ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : สร้างทางเพื่อเดินรถโดยสาร -- ในสมัยก่อน ตามหัวเมืองต่างๆ เราจะพบว่า ความเจริญทั้งทางการปกครองและทางเศรษฐกิจ ย่อมจะต้องไปรวมศูนย์กันอยู่ที่เขตตัวเมืองอันเป็นศูนย์กลางของเมืองหรือจังหวัด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ชนบทห่างไกล หากมีธุระต้องติดต่อราชการหรือจับจ่ายใช้สอยซื้อขายสินค้า ก็จำเป็นที่จะต้องเดินทางเข้ามาในตัวเมือง ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทางเข้าเมืองในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หลายคนต้องเดินเท้าออกจากบ้านมาเป็นวันๆ บางครั้งต้องบุกป่าฝ่าดง ข้ามแม่น้ำลำธารหลายสายถึงจะเข้าเมืองได้ ด้วยเหตุที่ว่าไม่มีถนนที่ได้มาตรฐานที่จะช่วยให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว รวมถึงไม่มีรถโดยสารที่จะช่วยทุ่นเวลาและแรงกายในการเดินทางได้  จากเหตุผลดังกล่าวนี้ ในหลายพื้นที่จึงพบว่ามีเอกชนหลายรายที่ให้ความสนใจในการเปิดเส้นทางเดินรถเพื่อรับส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าไปมาระหว่างตัวเมืองกับตำบลต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล ซึ่งบางครั้งการที่จะได้มาซึ่งสัมปทานหรือสิทธิ์ในการเดินรถนั้น ผู้ประกอบการก็จำเป็นที่จะต้องสร้างถนนขึ้นเองด้วย ดังตัวอย่างในเอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงต่อไปนี้ ข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุชุด เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง สร้างทางเดินรถรับส่งคนโดยสาร จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี และอุตรดิตถ์ ระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. 2471 หม่อมเจ้าดำรัสดำรงค์ เทวกุล เลขานุการเสนาบดีสภา ได้มีหนังสือกราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรีว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถวายสำเนาหนังสือพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เอกชนสร้างทางถือสิทธิเดินรถรับจ้างบรรทุกสินค้าและส่งคนโดยสารในจังหวัดต่างๆ รวม 5 สาย ใน 4 จังหวัด หนึ่งในนั้นคือจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีขุนอำไพพานิช เป็นผู้ขอรับสัมปทานการเดินรถโดยสารระยะเวลา 15 ปี (ต่อมาได้รับการเสนอให้ขยายเวลาเป็น 20 ปี) โดยรับผิดชอบในการสร้างทางถมหินลูกรังจากสถานีรถไฟท่าเสา อำเภอบางโพ (อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน) ผ่านตำบลต่างๆ ตามแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตกไปจนถึงตำบลหาดงิ้ว เขตรอยต่อกับอำเภอท่าปลา ในหนังสือพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างทางและเดินรถฯ ได้ระบุถึงหน้าที่ของผู้รับอนุญาตในการสร้างบำรุงรักษาทางและเดินรถ และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ในการสร้างทางตามมาตรฐานของกรมทาง เช่น เส้นรัศมีของทางเลี้ยวจะต้องยาวไม่ต่ำกว่า 100 เมตร ความลาดชันของทางต้องไม่เกินร้อยละ 5 การถมหินบนหลังทางจะต้องถมหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตรก่อนที่จะบดทับให้แน่น เป็นต้น