ค้นหา
จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ
นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก กรมศิลปากร เรื่อง สถานการณ์และสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อโบราณสถาน หากเกิดความเสียหายให้รีบดำเนินการแก้ไขโดยด่วน พร้อมเฝ้าระวังและเตรียมมาตรการป้องกันโบราณสถาน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ จากรายงานสถานการณ์การสำรวจผลกระทบและความเสียหายต่อโบราณสถาน เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๔ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าหลายพื้นที่น้ำลดลงเป็นปกติแล้ว แต่โบราณสถานหลายแห่งยังคงมีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลคลองสระบัว เช่น โบราณสถานวัดพระงาม วัดปราสาท วัดพระยาแมน วัดกุฎีทอง ซึ่งอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา จะเข้าตรวจสอบพื้นที่และสำรวจความเสียหายอย่างละเอียดต่อไป ด้านจังหวัดนครราชสีมา เกิดฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน พระนอน อำเภอสูงเนิน สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยทางวัดธรรมจักรเสมาราม และประชาชนในพื้นที่ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังโบราณสถาน และกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ ๒๑ (พัน ร.มทบ.๒๑) กองทัพภาคที่ ๒ ได้ดำเนินการก่อกระสอบทรายป้องกันน้ำล้นเข้าสู่ตัวโบราณสถานแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการรายงานสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำสูงขึ้น ส่งผลให้วัดอรุณราชวรารามระบายน้ำไม่ทัน น้ำหนุนเข้าท่อระบายน้ำ และท่วมขังภายในเขตพุทธาวาส ส่วนวัดกำแพงบางจาก เขตภาษีเจริญ ได้รับความเสียหายจากฝนตก ทำให้น้ำฝนรั่วเข้าสู่ภายในอุโบสถ ส่งผลให้โครงสร้างไม้ภายในอาคารเสียหาย เช่นเดียวกับศาลเจาเกียน อัน เกง เขตธนบุรี มีน้ำฝนรั่วเข้าสู่ภายในอาคารศาลเจ้า ทำให้โครงสร้างไม้ภายในอาคารเสียหาย ซึ่งกองโบราณคดี ได้เข้าดูแลและแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น พร้อมเร่งดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายโดยด่วน พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือต่อไป ทั้งนี้ โบราณสถานทั่วประเทศส่วนใหญ่ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ส่วนโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากมีความจำเป็นเร่งด่วน กรมศิลปากรพร้อมจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป
วันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ นายชรินทร์ ทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมในเขตอำเภอพิมาย โดยมีนายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์น้ำ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
วันศุกร์ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร และคณะ ตรวจเยี่ยมสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนางสาวนุชนาถ ประทีปธีรานันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนางสาวสุกัญญา เบาเนิด ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับและรายงานการดำเนินการป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับโบราณสถาน ณ วัดไชยวัฒนาราม พร้อมตรวจเยี่ยมติดตามสถานการณ์น้ำโบราณสถานหมู่บ้านโปรตุเกส วัดธรรมาราม โบราณสถานวัดกษัตราธิราชวรวิหาร และโบราณสถานป้อมเพชร เนื่องจากอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่มีแม่น้ำ ๓ สาย ไหล ผ่าน ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี จึงเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออุทกภัยมาตั้งแต่อดีต ยังคงปรากฏความเสี่ยงด้านต่างๆ รวมถึงอุทกภัยที่อาจมีผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลก กรมศิลปากรจึงได้บรรจุแผนงานมาตรการลดผลกระทบจากภัยพิบัติไว้ในร่างแผนปฏิบัติการการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พุทธศักราช ๒๕๖๕ – ๒๕๗๔ โดยปัจจุบัน อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ยังคงดำเนินงานตามมาตรการป้องกันผลกระทบจากภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่มรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรี อยุธยา มีการบริหารจัดการเป็นขั้นตอน การประเมินความเสี่ยง มีการวิเคราะห์ปัญหาและทำแผนการทำงานร่วมกับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีการดำเนินงานร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในการเตรียมความพร้อมป้องกัน แก้ไขปัญหา และมาตรการบรรเทาภัยพิบัติจากอุทกภัย รวมทั้งซักซ้อมแผนการป้องกันและบรรเทาสาธรณภัยในกรณีอุทกภัย สำหรับมาตรการการป้องกันอุทกภัยในระดับพื้นที่โดยวิธีการสร้างเขื่อน แนวป้องกันน้ำท่วม เป็น ภารกิจที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาดำเนินงานเป็นประจำในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนสิงหาคม - ตุลาคม เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำจากทางเหนือ และน้ำจากเขื่อนสำคัญที่ปล่อยลงมาเพื่อลงสู่ทะเลมีปริมาณที่มากกว่าปกติ จึงจำเป็นต้องสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่และโบราณสถานสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดแม่น้ำและเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยในทุกปีจะมีการซักซ้อมการตั้งแผงป้องกัน น้ำท่วม การตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้งานเสมอ นอกจากนี้ยังมีการประสานงานร่วมกับสำนักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในการเตรียมความพร้อมอุปกรณ์และวิธีการป้องกันภัย และประสานงานร่วมกับกรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยา ในการวางแผนป้องกันพื้นที่ โดยพื้นที่โบราณสถานและสถานที่สำคัญที่มีการดำเนินงานป้องกันอุทกภัย ได้แก่ ๑. โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม ใช้วิธีการป้องกันน้ำท่วมโดยวิธีการตั้งแผงป้องกันน้ำท่วมรูปแบบที่ สามารถยกตั้งขึ้นและพับเก็บได้บริเวณด้านตะวันออกของวัดริมแม่น้ำ แนวป้องกันน้ำท่วมมีความยาว ๑๖๐ เมตร สูงจากผิวบนสุดของขอบตลิ่ง ๑.