ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
การดำเนินงานด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์
ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)
วัตถุประสงค์
๑.สำรวจ รวบรวม ศึกษาข้อมูลทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)
- การสำรวจเชิงเอกสาร
- การสำรวจระยะไกล
๒. นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษา สรุปเป็นเรื่องราวของพระราชวังบวรสถานมงคลและกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทั้ง
ทางด้านประวัติความเป็นมา พัฒนาการของพื้นที่ และจัดทำเป็นรูปแบบสันนิษฐาน
๓. จัดทำให้เป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ในรูปแบบของนิทรรศการชั่วคราวใน
แหล่ง รวมถึงการมีส่วนร่วมขณะปฏิบัติงานทางโบราณคดี
๔. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เรื่องราวของพระราชวังบวรสถานมงคลและกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตลอดการ
ดำเนินโครงการเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสือ รายงาน เอกสารเผยแพร่
๕. นำข้อมูลที่ได้รับมาสังเคราะห์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนการจัดทำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ให้เป็น
แหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
๖. นำเสนอโบราณสถานพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งบริเวณ ในรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสม
๗. เป็นโครงการที่มุ่งนำวิทยาการแผนใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อการศึกษา ภายใต้กรอบแนวคิดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการ
พลิกฟื้นอดีตด้วยรูปแบบ และวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม
โครงการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเขตแดนสยาม – อังกฤษ
๑. ชื่อโครงการ
โครงการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเขตแดนสยาม-อังกฤษ ณ สหราชอาณาจักร
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเป็นการสนับสนุนกระทรวงการต่างประเทศในการกำหนดท่าทีของฝ่ายไทยในการเจรจาปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์
๒.๒ เพื่อศึกษาดูงานด้านจดหมายเหตุของหอจดหมายเหตุแห่งชาติอังกฤษ
๓. กำหนดเวลา
วันที่ ๖ – ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖
๔. สถานที่
สถานที่ในการดำเนินโครงการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเขตแดนสยาม-อังกฤษ ณ สหราชอาณาจักร ประกอบไปด้วย
- National Archives
- British Library
๕. หน่วยงานผู้จัด
กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ
๖. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
กลุ่มแผนงาน โครงการและวิเทศสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร
๗. กิจกรรม
สำหรับกิจกรรมในการดำเนินโครงการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเขตแดนสยาม-อังกฤษ ณ สหราชอาณาจักร ประกอบไปด้วย
๗.๑ คณะผู้แทนไทย ได้เข้าศึกษาและค้นคว้าข้อมูลเอกสารประวัติศาสตร์ ณ British Library โดยขั้นตอนการเข้าค้นคว้าต้องกรอกแบบฟอร์มการขอเข้าใช้เอกสารเพื่อทำบัตรประจำตัว (Reader Pass) ซึ่งได้กำหนดอายุการใช้งานของบัตรประจำตัว ๓ ปี
๗.๒ คณะผู้แทนไทย ได้เข้าศึกษาและค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุ ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (National Archives) ซึ่งมีขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์มการขอเข้าใช้เอกสารจดหมายเหตุ และขอมีบัตรประจำตัว ซึ่งมีกำหนดการอายุใช้งาน ๓ ปี
๘. คณะผู้แทนไทย
โครงการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเขตแดนสยาม-อังกฤษ ณ สหราชอาณาจักร ประกอบไปด้วยคณะผู้แทนจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน ๕ คน ดังนี้
๘.๑ นางสาวนัยนา แย้มสาขา ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
๘.๒ นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา นักจดหมายเหตุ ชำนาญการพิเศษ
๘.๓ นายนิรันดร์ บุญจิต เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ
๘.๔ นายอัครพงศ์ เฉลิมนนท์ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ
๘.๕ นายณธวัช วรรณโกวิท เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
คณะผู้แทนไทย ได้เดินทางไปค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการปักปันเขตเดนสยามกับเมียนมาร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และศึกษาดูงานเกี่ยวกับจดหมายเหตุ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
๙.๑ การศึกษาค้นคว้าข้อมูล
การเข้าศึกษาและค้นคว้าข้อมูลใน British Library และ National Archives โดยเน้นข้อมูลที่เกี่ยวกับการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับเมียนมาร์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เอกสารที่เก็บรักษาและให้บริการ ณ หน่วยงานทั้งสองแห่ง เป็นเอกสารที่มีความคล้ายคลึงกัน และเชื่อมโยงกันในรูปแบบเอกสารจดหมายเหตุประเภทลายลักษณ์และแผนที่ เอกสารลายลักษณ์ ได้แก่ จดหมายโต้ตอบระหว่างกงสุลอังกฤษในกรุงเทพกับรัฐบาลสยาม กงสุลอังกฤษในกรุงเทพฯกับรัฐบาลอังกฤษ รายงานการทูตของกงสุลอังกฤษที่กรุงเทพฯ และเมืองเชียงใหม่ เช่น รายงานบันทึกการสำรวจของข้าหลวงอังกฤษและเจ้าหน้าที่อังกฤษเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนสยาม – พม่า, หนังสือโต้ตอบระหว่างสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์กับข้าหลวงใหญ่อังกฤษที่ประเทศอินเดีย, เอกสารประเภทแผนที่แสดงการปักปัน, หนังสือมีไปมาระหว่างข้าราชการไทยกับข้าราชการอังกฤษ เกี่ยวกับการทูต การค้า ระเบียบข้อบังคับของสยาม สนธิสัญญาระหว่างประเทศทั้งสอง, เรื่องเขตแดนสยาม – มาเลเซีย, ทางรถไฟสาย Singora – Kedah, เส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – โคราช, ความสัมพันธ์ระหว่าง Mr. Knox และรัฐบาลสยาม, การเจรจาในเรื่องต่างๆ ระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลอังกฤษ เป็นต้น
๙.๒ การศึกษาดูงาน
นางสาวนัยนา แย้มสาขา ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และนางสาวกรพินธุ์ ทวีตา นักจดหมายเหตุชำนาญการพิเศษ ได้ศึกษาดูงาน Digitization ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติอังกฤษ อาทิเช่น การสแกนไมโครฟิล์มลงซีดี เพื่อเป็นฐานข้อมูลและสามารถให้บริการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากในปัจจุบันครุภัณฑ์ไมโครฟิล์มมีการผลิตน้อยลง และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และให้บริการเอกสารจดหมายเหตุด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจดหมายเหตุเพิ่มมากขึ้น เพราะมีความสะดวก และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว การบริหารจัดการเรื่องการสแกนเอกสารจดหมายเหตุโดยใช้ระบบการการจ้างบริษัทให้เข้ามาดำเนินการสแกนเอกสารจดหมายเหตุตามคำร้องขอของสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่มีความประสงค์จะจัดพิมพ์เอกสารจดหมายเหตุออกจำหน่ายเพื่อเผยแพร่ ทั้งนี้บริษัทต้องเข้ามาดำเนินการในหอจดหมายเหตุแห่งชาติภายใต้การควบคุม ดูแล ของเจ้าหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รวมทั้งบริษัทที่เข้ามาดำเนินการอนุรักษ์ ซ่อมแซมต้นฉบับที่ชำรุด โดยใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาญการอนุรักษ์ดำเนินการซ่อมแซมเอกสารก่อนการสแกน ปัจจุบันมีบริษัทเข้ามาดำเนินการ ๗ บริษัท ตามความต้องการจัดพิมพ์เอกสารจดหมายเหตุของ ๕ หน่วยงาน ทั้งนี้นโยบายการจัดลำดับเอกสารจดหมายเหตุที่จะดำเนินการสแกนขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ค้นคว้าและผู้ร้องขอ เอกสารชุดสำคัญที่มีผู้สนใจ เพื่อศึกษาค้นคว้า และเพื่อจัดพิมพ์ เช่น เอกสารเกี่ยวกับตระกูล เอกสารด้านการทหาร
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
จากการเดินทางไปค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวกับประเทศไทย ใน British Library และ National Archives ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ พบว่า เอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศ การบริหารบ้านเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เก็บรักษาอยู่ในหน่วยงานดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติจะได้ดำเนินโครงการรวบรวม จัดทำรายการ และจัดทำสำเนาเอกสารจดหมายเหตุเหล่านั้น มาเก็บและให้บริการจะช่วยเติมเต็มข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไป และการได้เข้ามาศึกษาดูงาน ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติอังกฤษ ทำให้ได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการเอกสารจดหมายเหตุ และการให้บริการเอกสารจดหมายเหตุ อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ค้นคว้าสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว
นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา ผู้สรุปรายงานการเดินทางไปราชการ
ปราณ ปรีชญา. เสื่อจันทบูรกับรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ในรัชกาลที่ 7. จันท์ยิ้ม.(2):1;ต.ค.-พ.ย.2560.
เสื่อจันทบูรกับรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีในรัชกาลที่ 7 มีความสัมพันธ์กันยังไร ยังไม่อาจสรุปได้ชัดเจน เพียงแต่มีข้อมูลที่สอดรับกันเท่านั้นคือ เสื่อจันทบูรใช้ปูรองที่ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันเมื่อครั้นเสด็จทอดพระเนตรโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และมหัคฆภัณฑ์ เมื่อเดือนพฤษจิกายน 2500 และเป็นช่วงเดียวกับสมเด็จพระนางรำไพพรรณี พระบรมราชนีในรัชกาลที่ 7 ทรงฟื้นฟูเสื่อจันทบูรให้กลับมาเป็นหัตกรรมสัมมาชีพของชาวจันทบุรีอีกครั้ง
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ใครอยากอพยพเชิญอ่าน -- เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พลเรือนส่วนใหญ่หลายประเทศต้องการย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย รัฐบาลไทยขณะนั้นจึงร่าง " หลักการปฏิบัติในการควบคุมช่วยเหลือผู้อพยพ " ขึ้น ดังสรุปรายละเอียดได้ว่า 1. จัดตั้งนิคมให้มีเรือน โรงแถว ทำจากวัสดุในท้องถิ่น 2. หากผู้อพยพนำอาหารติดตัวมาก็ให้บริโภคอาหารนั้น และอนุญาตให้ออกหาเครื่องอุปโภคบริโภคได้ ส่วนอีกทางจะจัดการบอกบุญหรือของบประมาณจากองค์กรสงเคราะห์มาช่วยเหลือ 3. จัดการให้ผู้อพยพเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ทำอุตสาหกรรมครัวเรือนเบื้องต้น 4. ส่งแพทย์ประจำตำบลมาตรวจรักษาพยาบาลสม่ำเสมอ 5. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองต้องคอยสอดส่องความปลอดภัย ป้องกันการจารกรรมของข้าศึก 6. รัฐจะเปิดการอบรมประวัติศาสตร์ไทย การปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ วัฒนธรรมไทย รัฐนิยม และชักจูงให้จงรักภักดีต่อชาติไทย จากสาระสำคัญดังกล่าวนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นขั้นตอนบังคับผู้อพยพบางประการ เพื่อแลกกับความปลอดภัยของตน ส่วนในทางกลับกันเพื่อเป็นความปลอดภัยของชาติไทยเช่นกัน เพราะขณะนั้น รัฐบาลเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายอักษะ (ญี่ปุ่น เยอรมนี และอิตาลี) แล้ว หากผู้อพยพเป็นคนสัญชาติศัตรูจะแฝงเข้ามาทำสิ่งใดก็ย่อมได้ เอกสารร่าง " หลักการปฏิบัติในการควบคุมช่วยเหลือผู้อพยพ " นี้ กระทรวงมหาดไทยส่งมาถึงข้าหลวงประจำจังหวัดสุโขทัย ซึ่งทางจังหวัดเกษียณคำสั่งต่อสั้นๆ ว่า " ส่งสำเนาให้อำเภอทราบเพื่อปฏิบัติ " แต่ไม่มีรายงานหรือหลักฐานเพิ่มเติมถึงการอพยพ การยกระดับร่างหลักการฯ เป็นกฎหมาย และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมใดๆ อย่างไรก็ดี ร่างหลักการปฏิบัติในการควบคุมช่วยเหลือผู้อพยพ เป็นหลักฐานชั้นต้นในภาวะสงคราม สะท้อนภารกิจของรัฐบาลด้านมนุษยชน ปกป้องพลเรือนไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม และที่สำคัญ เป็นการป้องปรามข้าศึกที่อาจเข้ามาแนวหลังไปพร้อมกันผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. สท 1.2.2/21 เอกสารสำนักงานปกครองจังหวัดสุโขทัย เรื่อง การช่วยเหลือผู้อพยพจากเขตในปกครองอังกฤษเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย [ 17 พ.ค. 2485 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส
๑. ชื่อโครงการ
การประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ ๓๗
๒. วัตถุประสงค์
เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการด้านวัฒนธรรม ในการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก
ครั้งที่ ๓๗
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๑๓ ถึง ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
๔. สถานที่
สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส
๕. หน่วยงานผู้จัด
องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
๖. หน่วยงานสนับสนุน
๗. กิจกรรม
เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการด้านวัฒนธรรม
๘. คณะผู้แทนไทย
๘.๑ นางจันทร์สุดา รักษ์พลเมือง รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม หัวหน้าคณะ
๘.๒ นางสาวิตรี สุวรรณสถิต
ที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม
๘.๓ นายเอนก สีหามาตย์
อธิบดีกรมศิลปากร
๘.๔ นายดำรง ทองสม
รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
๘.๕ นางสาวดารุณี ธรรมโพธิ์ดล
ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
๘.๖ นางนงคราญ สุขสม
ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากร
๘.๗ นางสาวหัทยา สิริพัฒนากุล
ภูมิสถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร
๘.๘ นางสาวเบ็ญจรัศม์ มาประณีต
นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
การประชุมดังกล่าวมีวาระการประชุมที่เป็นสาระหลักในการประชุมซึ่งเกี่ยวข้องกับงานด้าน
วัฒนธรรม และกรมศิลปากร ดังนี้
๙.๑ การพิจารณาและรับรองร่างโครงการและงบประมาณสำหรับ พ.ศ.๒๕๕๗- ๒๕๖๐
(ค.ศ.๒๐๑๔ – ๒๐๑๗) งบประมาณรวมทั้งสิ้น ๑๐๐,๗๒๓,๗๐๐ บาท โดยมีการ
พิจารณาโครงการหลักที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนบน
ฐานของมรดกวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์
๙.๒ การพิจารณาความกังวลของรัฐภาคีในข้อเสนอการฉลองครบรอบ ๒ ปี ระหว่าง พ.ศ.