รวมทั้งหากทางที่ก่อสร้างจำเป็นต้องข้ามลำน้ำหรือทางน้ำต่างๆ ผู้รับอนุญาตก็จะต้องก่อสร้างเอง โดยกรมทางจะเป็นผู้วางแบบและวิธีการก่อสร้างให้   โดยสรุปก็คือ การอนุญาตให้เอกชนสร้างทางพร้อมกับให้สิทธิ์ในการบริการรถโดยสารและขนส่งสินค้านี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนอกจากเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของทางการในการช่วยให้ชาวบ้านได้มีเส้นทางในการเดินทางสัญจรที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นแล้ว แล้วยังเป็นการขยายระบบขนส่งสาธารณะไปยังพื้นที่ห่างไกล และเป็นตัวช่วยกระจายความเจริญจากตัวเมืองออกสู่ชนบทอีกด้วยผู้เขียน : นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง:สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ.2.42/144 เรื่อง สร้างทางเดินรถรับส่งคนโดยสาร จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี และอุตรดิตถ์. [2 มิ.ย. 2471].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


พระตำหนักทะเลชุบศร ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี สิ่งสำคัญ ๑. พระตำหนักทะเลชุบศร ๒.เขื่อนช่องระบายน้ำ ๓. คันทะเลชุบศร ๔. คลองปากจั่นและประตูระบายน้ำประวัติความสำคัญ :           พระตำหนักทะเลชุบศรหรือพระที่นั่งเย็น ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเก่าลพบุรีประมาณ ๓ กิโลเมตร สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดฯ ให้สร้างขึ้น ณ กลางเกาะทะเลชุบศร เพื่อใช้เป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ และในคราวเสด็จประพาสป่าทะเลชุบศรนั้นมีสภาพเป็นที่ลุ่ม มีพื้นที่ติดต่อกับทุ่งพรหมาสตร์ไปทางทิศตะวันออก ในฤดูฝนน้ำจะไหลจากเทือกเขามารวมอยู่ในแอ่งนี้ จนแลดูคล้ายทะเลสาบ           พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชาธิบายว่า เมื่อ พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระรามนั้นเมื่อจะแผลงศรผลาญศัตรู จะต้องเอาคม พระแสงชุบในห้วงน้ำเสียก่อน บรรดาห้วงน้ำที่พระรามได้ชุบแสง ต่อมาถือเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยทางสรุปว่าพวกพราหมณ์เป็นผู้ขนานนามทะเลสาบแห่งนี้           รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทะเลชุบศรนี้ตื้นเขินเป็นส่วนใหญ่ จึงได้โปรดฯ ให้ช่างชาวฝรั่งเศสทำการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ ช่างได้ถมดินสร้างทำนบก่ออิฐ เพื่อขังน้ำเป็นทะเลสาบและยังทำปากจั่น หรือประตูกั้นน้ำ-ระบายน้ำไว้แล้วไขน้ำให้ล้นไหลลงมายังสระแก้ว และฝังท่อดินทำการประปาจากสระแก้วไปยังตัวเมืองลพบุรี          ปัจจุบันทะเลชุบศรตื้นเขินหมดแล้ว ประชาชนเข้าจับจองเป็นที่อยู่อาศัยแต่ก็ยังสามารถเห็นร่องรอยโบราณสถาน ตลอดจนประตูระบายน้ำเรียกกันว่าปากจั่นได้ตามบันทึกของชาวฝรั่งเศส กล่าวว่าเป็นที่เหมาะสมสามารถมองฟ้าได้ทุกด้าน และมีพื้นที่กว้างมากพอสำหรับจะติดตั้งเครื่องมือดาราศาสตร์ ทั้งยังมีภาพการสำรวจจันทรุปราคา ที่พระตำหนักแห่งนี้ ซึ่งชาวฝรั่งเศสวาดไว้เป็นรูปสมเด็จพระนารายณ์ทรงสวมลอมพอกและทรงกล้องส่องยาววางบนขาตั้งทอดพระเนตรจันทร์จากสีหบัญชรพระที่นั่ง ตรงเฉลียงสองข้างนั้น