๘๐ เมตร และสามารถต่อความสูง เพิ่มเติมเป็น ๒.๘๐ เมตร ส่วนด้านใต้ ด้านตะวันตก มีแนวกำแพงป้องกันน้ำถาวรก่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนด้านเหนือใช้แนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๖๙ ๒. วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ใช้วิธีการป้องกันน้ำท่วมโดยวิธีการตั้งแผงป้องกันน้ำท่วมรูปแบบที่สามารถ ยกตั้งขึ้นและพับเก็บได้ ป้องกันรอบเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาสของวัด แนวป้องกันน้ำท่วมมีความยาวประมาณ ๓๐๘ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๑.๗๐ เมตร ๓. วัดธรรมมาราม ใช้วิธีการป้องกันน้ำท่วมโดยวิธีการตั้งแผงป้องกันน้ำท่วมรูปแบบที่สามารถยก ตั้งขึ้นและพับเก็บได้ป้องกันบริเวณด้านตะวันออกของวัด ริมแม่น้ำ แนวป้องกันน้ำท่วมมีความยาวประมาณ ๑๓๐ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๑.๗๐ เมตร ๔. พื้นที่ด้านตะวันตกของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา (บริเวณเจดีย์พระสุริโยทัย) ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำ เจ้าพระยามีความแคบ ในช่วงฤดูน้ำหลากของทุกปีระดับน้ำมักขึ้นสูง จนล้นระดับ แนวตลิ่ง ลักษณะของการป้องกันน้ำท่วมโดยตั้งแผงป้องกันรูปแบบที่สามารถยกตั้งขึ้นและพับเก็บได้ ป้องกัน บริเวณด้านตะวันตกของเกาะเมืองพระนครศรี อยุธยา แนวป้องกันน้ำท่วมมีความยาวประมาณ ๕๖๐ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๑.๗๐ เมตร ๕. วัดเชิงท่า ตั้งอยู่ด้านเหนือนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาริมคลองเมือง (แม่น้ำลพบุรี) ในช่วงฤดู น้ำหลากของทุกปีระดับน้ำมักขึ้นสูงจนล้นระดับแนวตลิ่ง ลักษณะของการป้องกันน้ำท่วมใช้วิธีการการตั้งแนวกระสอบทราย ป้องกันบริเวณด้านใต้และด้านตะวันตกของวัด ๖. พื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา (บริเวณหัวรอ) เป็นพื้นที่ชุมชนและ ย่านการค้าสำคัญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก (คูขื่อหน้า) ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่น้ำล้นเข้าเมือง อีกทั้งยังเคยเป็นจุดแรกในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่น้ำล้นเข้ามาพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ลักษณะของการป้องกันน้ำท่วมโดยการก่อสร้างแนวตลิ่งคอนกรีตยกสูงบริเวณริมตลิ่ง ป้องกันบริเวณด้านตะวันออกของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ๗. โบราณสถานป้อมเพชร เป็นจุดที่แม่น้ำป่าสักบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงฤดูน้ำหลากของทุก ปีระดับน้ำมักขึ้นสูงจนล้นระดับแนวตลิ่ง ลักษณะของการป้องกันน้ำท่วมใช้วิธีการตั้งแนวกระสอบทราย ป้องกันบริเวณด้านใต้ของพื้นที่ ๘. โบราณสถานบ้านฮอลันดา อยู่ด้านใต้นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ลักษณะของการป้องกันน้ำ ท่วมใช้วิธีการตั้งแนวแผ่นป้องกันน้ำท่วมที่สามารถยกเก็บได้โดยรอบอาคารศูนย์ข้อมูล ๙. โบราณสถานบ้านโปรตุเกส อยู่ด้านใต้นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ลักษณะของการป้องกัน น้ำท่วมใช้วิธีการตั้งแนวแผ่นคอนกรีตที่สามารถยกเก็บได้ ป้องกันบริเวณด้านตะวันออกของพื้นที่ แนวป้องกันน้ำท่วม มีความยาวประมาณ ๓๓ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๒ เมตร ทั้งนี้ หากพื้นที่โบราณสถานได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรี อยุธยา กรมศิลปากรมีมาตรการรองรับตามขั้นตอนและตามหลักการอนุรักษ์ต่อไปภาพ : โบราณสถานวัดไชยวัฒนารามภาพ : โบราณสถานหมู่บ้านโปรตุเกสภาพ : วัดธรรมมารามภาพ : โบราณสถานวัดกษัตราธิราชวรวิหารภาพ : โบราณสถานป้อมเพชร
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดหลังเกิดน้ำท่วมอย่าง ฉับพลันในหลายพื้นที่ ซึ่งกรมศิลปากรได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานใน จังหวัด ปกป้องโบราณสถานสำคัญและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง น้ำไม่ท่วมโบราณสถาน แหล่งมรดกโลกสุโขทัย – ศรีสัชนาลัย – กำแพงเพชร สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย รายงานพื้นที่แหล่งมรดกโลก ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ซึ่งอยู่ในพื้นที่บริเวณประเทศไทยตอนบนที่ได้รับอิทธิพลพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมเป็นจำนวนมากและเกิดน้ำท่วมขังรอการระบายภายในบริเวณโบราณสถาน ปัจจุบันภาพรวมของสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เนื่องจากปริมาณฝนตกสะสมลดน้อยลง ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยพบว่า มีปริมาณน้ำฝนที่ท่วมขังไม่มากนักรอการระบายออกจากพื้นที่ ส่วนอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรได้รับผลกระทบจากพายุฝน มีต้นไม้บางส่วนล้มทับทำให้โบราณสถานเสียหายเล็กน้อย ได้แก่ แนวกำแพงศิลาแลงวัดพระนอน และป้อมทุ่งเศรษฐีซึ่งมีน้ำฝนที่ท่วมขังรอการระบาย