ค้นหา

จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ

          รัฐบาลกำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งทรงสนพระราชหฤทัยและห่วงใยการใช้ภาษาไทยของคนไทย ทั้งทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องเหมาะสม และเป็นการน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในการทรงงานเพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการและแนวพระราชดำริต่างๆของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยรัฐบาลได้ส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนจัดกิจกรรมในวันดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง           กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงผู้มีผลงานดีเด่นด้านการใช้ภาษาไทย และสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีคุณภาพ ทั้งการประพันธ์คำร้องและผู้ขับร้อง เนื่องจากเห็นว่าวงการเพลงเป็นวงการหนึ่งที่สะท้อนภาพและมีอิทธิพลต่อการใช้ภาษาไทยของเยาวชนและคนไทยในปัจจุบัน การพิจารณามอบรางวัลแก่นักร้อง นักแต่งเพลง ที่เป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาไทย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ จึงเท่ากับเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาไทยทางหนึ่ง           สำหรับผลการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) โดยกรมศิลปากร(ศก.) มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 19 รางวัล ดังนี้           1.รางวัลเชิดชูเกียรติ ประกอบด้วยรางวัลเชิดชูเกียรติ องค์กรสนับสนุนวัฒนธรรมดนตรีไทย ได้แก่ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)และรางวัลเชิดชูเกียรติ โครงการสืบสานเพลงไทยประทับใจในอดีต ได้แก่ โครงการ “ศาลาเฉลิมกรุง...สืบสานตำนานเพลง”           2.รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่ (2.1) การประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงศิลปินแห่งชาติ ผู้ประพันธ์ นายชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงลม ผู้ประพันธ์ นายณพสิน แสงสุวรรณ (หนุ่ม กะลา) (2.2) การประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแรงก้อนสุดท้าย ผู้ประพันธ์ นายสลา คุณวุฒิ และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแม่นั่งแลทาง ผู้ประพันธ์ น.ส.ธนภัค สิทธิชัย (ดวงพร สิทธิชัย) และ(2.3) การประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงซากไม้ชายน้ำ ผู้ประพันธ์ นายพยัพ คำพันธุ์ และเพลงเขาเป็นหญิง เธอเป็นชาย ผู้ประพันธ์ นายสุทธิยงค์ เมฆวัฒนา (เทียรี่ เมฆวัฒนา)           3.รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย (3.1)การขับร้องเพลงไทยสากลชาย รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงให้โลกได้เห็น (น้ำใจคนไทย) ผู้ขับร้อง นายธงไชย แมคอินไตย์ (เบิร์ด ธงไชย)และเพลงลม ผู้ขับร้อง นายณพสิน แสงสุวรรณ (หนุ่ม กะลา) (3.2)การขับร้องเพลงไทยสากลหญิง รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงลมหายใจ ผู้ขับร้อง น.ส.ณัฐธิกา เอี่ยมท่าไม้ และเพลงบัวขาว ผู้ขับร้อง น.ส.สาธิดา พรหมพิริยะ (3.3)การขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงโธ่...น้องกลอย ผู้ขับร้อง นายธนพล สัมมาพรต (แจ๊ค ธนพล) และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแรงก้อนสุดท้าย ผู้ขับร้อง สิบเอก กิตติคุน บุญค้ำจุน (มนต์แคน แก่นคูน) (3.4)การขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแฟนเก่าเขาลืม ผู้ขับร้อง น.ส.ภัทริยา รัตนพันธ์ (แอม ภัทริยา) และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงเทิดทูนพระคุณท่าน ผู้ขับร้อง น.ส.ชญาภา พงศ์สุภาชาคริต (บูม ชญาภา) (3.5)การขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงรักคนอื่นไม่ได้เลย ผู้ขับร้อง นายวิชาญ ศรีฟอง (รอน อรัณย์) และรางวัลรองชนะเลิศ เพลงนักรบชุดขาว ผู้ขับร้อง นายวรพล นวลผกา (น็อต ไผ่ร้อยกอ) และ(3.6)การขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง รางวัลชมเชย เพลงมนุษย์ ผู้ขับร้อง น.ส.ณริสสา ดำเนินผล (ฟ้า ขวัญนคร)           กรมศิลปากรได้กำหนดจัดพิธีมอบรางวัลในวันภาษาไทยแห่งชาติ วันที่ ๒๙ กรกฎาคม เป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ได้เพิ่มความรุนแรงเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และยังไม่อาจกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้แน่นอน ดังนั้น ในปีพุทธศักราช 2564 จึงงดจัดพิธีมอบรางวัล เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อดังกล่าว


ประกาศกรมศิลปากร แจ้งปิดการให้บริการและการเข้าชมแหล่งเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรมในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ : - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร -พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปะ -พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี -พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์   -หอสมุดแห่งชาติ -หอจดหมายเหตุแห่งชาติ -โรงละครแห่งชาติ โดยปิดให้บริการเป็นการชั่วคราว ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๒๘) เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ข้อมูล ณ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔  