ด้านหนึ่งมีขุนนางหมอบก้มประนมมือ อีกด้านหนึ่งมีนักดาราศาสตร์ชาวยุโรปกำลังส่องกล้องดูอยู่เช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า การศึกษาวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่ เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ณ พระตำหนักทะเลชุบศรนี้ เส้นทางสู่แหล่ง : จากศาลากลางจังหวัดลพบุรี มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อถึงวงเวียนพระนารายณ์ใช้ทางออกที่ ๑ ไปยังถนนหมายเลข ๑ จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ซอยชุบศร ๑ ประมาณ ๖๕๐ เมตร และเลี้ยวขวา พระที่นั่งจะอยู่ทางซ้ายลักษณะรูปแบบศิลปกรรม : สมัยอยุธยาตอนปลาย ลักษณะการใช้งานในปัจจุบัน : เปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าชม การขึ้นทะเบียน : ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ ตอนที่ ๒๔ วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๔๗๙ ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี


 สวัสดีค่ะ!  #พี่โข๋ทัยมีเรื๋องเล๋า ღ วันนี้จะพาไปทัวร์แหล่งเตาที่พบใหม่ในจังหวัดพิจิตรกันค่ะ โดยในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ นี้ ที่แห่งนี้นับเป็นโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย กำลังดำเนินงานศึกษาทางโบราณคดีอย่างต่อเนื่องมาจากในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ นั่นก็คือ #แหล่งเตาบึงวัดป่า  . ซึ่ง! มีรายละเอียดและความคืบหน้าเป็นอย่างไรนั้น มาค่ะ! ตามพี่โข๋ทัยฯ มาทางนี้เลยค่ะ . . ::: โครงการโบราณคดีภาคเหนือตอนล่าง : ศึกษาแหล่งเตาบึงวัดป่า  ตำบลท่านั่ง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร  ระยะที่ ๒ (ตอนที่ ๑)  ::: . ประวัติการค้นพบ  . แหล่งเตาบึงวัดป่าตั้งอยู่บริเวณบึงวัดป่า ซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำน่านประมาณ ๖๐๐ เมตร ในเขตพื้นที่หมู่ ๔ ตำบลท่านั่ง  อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เป็นกลุ่มเตาสมัยสุโขทัยที่เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๑ ระหว่างการขุดลอกแหล่งน้ำบึงวัดป่า บริเวณขอบบึงได้พบร่องรอยเตาเผาภาชนะดินเผาที่ถูกขุดไปบางส่วน และมีบางส่วนยังอยู่ในผนังชั้นดิน ลักษณะเป็นเตาขุดใต้ดินมิได้ก่ออิฐ ผนังเตามีคราบซิลิก้าละลายติดอยู่ พบเศษภาชนะดินเนื้อแกร่ง (Stone Wares) ทั้งแบบไม่เคลือบผิวและเคลือบสีน้ำตาล ประเภท ไห กระปุก ครก เป็นต้น  . สรุปการดำเนินงานทางโบราณคดี ปีงบประมาณ ๒๕๖๓  . ผลการดำเนินการทางโบราณคดีในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้ข้อสรุปว่าแหล่งเตาบึงวัดป่าเป็นแหล่งเตาในสมัยสุโขทัย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ โดยผลิตภาชนะประเภทไหเนื้อแกร่งเป็นส่วนใหญ่ มีทั้งประเภทเคลือบสีน้ำตาลและประเภทไม่เคลือบผิว . การขุดค้นทางโบราณคดีในระยะที่ ๑ พบหลักฐานเป็นเตาเผาโบราณ ลักษณะเป็นเตาระบายความร้อนแบบแนวนอน (crossdraft klin) เตามีหลังคาโค้งรีคล้ายประทุนเรือ ก่อด้วยดิน ผนังเตามีคราบซิลิก้าละลายติดอยู่ เตามีขนาดกว้าง ๒.