่นเข้าไปภายใน จึงเรียกอีกอย่างได้ว่ากระเบื้องหน้าอุด  ส่วนรูปเทพนมหรือเทวดา ที่ปรากฏบนกระเบื้องเชิงชาย น่าจะหมายถึงผู้ปกปักษ์รักษา การประดับกระเบื้องเชิงชายบนหลังคาอาจจะทำให้ตีความได้ว่า ศาสนสถานนั้นๆ มีความสำคัญ ถือเป็นศูนย์กลางจักรวาลที่มีเทวดารายล้อม หรืออีกความหมายหนึ่งคือเทพนมแทนการเคารพบูชาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีการสร้างรูปแทนพระพุทธองค์ ด้วยพระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในอาคารก็เป็นได้           กระเบื้องเชิงชายนี้พบที่เจดีย์หมายเลข ๑ (วัดปราสาทร้าง) ซึ่งพบหลักฐานการก่อสร้าง ๓ ระยะ ในระยะที่ ๑ และ ๒ พบฐานเจดีย์กำหนดอายุอยู่ในช่วงสมัยทวารวดี ส่วนระยะสุดท้ายมีการสร้างเจดีย์ในสมัยอยุธยา เหนือฐานเจดีย์ในสมัยทวารวดี กำหนดอายุสมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๒ หรือประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว และยังพบโบราณวัตถุในสมัยอยุธยา เช่น พระพุทธรูปหินทราย และภาชนะสำริด ซึ่งมีรูปแบบที่สามารถกำหนดอายุสอดคล้องกระเบื้องเชิงชายคือในสมัยอยุธยา แสดงถึงการเข้ามาใช้พื้นที่ของผู้คนยุคหลังจากสมัยทวารวดี      เอกสารอ้างอิง ประทีป เพ็งตะโก. “กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต  สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๐. กรมศิลปากร. รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานเมืองเก่าอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี. พระนคร : ศิวพร, ๒๕๐๙.


เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าสงขลาเป็นปลายทางแรกของสยามที่เมล็ดกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าเดินทางมาถึง อย่างไรก็ตาม พบหลักฐานว่ากาแฟเป็นที่รู้จักในเมืองสงขลามาอย่างยาวนานกว่านั้น... พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ขอเสิร์ฟเครื่องดื่มแห่งการเรียนรู้ เนื่องในนิทรรศการพิเศษ "จากอาระเบียสู่สงขลา : การเดินทางของกาแฟ" (ตอนที่ 2)   ................................................................................... Producer & Script Writer : Thiranad Meenoon  Editor & Animator : Pakamas Leeskul  Narrator : Jerdja Rujirat Music : Warm Feeling By Frumhere, Kevatta .................................................................................... เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : การปรากฏตัวในฐานะพืชเศรษฐกิจ กาแฟปรากฏตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการด้วยการนำพาของมหาอำนาจยุโรปในฐานะ “พืชเศรษฐกิจ” อันมุ่งหวังเป็นฐานการผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดโลก โดยกาแฟต้นแรกหยั่งรากลงบนเกาะชวาในปี 1690 จากนั้นการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์เริ่มกระจายไปทั่วภูมิภาค เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งร้านกาแฟในระยะแรกเปิดให้บริการชาวตะวันตกที่อาศัยในดินแดนอาณานิคม กระทั่งล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 จึงเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มคนท้องถิ่นและกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค   สยาม : เครื่องดื่มรสขมเครื่องหมายความศิวิไลซ์ กาแฟเดินทางมาถึงสยามอย่างช้าที่สุดก็ในราวปลายศตวรรษที่ 17 ด้วยในบันทึกชาวต่างชาติสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้แก่ จดหมายเหตุลาลูแบร์ และสำเภากษัตริย์สุลัยมาน (The Ship of Sulaiman) ระบุว่าในสยามดื่มกาแฟที่มาจากโลกอาหรับ นิยมใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง กระทั่งในศตวรรษที่ 19 พบว่ามีการทำไร่กาแฟที่เมืองจันทบูร ดังปรากฏในบันทึกของสังฆราชชอง-บาตีสต์ ปาเลอกัว (Mgr.Jean-Baptiste Pallegoix) รวมถึงมีหมายรับสั่งของรัชกาลที่ 3 ให้ใช้ที่ดินด้านตะวันออกของพระบรมมหาราชวังเป็นสวนกาแฟ ตลอดจนบันทึกรายวันของเซอร์ จอห์น เบาริง (Sir John Bowring) ระบุถึงไร่กาแฟบริเวณบางกอกฝั่งตะวันตก (ธนบุรี) กระทั่งล่วงเข้าสู่ต้นรัชกาลที่ 5 จึงได้ปรากฏชื่อกาแฟในรายการสินค้าส่งออกของสยาม ตลอดจนมีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างจริงจังในเมืองตรัง เมื่อปี 1891  อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟระยะแรกยังจำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงเพื่อแสดงถึงความศิวิไลซ์ โดยพบว่าเริ่มนิยมดื่มผสมนมวัวมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และปรากฏหลักฐานกล่าวถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟและอาหารเช้าอย่างฝรั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้กาแฟยังคงเป็นเครื่องดื่มสำหรับรับรองชาวต่างชาติ ระบุในบันทึกของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาสยามในปลายศตวรรษที่ 19  โดยร้านกาแฟร้านแรกถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 คือร้าน Red Cross Tea Room ก่อตั้งโดย แหม่มโคล (Miss Edna Sarah Cole) ในปี 1917 ให้บริการแก่ลูกค้าชาวตะวันตก คหบดี และชนชั้นสูง ต่อมาร้านกาแฟร้านแรกโดยชาวสยามปรากฏตัวขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของกลุ่มชนชั้นสูงคือ “ร้านนรสิงห์” จนล่วงเข้าสู่รัชกาลที่ 7 ร้านกาแฟจึงค่อย ๆ เพิ่มจำนวนและขยายความนิยมไปสู่ชนชั้นกลาง สอดคล้องกับการกลับมาของนักเรียนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้นำพาวัฒนธรรมการดื่มกาแฟแบบตะวันตกเข้ามาแพร่หลาย รวมถึงมีชาวจีนอพยพเปิดร้านกาแฟ “เอี๊ยะแซ” ขึ้นในย่านเยาวราช ซึ่งต่อมาได้กลายศูนย์รวมของผู้คน ในที่สุดร้านกาแฟก็ขยายไปสู่ทุกกลุ่มคน กระจายตัวไปทุกหนแห่งและกลายเป็นศูนย์รวมข่าวสาร  สงขลา : การมาถึงของกาแฟสายพันธุ์ใหม่   เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าสงขลาเป็นปลายทางแรกของสยามที่เมล็ดกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าเดินทางมาถึง ก่อนจะขยายไปจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ โดยข้อมูลจากการสำรวจของกระทรวงเกษตร เมื่อปี 1955 ระบุว่า ชาวมุสลิมผู้หนึ่งนำมาปลูกไว้ในพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อยราวปี 1904  อย่างไรก็ตาม พบหลักฐานว่ากาแฟเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ปกครองสงขลาแล้วก่อนปี 1859 อันเป็นปีที่รัชกาลที่ 4 เสด็จประพาสเมืองสงขลา ด้วยมีบันทึกกล่าวถึงการถวายเครื่องกาแฟกาไหล่ทองคำ จากนั้นรายงานสถานภาพเมืองสงขลาปี 1894 ระบุว่าที่ดินชายแดนเมืองไทรบุรีมีความเหมาะสมต่อการทำสวนกาแฟ และมีชาวต่างชาติเข้ามาสำรวจและพอใจที่ดินบริเวณตำบลพตง (พะตง) ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอหาดใหญ่ นำมาสู่การร่วมทุนของพระยาวิเชียรคีรี (ชม) หลวงจำนงนิเวศกิจ (มร.แรมแซ) และมิสเตอร์ฮาร์ริซันทำสวนกาแฟในปี 1894-1895  ทั้งนี้ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มขึ้นเมื่อใด ทว่าร้านกาแฟระยะแรกน่าจะอยู่ในรูปแบบ “โกปี้เตี๊ยม” หรือร้านกาแฟดั้งเดิมที่ดำเนินการโดยชาวจีนอพยพ ซึ่งพบแพร่หลายในคาบสมุทรมลายู โดยปรากฏร้านเก่าแก่อายุกว่า 90 ปีบนถนนนางงาม เช่น ร้านฮับเซ่ง ร้านน่ำหลี ร้านฟุเจา เป็นต้น และในบทความบรรยายสภาพเมืองสงขลาในปี 1938 กล่าวถึงร้านกาแฟของชาวจีนในตลาดใหม่ ในช่วงศตวรรษที่ 20 จึงน่าจะเป็นระยะที่ร้านกาแฟเริ่มปรากฏตัวอย่างแพร่หลาย ขณะที่เมล็ดกาแฟนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์เป็นหลัก ปัจจุบันร้านกาแฟกระจายตัวแน่นหนาบนถนนนครนอก นครใน และนางงาม ที่ซึ่งกาแฟออกเดินทางจากอาระเบียมาถึงสงขลาอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัด .................................................................................... อ้างอิง  1. คเณศ กังวานสุรไกร. (2565). เส้นทาง “กาแฟ” จากพืช ถึงเครื่องดื่มทางศาสนา แล้วเป็นธุรกิจฮิตทั่วโลกได้อย่างไร. เข้าถึงเมื่อ 30 กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://www.silpa-mag.com/culture/art... 2. เชื้อ ธรรมทิน สุวรรณรัต. (2509). การปลูกและการผลิตกาแฟ ภาคปฏิบัติของกรมการปกครอง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง. (พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพ นายศุข สงวนน้อย ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม 13 มกราคม 2509). 