          กรมศิลปากร ออกประกาศปิดการให้บริการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ โบราณสถานที่เก็บค่าเข้าชม หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัด ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ ๒๒ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ยกเว้นแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้ปิดบริการเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔           นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) (ศปก.ศบค.) ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ๑๓ จังหวัดตามคําสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ ๑๐/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกประกาศปิดสถานที่ต่าง ๆ ในท้องที่รับผิดชอบ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) โดยอาศัยอํานาจตามความในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๒๘) ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่มุ่งเน้นลดการเดินทางและการออกนอกเคหสถานของประชาชน           ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติราชการของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากรที่มีภารกิจการให้บริการ แหล่งเรียนรู้ เป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๓๒ แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อธิบดีกรมศิลปากรจึงประกาศ ดังต่อไปนี้           ๑. ให้แหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรดังต่อไปนี้ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุม สูงสุดและเข้มงวด ตามคําสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ ๑๐/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ปิดการให้บริการเป็นการชั่วคราวระหว่าง วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ - วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ยกเว้นแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพมหานครให้ปิดบริการเป็นการชั่วคราวระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม – วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔                   ๑.๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ                   ๑.๒ อุทยานประวัติศาสตร์                   ๑.๓ โบราณสถานที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและจัดเก็บค่าเข้าชมตามที่บัญชี แนบท้ายกฎกระทรวงกําหนดค่าเข้าชมและค่าบริการอื่น สําหรับโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑                   ๑.๔ หอสมุดแห่งชาติ                   ๑.๕ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ                   ๑.๖ โรงละครแห่งชาติ           ๒. ให้ผู้บังคับบัญชาของแหล่งเรียนรู้ที่กรมศิลปากรมีคําสั่งให้ปิดการให้บริการตามข้อ ๑ จัด ให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรในหน่วยงานดําเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้มากที่สุด โดยจะต้องไม่กระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ และต้องดําเนินการภายใต้มาตรการป้องกันควบคุมโรคเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) อย่างเคร่งครัด           ๓. ในส่วนของแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรที่ตั้งอยู่ในจังหวัดซึ่งถูกกําหนดเป็นพื้นที่ควบคุม สูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามคําสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ ๑๐/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ให้หัวหน้าหน่วยงาน ติดตามประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดเกี่ยวกับการปิดสถานที่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) โดยหากผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศ หรือคําสั่งให้ปิดการให้บริการแหล่งเรียนรู้เป็นการชั่วคราว ให้แหล่งเรียนรู้ในสังกัดของกรมศิลปากรปิดให้บริการตามระยะเวลาที่ประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดนั้นกําหนด โดยไม่ต้องเสนอเรื่องให้อธิบดีกรมศิลปากรพิจารณาอนุญาต แต่ให้รายงานการปิดให้บริการตามประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดตามลําดับชั้นขึ้นมาให้อธิบดีกรมศิลปากรทราบ           ๔. ให้หัวหน้าหน่วยงานแหล่งเรียนรู้ที่กรมศิลปากรมีคําสั่งให้ปิดการให้บริการตามข้อ ๑ ติดตาม ประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดเกี่ยวกับการปิดสถานที่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) โดยหากผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศหรือคําสั่งให้ขยายระยะเวลาปิดการให้บริการแหล่งเรียนรู้เป็นการชั่วคราวออกไปเกินกว่าที่กําหนดในประกาศฉบับนี้ ให้แหล่งเรียนรู้ในสังกัดของกรมศิลปากรขยายระยะเวลาการปิดให้บริการตามประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดนั้น โดยไม่ต้องนําเสนอเรื่องให้อธิบดีกรมศิลปากรพิจารณาอนุญาต แต่ให้รายงานตามลําดับชั้นขึ้นมาให้อธิบดีกรมศิลปากรทราบด้วย


     ชื่อเรื่อง : สร้างสติ รักษาจิต สู้ COVID-19      ผู้แต่ง : ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์      สำนักพิมพ์ : นานมีบุ๊คส์      ปีที่พิมพ์ : 2563      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-04-4932-3      เลขเรียกหนังสือ : 616.91 ย127ส      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : วิกฤตโควิด-19 (COVID-19) ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกจำนวนกว่า 190 ล้านคน ผู้เสียชีวิตกว่า 4.1 ล้านคน โดยยังมี    ผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องด้วยจำนวนเตียงและบุคลากรที่ดูแลนั้นมีน้อยเกินกว่าที่จะรับดูแลได้ทั้งหมด ผู้ติดเชื้อหลายรายที่ยังต้องรอการรักษาอยู่ที่บ้านหรือที่อยู่อาศัย ท่ามกลางครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน จนนำไปสู่ภาวะเครียด กังวล ส่งผลต่อสุขภาพจิตทั้งผู้ที่ติดเชื้อและผู้ที่ดูแลรอบข้าง ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 การดูแลจิตใจให้เข้มแข็งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง "สร้างสติ รักษาจิต สู้ COVID-19" มุ่งเน้นการฝึกสติด้วยตัวเองเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ทุกคนต่างก็ต้องแยกตัวไม่ให้รับหรือส่งเชื้อไวรัสไปสู่ผู้อื่น ซึ่งมีการกล่าวถึง การฝึกสมาธิสยบความว้าวุ่นและความเครียดจากโควิด-19 /การจัดการกับความเครียดจากวิกฤตโควิด-19 / ฝึกสติให้เป็นวิถีชีวิตทั้งในระหว่างและหลังวิกฤตโควิด-19 / สติในจิต (สติปล่อยวาง) ให้เราอยู่กับโควิด-19 แต่ไม่เป็นทุกข์กับมัน / สติช่วยไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างไร การฝึกสติเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางจิตที่จำเป็นเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 เหมาะสำหรับผู้ที่กักตนอยู่ที่บ้านและอยากเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการสร้างความเข้มแข็งทางใจ ระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ จนถึงเวลาหลายเดือน อาจเป็นช่วงเวลาที่มีความว้าวุ่นทางจิตใจ เช่น กลัว เครียด เหงา ท้อแท้ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลเสียต่อจิตใจแล้วยังมีผลกระทบต่อ สุขภาพด้วย เพราะความเครียดและว้าวุ่นใจที่ต่อเนื่องมีผลกระทบต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย การดูแลจิตใจของตนเองให้เข้มแข็งจึงมีความสำคัญยิ่ง เพื่อช่วยให้ตนเอง ครอบครัว องค์กร สังคม และประเทศชาติพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ 