๙๐ เมตร ยาว ๙ เมตร วางตัวตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ สภาพไม่สมบูรณ์ . แหล่งเตาแห่งนี้นับว่าเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง และในพื้นที่จังหวัดพิจิตร เพราะแหล่งเตาเผาภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่งในประเทศไทยนั้นมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น  . จากความสำคัญของแหล่งเตาบึงวัดป่า สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย จึงจัดทำโครงการศึกษาแหล่งเตาบึงวัดป่าระยะที่ ๒ เพื่อทำการศึกษาแหล่งเตาให้ได้ข้อมูลมากขึ้น และเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ต่อไป นอกจากนี้ ข้อมูลจากแหล่งเตาบึงวัดป่า จะเป็นส่วนเติมเต็มให้กับข้อมูลแหล่งเตาในเขตภาคเหนือตอนล่างที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งด้วย . การดำเนินงานทางโบราณคดี ปีงบประมาณ ๒๕๖๔  . ปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนดำเนินงานขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี ในที่ดินของ นางสาวนพเก้าว์ สุวรรณ์ ราษฎรในพื้นที่พบแหล่งเตา ซึ่งเป็นผู้ใช้ประโยชน์ที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๖๒๕๕ หมู่ ๔  ตำบลท่านั่ง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร อนุญาตให้สำนักศิลปากร  ที่ ๖ สุโขทัย ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี . หลุมขุดค้นมีขนาด ๔ x ๗  เมตร สภาพผิวดินที่พบร่องรอยแหล่งเตาถูกปกคลุมด้วยต้นผักชีและวัชพืช จากการดำเนินงานในปัจจุบัน เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเตาที่พบใหม่นี้น่าจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์...  . ซึ่งในส่วนของรายละเอียดความคืบหน้า จะแจ้งให้ทราบทางแฟนเพจสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย โปรดติดตามตอนต่อไป พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ  .


      รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่น ๑. ชื่อโครงการ การตรวจสอบโบราณวัตถุ ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ๒. วัตถุประสงค์ ๑) เพื่อตรวจสอบโบราณวัตถุประเภทเครื่องปั้นดินเผาในครอบครองของเอกชน         ณ เมืองโอซากา  ประเทศญี่ปุ่น                    ๒) เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาการประเมินค่าตามคำขอของบริษัท เค.วาย.โอ.บี     ในการพิจารณาดำเนินการให้โบราณวัตถุกลับคืนสู่ประเทศไทย ๓. กำหนดเวลา    ระหว่างวันที่ ๑๗ - ๒๒ มิถุนายน  ๒๕๕๖ ๔. สถานที่       ๑. ที่พักแรม โรงแรม Osaka World 308 ในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น                    ๒. บ้านของDr Itoi Kenji  ผู้ครอบครองโบราณวัตถุ ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ๕. หน่วยงานผู้จัด   - ๖. หน่วยงานสนับสนุน   ๑. บริษัทเค. วาย.โอ.บี จำกัด                              ๒. กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ๗. กิจกรรม                    ตรวจสอบโบราณวัตถุที่เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่อยู่ในความครอบครองของ Dr Itoi Kenji         ซึ่งใช้ชื่อว่า The Sōsai Collection ๘. คณะผู้แทนไทย                    ดร. อมรา ศรีสุชาติ  ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ)    สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม                    นายจิราวัฒน์ ปฐพรสิรวิชญ์  ผู้ประสานงานจาก บริษัทเค.