อย่างไรก็ตาม การเดินทางท่องเที่ยวในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง ๓ แห่ง นักท่องเที่ยวยังคงสามารถเดินทางมาเที่ยวชมโบราณสถานภายในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ได้ตามปกติภาพที่ ๑ - ๓ : อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยภาพที่ ๔ - ๖ : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ถือว่ามีความเสี่ยงระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ ประเมินแล้วพบว่าจะมีผลกระทบกับโบราณสถานที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบริเวณภายในและภายนอกเกาะเมืองทั้งหมด ดังเช่น วัดเชิงท่า วัดธรรมาราม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร วัดไชยวัฒนาราม ป้อมเพชร บ้านโปรตุเกสและบ้านฮอลันดา ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายน ที่ผ่านมา กรมศิลปากรจึงติดตั้งแผงป้องกันน้ำในจุดแรกคือวัดไชยวัฒนาราม เนื่องจาก เป็นพื้นที่ที่มีระดับต่ำสุด และดำเนินการในโบราณสถานอื่นๆ ตามลำดับ ล่าสุดเมื่อเวลา ๐๖.๐๐ น. ของวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๔ เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำท้ายเขื่อน ๒,๗๔๙ ลบ.ม. ต่อวินาที ทำให้ขณะนี้ระดับน้ำสูงกว่าสันเขื่อนแล้วในโบราสถานบางแห่ง เช่น วัดไชยวัฒนารามและวัดธรรมาราม ในระดับ ๓๐ - ๔๐ เซนติเมตร อย่างไรก็ตามแผงป้องกันน้ำของโบราณสถานทั้งสองแห่งสามารถป้องกันน้ำได้ถึงระดับ ๒ - ๒.๕ เมตร ต่อจากนี้กรมศิลปากรได้มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมกำลังคนและวัสดุอุปกรณ์ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เทศบาลฯ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ฯลฯ ภาพที่ ๗ - ๙ : วัดธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยาภาพที่ ๑๐ - ๑๑ : วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยาผลกระทบจากอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกรตอนล่างเสียหายในพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการชำรุดของเขื่อนลำเชียงไกรตอนล่าง ทำให้มวลน้ำ จำนวนมากเริ่มไหลทะลักลงมายังพื้นที่ท้ายเขื่อน บางส่วนของอำเภอเมือง อำเภอโนนไทย อำเภอโนนสูง อำเภอ พิมาย ทำให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่องกับโบราณสถาน และแหล่งเรียนรู้ของกรมศิลปากรในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลได้เพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มเอ่อล้นเข้าในพื้นที่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย มากขึ้น ทำให้สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ต้องเร่งบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดและส่วนราชการต่างๆ เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยระดมเจ้าหน้าที่ทั้งจากสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย หน่วยทหารจากกรมทหารช่างที่ ๒ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ และจิตอาสาพระราชทาน ๙๐๔ ชุดปฎิบัติการจิตอาสาภัยพิบัติ อบต.กระชอนและตำบลชีวาน กว่า ๕๐ ชีวิต เร่งวางแนวกระสอบทรายเพื่อเสริมความสูงของแนวกระสอบทรายบริเวณริมตลิ่งด้านหลังพิพิธภัณฑ์ที่ติดกับแม่น้ำมูล ซึ่งมีระยะทางยาวกว่า ๑๘๐ เมตร โดยในขณะนี้สามารถวางแนวกระสอบทรายได้ที่ความสูงเหนือจากพื้นตลิ่งโดยเฉลี่ยประมาณ ๖๐ - ๗๐ เซนติเมตร ตลอดแนวความยาวตลิ่ง ทำให้ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำมูลยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดของแนวกระสอบทรายประมาณ ๓๐ – ๔๐ เซนติเมตร นอกจากนี้ ยังทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อคอยสูบน้ำที่ซึมเข้ามาตามแนวท่อ และพื้นของสนามที่อยู่ติดริมแม่น้ำมูล อีก ๒ เครื่อง โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมตลอด ๒๔ ชั่วโมง รวมถึงยังมีการเสริมแนวกระสอบทรายเพื่อป้องกันโดยรอบตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ บริเวณทางเข้าออก เตรียมการขนย้ายเอกสาร หนังสือ และสิ่งของสำคัญภายในอาคารพิพิธภัณฑ์อีกด้วยภาพที่ ๑๒ - ๑๕ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ด้านอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ขณะนี้สถานการณ์โดยทั่วไปเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ เนื่องจาก ช่วง ๒ – ๓ วันที่ผ่านมา สภาพอากาศปลอดโปร่งและไม่มีฝนตก ทำให้ไม่มีปัญหาน้ำท่วมขัง แต่อย่างไรก็ดีทางอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำประจำจุดเสี่ยงในบริเวณโดยรอบปราสาทพิมาย เพื่อเตรียมการรองรับสถานการณ์หากเกิดฝนตกติดต่อกันหลายวัน นอกจากนี้ยังได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์ตลอด ๒๔ ชั่วโมง อีกจุดหนึ่งที่สำคัญของพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย คือบริเวณประตูเมืองด้านทิศเหนือ หรือประตูผี ซึ่งติดกับคลองคูเมืองพิมาย และแนวของลำน้ำมูลเก่า ทางอุทยานประวัติศาสตร์พิมายได้จัดวางแนวกระสอบทรายสูงประมาณ ๖๐ – ๗๐ เซนติเมตร ตลอดความยาวแนวประตูเพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้ามาในพื้นที่ของเมืองพิมาย ซึ่งในปัจจุบันระดับน้ำยังคงอยู่ต่ำกว่าแนวกระสอบทรายที่จุดสูงสุดอยู่มาก สำหรับโบราณสถานท่านางสระผม และที่ตั้งของสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่ง ลำน้ำเค็ม ทางทิศใต้ของประตูชัย ห่างจากตัวปราสาทพิมายประมาณ ๑ กิโลเมตร เหนือขึ้นไปจากจุดที่เป็นที่ตั้งโบราณสถานท่านางสระผม และสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ประมาณ ๕๐๐ เมตร เป็นประตูระบายน้ำ ลำน้ำเค็มของกรมชลประทาน ซึ่งลำน้ำเค็มนี้เป็นลำน้ำสาขาที่เชื่อมต่อกับลำจักราช และแม่น้ำมูล ทำหน้าที่รับน้ำ ที่ระบายมาจากอ่างลำเชียงไกรล่างที่อยู่ตอนบนเป็นระยะ ทำให้ขณะนี้พื้นที่บริเวณนี้มีความเสี่ยงจากระดับน้ำของลำน้ำเค็มที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา และบางส่วนของโบราณสถานท่านางสระผมก็เริ่มถูกน้ำท่วมบ้างแล้ว จึงได้เริ่มตั้งแนวกระสอบทรายตลอดแนวอาคารสำนักงาน และบ้านพักเจ้าหน้าที่ รวมถึงเริ่มมีการขนย้ายวัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ตลอดจนเอกสารต่างๆ ขึ้นที่สูงเพื่อเป็นการระวังป้องกันน้ำที่อาจจะเอ่อล้นตลิ่งขึ้นมาได้ตลอดเวลา พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ คอยเฝ้าระวังระดับน้ำอยู่ตลอดเวลา
วันจันทร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา มอบหมายนายชำนาญ กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน และนางสาวฑาริกา กรรมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป ลงพื้นที่เพื่อเข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่อำเภอพิมาย พร้อมทั้งหารือแนวทางในการป้องกันน้ำท่วม ร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ได้มีรายงานเพิ่มเติมถึงผลกระทบจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นที่ส่งผลให้โบราณสถาน และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา โดยเฉพาะที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เกิดน้ำท่วมขัง และได้เร่งแก้ไขปัญหาพร้อมเฝ้าระวังตลอด ๒๔ ชั่วโมง สถานการณ์น้ำท่วมในอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เป็นน้ำท่วมขังสะสมในบริเวณพื้นที่ส่วนต่างๆ ของปราสาทพิมาย เนื่องจากเป็นที่ต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดต่างๆ เพื่อสูบน้ำออกจากบริเวณปราสาทลงสู่ท่อระบายน้ำของเทศบาลพิมาย โดยจัดเจ้าหน้าที่ควบคุมตลอด ๒๔ ชั่วโมง ขณะนี้เร่มกลับเข้าสู่สถานปกติแล้ว นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานกุฏิฤาษี ที่อยู่ห่างปราสาทพิมายไปทางใต้ประมาณ ๑ กิโลเมตร มีน้ำเอ่อล้นสระน้ำที่อยู่โดยรอบโบราณสถาน ทางอุทยานประวัติศาสตร์พิมายได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด ๒๔ ชั่วโมง คาดว่าสถานการณ์น้ำจะเข้าสู่สภาวะปกติภายในวันนี้ ส่วนที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ล่าสุดเมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. ของวันที่ ๒๖ กันยายน ระดับน้ำ ในแม่น้ำมูลเริ่มสูงขึ้น อีกประมาณ ๓-๕ ซ.ม. ก็จะถึงระดับสันเขื่อนของพิพิธภัณฑ์ โดยในช่วง ๒ – ๓ วันที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์และเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารช่างที่ ๒ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ได้เร่งก่อกระสอบทรายกั้นบริเวณริมตลิ่งด้านหน้าพิพิธภัณฑ์และบริเวณประตูน้ำที่เชื่อมคลองคูเมือง โดยได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกตลอดเวลาแล้ว ทั้งนี้ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ สำหรับปราสาทพะโค อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา มีซากอาคารโบราณสถาน ๒ หลัง มีสระน้ำ ล้อมรอบ ๓ ด้าน ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำลำพระเพลิง เคยถูกน้ำท่วมเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ได้เข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่าโบราณสถานยังอยู่ในสภาพปกติไม่มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากเขื่อนลำพระเพลิงมีการระบายน้ำไปแล้ว และมีการขุดลอกลำพระเพลิง ทำให้น้ำสามารถไหลระบายไปยังพื้นที่ตอนล่างได้ดีขึ้น จึงไม่ทำให้เกิดน้ำท่วมในบริเวณนี้ อย่างไรก็ดีสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ก็จะเฝ้าระวังการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่โบราณสถานแห่งนี้พร้อมทั้งเตรียมการหาแนวการแก้ไขต่อไปสภาพน้ำท่วมขังภายในอุทยานประวัติศาสตร์พิมายการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ตามจุดต่างๆ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย แม่น้ำมูลช่วงที่ไหลผ่านด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจุบันระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เพียง ๑๐ ซ.ม. สภาพพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จากด้านใน ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่วนน้ำในสระขวัญที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ มีระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กำลังเร่งวางแนวกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำมูลล้นตลิ่ง ท่วมพิพิธภัณฑ์ฯการวางแนวกระสอบทรายบริเวณประตูกั้นน้ำคลองคูเมืองในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ฯเพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าสู่คลองคูเมืองชั้นใน และตัวเมืองพิมาย