๒๕๕๗-๒๕๕๘
๙.๓ กรุงเยรูซาเลมและการดำเนินการตามข้อมติที่ 36 C /Resolution 43
๙.๔ การขอจัดตั้งศูนย์ประเภทที่ ๒ ขององค์การยูเนสโก (Category 2 centres under the auspices of UNESCO) ซึ่งเป็นศูนย์ของยูเนสโกที่ดำเนินการโดยใช้งบประมาณของรัฐภาคีเพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมงานขององค์การยูเนสโก
๙.๕ การพิจารณารายงานการประชุมของเวทีเยาวชน ครั้งที่ ๘ (Youth Forum) ซึ่งจัด
ประชุมก่อนหน้าการประชุมสมัยสามัญ ระหว่างวันที่ ๒๙-๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ สำหรับประเทศไทยมีเยาวชนเข้าร่วมจำนวน ๑ คน
๙.๖ การพิจารณาขอเสนอในการจัดตั้งศูนย์ประเภทที่ ๒ ของประเทศอาร์เจนติน่า
๙.๗ การศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและกฎหมายในเบื้องต้นสำหรับการกำหนดมาตรฐานในการปกป้องคุ้มครอง และสนับสนุนงานด้านพิพิธภัณฑ์
ทั้งนี้ ผู้แทนไทยได้แสดงความคิดเห็น ๒ ครั้ง ได้แก่ ในวาระที่ตามข้อที่ ๙.๑ และ วาระ
ตามที่ตามข้อที่ ๙.๗ รายละเอียด ดังแนบ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ กรม ศิลปากรมีความเห็นว่าควรมีการจัดตั้งศูนย์ประเภทที่ ๒ ของยูเนสโกในประเทศ
ไทยโดยเป็นศูนย์ระดับอาเซียน และเอเชียแปซิฟิกเพื่อการฝึกอบรมด้านโบราณคดีใต้
น้ำ ซึ่งสำนักงานยูเนสโกกรุงเทพฯ ได้สนับสนุนให้กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำได้รับการจัดตั้ง
เป็นศูนย์ประเภทนี้ โดยกรมศิลปากรจะพิจารณาแนวทางการจัดตั้งศูนย์ประเภทที่ ๒
ของรัฐภาคีอื่นๆ เช่น ประเทศแอลจีเรียที่เสนอขอจัดตั้งศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยการ
/ปกป้องคุ้มครอง………
- ๓ –
ปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในทวีปแอฟริกา เพื่อนำมาประยุกต์ใช้
กับการจัดตั้งศูนย์ฯของกรมศิลปากรในอนาคตต่อไป
๑๐.๒ งานด้านพิพิธภัณฑ์ ควรมีการพิจารณาข้อเสนอในการศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและกฎหมายในเบื้องต้นสำหรับการกำหนดมาตรฐานในการปกป้องคุ้มครอง และสนับสนุนงานด้านพิพิธภัณฑ์เพื่อนำมาปรับใช้กับงานของกรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกระทรวงวัฒนธรรม
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : บันทึกน้ำท่วมเมืองพะเยา -- ตั้งแต่ล่วงเข้าเดือนสิงหาคมมาหลายๆ พื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยที่มากับธรรมชาติ ประสบกับปัญหาแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียไร่นาเกษตรกรรม หรือแม้นแต่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว จังหวัดพะเยาเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ประสบภัยธรรมชาติเหล่านี้อย่างหลีกเลียงมิได้ โดยเฉพาะเหตุอุทกภัย ดังได้มีการบันทึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีตของพะเยาที่สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสียที่มากับภัยของธรรมชาติ บันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองพะเยา ของพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ ความโดยสรุปว่า วันที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๔๘ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ (เดือนเกี๋ยงเหนือ) เวลากลางคืน มหาเมฆตั้งขึ้นร้องคราง เสียงดังน่าอัศจรรย์มาก ฝนตกลงมาห่าใหญ่น่ากลัวมาก ตกอยู่ตลอดคืนไม่มีขาด จนทำให้เกิดน้ำท่วมเมืองพะเยา น้ำท่วมทะลุบ้านแม่นาเรือ เรือนโค่นลงสองหลัง นางติ๊บกับลูกสาวคนหนึ่งเสียชีวิต น้ำกว๊านเอ่อขึ้นท่วมถึงปลายนิ้วมือพระเจ้าตนหลวง และน้ำเอ่อขึ้นถึงชายคาพระวิหารหลวงซดหน้า (มุขหน้า) ตรงที่น้ำบ่อประตูเหล็กหยั่งลงไม่ถึง ข้าวในนาชาวบ้านตุ่น บ้านบัวน้ำท่วมคนหายไป ๗ คน ภูเขาพังลงมาปิดร่องน้ำแม่ตุ่น น้ำป่าทะลุเอาไม้ หินทรายมาทับถมบ้านคนเสียชีวิต ๑๖ คน บ้านเหล่า ๔ คน บ้านสางเหล่า ๑๒ คน อีกหนึ่งบันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองพะเยา ที่ถูกบันทึกโดยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๖ และอดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ (พระอารามหลวง) ว่า “ระยะห่างกัน ๒๑ ปี เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ครั้งนั้นข้าพเจ้าย้ายมาอยู่วัดศรีโคมคำแล้ว จึงมาประสบกับน้ำท่วมดังรายละเอียดต่อไปนี้ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๑๖ ตรงกับวันพุธแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ เหนือ ปีฉลู ก่อนหน้านี้ ๒ วัน เมฆฝนตั้งขึ้นปกคลุมทั้งป่าเขา ทุ่งนาและหมู่บ้าน มองไปทางไหนมืดครึ้มทั้งวันทั้งคืน จากนั้นฝนก็ตกลงมาไม่ขาดสายตลอดทั้งวันทั้งคืน ทำให้น้ำป่าไหลลงมาจากภูเขา ลงสู่หมู่บ้าน ทุ่งนาลงกว๊านพะเยาเอ่อท่วมขึ้นถนนหนทางจากห้าแยกประตูเหล็กถึงวัดศรีโคมคำ ต้องใช้เรือเป็นพาหนะ ในบริเวณวัดศรีโคมคำ ในพระวิหารลึก ๑.๒๐ เมตร ข้างนอกลึก ๑.๕๐ เมตร ขึ้นองค์พระประธานพระเจ้าตนหลวง ๘๐ เซนติเมตร ทำให้องค์พระเจ้าตนหลวงทรุดลงเอนหลังไปเกือบติดฝาผนัง เสนาสนะอื่นทรุดโทรมไปหลายแห่ง จะหาทางป้องกันก็ไม่ทัน เพราะน้ำบ่าเข้าท่วมวัด เวลา ๐๕.๐๐ น. พอสว่างพระเณรเตรียมสิ่งของเพราะเป็นวันพระ แรม ๘ ค่ำ ศรัทธาจะมาตักบาตร ดูน้ำไหลบ่าเข้าประตูศาลา เข้าไปดูพระวิหารน้ำเข้าท่วมเต็มหมด จึงย้ายการทำบุญไปยังศาลาบาตรด้านเหนือตรงมุมโค้ง พอตักบาตรเสร็จก็ต้องรีบขนเสื่อเครื่องทำบุญออกจากศาลา ทันใดน้ำก็ท่วมศาลาอีก มองในวัดเหมือนกับกว๊าน ถึงเวลาเย็นประชาชนไม่รู้มาจากไหนต่างก็มาจับปลากันถึงในวัดเต็มไปหมด หันไปมองชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาลที่อยู่ติดกับชายกว๊านถูกน้ำท่วมหมด ไร่นาทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยงต่างๆ ล้มตายจมน้ำเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหมู่บ้านแม่ต๋ำทั้ง ๔ หมู่บ้าน จมอยู่ใต้น้ำ ที่ลำบากที่สุดหมู่บ้านแม่ต๋ำภูมินทร์ และแม่ต๋ำเมืองชุม เพราะท่วมจนมิดหลังคาบ้านก็มี การท่วมคราวนั้นท่วมอยู่นาน เพราะทางบ้านเมืองสร้างถนนไฮเวย์ขึ้นสูงถึง ๒.๕๐ เมตร แต่ท่อระบายน้ำไม่เพียงพอ มีสะพานเพียงแห่งเดียว มีท่อระบายน้ำอีกแห่ง นอกจากนี้ก็มีประตูน้ำ-ประมง แต่ระบายไม่ทัน ทำให้น้ำขังอยู่นานเกือบ ๒ เดือน น้ำแห้งขาดจากในวัดศรีโคมคำ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ น้ำท่วมครั้งนี้ข้าพเจ้าได้แต่งค่าวไว้อยู่เรื่องหนึ่งชื่อว่า ค่าวน้ำท่วมพะเยา” จากบันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมพะเยาทั้งสองครั้ง นอกจากจะสะท้อนความเสียหายของภัยที่มากับธรรมชาติแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น เหตุการณ์ยิ่งเก่ายิ่งสืบค้นหาข้อมูลเทียบเคียงอ้างอิงยาก บันทึกเหล่านี้มีประโยชน์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป ………………………………ผู้เรียบเรียง: นางสาวอรทัย ปานจันทร์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)..............................ภาพถ่าย : 1. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. ภ พย (อ) 6/10 น้ำท่วมวัดพระเจ้าตนหลวง, 2516. 2. ภาพชุดจัดทำนิทรรศการ “บันทึกน้ำท่วมพะเยา” มีนาคม 2555, วัดศรีโคมคำข้อมูลอ้างอิง:วัดศรีโคมคำ. อัครดุษฎีบัณฑิตแห่งภูกามยาว พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระธรรมวิมลโมลี (ปวง ธมฺมปญฺโญ) วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา. 2550. หน้า 254-259.พระมหาโยธิน ฐานิสฺสโร. บันทึกวัดศรีโคมคำ. เชียงราย:อินเตอร์พริ้นท์, 2552. หน้า 30, 39-42.พระธรรมวิมลโมลี. บันทึกสถิติน้ำท่วมเมืองพะเยาและค่าวน้ำท่วม. พิมพ์แจกในงานฉลองสัญญาบัตรพัดยศ , เชียงราย: หจก.เชียงรายไพศาลการพิมพ์, 2538 หน้า 1-15 (เอกสารสำเนา).สารานุกรมกว๊านพะเยา. บันทึกน้ำท่วมเมืองพะเยา (Online), http://www.phayaolake.ict.up.ac.th/content/66 สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเรื่อง กำแพงเมืองและสะพานไม้ของเมืองกำแพงเพชรเมืองกำแพงเพชร เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และตำแหน่งที่ตั้งของเมืองนับว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการสงครามที่มีบทบาทเป็นอย่างมาก เมืองแห่งนี้จึงจำเป็นต้องมีการก่อสร้างกำแพงเมืองและป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ชื่อเมืองกำแพงเพชรยังปรากฏในเส้นทางการเดินทัพของทั้งฝ่ายกรุงศรีอยุธยา ฝ่ายพม่า และฝ่ายล้านนา มาโดยตลอดแผนผังเมืองกำแพงเพชรเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู วางตัวขนานไปกับแม่น้ำปิง ตัวเมืองมีขนาดกว้างประมาณ ๖๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๒,๔๒๐ เมตร แนวกำแพงเมืองด้านเหนือพบร่องรอยคูน้ำและคันดินจำนวน ๓ ชั้น กำแพงเมืองชั้นในที่ล้อมรอบตัวเมืองเป็นระยะทางทั้งสิ้น ๕,๓๑๓ เมตร แนวกำแพงมีความกว้าง ๖.๕ เมตร สูงประมาณ ๔.๗ – ๕.๒ เมตร แนวกำแพงเมืองที่ล้อมรอบตัวเมืองก่อสร้างด้วยศิลาแลงอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของเมือง มีองค์ประกอบสำคัญคือ แนวกำแพงเมืองที่มีเชิงเทินและใบเสมา ประตูเมือง และป้อมปราการ ประตูเมืองกำแพงเพชรที่ยังคงปรากฏหลักฐานอยู่ในปัจจุบันจำนวน ๙ ประตู ได้แก่ ประตูหัวเมือง ประตูผี ประตูสะพานโคม ประตูวัดช้าง ประตูเตาอิฐ ประตูท้ายเมือง ประตูบ้านโนน ประตูดั้น และประตูเจ้าอินทร์ป้อมปราการพบจำนวน ๑๑ ป้อม ได้แก่ ป้อมมุมเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ป้อมมุมเมืองทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ป้อมมุมเมืองทิศตะวันตกเฉียงใต้ ป้อมบ้านโนน ป้อมเจ้าจันทร์ ป้อมวัดช้าง ป้อมเตาอิฐ ป้อมหลังทัณฑสถานวัยหนุ่มป้อมเจ้าอินทร์ป้อมเพชร และป้อมข้างประตูเตาอิฐอย่างไรก็ตามอาจมีป้อมและประตูบางแห่งที่ไม่เหลือร่องรอยให้เห็นในปัจจุบัน เช่น ประตูน้ำอ้อย ป้อมมุมเมืองทิศตะวันออกเฉียงใต้ แต่ปรากฏหลักฐานในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๙ และในแผนที่เมืองกำแพงเพชรที่เขียนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วง ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ทั้งสองฉบับ ปรากฏข้อความที่แสดงพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับเมืองกำแพงเพชร ลักษณะของป้อมปราการ ประตูเมือง และคูเมือง ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเปรียบเทียบในปัจจุบัน โดยเฉพาะแผนที่เมืองกำแพงเพชรที่เขียนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ในพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วง เป็นแผนที่ที่แสดงตำแหน่งของป้อมประตูเมืองกำแพงเพชร พบประตูน้ำอ้อยซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานในปัจจุบันแต่ในแผนที่ระบุตำแหน่งไว้เป็นบริเวณถัดจากประตูบ้านโนนมาด้านทิศตะวันออก และที่สำคัญคือบริเวณมุมที่บรรจบของแนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ หรือมุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบว่ามีป้อมปราการตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยซึ่งเป็นพื้นที่ในการดำเนินการขุดตรวจทางโบราณคดีในครั้งนี้ก่อนการดำเนินโครงการก่อสร้างพัฒนาสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว (พัฒนาระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แหล่งมรดกโลกกำแพงเพชร)ของสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกำแพงเพชร โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัดกำแพงเพชร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๓และดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีโดยอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรพื้นที่การดำเนินงานตั้งอยู่บริเวณพิกัดเส้นรุ้งที่ ๑๖ องศา ๒๘ ลิปดา ๕๓.