          กรมศิลปากร ประกาศปิดการให้บริการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในกรุงเทพมหานคร หอสมุด แห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ตามประกาศกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)          นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว กรุงเทพมหานครได้ออกประกาศเรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ ๓๗) โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบกับข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๒๘) ออกประกาศปิดสถานที่ต่าง ๆ ในท้องที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานที่ดูแลแหล่งเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติทั่วประเทศ จึงได้ออกประกาศ กรมศิลปากรปิดการให้บริการและการเข้าชมแหล่งเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรมในความดูแลของกรมศิลปากรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ พร้อมทั้งได้ออกมาตรการให้หน่วยงานในสังกัดปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) เต็มรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของแต่ละหน่วยงานโดยนำเทคโนโลยีออนไลน์เข้ามาช่วยในการสั่งการและการดำเนินงานไม่ให้กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินตามภารกิจของหน่วยงานและการบริการประชาชน พร้อมทั้งกำชับให้มีวินัยในการปฏิบัติตน หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างเคร่งครัด          นอกจากนี้ กรมศิลปากรได้พัฒนาระบบการให้บริการออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ง่ายๆ ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ๔๑ แห่งและโบราณวัตถุ ๓๖๐ องศา อุทยานประวัติศาสตร์เสมือนจริง เรียนรู้มรดกโลก โบราณสถาน โบราณคดีที่สำคัญ สืบค้น ย้อนดูอดีต ผ่านเอกสารจดหมายเหตุ ภาพเก่าอันทรงคุณค่าและเรื่องราวในอดีตที่น่าค้นหา ท่องห้องสมุดดิจิทัล อ่านหนังสือหายาก เอกสารโบราณ หนังสือพิมพ์เก่าและหนังสือจากสำนักพิมพ์ชั้นนำ พร้อมคลังหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และวีดิโอที่น่าสนใจ เสพศาสตร์งานศิลป์กับข้อมูลศิลปกรรม ประณีตศิลป์จากช่างชั้นครู เลือกซื้อหนังสือที่จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากรผ่านระบบออนไลน์ ทำให้สามารถซื้อง่าย จ่ายสะดวก ที่สำคัญยังส่งตรงหนังสือถึงบ้าน ตลอดจน เพลิดเพลินกับการดูโขนละครออนไลน์ และองค์ความรู้จากครูกรมศิลป์ ผ่านช่องทาง YouTube กรมศิลปากร โดยสามารถติดตามรายละเอียดบริการต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์กรมศิลปากร finearts.go.th


          เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ทางกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร จึงขอแจ้งงดถ่ายทอดสด (facebook live) รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ออกไปก่อน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าว           รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” เป็นกิจกรรมในโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (facebook live) ของกรมศิลปากร จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์ องค์ความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรม ออกสู่สาธารณชน จัดโดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม           มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (facebook live) ทุกวันพฤหัสบดี ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ - กันยายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๑.๐๐ น. ติดตามชมได้ผ่านทาง facebook fanpage กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และกลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปาก


     ชื่อเรื่อง : Digital Marketing Concept & Case Study [7th Edition] ฉบับรับมือ New Normal           หลัง COVID-19      ผู้แต่ง : ณัฐพล ใยไพโรจน์      สำนักพิมพ์ : ไอดีซี พรีเมียร์      ปีพิมพ์ : 2563      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-487-158-8      เลขเรียกหนังสือ : 658.872 ณ342ด      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : สถานการณ์ในช่วงโควิด-19 (COVID-19) กำลังแพร่ระบาดทั่วทั้งโลกทำให้ต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างรุนแรง มีคนติดเชื้อทั่วโลกหลักสิบล้านคน และมีผู้เสียชีวิตนับล้านราย จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อคนไทยและประชากรในโลกอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อ          ความเป็นอยู่ ธุรกิจ และสังคม ทำให้หลายๆ ธุรกิจทั้งใหญ่และเล็กต้องหยุดชะงักไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จนนำไปสู่การปิดกิจการ ตกงานและ   ขาดรายได้ วิถีชีวิตของคนมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งการจะนำพาตัวเองให้รอดพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้หนทางหนึ่งที่นับว่ามีความจำเป็นและต้องเรียนรู้อย่างยิ่ง คือ การทำการตลาดในยุคติจิตอล หรือที่เรียกกันว่า Digital Marketing โดยหนังสือ "Digital Marketing Concept & Case Study [7th Edition] ฉบับรับมือ New Normal หลัง COVID-19" จะทำให้ผู้อ่านได้รู้ถึงการรับมือ COVID-19 ไวรัสเปลี่ยนโลก / Content Marketing กลยุทธ์หลักของทุกแฟลตฟอร์ม / Social Medial Marketing เรื่อง Normal ในสถานการณ์ New Normal / Influencer Marketing แบรนด์พูด ไม่ดังเท่ามีคนช่วย    การันตี / E-Marketplace (Shopee, Lazada) ชุมชนคนชอบช้อป / Website, E-Mail และ Digital Marketing Trend 2021 เมื่อวิกฤตโควิด-19 ระบาด บังคับให้ต้องใช้ชีวิตและการค้าขายบนออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจนกลายเป็นเรื่องปกติ การทำการตลาดในยุคดิจิตอลหรือธุรกิจออนไลน์จึงเป็นหนทางที่จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ และอีกหลายธุรกิจเติบโตสวนกระแสอีกด้วย โควิด-19 ไม่ได้กระทบแค่เศรษฐกิจแต่ยังช่วยเร่งให้ผู้คนเข้าไปใช้ชีวิตในโลกออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกธุรกิจจึงถูกบังคับให้ปรับตัว ปรับระบบความคิดใหม่ เพื่อสร้างธุรกิจและโอกาสใหม่ๆ ด้วยการทดลองทำ ผสมผสานกับการใช้เครื่องมือออนไลน์ และ Social Media ชนิดต่างๆ วางกลยุทธ์และปรับแผนงานให้ธุรกิจฟันฝ่า อยู่รอด และเติบโตได้ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤติโควิด-19 หรือช่วงสถานการณ์ปกติ