วาย.โอ.บี.จำกัด ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                    ๑. ประสานการติดต่อกับผู้ครอบครองโบราณวัตถุคือ Dr Itoi Kenji เพื่อขอตรวจสอบโบราณวัตถุเฉพาะส่วนที่อยู่ในครอบครองที่เป็นเครื่องปั้นดินเผาไทย                    ๒. จัดทำบันทึกรายละเอียดข้อมูลที่ผู้ครอบครองมีอยู่เปรียบเทียบกับข้อมูลที่ผู้ครอบครองฯจัดพิมพ์ไว้ในหนังสือ ๒ เล่ม คือ ๑)Thai Ceramics From the Sōsai Collection Special Exhibition at Toyama Museum of Fine Art ๒) Captivating Beauty of Old Thai Ceramics, with focus on Wares of the Sukhothai Kingdom Special Exhibition at MOA ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น โดยได้รับความช่วยเหลือในการดำเนินการเป็นอย่างดีจากMr. Yohei Wakabayashi                    ๓. จัดทำการบันทึกภาพและการบันทึกรายละเอียดจากการตรวจสอบวัตถุแต่ละชิ้นจำนวน ๓๐๙ รายการ เป็นเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาในประเทศไทย ๓๐๗ รายการ เป็นเครื่องปั้นดินเผาจากพม่า (เมียนมาร์) ๒ รายการ นายจิราวัฒน์ ปฐพรสิรวิชญ์ เป็นผู้ถ่ายภาพ                                                                                                                                 ๑๐. ข้อเสนอแนะของกิจกรรม (ข้อสังเกตทั่วไป)           ๑. เครื่องปั้นดินเผาทั้ง ๓๐๙ รายการเป็นวัตถุที่ผู้ครอบครองซื้อมาจากแหล่งต่างๆในประเทศไทย บางแหล่งซื้อจากการประมูลในประเทศญี่ปุ่น และในต่างประเทศ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ฮ่องกง บางชิ้นยังมีป้ายอนุญาตให้นำออกนอกประเทศจากกรมศิลปากร(พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่)           ๒.เครื่องปั้นดินเผาทั้ง ๓๐๙ รายการจำแนกตามประเภทที่แสดงลักษณะแหล่งผลิตดังต่อไปนี้           -เครื่องสังคโลก (ทั้งจากแหล่งเตาสุโขทัยและแหล่งเตาศรีสัชนาลัย)      จำนวน ๑๗๗ รายการ           -เครื่องถ้วยเวียงกาหลง                                                    จำนวน ๗๒ รายการ           -เครื่องถ้วยเตาสันกำแพง                                                  จำนวน  ๔๒  รายการ           -เครื่องถ้วยเตาพาน                                                        จำนวน  ๑๕  รายการ           -เครื่องถ้วยหริภุญไชย                                                     จำนวน   ๑  รายการ           -เครื่องถ้วยพม่า                                                            จำนวน   ๒  รายการ           ๓. เครื่องปั้นดินเผาที่ได้ตรวจสอบจัดทำบันทึกทั้งหมดประกอบด้วย  จาน ชาม พาน ไหสี่หู ไหสองหู   ไหขนาดเล็ก  ไหจิ๋ว โอ่งจิ๋ว แจกัน  ขวด จอกทรงกระบอกหม้อน้ำ เหยือก กุณฑี กุณโฑ ถ้วย ถ้วยมีฝาครอบ     โถมีฝาและไม่มีฝา  ตลับ  กระปุก  กระปุกทรงน้ำเต้า  ภาชนะทรงวงแหวน  ภาชนะทรงกระโถน กระโถน      ครกประทีป