๖๘ฟิลิปดา เหนือ เส้นแวงที่ ๙๙ องศา ๓๑ ลิปดา ๓๓.๑๕ฟิลิปดา ตะวันออก ด้านหลังที่ทำการไปรษณีย์ สาขาชากังราว บนถนนราชดำเนิน ๑ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร สภาพก่อนการดำเนินงานเป็นพื้นผิวถนนแบบแอสฟัลติกคอนกรีต (Asphaltic Concrete) และตั้งอยู่บริเวณที่จะดำเนินการวางท่อลอดเพื่อเชื่อมต่อคูเมืองกำแพงเพชรด้านทิศใต้และทิศตะวันออกเข้าด้วยกัน และได้กำหนดขุดหลุมขุดค้นทางโบราณคดีเป็น ๒ หลุม ขนาดกว้าง ๒ เมตร และยาว ๔๐ เมตร และ ๓๐ เมตร ตามลำดับ และวางหลุมขุดค้นทั้งสองหลุมตัดกันเป็นรูปกากบาทจากการขุดค้นทางโบราณคดีได้พบร่องรอยผิดวิสัยทางโบราณคดี (Archaeological Feature) สำคัญ๒ จุดคือ๑. พบโครงสร้างสะพานไม้ที่สันนิษฐานว่าใช้เป็นทางสัญจรในอดีต เป็นเสาตอม่อสะพานแบบคานแต่ไม่พบชิ้นส่วนโครงสร้างสะพานด้านบนหรือไม้กระดานที่วางพาดสำหรับเดินข้ามแต่อย่างใด พื้นที่ดังกล่าวน่าจะเป็นคูเมืองด้านทิศตะวันออกต่อทิศใต้มาก่อน และมีกิจกรรมการปรับถมคูเมืองและพื้นที่โดยรอบเพื่อก่อสร้างถนนราชดำเนิน ๑ ที่ใช้สัญจรกันในปัจจุบัน เนื่องจากพบโบราณวัตถุอายุตั้งพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๖ ซึ่งโบราณวัตถุมีลักษณะการพบที่ไม่เรียงลำดับตามอายุสมัย ทั้งนี้ยังปะปนกันในชั้นดินที่นำมาถมร่วมกับการพบวัตถุร่วมสมัยทั้งชิ้นส่วนพลาสติก แก้ว และโลหะ จากรูปแบบโครงสร้างสะพานไม้ที่พบยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาการสร้างและการใช้งานได้อย่างชัดเจน แต่จากการพบชิ้นส่วนน้ำยาขัดรองเท้ายี่ห้อ KIWI ที่ปรากฏเครื่องหมายการค้าอยู่ในช่วง พ.ศ. ๒๔๖๗ – ๒๕๑๖ ที่อยู่ในชั้นดินที่นำมาถมคูเมือง และประกอบกับแผนผังเมืองกำแพงเพชรเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ และภาพถ่ายทางอากาศปี พ.ศ.๒๕๑๗ ทั้งสองต่างปรากฏถนนในพื้นที่การดำเนินงานแล้ว จึงสามารถระบุได้เบื้องต้นว่ามีการปรับถมคูเมืองเพื่อสร้างถนนราชดำเนินน่าจะอยู่ในช่วงระยะเวลาปี พ.ศ. ๒๔๖๗ – ๒๕๐๔๒. พบแนวโบราณสถานที่ก่อด้วยศิลาแลง สันนิษฐานจากตำแหน่งที่พบว่าน่าจะเป็นแนวกำแพงเมืองด้านทิศใต้ และมีอายุสมัยของแนวโบราณสถานที่พบสันนิษฐานว่ามีอายุร่วมสมัยกับแนวกำแพงเมืองกำแพงเพชรด้านอื่น ที่มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ และแนวกำแพงเมืองด้านทิศใต้ในบริเวณนี้น่าจะถูกรบกวนจากการปรับถมพื้นที่ไปพร้อมกับช่วงถมคูเมืองเพื่อก่อสร้างถนนราชดำเนิน ๑ ด้วยเช่นกันสามารถสรุปการใช้งานของพื้นที่ดังกล่าวได้ว่า แนวถนนราชดำเนิน ๑ เป็นทางสัญจรที่ใช้เข้าและออกเมืองกำแพงเพชรเดิมก่อนปีพ.ศ.๒๕๐๔ จากการพบแนวโครงสร้างสะพานไม้ที่เป็นหลักฐานแสดงถึงการสร้างสะพานข้ามคูเมือง และในเวลาต่อมาได้มีการปรับถมพื้นที่ทั้งส่วนคูเมืองและกำแพงเมืองเพื่อก่อสร้างถนนราชดำเนิน ๑*บทความฉบับนี้เรียบเรียงเพื่อประกอบการนำเสนอผลงานวิชาการในการสัมมนา “วิจัยวิจักขณ์” ประจำปี ๒๕๖๕ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๖ ของนางสาวจินต์จุฑา เขนย นักโบราณคดีปฏิบัติการ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเอกสารอ้างอิงประทีป เพ็งตะโก. “ป้อมเพชร ปราการเหล็กแห่งอยุธยา”. ศิลปากร. ปีที่ ๔๐, ฉบับที่ ๕ (ก.ย.-ต.ค. ๒๕๔๐) หน้าที่ ๕๐-๖๕.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่ ๕.พิมพ์ครั้งที่ ๒๖. กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า, ๒๕๒๙.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. เที่ยวเมืองพระร่วง. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๑๙.
องค์ความรู้ทางวิชาการ เรื่อง พระพุทธสิหิงค์ พระคู่เมืองนครศรีธรรมราช
พระพุทธสิหิงค์ เมืองนครศรีธรรมราช ประดิษฐานอยู่ที่ "หอพระพุทธสิหิงค์" ในบริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ตั้งวังของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระพุทธสิหิงค์องค์นี้ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราชอย่างช้านาน เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สักการบูชาของชาวเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
ในประเทศไทยมี "พระพุทธสิหิงค์" หลายองค์ประดิษฐานตามจังหวัดต่าง ๆ แต่พระพุทธสิหิงค์ที่เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ชาวไทยสักการบูชามาแต่ครั้งโบราณมี ๓ องค์ คือ
๑) พระพุทธสิหิงค์ที่กรุงเทพมหานคร ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในวังหน้าของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร
๒) พระพุทธสิหิงค์ที่เชียงใหม่ ประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่
๓) พระพุทธสิหิงค์ที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งนำมากล่างถึงในองค์ความรู้ชุดนี้
ลักษณะของพระพุทธสิหิงค์ แห่งเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะสำริด พุทธลักษณะ ประทับนั่ง ปางมารวิชัย “ขัดสมาธิเพชร” มีขนาดหน้าตักกว้าง ๓๒ เซนติเมตร สูง ๔๒ เซนติเมตรพระวรกายอวบอ้วน มักเรียกว่า “แบบขนมต้ม” วงพระพักตร์กลม ขมวดพระเกศาค่อนข้างใหญ่ พระรัศมีรูปดอกบัวตูม พระอุระนูน ครองจีวรห่มเฉียง มีชายสังฆาฏิสั้นเป็นแบบเขี้ยวตะขาบเหนือพระอังสาซ้าย ซ้อนทบกันหลายชั้น เรียกว่า “เล่นชายจีวร” ฐานเตี้ยและเรียบไม่มีบัวรอง ส่วนที่เป็นฐานบัวทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยา แต่มีเอกลักษณ์ทางศิลปะแห่งเมืองนครศรีธรรมราช จึงกำหนดเรียกรูปแบบศิลปะว่าเป็น "ศิลปะอยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช"
เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์มีผู้แต่งไว้หลายฉบับ เช่น พระโพธิรังสี นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาชาวเชียงใหม่ได้แต่งไว้เป็นภาษามคธ เรียกว่า "สิหิงคนิทาน" ซึ่งน่าจะเป็นฉบับที่นักประวัติศาสตร์มีความเห็นว่าเก่าแก่ที่สุด นอกจากนี้ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งไว้โดยสังเขปเล่มหนึ่ง และหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้แต่งเป็นตำนานโดยย่อและเรียบเรียงข้อวิจารณ์ทางศิลปกรรมและโบราณคดีไว้ด้วยอีกเล่มหนึ่ง
เนื้อหาใน "สิหิงคนิทาน" มีลักษณะเชิงตำนาน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๘ ปริเฉท มีเนื้อความสรุปได้ว่า พระพุทธสิหิงค์สร้างขึ้นในประเทศลังกา โดยพระราชาชาวลังกา ๓ องค์พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๒๐ รูป ได้ร่วมกันสร้างขึ้นราว พ.ศ. ๗๐๐ เพื่อให้เป็นที่สักการะของทวยเทพ ท้าวพระยาและมหาชนโดยทั่วกัน ก่อนสร้างได้ปรึกษาสอบสวนถึงพุทธลักษณะอย่างถี่ถ้วน โดยหมายจะให้ได้รูปที่เหมือนองค์พระพุทธเจ้ามากที่สุด ถึงกับมีตำนานเล่าว่ามีพญานาคตนหนึ่งซึ่งเคยเห็นองค์พระพุทธเจ้า ได้นิรมิตให้เห็นเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับสมาธิเหนือรัตนบัลลังก์ สมบูรณ์ด้วยพระมหาปุริสลักษณะ เมื่อถึงสมัยสุโขทัยกษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระนามว่า"ไสยรงค์" ทรงทราบถึงลักษณะอันงดงามของพระพุทธสิหิงค์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยานครศรีธรรมราชแต่งทูตไปขอพระพุทธสิหิงค์จากพระเจ้ากรุงลังกา พระเจ้ากรุงลังกาก็ถวายมาตามพระราชประสงค์ พระเจ้าไสยรงค์ทรงโสมนัสมาก เสด็จไปรับพระพุทธสิหิงค์ถึงเมืองนครศรีธรรมราช แล้วอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ กรุงสุโขทัย หลังจากนั้นกล่าวถึงการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานที่เมืองต่างๆ ตามลำดับดังนี้ คือเมืองพิษณุโลก กรุงศรีอยุธยา เมืองกำแพงเพชร เมืองเชียงราย จนถึงไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงใหม่
เรื่องราวพระพุทธสิหิงค์ที่พระโพธิรังษีแต่งไว้ก็จบลงเพียงเท่านี้ แต่พระพุทธสิหิงค์ยังมีเรื่องราวในพงศาวดารและมีผู้แต่งต่อเติมขยายความต่อมาอีกมาก
ที่มาของชื่อ "พระพุทธสิหิงค์" นั้นกล่าวกันว่าอาจมาได้ ๒ ทาง คือทางหนึ่งมาจากการเปรียบลักษณะของพระพุทธรูปนี้ว่าสง่างามดั่งพญาราชสีห์ ความเชื่อนี้มีมาแต่สิหิงคนิทาน ดังที่ แสง มนวิทูร ได้แปลเป็นภาษาไทยไว้ว่า "...มีลักษณะท่าทางเหมือนราชสีห์จึงเรียกชื่อว่า พระสิหิงค์ อีกนัยหนึ่งลักษณะท่าทางของราชสีห์เหมือนลักษณะท่าทางของพระผู้มีพระภาค จึงเรียกชื่อว่า สิหิงค์ (สีหอิงค)" ส่วนอีกทางหนึ่งอาจมาจากการที่เราเรียกชาวลังกาอีกชื่อหนึ่งว่า "ชาวสิงหล"และด้วยที่เชื่อกันว่ามีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับชาติลังกาดังกล่าวแล้ว ต่อมาจึงเรียกพระพุทธรูปนี้ว่า "พระสิงห์"หรือ "พระพุทธสิหิงค์" ซึ่งก็คือพระพุทธรูปสิงหลนั่นเอง
เรียบเรียง/ภาพ: นายทัศพร กั่วพานิช นักวิชาการวัฒนธรรม
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช
อ้างอิง
กรมศิลปากร. นิทานพระพุทธสิหิงค์ : ว่าด้วยตำนาน พระพุทธสิหิงค์. D-Library | National Library of Thailand, accessed March 28, 2023, http://digital.nlt.go.th/items/show/1105 เข้าถึงเมื่อ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๖
ดิเรก พรตตะเสน."แห่พระพุทธสิหิงค์ : นครศรีธรรมราช." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม ๑๘. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒. ๘๗๔๔-๘๗๔๕
พรศักดิ์ พรหมแก้ว. "พระพุทธสิหิงค์ : นครศรีธรรมราช." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม ๑๑. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒. ๕๐๙๐-๕๐๙๔.
หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์.เรื่องพระพุทธสิหิงค์ กับวิจารณ์เรื่องพระพุทธสิหิงค์.กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๔๗๗
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๑. ชื่อโครงการ
โครงการจัดทำแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์
๒. หลักการและเหตุผล
เมืองพุทไธสงเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่มีแผนผังเมืองเป็นรูปวงรี ขนาดกว้างประมาณ ๑.๓ กิโลเมตร ยาวประมาณ ๒.๑ กิโลเมตร มีคูเมืองกำแพงเมืองล้อมรอบ ๒ ชั้น ภายในเมืองประกอบด้วยพื้นที่อยู่อาศัยซึ่งมีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่หลายเนิน และในปัจจุบันก็ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนอยู่ด้วย จากหลักฐานทางโบราณคดีพบวาบริเวณที่ตั้งของเมืองอาจมีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ และมีการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองพุทไธสงในสมัยรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๓๔๒ โดยมีพระเสนาสงครามเป็นเจ้าเมืองคนแรก ขึ้นกับเมืองนครราชสีมา และมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางปกครองชุมชนในแถบตอนเหนือของจังหวัดบุรีรัมย์หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลตอนกลาง มีความสัมพันธ์กับเมืองนครราชสีมาและเมืองบุรีรัมย์ตลอดมา เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบริหารราชการส่วนภูมิภาคในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ จึงได้รับการเปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอหนี่งที่ขึ้นกับเมืองบุรีรัมย์
การเป็นศูนย์กลางการปกครองและมีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องยาวนานแห่งหนึ่ง ชุมชนได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นเพื่อตอบสนองการดำรงชีวิตในด้านต่างๆ เช่น การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน การปกครอง การนับถือศาสนา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน ได้กลายมาเป็นโบราณสถานที่แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบทางกายภาพของเมืองโบราณ พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมความเจริญรุ่งเรื่อง ภูมิปัญญา และวิถีชิวิติของคนในอดีตที่เป็นรากเหง้าของการพัฒนาบ้านเมืองในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน การที่เมืองพุทไธสงมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ประชากรที่เพิ่มมากขึ้น การขยายตัวของเมือง การใช้พื้นที่ การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค สาธารณูประการ ต่างๆ ที่ไม่มีการควบคุม ได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับโบราณสาน ทั้งในลักษณะของการบุรุกเปลี่ยนแปลงสภาพและลดทอนคุณค่าความสำคัญของเมืองโบราณลง
กรมศิลปากรในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่ในการอนุรักษ์โบราณสถาน ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนกำหนดขอบเขตโบราณสถานเมืองพุทไธสงแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และการควบคุมการใช้พื้นที่โบราณสถาน แต่การดำเนินงานดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์เมืองเท่านั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อได้แก่ การดำเนินงานทางวิชาการ การร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่น การพัฒนาเชิงอนุรักษ์ในด้านต่างๆ เช่น การสร้างความเข้าใจกับท้องถิ่นเพื่อลดปัญหาการบุกรุกคูเมืองกำแพงเมือง การควบคุมและการกำหนดการใช้พื้นที่โบราณสถานอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาสภาพภูมิทัศน์ การร่วมมือกับท้องถิ่นเพื่อวางแผนพัฒนาร่วมกัน การสร้างเสริมวัฒนธรรมชุมชน เป็นต้น โดยจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพุทไธสงเพื่อใช้เป็นแผนหลักในการกำหนดแนวทางการศึกษา บริหารจัดการ และพัฒนาเชิงอนุรักษ์ต่อไป
๓. วัตถุประสงค์
๓.๑ เพื่อสำรวจศึกษาข้อมูลต่างๆ ในบริเวณเมืองพุทไธสงและพื้นที่โดยรอบสำหรับใช้เป็นข้อมูลจัดทำแผนแม่บทฯ
๓.๒ เพื่อจัดทำแผนแม่บทในการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานเมืองพุทไธสง ประกอบด้วยการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี การอนุรักษ์โบราณสถาน การใช้ที่ดินและปรับปรุงสภาพแวดล้อม การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการพื้นที่ กำหนดพื้นที่ประกาศเขตโบราณสถาน รวมทั้งแผนการดำเนินงานและงบประมาณ
๓.๓ เพื่อสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นทั้งในส่วนขององค์กร หน่วยงานภาครัฐบาล และประชาชนในพื้นที่โบราณสถานเมืองพุทไธสงและที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ คุณค่าความสำคัญของโบราณสถาน และวางแผนในการอนุรักษ์โบราณสถานร่วมกัน
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
๔. สถานที่
ณ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๕. หน่วยงานผู้จัด
สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๖. หน่วยงานสนับสนุน
-
๗. กิจกรรม
วันจันทร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ออกเดินทางจากสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา เข้าสู่จังหวัดหนองคาย
วันอังคารที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๐๖.๐๐ - ๐๘.๐๐ น. คณะศึกษาดูงานพร้อมกัน และรับประทานอาหารร่วมกัน ณ เรือนขวัญแก้วรีสอร์ท จังหวัดหนองคาย
เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. คณะศึกษาดูงานออกเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เข้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์โดยรถบัส ๔๕ ที่นั่ง
เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน ร้านอาหารภูอ่างคำ
เวลา ๑๓.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. ออกเดินทางต่อผ่านเมืองกาสี เขานมสาว ภูผาตั้ง ภูเพียงฟ้ากิ่วกระจำ เมืองหลวงพระบาง
เวลา ๒๐.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็น ณ เมืองหลวงพระบาง และเข้าที่พัก ณ เฮือนพักภูสี
วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘. ๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ เฮือนพักภูสี
เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าชีวิต
เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เข้ารับฟังบรรยายการอนุรักษ์เมืองมรดกโลกจาก UNESCO
เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๔.๐๐ น. รับฟังการบรรยายการอนุรักษ์เมืองมรดกโลกจากท่านเจ้าเมือง
หลวงพระบาง
เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. ศึกษาดูงานในตัวเมืองหลวงพระบาง ชมบรรยากาศเมืองเก่า
หมู่บ้านต่างๆ (บ้านชาวจีน บ้านชาวฝรั่งเศส สมัยลาวยังเป็น
อาณานิคมของฝรั่งเศสยังคงอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกโลกของเมือง
หลวงพระบาง)
เวลา ๑๕.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. เข้าชมวัดเชียงทอง ซึ่งเป็นที่ประทับของพระแก้วมรกต
เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. เที่ยวชมตลาดมืด
วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๐๕.๐๐ น. ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวเหนียวเพื่อเป็นสิริมงคล
เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๐๐ น. ชมตลาดเช้า วิถีชีวิตการกินอยู่อย่างชาวหลวงพระบาง
เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า
เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. ออกเดินทางเข้าชมบ้านผานม ชมการทอผ้าของชาวบ้าน
เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๔.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
เวลา ๑๔.๓๐ - ๑๗.๐๐ น. ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และสรุปประเด็นการศึกษาดูงาน
เวลา ๑๗.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็นเดินชมตลาดมืด
วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๐๔.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. เดินทางจากหลวงพระบางสู่นครหลวงเวียงจันทน์ ข้ามสะพาน
มิตรภาพไทย-ลาว เข้าที่พักจังหวัดหนองคาย
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. เดินทางกลับสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา
๘. คณะผู้แทนไทย
หน่วยงานจากสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา และกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๑. นายสุพจน์ พรหมมาโนช ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา
๒. นางกันยา แต้เจริญวิริยะกุล หัวหน้าหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา
๓. นางชุติมา จันทร์เทศ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
๔. นายดุสิต ทุมมากรณ์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
๕. นางชูศรี เปรมสระน้อย หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
๖. นางสาวเบญจพร สารพรม หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์
๗. นายรวินทร์ จิตสุทธิผล หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน
๘. นายสมเดช ลีลามโนธรรม หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี
๙. นางสาวฑาริกา กรรมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป
๑๐. นายมนตรี ธนภัทรพรชัย นักโบราณคดีชำนาญการ
๑๑. นายประพันธ์ เนื่องมัจฉา นายช่างสำรวจชำนาญงาน
๑๒. นายชำนาญ กฤษณสุวรรณ นายช่างโยธาชำนาญงาน
๑๓. นายรัชฎ์ ศิริ นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน
๑๔. นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีปฏิบัติการ
๑๕. นางสาวอรุณี เนียนไธสง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน
หน่วยงานจังหวัดบุรีรัมย์
๑. นายวัชรนนท์ มั่นใจ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์
๒. นายไสว วนัสบดีกุล ธนารักษ์พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์
๓. นางสาวยุวพร มั่งมี โยธาธิการและผังเมืองบุรีรัมย์
หน่วยงานและผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๑. นายวัชรินทร์ อุนาริณ ปลัดเทศบาลเมืองพุทไธสง
๒. นางนิศานาถ จันทร์อาภาท หัวหน้าสำนักปลัด
๓. นายธีระศักดิ์ จริยากุลวงศ์ นักบริหารงานทั่วไป