“…พิมาย จากศูนย์กลางพุทธมหายานสู่เจ้าชุมนุมรัฐอิสระ…” #พิมาย เป็นดินแดนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา บริเวณเมืองพิมายในอดีตสันนิษฐานว่าครอบคลุมพื้นที่อำเภอต่างๆ ในปัจจุบันคือ อำเภอพิมาย อำเภอชุมพวง อำเภอห้วยแถลง อำเภอเมืองยาง อำเภอลำทะเมนชัย บางส่วนของอำเภอประทาย บางส่วนอำเภอโนนแดง บางส่วนอำเภอโนนสูง และบางส่วนอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองพิมาย ปรากฏร่องรอยของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีพัฒนาการมาตามลำดับ จนเจริญสูงสุดในสมัยวัฒนธรรมเขมรในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗ มีการขยายเมือง วางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีศาสนสถานอยู่กลางเมือง มีบารายนอกเมืองตามแบบเมืองในวัฒนธรรมเขมรทั่วไป และปรากฏชื่อ “วิมาย”ซึ่งเชื่อว่าเป็นคำเดียวกับพิมายอย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้ ในจารึกที่พบที่พิมายและที่พบในประเทศกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองพิมายและอาณาจักรเขมร ซึ่งมีหลักฐานต่อเนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นร่องรอยของอารยธรรมเขมรช่วงสุดท้ายที่ปรากฏที่เมืองพิมาย เมื่ออาณาจักอยุธยาสถาปนาขึ้นในบริเวณภาคกลางเมืองพ.ศ. ๑๘๙๓ อำนาจทางการเมืองของอยุธยายังไม่เข้าครอบคลุมดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสันนิษฐานว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมรอยู่ แม้ว่าจำนวนประชากรจะเบาบางลงและอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจลงมากแล้วก็ตาม การที่เมืองพิมาย เคยเป็นเมืองสำคัญระดับศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาคแถบนี้มาก่อน จึงมีความสัมพันธ์ทั้งทางด้านการเมืองและเครือญาติกับบรรดาหัวเมืองของเขมรในภาคอีสานและศูนย์กลางที่เมืองพระนคร โดยยังคงความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจ เมื่ออยุธยาพยายามขยายอำนาจมาทางตะวันออก จะต้องเข้าควบคุมดินแดนในบริเวณต้นแม่น้ำมูลก่อน ถึงแม้ว่าอยุธยาจะสามารถทำลายศูนย์กลางอำนาจของเขมรได้สำเร็จและได้ดินแดนบางส่วนมาอยู่ในความควบคุม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมดินแดนแถบนี้ได้อย่างเรียบร้อย เนื่องจากอยู่ไกลและการคมนาคมไม่สะดวก และหัวเมืองเขมรในอีสานก็อาจจะเข้ามากับเขมรเมื่อต้องทำศึกกับอยุธยา ด้วยเหตุนี้ ทำให้ราชสำนักอยุธยาต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริมสถานภาพของเมืองใหม่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และเป็นตัวแทนของราชสำนักในบริเวณนี้แทนที่เมืองพิมาย นอกจากจะเป็นการตัดกำลังของเขมรแล้ว ยัง สามารถใช้เป็นฐานกำลังของตนในการขยายอำนาจ โดยเพิ่มความสำคัญทางการเมืองให้กับเมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็นศูนย์อำนาจในระดับภูมิภาคแทน ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เมืองนครราชสีมาได้กลายเป็นฐานกำลังของราชสำนักอยุธยาในภูมิภาคนี้ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของราชสำนักในการควบคุมปกครองหัวเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ และผลักดันเมืองศูนย์กลางเดิมให้มีฐานะเป็นเมืองขึ้น ชื่อเมืองนครราชสีมาปรากฏครั้งแรกในทำเนียบหัวเมือง ตามกฎหมายตราสามดวงบทพระอัยการนายทหารหัวเมืองที่ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นเมืองเดียวที่ปรากฏในทำเนียบเมืองสมัยอยุธยาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในส่วนของเมืองพิมายน่าจะคงอยู่ในฐานะเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา แต่เป็นเมืองขึ้นที่มีประชากรหนาแน่น พื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและคมนาคมจากเมืองนครราชสีมาไปสู่อาณาจักรเขมร และเจ้าเมืองพิมายน่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเป็นที่ไว้ใจพิมายน่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเป็นที่ไว้ใจของเจ้าของเจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มเมืองนครราชสีมา –พิมาย เข้ามาใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจในส่วนกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เริ่มห่างไกลจากเขมรมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถพัฒนาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนโดยเฉพาะด้านภาษาพูด แต่ในช่วงเวลานี้อำนาจของอยุธยายังคงครอบคลุมอยู่เพียงตอนต้นของแม่น้ำมูล ในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๒๐๐) ได้ทรงส่งช่าวชาวฝรั่งเศสมาออกแบบผังเมืองและสร้างป้อมกำแพงเมืองนครราชสีมาใหม่ ก็ปรากฏชื่อของเมืองพิมายเป็นเมืองหน้าด่านของนครราชสีมาทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงว่าน่าจะเป็นไปได้ที่ในระยะเวลาก่อนหน้านี้ เมืองพิมายได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอยุธยาอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีฐานะเป็นเมืองขึ้นของราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ พระยายมราช (สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นผู้ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้วางพระทัยอีกคนหนึ่งไม่ยอมอ่อนน้อมราชสำนักอยุธยาต้องใช้เวลาปราบกบฏกว่า ๓ ปี เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว เมืองนครราชสีมาได้ถูกลดบทบาทลง โดยให้หัวเมืองที่ขึ้นกับนครราชสีมาเพิ่มบทบาททางการเมืองของตนให้มากขึ้น เป็นการถ่วงดุลมิให้มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงเมืองเดียว ทำให้เมืองนครราชสีมาอ่อนแอลง เพราะเกิดกบฏบุญกว้างซึ่งเป็นลาว สามารถยึดนครราชสีมาได้และยกลงมาจนถึงลพบุรี จากนโยบายนี้และการอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งของชาวกุยในเขตควบคุมของเมืองพิมายในปลายสมัยอยุธยาทำให้ฐานะของเมืองพิมายเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๒๖๐ ชาวกุยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่จำปาศักดิ์แถบเมืองอัดปือแสงปางได้อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า เขมรป่าดง (ปัจจุบันคือพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ) เข้ามาตั้งชุมชนกระจัดกระขายอยู่ทั่วไป การเข้ามาของชาวกุยทำให้เมืองพิมายต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะดินแดนเขมรป่าดงอยู่ในเขตปกครองเมืองพิมาย ซึ่งครอบคลุมไปถึงเขตแดนต่อกับเมืองจำปาศักดิ์ (บริเวณห้วยขยุงในเขตจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) ดังนั้นเมืองพิมายซึ่งมีฐานะเป็นเพียงเมืองขึ้นของนครราชสีมาจึงเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเพื่อควบคุมชาวกุยเหล่านี้ ในช่วง ๑๐ ปี สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เมืองพิมายมีอิทธิพลและอำนาจทางการเมืองพอๆกับนครราชสีมา เนื่องจากต้องการให้มีความเข้มแข็งสามารถควบคุมชาวกุยที่อพยพเข้ามาตั้งชุมชนใหม่ๆ ได้ ปี พ.