จากเหตุการณ์พายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” ที่ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักทั่วประเทศในขณะนี้ อธิบดีกรมศิลปากรได้สั่งการให้สำนักศิลปากรทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโบราณสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่แหล่งมรดกโลก ในความดูแลของกรมศิลปากร ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร(สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร) และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง(อุดรธานี) จากข้อมูลรายงานของกองโบราณคดีและสำนักศิลปากรที่ ๑-๑๒ โบราณสถานส่วนใหญ่ทั่วประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบขั้นวิกฤต ในส่วนของแหล่งมรดกโลก มีอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองปัจจุบันที่ถูกน้ำท่วมหนักกว่า ๑๒ กิโลเมตร ที่รวมถึงตั้งอยู่บนพื้นที่สูงและเพิ่งมีการขุดลอกเขื่อนสรีดภงส์จึงสามารถกักเก็บน้ำได้ปริมาณมาก ขณะนี้มีเพียงน้ำท่วมขังรอการระบาย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย มีน้ำขังเล็กน้อยรอการระบาย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรมีโบราณสถานได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากลมพายุ ทั้งหมดยังอยู่ภายใต้การดูแลจัดการตามปกติของสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย ส่วนแหล่งมรดกโลกบ้านเชียง ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง แหล่งโบราณคดีวัดโพธิ์ศรีใน และแหล่งโบราณคดีบ้านอ้อมแก้ว สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น รายงานว่ายังไม่มีผลกระทบใดๆ ส่วนในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่มีความเสี่ยงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ อธิบดีกรมศิลปากรได้สั่งการให้สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา เร่งเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ โบราณสถานสำคัญที่อยู่ในความเสี่ยงได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ วัดไชยวัฒนาราม ในวันนี้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับต่ำกว่าสันเขื่อนประมาณ ๔๐ ซม. ขณะนี้ได้ทำการตั้งแผงป้องกันน้ำเรียบร้อยแล้ว ส่วนโบราณสถานอื่นๆ ระดับน้ำยังอยู่ต่ำกว่าสันเขื่อนเฉลี่ย ๕๐-๘๐ ซม. เช่น วัดธรรมมาราม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ที่กำลังตั้งแผงกันน้ำจะแล้วเสร็จในวันพรุ่งนี้ รวมถึงเร่งดำเนินการตั้งแผงกันน้ำที่หมู่บ้านโปรตุเกสจะแล้วเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่วนโบราณสถานป้อมเพชรและหมู่บ้านฮอลันดายังอยู่สูงกว่าระดับน้ำประมาณ ๑ เมตร วัดเชิงท่าระดับน้ำในแม่น้ำลพบุรียังมีระดับต่ำกว่าสันเขื่อนประมาณ ๑.๒๐ เมตร จากสถานการณ์ที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ ๒๖ กันยายน ซึ่งทำให้เขื่อนเจ้าพระยาจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนมากขึ้นถึง ๒,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาสูงขึ้นจากเดิมอีก ๐.๓-๑ เมตร โดยภายในวันจันทร์ที่ ๒๗ กันยายน นี้ ระดับน้ำจะถึงสันเขื่อนโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม และวันอังคารที่ ๒๘ ระดับน้ำจะถึงสันเขื่อนโบราณสถานวัดธรรมาราม (ซึ่งโบราณสถานทั้ง ๒ แห่งจะไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากได้ติดตั้งแผงป้องกันน้ำไว้แล้ว) ส่วนโบราณสถานแห่งอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ กรมศิลปากรได้เตรียมความพร้อมในการป้องกัน โดยการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและวางแผนจัดลำดับการดำเนินการป้องกันโบราณที่จะได้รับผลกระทบ จัดเตรียมกำลังคนและวัสดุอุปกรณ์และประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ภายในพื้นที่เพื่อป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นกับโบราณสถานภายใต้การดูแลของกรมศิลปากรอย่างเต็มที่
เนื่องจากพายุฝนตกหนักในเขตจังหวัดนครราชสีมาเมื่อคืนที่ผ่านมา(๒๔ กันยายน ๒๕๖๔) ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำมูลสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อโบราณสถานบางส่วน โดยนายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา นางสาวฑาริกา กรรมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป ลงพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย กุฏิฤาษี เพื่อมอบหมายเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบายน้ำที่ท่วมขังโบราณสถาน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการก่อกระสอบทรายป้องกันน้ำล้นตลิ่งร่วมกับทหารกองพันทหารช่างที่ ๒๐๒ กรมทหารช่าง ๒ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในส่วนโบราณสถานปรางค์พะโค อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา สถานการณ์ระดับน้ำยังคงปกติ
กรมศิลปากรเตรียมเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔ พบโฉมใหม่ของการจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยทวารวดี กว่า ๒๖๐ รายการ รับชมผ่านระบบออนไลน์ ได้ทาง facebook fanpage กรมศิลปากร และ youtube กรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันพิพิธภัณฑ์ไทย ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔ กรมศิลปากรกำหนดเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ในรูปแบบใหม่ผ่านทางสื่อออนไลน์ ตามแบบชีวิตวิถีใหม่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด ๑๙ ภายหลังจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ปิดให้บริการมาเป็นระยะเวลาเกือบ ๓ ปี ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๒ จนกระทั่งถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๔ เพื่อปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในใหม่ โดยจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยทวารวดี จำนวนกว่า ๒๖๐ รายการ อาทิ ธรรมจักร พระพุทธรูปทวารวดี จารึกวัดพระงาม เนื่องจากเมืองนครปฐมโบราณเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองในสมัยทวารวดี และเป็นเมืองสำคัญที่ตั้งอยู่ทางพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง – ท่าจีน จากทำเลที่ตั้งของเมืองนครปฐมโบราณที่มีความเหมาะสมต่อการตั้งเป็นบ้านเมือง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เมืองนครปฐม มีความเจริญรุ่งเรือง กลายเป็นเมืองขนาดใหญ่นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา โดยมีการพบหลักฐานโบราณวัตถุในสมัยทวารวดีเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รวบรวมจัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ การรวบรวมโบราณวัตถุที่พบที่เมืองนครปฐมครั้งใหญ่เกิดขึ้นในพุทธศักราช ๒๔๓๘ จากความ สนพระทัยในด้านประวัติศาสตร์ - โบราณคดีของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น โดยโบราณวัตถุที่รวบรวมได้ในระยะแรกถูกนำมาเก็บรักษาไว้บริเวณระเบียงคด รอบองค์พระปฐมเจดีย์ พุทธศักราช ๒๔๕๔ ได้เคลื่อนย้ายโบราณวัตถุดังกล่าวเข้าไปไว้ในวิหารด้านตรงข้ามพระอุโบสถ เรียกว่า “พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน” ต่อมากรมศิลปากรใช้พื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์สร้างอาคารถาวรและเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุที่ได้จากการรวบรวมในครั้งนั้นมาจัดแสดงเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๑๔ เป็นต้นมา โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์” ตลอดระยะเวลาในการให้บริการประชาชนมากว่า ๕๐ ปี ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ได้มีการปรับปรุงการจัดแสดงหลายครั้ง ครั้งล่าสุดในพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นเวลากว่า ๒๐ ปีมาแล้ว ประกอบกับการรองรับโบราณวัตถุที่ค้นพบจากการดำเนินงานทางด้านโบราณคดีในเมืองนครปฐมที่พบหลักฐานทางโบราณคดีใหม่ ๆ มากมาย จึงได้จัดทำโครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ขึ้น กรมศิลปากรหวังว่าการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ในครั้งนี้ จะทำให้ผู้ชมได้ เรียนรู้และมีความเข้าใจในประวัติศาสตร์ โบราณคดีและศิลปกรรมของไทย อีกทั้งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ในการศึกษา “ทวารวดี” ในเมืองนครปฐมโบราณ อันเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางในทางวิชาการต่อไป
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรนักอนุรักษ์ ช่างอนุรักษ์ และผู้คุมงานอนุรักษ์โบราณสถาน รุ่นที่ ๑ โดยมีนายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม นายวสุ โปษยานนท์ สถาปนิกเชี่ยวชาญ และวิทยากรผู้รับผิดชอบงานด้านการอนุรักษ์โบราณสถานจากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ร่วมในพิธีเปิดการอบรม เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๔ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์งานอนุรักษ์ที่มีแหล่งโบราณสถานอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่สมดุลกับจำนวนบุคลากรด้านการอนุรักษ์ของกรมศิลปากรที่มีอยู่จำกัด ทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากร ปัจจุบันจึงมีความจำเป็นต้องใช้การจ้างงานเข้ามาดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานมากขึ้น จึงได้มอบหมายให้สำนักสถาปัตยกรรม จัดอบรมหลักสูตรนักอนุรักษ์ ช่างอนุรักษ์ และผู้คุมงานอนุรักษ์โบราณสถาน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์โบราณสถานของกรมศิลปากรให้แก่บุคคลภายนอก ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน การจัดอบรมมีทั้งหมด ๓ หลักสูตร ตามกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ หลักสูตรอบรมนักอนุรักษ์โบราณสถาน หลักสูตรอบรมช่างฝีมืออนุรักษ์โบราณสถาน และหลักสูตรอบรมผู้ควบคุมงานอนุรักษ์โบราณสถาน โดยในระหว่างวันที่ ๗ – ๑๓ กันยายน นี้ เป็นการจัดอบรมหลักสูตรนักอนุรักษ์โบราณสถาน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ออกแบบหรือกำหนดวิธีการอนุรักษ์ตามสายวิชาชีพ ที่มีประสบการณ์ในด้านงานอนุรักษ์และเคยปฏิบัติงานร่วมกับกรมศิลปากรอยู่แล้ว การอบรมครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวบรวมบุคลากรที่เต็มไปด้วยความรู้และประสบการณ์ในงานอนุรักษ์โบราณสถาน มุ่งเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์แหล่งมรดกศิลปวัฒนธรรม มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน รวมถึงเน้นย้ำแนวทางของกรมศิลปากรในหลักการและกระบวนการทำงาน ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ นายประทีป กล่าวว่า กรมศิลปากรจะออกประกาศนียบัตรเพื่อรับรองว่าผู้ผ่านการอบรมมีความรู้ความสามารถในระดับเดียวกันกับช่างอนุรักษ์ของกรมศิลปากร และสามารถร่วมปฏิบัติงานอนุรักษ์โบราณสถานในโครงการต่าง ๆ ของกรมศิลปากรในอนาคต ซึ่งขณะนี้กรมศิลปากรอยู่ระหว่างจัดทำข้อกำหนดในการพิจารณาอนุญาต ให้ผู้มีความรู้ความสามารถในงานอนุรักษ์โบราณสถานใช้ประกาศนียบัตรการผ่านการอบรมเพื่อร่วมดำเนินงานการอนุรักษ์โบราณสถานกับกรมศิลปากรต่อไป