๔. นายบันลือ สมบูรณ์เรศ ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๕. นายอภิรัตน์ มากมน ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๖. นางสาวมลิดา ชาติไธสง ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๗. นางบุญสร้าง กล้าหาญ ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๘. นางสาวปวีณา ยินดี ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๑. นายกฤษณุ ผโลปกรณ์ หัวหน้าโครงการฯ
๒. นายวรวิทย์ จันทเดช อาจารย์
๓. นายสกลชัย บุญปัญจา อาจารย์
๔. นางสาววัชราภรณ์ เครือพันธ์ ผู้ช่วยวิจัย
๕. นายอนุชา มาแสวง ผู้ช่วยวิจัย
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
การศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณสถาน ณ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ในครั้งนี้ ทำให้คณะทำงานได้รับความรู้ใหม่ๆ เข้าใจและเห็นภาพวัฒนธรรมลาวหรือล้านช้างที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมล้านนาในภาคเหนือ และวัฒนธรรมอีสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จากรูปแบบของโบราณสถาน การใช้พื้นที่และการใช้งานที่ยังคงต่อเนื่องถึงปัจจุบัน หลักในการอนุรักษ์โบราณสถานของลาว ยังคงรักษารูปแบบความเป็นของแท้ดั่งเดิม แต่มีการใช้วัสดุใหม่เข้ามาทดแทนบ้าง
นอกจากโบราณสถานประเภทวัดที่แสดงถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาของอาณาจักรล้านช้างแล้ว โบราณสถานประเภทที่อยู่อาศัยที่มีรูปแบบของตะวันตก ยังแสดงถึงประวัติศาสตร์อีกช่วงหนึ่งของประเทศลาว
เมืองหลวงพระบางได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ตามหลักเกณฑ์ ๓ ข้อ คือ
ข้อ ๒ แสดงถึงความสำคัญในการแลกเปลี่ยนค่านิยมของมนุษย์ผ่านช่วงสมัย หรือภายในพื้นที่ของวัฒนธรรมในโลกผ่านสถาปัตยกรรม เทคโนโลยี อนุสรณ์ศิลปะ ผังเมือง และภูมิทัศน์
ข้อ ๔ เป็นตัวอย่างที่แสดงออกถึงประเภทการก่อสร้าง หรือสถาปัตยกรรม หรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งประกอบเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม
ข้อ ๕ เป็นตัวอย่างที่แสดงออกถึงประเพณีการตั้งหลักแหล่งของมนุษย์ชาติหรือการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมหนึ่งวัฒนธรรมใดหรือหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้
นอกจากนี้คณะกรรมการมรดกโลกยังกล่าวไว้ว่า หลวงพระบางเป็นกรณีของความยั่งยืนแห่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่ยังไม่ถูกทำลายในปัจจุบัน เป็นความสำเร็จของการหลอมรวมวัฒนธรรม ประเพณี สถาปัตยกรรม โครงสร้างของชุมชน และอิทธิพลของอาณานิคมยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ ลักษณะเฉพาะของภูมิทัศน์ของเมืองหลวงพระบางบ่งบอกถึงการอนุรักษ์อย่างดีเยี่ยม แสดงออกถึงภาพวาดแห่งขั้นตอนสำคัญของการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทั้งสองวัฒนธรรม
การกำหนดเขตในการอนุรักษ์เมืองหลวงพระบาง กำหนดไว้ดังนี้
๑. เขตที่อยู่ในการปกป้องรักษามรดกของตัวเมืองกับเขตปกปักษ์รักษามรดกทางธรรมชาติ
๒. เขตตัวเมือง ประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ
- เขตลิ่มตัวเมือง-เขตตัวเมือง
- เขตริมน้ำ
- เขตเศรษฐกิจ
๓. เขตธรรมชาติ ประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ
- เขตขยายตัวเมืองในอนาคต
- เขตเกษตรกรรม ป่าไม้ และแม่น้ำ
การศึกษาดูงานการอนุรักษ์ พัฒนา และบริหารจัดการเมืองโบราณที่เป็นมรดกโลกของรัฐบาลลาว ทำให้เห็นแนวความคิดที่ต้องการรักษาโบราณสถานเอาไว้ จึงมีการผลักดันเพื่อเสนอต่อองค์กรศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ฑ.ศ. ๒๕๓๘
รัฐบาลลาวได้แต่งตั้งคณะทำงานในระดับชาติและท้องถิ่น ในระยะแรกดำเนินการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องการอนุรักษ์ตามแนวทางของมรดกโลก โดยเน้นให้เกิดความภาคภูมิใจ ไม่ใช้กฎหมายนำ เนื่องจากระยะดังกล่าวประชาชนยังไม่เห็นคุณค่าความสำคัญของการอนุรักษ์ และมีการปรับกฎเกณฑ์บางอย่างของสากลให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งให้ความสำคัญในการอยู่ร่วมกันระหว่างโบราณสถานกับคนในพื้นที่เพื่อความมีชีวิตของเมือง
การกำหนดเขตอนุรักษ์ที่แบ่งเป็นเขตอนุรักษ์หลัก (Core Zone) ซึ่งได้แก่พื้นที่เมือง และเขตพื้นที่รอง (Buffer Zone) กำหนดพื้นที่เมืองเก่า วัด และพื้นที่ธรรมชาติ กำหนดอาคารที่อยู่ในบัญชีที่ต้องอนุรักษ์ซึ่งมีจำนวนกว่า ๔๐๐ หลัง อนุรักษ์โดยยึดความเป็นของแท้ดั้งเดิม การควบคุมอาคารสิ่งก่อสร้างใหม่ เช่น การควบคุมรูปแบบ วัสดุ ให้มีความกลมกลืน และความสูงของอาคารที่ไม่เกินความสูง ๙-๑๒ เมตร โดยที่ประชาชนก็ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารหลังนั้นๆ การกำหนดไม่ให้รถยนต์ขนาดใหญ่เข้ามาวิ่งในเมือง เป็นผลดีต่อสภาพภูมิทัศน์ของโบราณสถานแต่ละแห่งและเป็นผลดีต่อเมืองในภาพรวมที่แสดงถึงความเป็นเมืองเก่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว ส่งผลให้เมืองหลวงพระบางเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก นักลงทุนชาวลาวและชาวต่างชาติเข่ามาเปิดธุรกิจการท่องเที่ยว เมื่อมีคนเข้ามาเป็นจำนวนมาก เกิดผลกระทบด้านต่างๆ ที่เห็นได้ชัด เช่น ระบบสาธารณูปโภค การจัดการน้ำเสียจากบ้านเรือน ถ้าไม่มีระบบควบคุมที่ดีย่อมส่งผลกระทบในระยะยาว วัฒนธรรมตะวันตกบางอย่างที่ไม่เหมาะสม การเกิดแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน การมองพระพุทธรูปเป็นเพียงสิ่งของเครื่องประดับของชาวตะวัน เป็นต้น
การอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานประเภทเมืองโบราณ จะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบหลายๆด้าน ที่หลอมรวมกันขึ้นเป็นเมืองทั้งในเชิงกายภาพและวัฒนธรรม และในการศึกษาดูงานครั้งนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น ๒ กิจกรรม คือ
๑ กิจกรรมการศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการ การอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณสถาน ณ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย
- พิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าชีวิต หรือพระราชวังหลวงพระบาง เป็นอาคารเก่า ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ลักษณะอาคารเป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส แต่เป็นการผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว ด้านนอกอาคารเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ เป็นระยะเวลานานจนสิ้นพระชนม์ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ พระราชวังหลวงพระบางได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ พระราชวังหลวงพระบางแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) มีแผนผังเป็นรูปกากบาท และสร้างฐานซ้อนกันหลายชั้น หอพระด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ของลาว องค์พระสูง ๘๓ เซนติเมตร พระหัตถ์แสดงปางอภัยมุทรา หล่อขึ้นด้วยทองคำบริสุทธิ์เกือบทั้งองค์
- รับฟังการบรรยาย เรื่อง การอนุรักษ์เมืองมรดกโลกจากท่านบุญยัง พงพิชิต ตัวแทนจากองค์การยูเนสโก และเข้าพบท่านเจ้าเมืองหลวงพระบาง
- เมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมสมัยเมื่อครั้งลาวยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่มีความสวยงาม และยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกโลกของเมืองหลวงพระบาง โดยเมืองหลวงพระบางมีศักยภาพในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน
- วัดเชียงทอง พระโพธิสารราชเจ้าทรงสร้างวัดเชียงทองขึ้นในปี ค.ศ.๑๕๖๐ (พ.ศ.๒๑๐๓) โดยวัดเชียงทองนี้สร้างขึ้นก่อนหน้าที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทร์ไม่นานนัก และยังได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบางแท้ คือมีหลังคาแอ่นโค้งและลาดลงต่ำมากจนดูค่อนข้างเตี้ย
- วัดวิชุนราช เป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๕๑๕ (พ.ศ.๒๐๕๘) ในรัชสมัยพระเจ้าวิชุลราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง เอกลักษณ์ของวัดนี้เห็นได้จากประตูไม้ที่มีการแกะสลักอย่างสวยงาม และมีสถาปัตยกรรมแบบขอมที่ได้แบบมาจากปราสาทวัดภู แขวงจำปาศักดิ์ ในเขตลาวภาคใต้ ด้านในวัดมีพระพุทธรูปเก่าแก่ และศิลาจารึกรูปแบบต่างๆ มเหสีของพระเจ้าวิชุลราชได้ชักนำให้มีการสร้างพระธาตุขึ้น ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากพระธาตุอื่นๆ เนื่องจากมีรูปทรงกลมตัดครึ่ง มองเหมือนแตงโมจึงเรียกว่าพระธาตุหมากโม (ธาตุปะทุม) ต่อมา ค.ศ.๑๙๔๒ (พ.ศ.๒๔๘๕) วัดนี้จึงได้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเก็บรักษาพระพุทธรูปและวัตถุโบราณจำนวนมาก
- พระธาตุพูสี ตั้งบนยอดเขาพูสีที่มีความสูงราว ๑๕๐ เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง
มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงข้ามพระราชวัง ๓๒๘ ขั้น สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณปี ค.ศ.๑๗๙๔ (พ.ศ.๒๓๓๙) ซึ่งการได้เดินขึ้นไปบนยอดพูสีทำให้เห็นเมืองหลวงพระบางได้โดยรอบ
- หมู่บ้านผานม เป็นหมู่บ้านชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองสิบสองปันนา มีประชากรประมาณ ๒๕๐ ครอบครัว ผู้หญิงชาวไทลื้อชำนาญในการทอผ้า ในอดีตบ้านผานมเป็นแหล่งทอผ้าถวายเจ้ามหาชีวิตและราชสำนัก ในปัจจุบันบ้านผานมได้รักการยกระดับจากทางการให้เป็น “หมู่บ้านวัฒนธรรม” ผ้าทอมือจากบ้านผานมเป็นผ้าทอที่มีชื่อเสียงมาก มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมแสดงสินค้า มีการสาธิตการทอผ้าด้วยกี่กระตุกแบบดั้งเดิม และยังมีผ้าทอรูปแบบต่างๆ จำหน่ายให้นักท่องเที่ยว ผ้าทอบ้านผานมมีทั้งผ้าแพรเบี่ยงลวดลายแบบลื้อแท้ๆ และผ้าที่ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง ผ้ารองแก้วรองจาน ฯลฯ
๒ การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ ๒ และสรุปประเด็นการศึกษาดูงาน โดยมีประเด็นในการเสวนาดังนี้
- การสร้างสถานการณ์สมมติและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวทางการจัดการกับปัญหาระหว่างกลุ่มสมมติต่างๆ เพื่อให้ได้ทางออกหรือข้อสรุปที่เหมาะสมต่อทุกฝ่าย
- เสนอแนวความคิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย ที่ได้รับจากการศึกษาดูงานเมืองมรดกโลกหลวงพระบางในแง่ของการบริหารจัดการ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในปี ค.ศ.๑๙๙๕ และได้มีการบริหารจัดการมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมต่างๆ ร่วมกับองค์การยูเนสโก โดยได้มีการจัดการสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและภูมิทัศน์ ที่มีกฎข้อบังคับและแผนการจัดการพื้นที่อย่างชัดเจน ดังนี้