ศ. ๒๓๐๒ ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์ทรงตั้งผู้นำชาวกุย ๕ คน ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง ทำราชการควบคุมชาวกุยในเขตชุมชนของตนโดยให้ขึ้นกับเมืองพิมาย เป็นการตอบแทนที่ช่วยจับช้างเผือกกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองพิมายได้เข้ามาควบคุมปกครองชาวกุยอย่างจริงจัง โดยตั้งชาวกุยออกเป็นชุมชน เป็นบ้านต่างๆ จากการปฏิบัติราชการของเจ้าเมืองพิมายยังความพอพระทัยให้กับพระเจ้าเอกทัศน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่วยของป่าที่มีค่าของชาวกุยได้ถูกลำเลียงไปสู่ราชสำนัก เป็นสินค้าที่มีค่าสูงในระบบการค้าต่างประเทศของอยุธยาอย่างมากมาย เช่น ช้าง แก่นสน ปีกนก นอแรด งาช้าง ต่อมาให้ยกชุมชนชาวกุยจากบ้านขึ้นเป็นเมือง คือเมืองขุขันธ์ เมืองประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) เมืองสังขะ และเมืองรัตนบุรี เลื่อนบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองเหล่านี้จากหลวงขึ้นเป็นพระ โดยให้ขึ้นกับเมืองพิมาย ทำให้เมืองพิมายมีอำนาจและบารมีเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งมีความมั่นใจที่ทำให้เมืองพิมายเป็นศูนย์กลางอำนาจท้องถิ่นแทนเมืองนครราชสีมา และประสบความสำเร็จในช่วง พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๒๓๑๑ การที่พม่ามุ่งเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาทำให้หัวเมืองตะวันออกอยู่นอกเขตการรบ จึงยังคงมีกำลังทรัพย์และกำลังคนที่อุดมสมบูรณ์อยู่ เหมาะกับการที่จะใช้เป็นที่ตั้งฐานกำลังเพื่อขยายอำนาจทางการเมือง กรมหมื่นเทพพิพิธและพรรคพวกจึงยึดครองเมืองนครราชสีมาไว้ แต่ก็ถูกตีโต้จากขุนนางท้องถิ่นของเมืองพิมายจนประสบความพ่ายแพ้ เจ้าเมืองพิมายต้องการให้กรมหมื่นเทพพิพิธประทับอยู่ที่เมืองพิมายจนมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกแล้ว จึงได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมืองนครราชสีมา สถาปนากรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นเจ้ารวมทั้งจัดตั้งรัฐอิสระขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลโดยมีเขตแดนตั้งแต่หัวเมืองตะวันออกฝั่งดอนไปจรดเขตแดนของหัวเมืองลาว ใช้ชื่อว่าชุมนุมเจ้าพิมายและย้ายศูนย์กลางอำนาจจากนครราชสีมา มาอยู่ ณ เมืองพิมาย คงทิ้งกำลังทหารจำนวนหนึ่งไว้นอกเมืองนครราชสีมาเพื่อรักษาเมืองเท่านั้น พร้อมทั้งสถาปนาขุนนางน้อยใหญ่ตามแบบราชสำนักโดยให้พระพิมายเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ผู้สำเร็จราชการ ตั้งบุตรพระพิมายเป็นพระยามหามนตรีและพระยาวรวงศาธิราช มีข้าราชการและผู้มีที่หนีมาจากกรุงศรีอยุธยาเข้ามาอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ปรากฏมีสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายทีเมืองพิมายหลายแห่ง เช่น เมรุน้อยและโบสถ์เจ้าพิมาย ปัจจุบันถูกรื้อถอนไปแล้ว เมรุพรหมทัตและพระพุทธรูปขนาดใหญ่อีก ๒ องค์ ปัจจุบันอยู่ที่วัดเดิม อำเภอพิมาย เข้าใจว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่อำนาจทางการเมืองที่แท้จริงได้ตกอยู่กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และพรรคพวก เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชขับไล่ข้าศึกที่ยึดครองอยู่บริเวณภาคกลางของไทยไปแล้ว จึงเริ่มนโยบายรวมชาติ โดยเข้าโจมตีชุมชนเจ้าพิมายในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ ชุมนุมพิมายได้จัดทัพรับแต่ก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มขุนนางที่เข้าร่วมกับชุมนุมเจ้าพิมายหนีหายไป เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พระยามหามนตรี และตัวกรมหมื่นเทพพิพิธถูกประหารชีวิต เป็นอันสิ้นสุดสภาพรัฐอิสระของพิมายอย่างเด็ดขาด พระเจ้าตากสินฯ ทรงจัดการปกครองหัวเมืองแถบนี้เสียใหม่ โดยให้นครราชสีมาเป็นเมืองเอกเมืองเดียวในภูมิภาคอีสีสาน แต่ก็ยังทรงทำอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากยังมีสงครามติดกันอยู่ และราชสำนักเอง ก็ขาดแคลนกำลังคนในการจัดการปกครองในภูมิภาค จึงต้องใช้ขุนนางในพื้นที่ แต่การแต่งตั้งเจ้าเมืองนครราชสีมาและเมืองพิมาย ทรงกระทำด้วยความรอบครอบเพราะต้องการคนที่ไว้วางพระทัย เนื่องจากหัวเมืองแถบนี้มีกำลังคนมากและเคยจัดจั้งชุมนุมเป็นรัฐอิสระมาแล้ว จะด้วยเหตุใดก็ตาม ทรงแต่งตั้งให้ขุนขนะ (ต้นสกุล กาญจนาคม) ขุนนางท้องถิ่นในนครราชสีมา ที่มีความดีความชอบในการจับกรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นพระยานครราชสีมา เจ้าเมืองนครราชสีมาผู้นี้ เป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินฯอีกผู้หนึ่งในช่วงจลาจลในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ส่วนเจ้าเมืองพิมายเมืองขึ้นของนครราชสีมาจะเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ แต่มีชื่อของยกกระบัตรเมืองพิมาย (ปิ่น ต้นสกุล ณ ราชสีมา) ผู้ที่ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองพิมายและนครราชสีมาในโอกาสต่อไป ข้อมูลและเรียบเรียงนำเสนอ โดย นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี บรรณานุกรม ขจีรัตน์ ไอราวัณวัฒน์. ความสำคัญทางการเมืองของเมืองนคราชสีมา : บทบาทของเจ้าเมืองตระกูล ณ ราชสีมา ระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๘๘ วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๒ คุรุสภา ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓ กรุงเทพฯ:คุรุสภา ,๒๕๐๖ ---------.ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๔๐ กรุงเทพฯ:คุรุสภา ,๒๕๒๘ ดำรงราชานุภาพ สมเด็จกรมพระยา .จดหมายเหตุเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา และ มณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. ๑๒๕ พ.ศ.๒๔๔๙ .กรุงเทพฯ:มูลนิธิสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและ หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล และพะราชธิดา,๒๕๗๘ เติม วิภาคย์พจนกิจ.ประวัติศาสตร์อิสาน.พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์๒๕๓๐ ธิดา สาระยา เมืองประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ ๒๕๓๘ มานิต วัลลิโภดม นำเที่ยวพิมายและโบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา,พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงาน พระราชทานเพลิงศพขุนคงฤทธิ์,กรุงเทพฯ:คุรุสภา ๒๕๑๓ ศรีศักดิ์ วัลลิโภคมโบราณคดีไทยในทศวรรษที่ผ่านมา.กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ ๒๕๒๕ ศิลปากร,กรม พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ กรุงเทพฯ ชุมชนสหกรณ์แห่งประเทศไทย ๒๕๓๔๐ -----------. พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาน พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้านางโสฬสนารี ณ จำปาศักดิ์ สาระโสภณ กรุงเทพฯ: วัชรินทร์การพิมพ์,๒๕๓๙ ----------. เรื่องกฎหมายตราสามดวง กรุงเทพฯ:อุดมศึกษา,๒๕๒๐ สุรัตน์ วรางครัตน์ การค้าต่างแดนของอิสานในอดีต ,วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๐ เล่มที่ ๒ ๒๕๒๗ สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดนครราชสีมา,นครราชสีมา :นิวส มบูรณ์การพิมพ์ ,๒๕๒๖ ----------. หมู่พงศาวดารชื่อพงศาวดารเมืองประทายสมันต์ เลขที่ ๐๐๑,๓


          กรมศิลปากร โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ จัดทำนิทรรศการออนไลน์ “๑๐ หนังสือที่พิมพ์จากเอกสารโบราณทรงคุณค่าของหอสมุดแห่งชาติ” เพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาไทยที่อยู่ในเอกสารโบราณ ในรูปแบบ E-book จากต้นฉบับเอกสารโบราณ และหนังสือที่ตีพิมพ์ในปัจจุบัน ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทาง mobile.nlt.go.th หรือ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น “NLT Library”           นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศที่สำคัญของชาติ และเป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชนทุกระดับชั้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีความเจริญด้านเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัด ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) สำนักหอสมุดแห่งชาติ จึงได้พัฒนาช่องทางการเข้าถึงทรัพยากร สารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โดยดำเนินการจัดทำ นิทรรศการออนไลน์ ภายใต้ชื่อเรื่อง “๑๐ หนังสือที่พิมพ์จากเอกสารโบราณทรงคุณค่าของหอสมุดแห่งชาติ” ให้สามารถศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากทรัพยากรสารสนเทศผ่านระบบออนไลน์ ในรูปแบบ E-book ทั้งจาก ต้นฉบับตัวเขียนที่เป็นเอกสารโบราณอันทรงคุณค่าอย่างยิ่ง และหนังสือที่ผ่านการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยในปัจจุบัน จำนวน ๑๐ เรื่อง ได้แก่ ตำราดูลักษณะแมว กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมุดภาพสัตว์หิมพานต์ สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา - ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม ๑ – ๒ หนังสือต้นร่างขรัวอินโข่ง สมุดภาพโคลงฤๅษีดัดตน พระสมุดตำรา แผนคชลักษณ์ สมุดภาพปฤษณาธรรม และสุปรีติธรรมราชชาดกคำหลวง         การจัดทำนิทรรศการออนไลน์ในครั้งนี้ นอกจากจะเพื่ออนุรักษ์ เผยแพร่ภูมิปัญญาของบรรพชนไทย ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของเอกสารโบราณ รักษาเอกสารโบราณโดยไม่ต้องสัมผัส และสร้างความตระหนักถึงความ สำคัญในการช่วยอนุรักษ์ต้นฉบับเอกสารโบราณแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่สนใจ และรักษา ระยะห่างทางสังคม ป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) จึงขอเชิญชวนผู้สนใจ เข้าชมนิทรรศการออนไลน์ ได้ที่เว็บไซต์ mobile.nlt.go.th และ mobile application “NLT Library” ทั้งระบบ IOS และ Android หรือสแกนคิวอาร์โค้ดตำราดูลักษณะแมวกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสมุดภาพสัตว์หิมพานต์สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา - ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม ๑ – ๒หนังสือต้นร่างขรัวอินโข่งสมุดภาพโคลงฤๅษีดัดตนพระสมุดตำราแผนคชลักษณ์สมุดภาพปฤษณาธรรมสุปรีติธรรมราชชาดกคำหลวง------------------------------------------------------ข่าว : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภาพประกอบ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ


วันศุกร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ นางวราภรณ์ วสุนธรารัตน์ ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ พร้อมด้วยนางสาวสุคนธ์ทิพย์ จันทะลุน และนางสาวพิมพา สุธัญญาวัชชัย บรรณารักษ์ชำนาญการ เข้าร่วมประชุมวิชาการหอสมุดแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๔ เรื่อง Digital  Curation : การจัดการข้อมูลในยุคสถานการณ์ COVID-19 ผ่านโปรแกรม ZOOM โดยมีนางสาวพิมพา สุธัญญาวัชชัย ร่วมเป็นวิทยากรนำเสนอแนวความคิด เรื่อง การนำคิวอาร์โค้ดมาใช้ในงานห้องสมุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการของหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่


          นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อ กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ เห็นชอบมาตรการผ่อนคลายการดำเนินการกิจการและกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถาน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงพิพิธภัณฑ์ในลักษณะเดียวกัน แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ กรมศิลปากรจึงเตรียมเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ ๑๖ มิถุนายนนี้ พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด           สำหรับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มี ๔ แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรีอนุสรณ์


          กรมศิลปากร ขยายเวลาจัดแสดงนิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ประจำปี ๒๕๖๔ "ศักย ขุนพลพิทักษ์" ถึงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ณ อาคารนิทรรศการ ๔ พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้เทคนิคการเขียนภาพเหมือนของจิตรกรเอกของกรมศิลปากรได้มีเวลาในการเข้าชมมากขึ้น           นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร ได้จัด นิทรรศการพิเศษในโครงการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโสประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ เพื่อเชิดชูเกียรติศิลปิน “ศักย ขุนพลพิทักษ์” อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ศิลปินผู้ประสานจิตรกรรมไทยและตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยกำหนดจัดนิทรรศการถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ แต่เนื่องจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ปิดให้บริการไประยะหนึ่ง และขณะนี้มติที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ เห็นชอบมาตรการผ่อนคลายการดำเนินการกิจการและกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถาน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงพิพิธภัณฑ์ในลักษณะเดียวกัน แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ กรมศิลปากรจึงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในพื้นที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่วันที่ ๑๖ มิถุนายน เป็นต้นไป และขยายเวลาการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ศักย ขุนพลพิทักษ์ ไปจนถึงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด          นายศักย ขุนพลพิทักษ์ ถือเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในแวดวงศิลปะแนวภาพเหมือน เชี่ยวชาญทั้งในงานจิตรกรรมภาพเหมือนบุคคลแบบสากลและงานจิตรกรรมไทย เป็นศิลปินที่สามารถเขียนภาพจิตรกรรมไทยแบบดั้งเดิมและภาพจิตรกรรมแบบใหม่ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้อย่างลงตัว โดยฝากฝีมือการออกแบบเขียนภาพจิตรกรรมไทยในวัดสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศไว้เป็นจำนวนมาก นิทรรศการครั้งนี้ได้รวบรวมผลงานการสร้างสรรค์ทางด้านทัศนศิลป์ ทั้งที่อยู่ในความครอบครองของกรมศิลปากร ผลงานในครอบครองของครอบครัวขุนพลพิทักษ์ และผลงานในครอบครองของเอกชน โดยเป็นงานจิตรกรรม จำนวน ๓๑ รายการ และประติมากรรม จำนวน ๔ รายการ นอกจากนี้ยังมีผลงานร่วมจัดแสดงภายในนิทรรศการจากศิลปินทรงคุณวุฒิ อาทิ อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพงศ์เดช ไชยคุตร ศาสตราจารย์เกียรติคุณรสริน กาสต์ สมภพ บุตราช ศิลปินรับเชิญ และศิลปินสำนักช่างสิบหมู่ รวมทั้งสิ้น ๕๒ รายการ นำมาจัดแสดงเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและเผยแพร่เกียรติคุณของศิลปินอันทรงคุณค่าของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และของประเทศ ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เปิดวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์