3. เญาฮาเราะห์ ยอมใหญ่. (2554). เส้นทางกาแฟจากเยเมนถึงลอนดอนในศตวรรษที่ 10-17. เข้าถึงเมื่อ 30 กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://www.publicpostonline.net/8855 4. ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์. (2527). สำเภากษัตริย์สุลัยมาน. เอกสารทางวิชาการ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. เข้าถึงได้้จากhttp://www.openbase.in.th/files/ebook... 5. โดม ไกรปกรณ์. (2557). “การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยอาณานิคม : มองผ่านการผลิตและบริโภคกาแฟ.” ภาษาและวัฒนธรรม 33, 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม): 5-20.  6. ธนพร สิงหกลางพล. (2557). วัฒนธรรมกาแฟของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรณีศึกษาวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวพม่า. ภาคนิพนธ์ปริญญาบัณฑิต สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 7. พรรณนีย์ วิชชาชู, บรรณาธิการ. (2561). “ย้อนรอยประวัติศาสตร์กาแฟโลก.” พืชสวน 33, 1 (มกราคม-เมษายน): 4-13. 8. ลาลูแบร์,มองซิเออร์ เดอ. (2457). จดหมายเหตุลาลูแบร์ พงศาวดารสยามครั้งกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. แปลโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์. กรุงเทพฯ: ปรีดาลัย เข้าถึงเมื่อ 15 มิถุนายน 2565 เข้าถึงได้จาก: https://cupdf.com/document/-155720def... 9. ศรินธร รัตน์เจริญขจร. (2544). ร้านกาแฟ: ความหมายในวัฒนธรรมไทยยุคบริโภคนิยม. วิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (มานุษยวิทยา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 10. สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช 2484. [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อ 30 มิถุนายน 2564 เข้าถึงได้จาก https://vajirayana.org/สาส์นสมเด็จ-พุ.... 11. สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์. (2563). เมื่อสยามต้องการส่งออก "ข้าวแฝ่". เข้าถึงเมื่อ 30 กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://m.museumsiam.org/dadetail2.ph... 12. สแตนเดจ, ทอม. (2565). ประวัติศาสตร์โลกใน 6 แก้ว. พิมพ์ครั้งที่ 7. แปลโดย คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์. กรุงเทพฯ: บุ๊คสเคป. 13. สุกัญญา สุจฉายา. “อาหารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา.” วารสารมนุษยศาสตร์ 24, 2(กรกฎาคม-ธันวาคม 2560): 1-29. 14. สำนักราชเลขาธิการ. (2537). หนังสือจดหมายเหตุฯ The Bangkok Recorder. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) (พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสมหมาย ฮุนตระกูล ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ธันวาคม 2536). 15. อรวรรณ วิชัยลักษณ์, พิสมัย พึ่งวิกรัย และณัฐธิดา ห้าวหาญ. (2557). การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการเกษตร. 16. Hewitt, Robert. (1872). Coffee: Its History, Cultivation, and Uses. New York: D. Appleton and company.  17. Kucukkomurler, Saime and Ozgen, Leyla. (2009). Coffee and Turkish Coffee Culture. Accessed July 30, 2022. Available from file:///C:/Users/HP-PT/Downloads/Coffee_and_Turkish_Coffee_Culture.pd


black ribbon.