- มีการแบ่งพื้นที่ทางวัฒนธรรม พื้นที่ชุมชนและที่อยู่อาศัย พื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่ Buffer Zone
- ออกแบบและตกแต่งสถานที่ต่างๆ มีความกลมกลืนกับอาคารแบบเดิม
- อนุรักษ์อาคารเก่าให้มีสภาพดีดังเดิม
- จำกัดความสูงของอาคารและโรงแรม
- จำกัดขนาดของรถยนต์ที่จะเข้าไปชมในเมืองหลวงพระบาง โดยห้ามรถขนาดใหญ่เข้ามาภายในตัวเมืองโดยเด็ดขาด
- มีการขยายระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น การคมนาคม การสื่อสาร การจัดการน้ำ ฯลฯ เพื่อรองรับกับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาภายในเมืองหลวงพระบาง
- อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมประเพณี พิธีกรรมต่างๆ เช่น ประเพณีฮีต ๑๒ ประเพณีขึ้นปีใหม่
๑๐.๒ ในขณะที่เมืองหลวงพระบางได้เปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาเยี่ยมเยียนนั้น ก็มิใช่ว่าจะมีผลดีแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังได้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองหลวงพระบางขึ้นมาด้วยเช่นกัน ดังนี้
- มีสถานบันเทิงในเวลากลางคืนเกิดขึ้นมากมาย
- มีการลักลอบค้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ
- ชาวต่างชาติไม่เคารพสถานที่หรือทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่างๆ ที่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีของชาวหลวงพระบาง เช่น การถอดเสื้อในที่สาธารณะ การนุ่งกางเกงหรือกระโปรงสั้นเข้าไปในศาสนสถาน
- การนำรูปแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนาไปดัดแปลงเป็นอาคารหรือโรงแรม หรือการนำพระพุทธรูปไปประดับภายในห้องหรือทางเดินในโรงแรม
- การที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในเมืองหลวงพระบางทำให้เกิดมลพิษมากขึ้น เช่น ปัญหาขยะน้ำเสีย มลพิษทางเสียง มลพิษทางอากาศ เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้จำเป็นต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการต่อไป
๑๐.๓ บุคลากรทางด้านการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวสามารถใช้ภาษาต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านวัฒนธรรมจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ในการสื่อสารและถ่ายทอดเรื่องราวให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น กรมศิลปากรซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเผยแพร่และอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ควรส่งเสริมให้บุคลากรสามารถใช้ภาษาอื่นๆ ในการสื่อสาร อาทิเช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ให้แก่แขกของทางราชการหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้
สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
ชื่อผู้แต่ง กรมศิลปากร
ชื่อเรื่อง การพิจารณาปัญหาเรื่องเจดีย์โบราณที่อำเอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
พิมพ์ครั้งที่ ๑
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์การศาสนา
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๘ จำนวนหน้า ๑๕๒ หน้า
หมายเหตุ หนังสือเล่มนี้เป็นรายงานการประชุมเพื่อพิจารณาปัญหาเจดีย์โบราณที่อำเภอ พนมทวน จ.กาญจนบุรีของคณะกรรมการพิจารณาปัญหาฯ ประกอบด้วยสรุปผลการประชุม ๗ ครั้ง ประเด็นปัญหาที่หยิบยกมาพิจารณา ๓ ประเด็นและภาคผนวก เรื่อง วาดพงศาวดารเส้นทางเดินทัพและการสำรวจพื้นที่เดินทัพ
องค์ความรู้จากสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่เรื่อง "เวียงกุมกาม ปริศนาแห่ง ปิงเก่า กานโถม น้ำท่วม"เรียบเรียงโดย : นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ. เวียงกุมกาม เมืองโบราณสำคัญของอาณาจักรล้านนาที่หลายคนขนานนามว่า “ราชธานีก่อนเมืองเชียงใหม่” ด้วยเป็นเมืองที่พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย สร้างขึ้นหลังจากยึดครองเมืองหริภุญชัย และก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ นอกจากนั้น หลายท่านยังรู้จักเมืองแห่งนี้ในฉายาที่ชวนตื่นเต้นติดตามว่า “นครโบราณใต้พิภพ” เนื่องจากหลักฐานโบราณสถานวัดร้างอยู่ลึกกว่าผิวดินปัจจุบันร่วม 2.5 เมตร เอกสารประวัติศาสตร์เกือบทุกฉบับกล่าวถึงการสร้างเวียงกุมกามโดยพญามังรายว่า สร้างในปี 1829 หลังจากที่ยึดครองเมืองหริภุญชัยได้ 2 ปี (มีเพียงเอกสารชินกาลมาลีปกรณ์ที่กล่าวว่า สร้างในปี 1846 ซึ่งน่าจะเป็นเนื้อหาและปีที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากเอกสารระบุว่าสร้างขึ้นหลังการก่อสร้างเมืองเชียงใหม่ ในปี 1839). ชื่อของเวียงกุมกาม ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ของล้านนาหลายฉบับ โดยปรากฏชื่อเรียกทั้ง “กูมกาม” “กุมกาม” และ “เชียงกุ่มกวม” เนื้อหาจากเอกสารประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เวียงกุมกามเป็นที่ลุ่มต่ำที่น่าจะประสบปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ก่อนที่พญามังรายจะสร้างเมือง บริเวณที่พญามังรายเลือกสร้างเมือง คือ บ้านเชียงกุ่มกวม โดยเอกสารระบุว่า “ตั้งอยู่บ้านเชียงกุ่มกวม แม่น้ำระมิงค์...” เนื้อความดังกล่าวมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ หากลองเว้นวรรคคำใหม่ จะเห็นบริบทที่แสดงกายภาพเมือง คือ “ตั้งอยู่บ้านเชียงกุ่ม กวมน้ำแม่ระมิงค์” นั่นคือการตั้งเมืองของพญามังราย กวม หรือ คร่อมทับ แม่น้ำปิง. ในครานั้นพญามังรายตั้งหมู่บ้าน 3 แห่ง คือ บ้านนกลาง บ้านลุ่ม และบ้านแห้ม จากนามบ้านพบว่า ชื่อ “บ้านลุ่ม” กับ “บ้านแห้ม” แสดงกายภาพการเป็นพื้นที่ที่น่าจะประสบเรื่องน้ำท่วมขัง (ภาษาล้านนา คำว่า “แห้ม” หมายถึง ลักษณะพื้นที่หรือสิ่งของที่กำลังกลายสภาพจากเปียกเป็นแห้ง). ในการสืบค้นความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่หลักฐานสำคัญชิ้นแรกที่ช่วยคลี่คลายอดีตของเวียงกุมกาม คือ ภาพถ่ายทางอากาศปี 2497 จากภาพถ่าย ปรากฏร่องน้ำที่ไหลผ่านเวียงกุมกาม 3 แนว คือ 1.ร่องน้ำที่ไหลผ่านด้านทิศตะวันตกขนาบลำน้ำปิงสายปัจจุบัน 2.ร่องน้ำที่ไหลผ่านกลางเวียง ด้านทิศตะวันตกของวัดกานโถมช้างค้ำ 3.ร่องน้ำที่ไหลผ่านทิศเหนือของเวียงกุมกามแล้วโค้งวกลงด้านตะวันออกเฉียงใต้. หากท่านเคยไปเที่ยวชมเวียงกุมกาม จะสังเกตเห็นกายภาพหนึ่งที่ชวนสงสัย คือ ระดับชั้นดินเดิมของแต่ละวัดและความลึกในการทับถมของดินแตกต่างกันออกไป โดยบริเวณ วัดอีค่าง หนานช้าง ปู่เปี้ย กู่ป้าด้อม ที่อยู่บริเวณกลางเมือง มีระดับชั้นทับถมที่ลึกกว่าบริเวณอื่น คือ ลึก1.5 - 2.5 เมตร. ประเด็นดังกล่าวได้ถูกไขให้กระจ่างด้วยจากการศึกษาทางธรณีวิทยา โดยการเจาะสำรวจชั้นตะกอนทรายลงไปที่ความลึก 10 เมตร (ตะกอนทรายคือดัชนีชี้ถึงการเป็นท้องน้ำเดิม) ซึ่งดำเนินการโดย รศ.ฟองสวาท สุวคนธ์ สิงหราชวราพันธ์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าบริเวณร่องน้ำที่ไหลผ่านกลางเวียง ด้านทิศตะวันตกของวัดช้างค้ำ (ร่องน้ำนี้ครอบคลุมพื้นที่ของวัดอีค่าง หนานช้าง ปู่เปี้ย กู่ป้าด้อม) ที่ระดับความลึก 8 - 10 เมตร พบตะกอนทรายกระจายเป็นพื้นที่กว้างเทียบเท่ากับความกว้างแม่น้ำปิงในปัจจุบัน และตะกอนทรายได้ค่อยๆลดความกว้างของแนวจนเริ่มตื้นเขินที่ความลึก 4 เมตร และสิ้นสภาพการเป็นลำน้ำที่ระดับความลึก 2 - 3 เมตร จึงได้กลายเป็นระดับที่ตั้งของวัดอีค่าง หนานช้าง ปู่เปี้ย กู่ป้าด้อม. จึงสรุปได้ว่าร่องน้ำที่ไหลผ่ากลางเวียง คือแม่น้ำปิงสายที่มีอายุเก่าที่สุดของพื้นที่ ที่ได้สิ้นสภาพการเป็นลำน้ำลงและกลายเป็นพื้นที่ตั้งวัดทั้ง 4 แห่งในเวลาต่อมา. ซึ่งเมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับอายุสมัยของวัดทั้ง 4 แห่ง ที่กำหนดอายุอยู่ในช่วงต้น - กลางพุทธศตวรรษที่ 21 กล่าวได้ว่า ลำน้ำปิงสายที่ผ่ากลางเวียงกุมกามนี้น่าจะสิ้นสภาพไปก่อนต้นพุทธศตวรรษที่ 21 (จึงปรากฏวัดที่มีศิลปกรรมช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ในบริเวณร่องน้ำปิงนี้) ขณะเดียวกันก็ได้เกิดแนวร่องน้ำปิงหลักสายใหม่ คือ ร่องน้ำปิงที่ไหลผ่านเวียงกุมกามทางทิศเหนือขึ้นมาแทนที่ พร้อมกับการเริ่มมีวัดและชุมชนขึ้นกระจายตามแนวน้ำปิงสายใหม่ ดังเห็นได้จากโบราณสถานของเวียงกุมกามที่ตั้งอยู่ตามแนวลำน้ำปิงสายใหม่ที่ไหลผ่านทางทิศเหนือของเมือง อาทิ วัดพญาเม็งราย วัดพระเจ้าองค์ดำ วัดอีค่าง วัดหนานช้าง วัดกุมกามทีปราม วัดหัวหนอง โดยทุกวัดล้วนแต่หันหน้าไปทางทิศเหนือเข้าหาแม่น้ำปิงสายนี้. ผลการศึกษาทางธรณีวิทยาที่ยืนยันถึงแนวลำน้ำปิงที่มีอายุเก่าสุดที่ผ่ากลางเวียงกุมกาม ได้ช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับทิศทางการหันหน้าของวัดกานโถม(ช้างค้ำ) ที่อยู่ในความสงสัยของนักประวัติศาสตร์ โบราณคดีมาเนิ่นนาน เนื่องด้วยเป็นเพียงวัดเดียวในเวียงกุมกามที่หันหน้าแตกต่างจากวัดอื่น โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ขณะที่วัดอื่นๆ ล้วนแต่หันไปทางทิศตะวันออกตามคติการสร้างวัดในล้านนา และหันไปทางทิศเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือรับกับแม่น้ำปิงสายใหม่ที่เป็นเส้นทางคมนาคม เมื่อพิจารณาที่ตั้งของ วัดกานโถมช้างค้ำ พบว่าตั้งอยู่บริเวณริมน้ำปิงสายที่เก่าที่สุดที่ผ่ากลางเวียง ดังนั้นการหันหน้าไปทางทิศตะวันตก คือ การหันหน้าเข้าหาแม่น้ำปิงสายเดิมสายแรกของพื้นที่ที่น่าจะเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในเวลานั้นนั่นเอง. จากที่กล่าวไปในข้างต้น จึงสรุปในตอนแรกนี้ได้ว่า เวียงกุมกามน่าจะสร้างคร่อมแนวลำน้ำปิงเดิม โดยมีวัดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน คือ กู่คำ(วัดเจดีย์เหลี่ยม) และ วัดกานโถม(ช้างค้ำ) ที่หันหน้าเข้าหาร่องน้ำปิงเก่านี้. จากข้อวิเคราะห์ในข้างต้น นำมาซึ่งประเด็นที่ต้องอภิปรายขยายความต่อในเรื่องกายภาพเมืองครั้งแรกสร้างว่า ในเมื่อความเป็นเวียงกุมกามตั้งอยู่ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำปิงสายเก่าสายแรกสุด แล้วความเป็นเวียงที่เป็น คู-คันดิน ที่ปรากฏเห็นในภาพถ่ายทางอากาศและถูกกล่าวถึงในเอกสารประวัติศาสตร์หลายฉบับที่ว่า พญามังรายสร้างเมืองโดยขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านและชักน้ำปิงเข้าคู เกิดขึ้นเมื่อใด. เมื่อกลับมาตั้งต้นที่ภาพถ่ายทางอากาศปี 2497 จะเห็นแนวกำแพงเมือง - คูเมืองด้านทิศใต้ ทับร่องน้ำปิงสายเก่า(สายแรก) จากหลักฐานดังกล่าววิเคราะห์ได้ในทันทีว่า กำแพง - คูของเวียงกุมกาม ควรถูกสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ที่ลำน้ำปิงสายเก่านี้ได้สิ้นสภาพไปแล้ว