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมศิลปากรได้ปิดการให้บริการและการเข้าชมแหล่งเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรมในความดูแลของกรมศิลปากร เป็นการชั่วคราวอยู่เป็นระยะ สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากร สามารถใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งกรมศิลปากรได้พัฒนาระบบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เช่น - บริการสืบค้นเอกสารจดหมายเหตุ https://archives.nat.go.th/th-th- บริการของหอสมุดแห่งชาติ https://www.nlt.go.th- ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง http://www.virtualmuseum.finearts.go.th- ชมอุทยานประวัติศาสตร์เสมือนจริง http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th- บริการขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออกโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ http://www.nsw.finearts.go.th- สืบค้นแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม https://gis.finearts.go.th/fineart- ซื้อหนังสือที่จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร https://bookshop.finearts.go.th นอกจากนี้ ยังได้ปรับรูปแบบการเสวนาให้ความรู้ผ่านระบบออนไลน์ เผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (facebook) ของหน่วยงานในสังกัด และวีดิทัศน์สาระความรู้ต่าง ๆ ผ่านช่องทาง YouTube กรมศิลปากร โดยสามารถติดตามรายละเอียดงานบริการและองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์กรมศิลปากร finearts.go.th
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า อาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรีและของประเทศไทย พร้อมเปิดให้บริการแล้วในวันนี้ (วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔) แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ และการประกาศปิดแหล่งเรียนรู้ของกรมศิลปากร เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ ๓ - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ กรมศิลปากรจึงเปิดให้บริการแบบออนไลน์ โดยสามารถเข้าชมการจัดแสดงอาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี ผ่านระบบ smartmuseum ของกรมศิลปากร https://smartmuseum-v2.finearts.go.th/home อาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี ตั้งอยู่ที่ตำบลสนามชัย อำเภอ เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดงประติมากรรมสำริดที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือขุนหลวงพะงั่ว ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ และประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามดำริของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ เริ่มก่อสร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๓ โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการสนับสนุนงบประมาณ ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี มูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการท่องเที่ยว โดยกรมศิลปากรเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือ ขุนหลวงพะงั่ว เจ้าเมืองสุพรรณบุรี ผู้ซึ่งต่อมาเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๓ ของกรุงศรีอยุธยา และทรงเป็นองค์ปฐมแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ นอกจากนี้ยังบอกเล่าเรื่องราวของจังหวัดสุพรรณบุรีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยสังคมเกษตรกรรม ยุคประวัติศาสตร์แรกเริ่มเรื่อยมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์ สมัยรัตนโกสินทร์ อีกทั้งเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีพระมหากรุณา ธิคุณต่อพสกนิกรชาวจังหวัดสุพรรณบุรีและชาวไทย การจัดแสดงได้นำเสนอเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองสุพรรณบุรี จำนวน ๙ ตอน ผ่านงานประติมากรรมนูนสูง และนูนต่ำ หล่อด้วยโลหะสำริด ความยาว ๘๘ เมตร สูง ๔.๒๐ เมตร ซึ่งนับว่าเป็นประติมากรรมสำริดที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย แบ่งเนื้อหาออกเป็น ๙ ตอน ประกอบด้วยตอนที่ ๑ สุพรรณบุรี : ชุมชนแรกเริ่ม ตอนที่ ๒ สุพรรณบุรี : อู่ทอง...เครือข่ายการค้าข้ามภูมิภาค ตอนที่ ๓ สุพรรณบุรีในวัฒนธรรมศาสนา : อู่ทองเมืองศูนย์กลางศาสนารุ่นแรก ตอนที่ ๔ สุพรรณบุรี : เนินทางพระ...ร่องรอยพุทธศาสนามหายาน ตอนที่ ๕ สุพรรณบุรี : ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ตอนที่ ๖ สุพรรณบุรี : เมืองลูกหลวงของราชธานีศรีอยุธยา ตอนที่ ๗ สุพรรณบุรี : สมรภูมิยุทธหัตถี ตอนที่ ๘ สุพรรณบุรี : หัวเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และตอนที่ ๙ ปัจจุบัน...สุพรรณบุรีโดยผู้เข้าชมจะได้รับความรู้และความเพลิดเพลินผ่านระบบการบรรยายนำชมที่ทันสมัยทั้งในรูปแบบออนไลน์ ออฟไลน์ และอุปกรณ์ Audio guide จำนวน ๓ ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน พร้อมใช้เทคโนโลยีแสง เสียง ประกอบการจัดแสดง ทั้งนี้ ผู้สนใจยังสามารถใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งกรมศิลปากรได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ง่าย สะดวก โดยสามารถเข้าชมอาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรีในรูปแบบ SMART MUSEUM ผ่านทาง https://smartmuseum.finearts.go.th กดเลือกนิทรรศการพิเศษอาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี และบนระบบ Application “SMART MUSEUM” รวมถึงสามารถรับชมวีดิทัศน์เนื้อหาภายในอาคารประติมากรรมฯ ผ่านช่องทาง YouTube กรมศิลปากร ตลอดจนองค์ความรู้ผ่านช่องทางเฟสบุ๊ก แฟนเพจ ของกรมศิลปากร อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า แหล่งเรียนรู้แห่งนี้จะอำนวยประโยชน์สูงสุดในการศึกษาด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรีและของชาติ ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน อันจะก่อให้เกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และนำไปสู่การร่วมกันอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติให้ยั่งยืนสืบไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี โทร.๐ ๓๕๕๓ ๕๓๓๐ หรือ facebook fanpage พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