ลี  มีฮยอน.  สอนลูกรักให้รู้เท่าทันอันตรายรอบด้าน.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : ฟรีมายด์ พับลิชชิ่ง, 2563.  208 หน้า.  ภาพประกอบ.  295 บาท. รวบรวมความรู้  ข้อปฏิบัติเพื่อการระวังภัย  และวิธีการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากผู้ไม่ประสงค์ดี  หรือจากภัยธรรมชาติโดยผ่านเรื่องเล่าถึง 25 เรื่องจากความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน  การเดินทาง  การพลัดหลงหรือโดนลักพาตัว  ความรุนแรงการล่วงละเมิดทางเพศ  การใช้ยาและอาหารรวมถึงการรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นรอบตัวของเด็กและของทุกคน 649.1 ล 511 ส        ( ห้องหนังสือทั่วไป )


การอบรมพิพิธภัณฑสถานวิทยาแก่บุคคลภายนอก (ปีที่ 17) หัวข้อ : พิพิธภัณฑ์ในอาคารเก่า   กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (สพช.) จะจัดโครงการอบรมพิพิธภัณฑสถานวิทยาแก่บุคคลภายนอก ปีที่ 17 หัวข้อ “พิพิธภัณฑ์ในอาคารเก่า” หลักสูตร 10 วัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 7 – 18 มิถุนายน 2564 (เว้นวันหยุดราชการ) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วัตถุประสงค์ของการอบรมครั้งนี้ก็เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิชาการพิพิธภัณฑ์ โดยเน้นเรื่องการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ในอาคารโบราณสถานหรืออาคารเก่า ซึ่งต้องบูรณาการศาสตร์หลายแขนงร่วมกันอนุรักษ์อาคารสถาปัตยกรรมเก่าให้คงคุณค่าพร้อมทั้งการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ให้มีความทันสมัยให้ควบคู่กันไปได้อย่างลงตัว โครงการอบรมพิพิธภัณฑสถานวิทยาแก่บุคคลภายนอก โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (สพช.) เริ่มดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพิพิธภัณฑสถานวิทยามาตั้งแต่พุทธศักราช 2547 ต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 16 ในพุทธศักราช 2563 แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย ทำให้การอบรมที่วางแผนดำเนินการมาต้องระงับไปชั่วคราว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปี พ.ศ.2564 นี้ การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จะยังคงมีอยู่  แต่สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าว จึงจัดการอบรมพิพิธภัณฑสถานวิทยา ปีที่ 17 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 โดยระหว่างการอบรมได้กำหนดข้อปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid 19) ตามแนวทางของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และประกาศของกรุงเทพมหานครเพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยแก่ผู้เข้าร่วมอบรม ติดตามข่าวสารการโครงการอบรมพิพิธภัณฑสถานวิทยาแก่บุคคลภายนอก ปีที่ 17หัวข้อ “พิพิธภัณฑ์ในอาคารเก่า” ของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ทาง   https://www.facebook.com/onmthailand  


           กรมศิลปากร โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชวนอ่านหนังสือออนไลน์ “การเรียนรู้ไม่มีสะดุด หอสมุดแห่งชาติไม่หยุดให้ความรู้” เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19)            นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) กรมศิลปากรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ จึงได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้กับงานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมในการบริการประชาชนด้วยระบบดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลมรดกศิลปวัฒนธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว โดยหอสมุดแห่งชาติ ได้จัดทำห้องสมุดดิจิทัล ให้สามารถอ่านหนังสือได้ง่ายๆ จากที่บ้าน โดยบริการให้อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ฉบับเต็มจากสำนักพิมพ์ต่างๆ กว่า ๒,๒๐๐ ชื่อเรื่อง บริการหนังสือพิมพ์และนิตยสารออนไลน์ จาก ๑๐๐ ประเทศทั่วโลก กว่า ๗,๐๐๐ ชื่อเรื่อง ซึ่งมีถึง ๖๐ ภาษา บริการหนังสือหายาก หนังสือพิมพ์เก่า แบบเรียนเก่ากว่า ๑,๙๐๐ ชื่อเรื่อง ผู้สนใจสามารถอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ออนไลน์ ได้ ๒ ช่องทาง ได้แก่ อ่านผ่านเว็บไซต์ ห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติ http://mobile.nlt.go.th หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น NLT Library ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android          นอกจากนี้ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ยังได้พัฒนาฐานข้อมูลจารึก คัมภีร์ใบลาน หนังสือสมุดไทยและ ตู้พระธรรม (เอกสารโบราณ) ให้บริการสืบค้นออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ http://manuscript.nlt.go.th และจัดทำรายการ "หนังสือดีมีให้ฟัง" โดยนำหนังสือดีทรงคุณค่าที่มีสาระและความบันเทิงมาเล่าให้ผู้สนใจได้รับฟังผ่านทาง ช่อง National Library of Thailand ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ YouTube และในรูปแบบ Podcast ทาง spotify.com


black ribbon.