ดังนั้นเวียงกุมกามที่พญามังรายสถาปนาขึ้นในปี 1829 น่าจะมิได้มีกายภาพเมืองที่มีขอบเขตเป็นคูน้ำ - คันดิน แต่น่าจะมีสภาพเป็นชุมชนขนาดใหญ่ (โดยความเห็นส่วนตัว ผู้เขียนคิดว่าพญามังรายมิได้ตั้งใจสร้างเวียงกุมกามให้เป็นราชธานี แต่พญามังรายอาจมีหมุดหมายในใจเป็นพื้นที่บริเวณเมืองเชียงใหม่หรือบริเวณที่ราบระหว่างดอยสุเทพและแม่น้ำปิงมาแต่เดิม แต่การมาใช้พื้นที่เวียงกุมกามอาจเป็นการมาปักหลักอิทธิพลในพื้นที่บริเวณนี้เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการสร้างเมืองเชียงใหม่). และมาถึงประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เวียงกุมกามถูกพูดถึงและเป็นที่รู้จักอย่างมาก คือ ความเข้าใจที่ว่าเวียงกุมกามเป็นเมืองที่ร้างไปจากสาเหตุน้ำท่วมใหญ่. ประเด็นนี้ได้รับการพิสูจน์โดยการศึกษาชั้นดินทับถมทางโบราณคดีโบราณสถานในเวียงกุมกาม ซึ่งพบว่า เหตุการณ์น้ำท่วมได้เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์การทิ้งร้างพื้นที่. กล่าวคือ ชั้นดินจากการขุดค้นโบราณสถานหลายแห่งพบชั้นปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างของโบราณสถานอยู่ใต้ชั้นดินน้ำท่วม(คนละชั้นดิน) แสดงให้เห็นว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง โบราณสถานได้ขาดการทำนุบำรุงไปก่อนหน้า (สาเหตุที่จะทำให้โบราณสถานขาดการดูแลได้ทั่วทั้งเมือง คงมาจากการอพยพของชาวเมืองไปจากพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งน่าจะมีเหตุปัจจัยจากการศึกสงคราม) ทำให้โบราณสถานถูกทิ้งร้าง เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในเวลาต่อมา น้ำจึงพัดพาตะกอนดินมาทับถมซากปรักหักพังของโบราณสถานที่อยู่บนพื้นใช้งานเดิม หลักฐานจากการขุดทางโบราณคดีที่วัดหนานช้าง คือตัวอย่างที่สามารถวิเคราะห์ช่วงเวลาการเกิดน้ำท่วมใหญ่ได้ว่าเกิดในห้วงพุทธศตวรรษที่ 22 สิ่งที่ช่วยยืนยันห้วงเวลาการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวคือ การฝังไหที่มีเครื่องถ้วยจีนและเครื่องใช้สำริดบรรจุอยู่กว่า 51 รายการ ใต้ผิวดินของวัด โดยหนึ่งในจำนวนนั้น คือ เครื่องถ้วยเขียนสีครามใต้เคลือบ ลายนกฟีนิกซ์ (บ้างเรียกว่าลาย “หงส์”) ที่ก้นเครื่องถ้วยปรากฏตราประทับอักษรจีนความว่า “ต้า หมิง วัน ลี่” นั่นคือ เครื่องถ้วยชิ้นนี้ถูกทำขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าวันลี่แห่งราชวงศ์หมิงที่ครองราชย์ในปี 2116 - 2162 เมื่อเครื่องถ้วยชิ้นนี้อยู่ใต้ชั้นทับถมของตะกอนน้ำท่วม จึงหมายความว่า เหตุการณ์น้ำท่วมต้องเกิดขึ้นหลังห้วงเวลาของเครื่องถ้วยชิ้นนี้ คือ เกิดขึ้นในปีใดปีหนึ่งระหว่าง พ.ศ.2116 - 2162 หรือ อาจเกิดขึ้นหลัง พ.ศ.2162 จากหลักฐานดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า เวียงกุมกามได้ร้างลงไปก่อนหน้าเหตุกาณ์น้ำท่วมใหญ่ในปลายพุทธศตวรรษที่ 22. ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวในร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี ผ่านสายน้ำปิง โบราณสถาน และชั้นดินทับถม ดังชื่อตอน “เวียงกุมกาม : ปิงเก่า กานโถม น้ำท่วม”
รายงานสรุปเบื้องต้น การดำเนินงานทางโบราณคดี (เดือนเมษายน 2565) โครงการศึกษาทางโบราณคดีและรูปแบบสถาปัตยกรรมกลุ่มโบราณสถานทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน โบราณสถานเขาคลังนอก ปีงบประมาณ 2565
>>>โบราณสถานค.น.9/2<<<
เรือพระราชพิธี หมายถึง เรือที่เกี่ยวข้องกับงานพิธีกรรมของราชสำนัก เป็นพระราชพาหนะของพระมหากษัตริย์ไทยใช้สำหรับการเสด็จ ฯ ทางชลมารค เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เช่น การพระราชสงคราม การเสด็จพระราชดำเนิน และการประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ในสมัยโบราณ เรื่องราวเกี่ยวกับเรือพระราชพิธีนี้มีปรากฏอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายชิ้น ได้แก่ ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ กฎหมายตราสามดวง พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา บันทึกของชาวตะวันตก และคำให้การชาวกรุงเก่า อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า เรือพระราชพิธีนี้เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และมีพัฒนาการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทั้งรูปแบบของเรือ การใช้งาน และการจัดริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีที่ใช้ในการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เรือพระราชพิธี มักใช้ในการประกอบการพระราชดำเนิน และประกอบการพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากหัวเมืองมาประดิษฐานในเมืองหลวง การอัญเชิญพระบรมศพหรือพระอังคาร ตลอดจนการต้อนรับทูตจากต่างประเทศ เป็นต้น โดยจัดเป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็นริ้วกระบวนเรือที่จัดขึ้นในการที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค กล่าวได้ว่ามีวิวัฒนาการมาจากการจัดกระบวนทัพเรือ โดยกองเรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม และมีการประโคมดนตรีไปในกระบวน การจัดริ้วกระบวนแบ่งออกเป็น ๒ สาย เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราใหม่ ซึ่งจัดเป็น ๔ สาย และกระบวนพยุหยาตราน้อย จัดเป็น
๒ สาย ต่างกันโดยทราบได้จากจำนวนเรือในริ้วกระบวนว่ามีมากน้อยเท่าใดนั่นเอง
ลักษณะและชื่อเรือพระราชพิธีที่ใช้ประกอบกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
สามารถแบ่งออกตามลักษณะหน้าที่และการใช้งาน ดังนี้
๑. เรือพระที่นั่ง เป็นเรือที่สำคัญที่สุดในกระบวน เนื่องจากเป็นเรือที่พระมหากษัตริย์ทรงประทับ มีชื่อเรียกต่างกันออกไป ได้แก่ เรือต้น เรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งกิ่ง เรือพระที่นั่งเอกชัย เรือพระที่นั่งศรี เรือพระที่นั่งกราบ เรือพลับพลา และเรือพระประเทียบ
๒. เรือเหล่าแสนยากร เป็นเรือประกอบกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่นอกเหนือจากเรือพระที่นั่ง ซึ่งมีลักษณะหน้าที่ต่างกันออกไป ได้แก่
- เรือดั้ง ทำหน้าที่ป้องกันหน้ากระบวนเรือ ใช้เป็นเรือกระบวนสายนอก
- เรือพิฆาต เป็นเรือรบไทยโบราณ มีปืนจ่ารงตั้งที่หัวเรือ ในเรือนำเหล่านี้ใช้ขุนศาลเป็นนายเรือ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เรือขุนศาล” เหตุที่เรียกว่าเรือพิฆาตเพราะในเวลารบจริง ต้องออกจากกระบวนไปลาดตระเวนหาข่าวข้าศึก มักมีชื่อเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น มังกร เหรา สิงโต กิเลน เสือ เป็นต้น
- เรือคู่ชัก เป็นเรือไชยรูปสัตว์ ทำหน้าที่ชักลากเรือพระที่นั่งในกรณีที่มีฝีพายไม่พอ
- เรือโขมดยา เป็นเรือไชยที่หัวเขียนด้วยลายน้ำยา หัวท้ายงอนคล้ายเรือกัญญา
- เรือแซง ใช้เรือกราบกัญญา เป็นเรือทหาร เรือแซงจะขนาบทั้งสองข้างของเรือพระที่นั่ง โดยอยู่ในริ้วนอกสุดของกระบวน
- เรือตำรวจ เป็นเรือที่พระตำรวจลงประจำ มีหน้าที่เป็นองครักษ์ ซึ่งเป็นข้าราชการในพระราชสำนัก
- เรือศีรษะสัตว์ หรือเรือรูปสัตว์ เป็นได้ทั้งเรือพิฆาตและเรือพระที่นั่ง แต่ถ้าเป็นเรือพิฆาต จะต้องเป็นศีรษะสัตว์ชั้นรอง ส่วนเรือพระที่นั่ง หัวเรือจะเป็นรูปสัตว์ตามพระราชลัญจกร
- เรือกลอง เป็นเรือสัญญาณเพื่อให้เรืออื่นในกระบวนหยุดพายหรือจ้ำ โดยใช้กลองเป็นสัญญาณ
- เรือประตู เป็นเรือคั่นระหว่างกระบวนย่อย
- เรือกัน เป็นเรือที่ทำหน้าที่ป้องกันศัตรูมิให้จู่โจมมาถึงเรือพระที่นั่ง
- เรือริ้ว เป็นเรือที่เข้ากระบวนยาวเป็นสายเรียงขนานกัน มีธงประจำเรือ
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ศิลปกรรมทางสายน้ำที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเรือมรดกโลก
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือที่มีความงดงามทางด้านศิลปกรรม และแสดงให้เห็นถึงความอัจฉริยะในการต่อเรือของช่างไทยโบราณ ซึ่งแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติได้อย่างดียิ่ง อีกทั้งยังมีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์ชาติไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยความสำคัญดังกล่าว องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร (World Ship Trust) ได้ยกย่องให้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เป็นเรือมรดกโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ และมอบเหรียญรางวัลเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ หรือ เหรียญรางวัลมรดกทางทะเลขององค์กรเรือโลกให้กับประเทศไทย
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำปัจจุบันสร้างขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อทดแทนเรือลำเดิมที่ได้สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ และแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ ๖ ประกอบพิธีลงน้ำเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๔ หัวเรือพระที่นั่งมีโขนเรือรูปหัวหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวคือส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกมีพู่ห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือทาสีแดง ตอนกลางลำเรือมีที่ประทับเรียกว่า ราชบัลลังก์กัญญา สำหรับพระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เรือมีความยาว ๔๖.๑๕ เมตร กว้าง ๓.๑๗ เมตร ลึกจนถึงท้องเรือ ๙๔ เซนติเมตร กินน้ำลึก ๔๑ เซนติเมตร ใช้กำลังพลประกอบด้วยฝีพาย ๕๐ คน นายเรือ ๒ คน นายท้าย ๒ คน คนถือธงท้าย ๑ คน พลสัญญาณ ๑ คน คนถือฉัตร ๗ คน และคนขานยาว ๑ คน
เรื่องราวของเรือพระราชพิธียังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจและชวนให้ศึกษา นับเป็นหนึ่งในงานศิลปกรรมของไทยที่มีคุณค่ายิ่ง อีกทั้งยังมีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน หากผู้อ่านสนใจสามารถค้นคว้าและอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือเรือพระราชพิธีและหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
เรียบเรียงโดย นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
แหล่งข้อมูลเอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. เรือพระราชพิธี. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.
นงค์นุช ไพรพิบูลยกิจ. เรือพระราชพิธี. กรุงเทพฯ: เอส.ที.พี. เวิลด์ มีเดีย, ๒๕๔๒.
เรือพระราชพิธี. กรุงเทพฯ: โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, ๒๕๔๘.
ศานติ ภักดีคำ. พระเสด็จโดยแดนชล: เรือพระราชพิธีและขบวนพยุหยาตราทางชลมารค. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๖๒.