กรมศิลปากร ออกประกาศปิดการให้บริการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ โบราณสถานที่เก็บค่าเข้าชม หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัด ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ ๓ – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อํานวยการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 โดยคําแนะนําของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ได้อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกาศใช้บังคับข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓๐) ลงวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ รวมทั้งออกคําสั่งศูนย์บริหาร สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ ๑๑/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด และพื้นที่ควบคุม ตามข้อกําหนดออกตามความ ในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัด ตามพื้นที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รวมทั้งขยายระยะเวลาการใช้ บังคับข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๘ (ฉบับที่ ๒๘) ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกไปจนถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ อธิบดีกรมศิลปากรจึงประกาศให้แหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรดังต่อไปนี้ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่ กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตามคําสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ ๑๑/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด และพื้นที่ควบคุม ตามข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ปิดการให้บริการเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ ๓ - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ ๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ๒. อุทยานประวัติศาสตร์ ๓. โบราณสถานที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและจัดเก็บค่าเข้าชมตามที่บัญชีแนบท้ายกฎ กระทรวงกําหนดค่าเข้าชมและค่าบริการอื่น สําหรับโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑ ๔. หอสมุดแห่งชาติ ๕. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทั้งนี้ให้หมายรวมถึงหอเกียรติยศ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ ๖. โรงละครแห่งชาติ ทั้งนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาของแหล่งเรียนรู้ที่กรมศิลปากรมีคําสั่งให้ปิดการให้บริการ จัดให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรในหน่วยงานดําเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้มากที่สุด โดยจะต้องไม่กระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ และต้องดําเนินการภายใต้มาตรการป้องกันควบคุมโรคเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) อย่างเคร่งครัด อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากร สามารถใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งกรมศิลปากรได้พัฒนาระบบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เช่น - บริการสืบค้นเอกสารจดหมายเหตุ https://archives.nat.go.th/th-th - บริการของหอสมุดแห่งชาติ https://www.nlt.go.th - ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง http://www.virtualmuseum.finearts.go.th - ชมอุทยานประวัติศาสตร์เสมือนจริง http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th - บริการขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออกโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ http://www.nsw.finearts.go.th - สืบค้นแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม http://gis.finearts.go.th/fineart - ซื้อหนังสือที่จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร https://bookshop.finearts.go.th นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังปรับรูปแบบการเสวนาให้ความรู้ผ่านระบบออนไลน์ เผยแพร่องค์ความรู้ ด้านศิลปวัฒนธรรม ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ (facebook) ของหน่วยงานในสังกัด และวีดิทัศน์สาระความรู้ต่าง ๆ ผ่านช่องทาง YouTube กรมศิลปากร โดยสามารถติดตามรายละเอียดงานบริการและองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์กรมศิลปากร finearts.go.th
เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว และมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ทางกรมศิลปากร จึงขอแจ้งให้ผู้ที่ต้องการเข้าใช้บริการส่วนงานขออนุญาตส่งหรือนำออกฯ นำเข้า โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และสถานการค้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โปรดทำการนัดหมายวันและเวลาในการขอเข้าใช้บริการได้ที่งานควบคุมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โทร. ๐ ๒๑๖๔ ๒๕๑๒ หรือ ๐ ๒๑๖๔ ๒๕๐๑ - ๒ ต่อ ๑๐๐๘ , ๑๐๐๙ , ๑๐๑๐ และ ๑๐๑๑ ในวันและเวลาราชการ