ชื่อเรื่อง : ปริวรรตภาษาชื่อบ้านนามเมือง ผู้แต่ง : เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ ปีที่พิมพ์ : 2548 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : โซตนา พริ้นท์ ปริวรรตภาษาชื่อบ้านนามเมือง เปรียบเสมือนการนำองค์ความรู้ที่ได้ข้อสรุปจากนักวิชาการหลายสาชา มาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ เพื่ออธิบายถึงข้อมูลความเป็นมาและความหมายของการเขียนชื่อเมือง “หริภุญไชย”-“หริภุญชัย” ว่าเหตุใดจึงมีการเขียนเป็นสอบแบบ และแบบใดใช้ในเงื่อนไขใด ด้วยเหตุผลใด ที่จะส่งผลให้ประชาชนหายสงสัยในการเขียนชื่อเมืองของลำพูน นอกจากนี้แล้วยังมีคุณค่าเสมือนสารานุกรม หรืองานวิจัยทางวิชาการ สามารถใช้ค้นคว้าอ้างอิงต่อไปได้ในอนาคต
องค์ความรู้สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่เรื่อง : ตามหาเมืองเงินยาง ตอน 3เรียบเรียงโดย : นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี. จากตามหาเมืองเงินยางในตอน 1 และ 2 จะพบว่าตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตำนานสิงหนวัติในพงศาวดารภาคที่ 61 ชี้ถึงที่ตั้งเมืองเงินยางต่างกัน โดยตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ชี้ว่าเงินยางน่าจะเป็นพื้นที่บริเวณไม่ไกลจากดอยตุง ซึ่งเมืองที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ เวียงพางคำ บริเวณตัวอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ส่วนตำนานสิงหนวติ ในพงศาวดารภาคที่ 61 ชี้ถึงที่ตั้งเมืองเงินยางว่าน่าจะเป็นเมืองเชียงแสน ในตัวอำเภอ เชียงแสน คราวนี้มาดูเอกสารอีกฉบับที่กล่าวถึงเมืองเงินยาง คือ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน. พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน กล่าวถึงเมืองเงินยาง ดังนี้1. ชื่อพงศาวดารเขียนชัดเจนว่าเป็น เงินยาง-เชียงแสน (มีคำว่า “เชียงแสน” ต่อท้าย) / ประเด็นชื่อเมืองมีความเหมือนกันกับตำนานสิงหนวัติที่ชื่อเมืองมีคำว่า เชียงแสน กำกับตั้งแต่ต้น) 2. ลวจังกราช โอปาติกกะลงมา โดยมีบันไดพาดลงมาจากสวรรค์ ลงมาที่หินเลาและหินกอง (ถ้าดูจากคำที่แสดงภูมิสัญฐานพื้นที่ จะเห็นว่า มีก้อนหินหรือภูเขาหิน ซึ่งตั้งเป็นข้อสังเกตว่า แนวเขาดอยตุงต่อเนื่องไปทางทิศเหนือคือดอยนางนอน เป็นเทือกเขาหินปูน ดังนั้นอาจมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นพื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำแม่สาย ในเขต อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) / ประเด็นที่ตั้งเมืองมีความเหมือนตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ที่เมืองน่าจะอยู่บริเวณไม่ไกลจากดอยตุง3. พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน กล่าวแตกต่างจาก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตำนานสิงหนวติเล็กน้อย โดยกล่าวว่า ลวจังกราชลงบันไดเงินมาประทับอยู่ใต้ต้นพุดซา แต่พื้นเมืองเชียงใหม่และสิงหนวติ กล่าวว่ามาอยู่ใต้ต้นไม้ตัน ซึ่งความในตอนนี้มีความหมายตรงกันคือต้นพุดทรา หรือที่ล้านนาเรียกว่า “มะตัน” แต่ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกใช้คำในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ที่น่าจะมีนัยยะของการเลือกใช้คำพ้องเสียงที่ต้องการให้สัมพันธ์กับการพุทธศาสนา จึงอาจเลือกคำว่า พุด (พุทธ) – ซา หรืออาจแสดงนัยยะของคำที่ได้รับอิทธิพลจากภาคกลาง (ที่อาจแสดงให้เห็นว่าพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนเรียบเรียงขึ้นในสมัยหลังที่มีปฏิสัมพันธ์กับภาคกลางมากขึ้นแล้ว)4. พื้นที่ที่ลวจังกราชโอปาติกกะลงมาชื่อว่า “เชียงสา” ต่างจากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตำนานสิงหนวัติกุมาร ที่เรียกว่า “เชียงราว หรือ เชียงลาว” แต่สอดคล้องที่ว่า ในรัชกาลนี้มีการเรียกชื่อเมืองว่า “เงินยาง” ต่อมา5. มีการกล่าวถึงเมืองเงินยางในอีกชื่อหนึ่งว่า “เหรัญนคร” โดยกล่าวว่า ลวะจังกราช เสวยเมืองเหรัญนครและไปนมัสการดอยตุงทุกปี และให้พวกทำมีละ(ลัวะ) เป็นผู้รักษาเจดีย์ (ความในตอนนี้ทำให้นึกย้อนถึง คราวที่ตำนานสิงหนวัติกล่าวถึงปู่เจ้าลาวจกถวายตัวเป็นข้าเฝ้าพระธาตุบนดอยตุงจนเมื่อตายจึงไปจุติเป็นเทวดาบนสวรรค์ จึงเป็นข้อสันนิษฐานว่า ลาวจกอาจเป็น ทำมีละ หรือ ลัวะ)6. จากเนื้อหาจะเห็นว่า ลวะจังกราช โอปาติกกะลงมาในพื้นที่บ้านเมืองของชาวยวน โดยต่อมาอีก 6 ปี ชาวยวนได้ยกให้ลวะจังกราชเป็นใหญ่7. เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ปูยักษ์กัดกินข้าวและทำร้ายชาวเมือง โดยปูได้หนีลงแม่น้ำละว้า (ชื่อแม่น้ำมีนัยยะบอกถึงกลุ่มคนในพื้นที่) และล่องไปถึงแม่น้ำของ(น้ำโขง) ความตอนนี้แสดงให้ว่า พื้นที่เมืองเงินยางของลวะจังกราชน่าจะอยู่ค่อนมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (เมื่อพิจารณาย้อนทวนทิศทางจากแม่น้ำโขงที่อยู่ทางทิศตะวันออก ไปหาน้ำแม่สายซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) ตำแหน่งของเมืองเงินยางจากความในตอนนี้จึงน่าจะเป็นเวียงพางคำ ไม่ใช่เชียงแสน8. มาจนกระทั่ง 10 รัชกาล ถึงยุค ลาวเคียง จึงมีการสร้างกำแพงเมือง โดยมีเขตแดนด้านทิศเหนือถึงน้ำแม่ละว้า ทิศตะวันออกเอาแม่น้ำเป็นแดน โดยให้ราษฏรทำพื้นที่ให้ราบเสมอดีทุกแห่ง ถ้าพิจารณาจากภาพถ่ายทางอากาศ จะเห็นว่า พื้นที่ตั้งแต่ตัวอำเภอแม่สาย ต่อเนื่องมาทางทิศตะวันออกและทิศใต้เป็นบริเวณกว้างเป็นที่ราบผืนใหญ่ ถ้าพิจารณาตามนี้พอทำให้คิดได้ว่า เงินยาง ที่ลาวเคียงสร้างอาจเป็นเมืองใดเมืองหนึ่งในแอ่งแม่สายนี้ โดยเมืองที่เข้าข่าย คือ “เวียงพางคำ”9. ในตอนที่ลาวเคียงสร้างเมือง มีการขุดฝังเสาอินทขีล จึงพอเห็นเค้าลางว่าวงศ์ลวะจังกราช มีความเกี่ยวข้องหรืออาจมีเชื้อสายลัวะ10. มีความเปลี่ยนแปลงชื่อนำหน้ากษัตริย์ โดยใช้คำว่า “ขุน” (ขุนเงิน) จึงเป็นข้อคำถามว่า ธรรมเนียมการใช้คำว่าขุนนำหน้ากษัตริย์เกิดขึ้นมาด้วยเหตุใด (คำนำหน้าที่ถูกเปลี่ยนไปแต่ละห้วงเวลาน่าจะมีนัยยะของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมบางอย่าง อย่างเช่น มังราย ไม่ใช้คำว่า ลาว นำหน้าเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นนัยยะนี้)11. มาปรากฏคำเรียกว่า “เมืองเงินยางเชียงแสน” ครั้งแรกในสมัยขุนเจือง เนื้อความกล่าวถึงทัพแกวยกทัพมาต่อสู้กับเมืองเงินยางเชียงแสน (ถ้าถือตามเนื้อหานี้ ชื่อ “เงินยางเชียงแสน” ปรากฏขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17) และบ่งชี้ว่า “เงินยาง” และ “เชียงแสน” คือเมืองเดียวกันจากชื่อ12. ตำนานแสดงให้เห็นว่าพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 เมืองใหญ่แยกเป็น 2 สาย คือ เมืองเงินยางและ ภูกามยาว โดยบทบาทสำคัญน่าจะเป็นภูกามยาวเพราะขุนเจืองปกครอง (แต่ต่อมาขุนเจืองปกครองควบ 2 เมือง) 13. ขุนเจืองตายในปี 1705 โดยสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิในเมืองเหรัญนครเชียงแสน (เห็นได้ว่าในสมัยขุนเจือง เมืองเงินยางถูกเรียกทั้งในชื่อ เงินยางเชียงแสน และ เหรัญนครเชียงแสน)14. พอถึงรัชกาลขุนแพง (หลานขุนเจือง) ไม่มีการสืบวงศ์กษัตริย์ต่อ (จะเห็นได้ว่ายังคงใช้ “ขุน” นำหน้านามกษัตริย์) เลยไปเอาเชื้อสายเมืองพะเยามาครอง15. พญามังรายเอาช่างฆ้อง 300 ครัวมาไว้ที่เมืองเชียงแสน (แสดงให้เห็นว่าเชียงแสนน่าจะเป็นเมืองสำคัญและอาจเป็นเมืองต้นวงศ์ของพญามังราย / นั่นคือ เชียงแสนคือเมืองเงินยางที่สืบมา) . ถ้าดูจากเนื้อหาที่ปรากฏในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนจะเห็นว่ามีความปะปนกันระหว่างเนื้อหาที่ชี้ว่าเมืองเงินยางคือบริเวณใกล้ดอยตุง-น้ำแม่สาย จากการที่ระบุเชิงเปรียบเทียบทิศทางของเมืองเงินยางว่าอยู่ใกล้น้ำแม่ละว้าทางทิศตะวันตกของแม่น้ำโขง (จากเหตุการณ์ปูยักษ์อาละวาดแล้วหนีลงไปตามน้ำแม่ละว้าไปลงน้ำโขง) รวมถึงการกล่าวถึงการสร้างกำแพงเมืองในสมัยลาวเคียงโดยมีเขตแดนด้านทิศเหนือถึงน้ำแม่ละว้า(น้ำแม่สาย) ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าเงินยางในแนวคิดแรกนี้อาจเป็น “เวียงพางคำ” ส่วนเนื้อหาที่ย้อนแย้ง คือ การกล่าวถึงชื่อเมืองเป็นชื่อเดียวว่า “เงินยางเชียงแสน” และ “เหรัญนครเชียงแสน” ในพุทธศตวรรษที่ 17 สมัยขุนเจือง แสดงให้เห็นว่า เงินยางกับเชียงแสน คือพื้นที่เดียวกัน รวมถึงเนื้อความที่กล่าวถึงพญามังรายเอาช่างฆ้อง 300 ครัวมาไว้ที่เมืองเชียงแสน แสดงการให้ความสำคัญกับเมืองเชียงแสนมากอย่างมีนัยยะ (ตอนหนึ่งในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงการที่พญามังรายให้รื้อองค์ประกอบวิหารจากเมืองเชียงแสนมาประกอบสร้างใหม่ที่เวียงกุมกาม ซึ่งถ้าเราตั้งคำถามว่าทำไมไม่เป็นวิหารจากเมืองอื่น นั่นก็อาจเพราะเมืองเชียงแสนเป็นเมืองต้นวงศ์ ที่วงศ์ลวจังกราชของพญามังรายอยู่สืบเนื่องมายาวนานจนถึงสมัยพญามังรายก่อนย้ายไปยังเชียงใหม่) . ถ้าสรุปจากเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งสามฉบับ คือ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานสิงหนวติ และพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ก็ต้องกล่าวว่า การที่เมืองเงินยางจะเป็น เวียงพางคำ หรือ เมืองเชียงแสน นั้นยังไม่เป็นที่สรุปได้ (ถ้าเป็นการแข่งกีฬาก็ต้องบอกว่าผลเสมอกัน) แต่ทั้งนี้มีข้อมูลทางโบราณคดีที่น่าสนใจที่ผู้เขียนอยากนำมาบอกเล่าเพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อมูลจากเอกสารประวัติศาสตร์ นั่นคือข้อมูลจากการขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองเชียงแสนในปี 2543 และ 2552-2557 ที่กรมศิลปากรได้ขุดตัดผ่ากำแพงเมืองเชียงแสนเพื่อตรวจสอบชั้นดินทับถมของคันกำแพงเมือง จากการขุดทางโบราณคดีพบว่า กำแพงเมืองเชียงแสนที่เราเห็น แท้จริงมีกำแพงเมืองสมัยแรกอยู่ด้านใน จากการส่งตัวอย่างอิฐและดินหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน ปี 2543 ดำเนินการโดยคุณศิริพงษ์ สมวรรณ นักศึกษาภาคฟิสิกส์ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปี 2557 โดยภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ค่าอายุกำแพงเมืองเชียงแสนสมัยแรกราวพุทธศตวรรษที่ 10-12 (พ.ศ.900-1200) และกำแพงเมืองสมัยที่สองที่ครอบทับอยู่มีช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ 19 - 20 (พ.ศ.1800-2000) ค่าอายุดังกล่าวมีนัยยะอย่างไร. หากเชื่อว่าปีพุทธศักราชในเอกสารประวัติศาสตร์อาจพอมีเค้าความจริง การสถาปนาเมืองเงินยางในปี 1181 และการที่พญาแสนภูฟื้นเมืองเชียงแสนอีกครั้ง (“แสนภูสร้างเมืองทับเวียงรอยเดิม”) ก็สอดคล้องกับค่าอายุกำแพงเมืองเชียงแสนสมัยแรก และการสร้างเมืองครอบทับเมืองรอยเดิมในปี 1871 ก็สอดคล้องกับค่าอายุกำแพงเมืองสมัยที่สองที่ครอบทับอยู่ เมื่อดูข้อมูลดังนี้ ก็ต้องบอกว่า การที่เมืองเงินยาง คือ เมืองเชียงแสน มีความเป็นไปได้ไม่น้อย เพราะหลักฐานการมีขึ้นของกำแพงเมืองสมัยแรกค่อนข้างใกล้เคียงกับช่วงเวลาการเกิดขึ้นของเมืองเงินยางในต้นพุทธศตวรรษที่ 12 รวมถึงการที่แสนภูเสริมสร้างกำแพงเมืองทับกำแพงเดิมที่มีอยู่ ก็น่าจะเป็นการที่พญาแสนภูกลับมารื้อฟื้นเมืองที่เป็นต้นวงศ์ (หากไม่คิดว่าเนื้อความในตำนานสิงหนวติที่กล่าวถึงพญาแสนภูฟื้นเมืองเงินยางเชียงแสนเป็นความจริง การวิเคราะห์ตามเหตุและผลว่าเหตุใดจึงต้องฟื้นเมืองเชียงแสน ก็พอเห็นเค้าลางของความสำคัญของเมืองนี้ในอดีต) . ทั้งนี้สิ่งที่นำมาบอกเล่าแก่ทุกท่านครั้งนี้ก็ยังมิได้ถือเป็นข้อยุติว่า เงินยาง คือเมืองใด ระหว่างเชียงแสนและเวียงพางคำ (แม้ตอนนี้จะเริ่มพอเห็นเค้าความเป็นไปได้ที่เมืองเชียงแสน) เพราะต้องไม่ลืมว่า เรายังไม่มีการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีคันกำแพงเมือง ชั้นดินทับถมและโบราณวัตถุภายในเมืองเวียงพางคำมาก่อน ดังนั้นเราจึงยังไม่มีชุดข้อมูลของเวียงพางคำ การที่จะสรุปว่า เมืองเงินยาง คือ เมืองเชียงแสน จึงอาจยังเร็วเกินไป ในอนาคตการศึกษาทางโบราณคดีเวียงพางคำ เป็นหนึ่งในแผนงานศึกษาที่สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ วางไว้เพื่อค่อยๆประกอบภาพของพัฒนาการบ้านเมืองยุคแรกในแอ่งที่ราบเชียงราย-เชียงแสน อันเป็นรากฐานและที่มาของอาณาจักรล้านนา ...และหากวันนั้นมาถึง ผมคงได้นำเรื่องราวและข้อมูลมาบอกเล่าทุกท่านอีกครั้ง