ชิ้นส่วนประทีป ตะเกียงน้ำมัน ตะคันหรือที่ปักเทียน ปั้นลม กระเบื้องเชิงชาย กระเบื้องครอบแป กระเบื้องขอ มกร พระพุทธรูปปางมารวิชัย เศียรพระพุทธรูป เศียรบุคคล(ผู้ชาย) เท้าข้างขวาของประติมากรรมรูปบุคคล ประติมากรมรูปสิงห์ ประติมากรรมรูปหงส์ ประติมากรรมนูนสูงรูปครุฑยุดนาค ประติมากรรมรูปช้างและหลังช้าง ประติมากรรมรูปควาย ประติมากรรมรูปวัวหมอบ ประติมากรรมรูปวัวมีหนอก ประติมากรรมรูปแม่น ประติมากรรมส่วนหัวมังกร ประติมากรรมรูปส่วนหัวของไก่ ประติมากรรมรูปส่วนหัวของนก ประติมากรรมรูปนก ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมรูปวงโค้ง ลวดลายประดับสถาปัตยกรรม ประติมากรรมรูปคนค่อมหรือพระจีน ลูกดิ่ง ลูกระพรวน ลูกกระสุนหรือตุ้มถ่วงแห  บราลี  กี๋ท่อ กี๋ทรงกระสวย ส่วนพวยของพวยรูปกลีบมะเฟือง แผ่นกลมมีลายดอกไม้บนแท่นขนาบข้างด้วยหงส์ ๒ ตัว (ปรากฏรายละเอียดพร้อมภาพประกอบในบัญชีที่แนบมาด้วยแล้ว)           ๔. เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบ มีทั้งเคลือบทึบ เคลือบใสและเขียนลายใต้เคลือบด้วยสี หรือการขุดเป็นลวดลายใต้เคลือบ สภาพส่วนใหญ่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่มีอยู่จำนวนหนึ่งที่เป็นชิ้นส่วน และหลายชิ้นแตกร้าวและต่อไว้ ส่วนใหญ่บิ่นหรือสึกกร่อนเพียงเล็กน้อย           ๕. เนื่องจากเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ ผู้ครอบครองซื้อมาไว้ในครอบครองเป็นเวลานาน จึงทราบแหล่งที่มาเฉพาะบางชิ้นเท่านั้น  บางแหล่งมีการจดบันทึกเป็นป้ายขนาดเล็กๆ และราคาไว้ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีที่มาที่ชัดเจน การกำหนดที่มาว่าเป็นผลผลิตจากแหล่งเตาใดนั้น มาจากการพิจารณาลักษณะของเครื่องปั้นดินเผามากกว่าข้อมูลที่ได้จากแหล่งเตาโดยตรง           ๖. เครื่องปั้นดินเผาส่วนใหญ่ที่อยู่ในครอบครองของเอกชนนี้ หลายชิ้นปรากฏว่ามีรูปแบบคล้ายคลึงกับที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทยซึ่งมีรูปแบบอยู่มากพอสมควรและได้จากแหล่งที่มีที่มาชัดเจน   แต่เครื่องปั้นดินเผาในการครอบครองของเอกชนนี้ แหล่งที่มาไม่ชัดเจน อย่างไรก็ดี มีบางชิ้นที่มีลักษณะพิเศษซึ่งอาจยังไม่มีในพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทย หากมีก็พบน้อยหรือลวดลายแตกต่างออกไป     เครื่องปั้นดินเผาตามที่ปรากฏตามลำดับหมายเลขและภาพในบัญชี ต่อไปนี้ เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีลักษณะและลวดลายพิเศษ ซึ่งพิจารณาแล้วว่า จะเป็นประโยชน์ในการศึกษา และควรค่าแก่การที่จะนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ :           -หมายเลข   ๒ จานสังคโลก เขียนลายสีดำใต้เคลือบรูปครุฑ จากเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๒๐ ชามสังคโลกเขียนลายสีดำใต้เคลือบเป็นรูปกวาง จากเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๓๑ โถเขียนลายสีดำใต้เคลือบรูปสิงห์สลับกับพรรณพฤกษา จากเตาเวียงกาหลง           -หมายเลข ๓๓ จานเขียนสีดำใต้เคลือบรูปงู ๒ ตัวและนก จากเตาเวียงกาหลง           -หมายเลข ๓๖ เศียรพระพุทธรูปเนื้อดินขาวเคลือบสีเขียวเข้ม จากเตาเวียงหลง           -หมายเลข ๔๐ ชามเคลือบ เขียนลายสีดำใต้เคลือบรูปต้นไม้ทั้งต้นมีกิ่งก้านพร้อมดอก จากเตาสันกำแพง           -หมายเลข ๔๑ ชามเคลือบ เขียนลายพรรณพฤกษาเขียวมะกอก ใต้เคลือบ จากเตาสันกำแพง           -หมายเลข ๔๖ ชามสังคโลก เขียนลายสีดำใต้เคลือบรูปปลาและดอกไม้ ขอบจานเป็นลายบัวคอเสื้อแบบที่ปรากฏที่ปูนปั้นวัดนางพญา ที่ก้นชามมีอักษรไทยสุโขทัย ๓ ตัวอ่านได้ว่า ก น ว จากเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๔๗ ชามสังคโลกเขียนลายสีดำใต้เคลือบ รูปปลามีตีนกำลังคายคนออกมา ปลาอีกตัวมีเกล็ดคล้ายใบสาหร่าย จากเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๔๘ ชามเคลือบเขียวไข่กา แตกรานคล้ายการแตกรานของเครื่องถ้วยหลงฉวนของจีน จากเตาเวียงกาหลง           -หมายเลข ๕๓ กระปุกสังคโลกเขียนสีดำใต้เคลือบรูปปลาแย่งชิงเหยื่อ จากแหล่งเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๕๖ จานสังคโลก ขอบปากหยัก เคลือบเขียวอมฟ้า ลายขุดเป็นกลีบดอกไม้ ที่ขอบจานมีรูปปลากระโดด และที่ก้นก็มีลายปลา เคลือบแตกราน           -หมายเลข ๕๙ จานสังคโลก เขียนลายสีดำใต้เคลือบรูปปลาคายดอกไม้ ๒ ตัว ก้นชามเขียนอักษรไทยสุโขทัย ๑๐ ตัว คือ นายที อ ต เขง มีรอยกี๋ทับบนตัวอักษร แสดงว่าไม่ได้เขียนทีหลังการเผา แต่เขียนก่อนเข้าเตาเผา จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๖๐ ชามสังคโลก เขียนลายสีดำบนพื้นเขียวใต้เคลือบ เป็นรูปนกที่มีลักษณะคล้ายนกหัสดีลิงค์ จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๖๑ จานสังคโลกเขียนลายสีดำใต้เคลือบรูปปลา ๔ ตัวคาบบัว เต็มจาน มีรอยกากบาดในวงกลมที่ก้นจาน และลายบัวคอเสื้อรอบขอบจาน จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๖๒ ประทีปทรงน้ำเต้า เคลือบสีเขียวเหลือง มีถ้วยใส่น้ำมันหรือไส้อยู่ภายใน อาจเป็นที่ใส่เครื่องหอมก็ได้ จากแหล่งเตาเวียงกาหลง           -หมายเลข ๖๗ กุณโฑ เคลือบใสสีเขียว-ฟ้า แตกรานเล็กๆ จากเตาเวียงกาหลง           -หมายเลข ๗๙ ชามสังคโลก เขียนสีดำใต้เคลือบเป็นรูปปลากลางจานและขอบจาน ๕ ตัว ตกแต่งลายพรรณพฤกษา ขนาดใหญ่มาก จากเตาสุโขทัย -หมายเลข ๘๐ กุณโฑไม่เคลือบ มีลายประทับที่ไหล่รูปช้างและคนจับช้างอยู่ในกรอบ ที่ไหล่มีปุ่มนูน ๔ ปุ่ม ปากบิ่นไปครึ่งหนึ่ง จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย ข้อมูลจากผู้ครอบครองบอกว่าได้มาจากแหล่งใกล้ภูเขานอกเมืองโบราณสุโขทัย           -หมายเลข ๘๖ ชามเขียนสีดำใต้เคลือบเป็นรูปปลาคาบพืชน้ำข้างละ๓ก้าน และขอบชามเป็นดวงดอกไม้ จากเตาสุโขทัย                     -หมายเลข ๘๙ จานเคลือบเขียว เขียนลายขุดใต้เคลือบรูปพระอาทิตย์ ๑๓ แฉกและลายประดับ ๑๒ คู่รอบๆ คล้ายลายของกลองมโหระทึก จากแหล่งเตาสันกำแพง           -หมายเลข ๙๘ จานเคลือบเขียวขนาดใหญ่ เหมือนถาด ที่ก้นมีรอยกี๋เป็นวงดำ จากเตาพาน           -หมายเลข ๑๐๐ ตะเกียงน้ำมันสังคโลก หรืออาจเป็นที่ใส่เครื่องหอม มีพวยและหู ๔ หู เขียนลายสีดำใต้เคลือบ ด้านข้างมีส่วนของรอยภาชนะอีกใบติดอยู่  จากแหล่งเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๑๐๒ กุณฑีสังคโลก พวยป่องเขียนลายสีดำใต้เคลือบเป็นลายดอกไม้ที่แบ่งช่องจังหวะคล้ายลายตกแต่งของจีน จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๐๔ ชิ้นส่วนสังคโลกรูปครุฑยุดนาค เป็นส่วนประดับสถาปัตยกรรม เขียนลายสีดำใต้เคลือบ จากแหล่งเตาสุโขทัย ผู้ครอบครองให้ข้อมูลว่าซื้อมาจากฟิลิปปินส์           -หมายเลข ๑๑๐ ภาชนะทรงวงแหวน เคลือบสีน้ำตาล จากแหล่งเตาสันกำแพง           -หมายเลข ๑๑๑ ชามเคลือบสีฟ้าใส เบา แตกราน จากแหล่งเตาเวียงกาหลง           -หมายเลข ๑๒๓ ชิ้นส่วนสังคโลก เป็นส่วนของสถาปัตยกรรม รูปวงโค้ง มีลวดลายนูนดอกไม้ ๘ กลีบ ด้านล่างมีเส้นขูดเป็นตัวอักษร ๔ ตัว คือ ลาป ๕ จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๒๗ ลูกดิ่งสังคโลก หรือตุ้มถ่วงแหสังคโลก เจาะรูทะลุบน-ล่าง เคลือบสีน้ำตาล จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๔๒ ไหสังคโลกขนาดเล็กมีหูห่วง ๓ หู เคลือบสีน้ำตาล จากเตาศรีสัชนาลัย มีป้ายระบุว่า National Museum of the Philippines Manila RP No 01554 อาจเป็นชิ้นที่ขุดได้ในแหล่งหลุมศพที่มีการกำหนดอายุของฟิลิปปินส์ หรือได้จากแหล่งเรือจม เนื่องจากฟิลิปปินส์เปิดให้มีการประมูลของที่ได้จากการขุดค้น           -หมายเลข ๑๔๕ ตะคันหรือที่ปักเทียนสังคโลก ทรงพานปากจีบ จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๔๖ ลูกดิ่งหรือลูกกระพรวน สังคโลก เคลือบเขียว มีลายกลีบบัว  จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๖๒ ส่วนของปั้นลมสังคโลก ลายรูปมังกร เขียนสีดำใต้เคลือบ จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๖๓ กระปุกสังคโลก ๒ หู หูตั้งอยู่ในแนวขนานกับปาก  จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๖๔ เศียรบุคคลสังคโลก เขียนสีดำใต้เคลือบ จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๖๕ เศียรบุคคลสังคโลก เขียนสีดำใต้เคลือบ จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๖๖ พระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับบนฐานบัว เคลือบเขียว เนื้อดินขาว เบา จากแหล่งเตาเวียงกาหลง                    -หมายเลข ๑๖๙ จานสังคโลกเคลือบเขียนลายดำใต้เคลือบ เป็นรูปสิงห์ ก้นจานเขียนสีเหล็กแดงเป็นรูปสตรีนั่งฉีกขา จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๑๙๔ ไหขนาดเล็ก มีหูห่วง ๒ หู เคลือบใสบนพื้นสีเทาอมเขียวอ่อน เนื้อเบาบางมาก จากเตาสันกำแพง           -หมายเลข ๒๐๓ ชามเขียนสีดำใต้เคลือบรูปต้นไม้ ๕ กิ่ง จากเตาสันกำแพง           -หมายเลข ๒๐๕ ชามสังคโลก เขียนสีดำใต้เคลือบรูปปลาตัวเดียว จากเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๒๐๙ ชามสังคโลก เขียนสีดำใต้เคลือบคล้ายรูปตัวเอสในภาษาอังกฤษ  จากเตาสุโขทัย มีป้ายบอกแหล่งที่มาว่า National Museum of Philippines Manila RP DA 167 79-4478 อาจเป็นอีกชิ้นหนึ่งที่พบในแหล่งขุดค้นที่ฟิลิปปินส์หรือจากแหล่งเรือจมในฟิลิปปินส์           -หมายเลข ๒๑๖ ประทีป ทรงสถูป จากเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๒๑๗ ลูกกระสุนหรือตุ้มถ่วงแห เคลือบขาว จากเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๒๑๘ รูปดอกบัวตูมสังคโลก น่าจะเป็นส่วนของสถาปัตยกรรม จากเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๒๒๕ จานเขียนลายสีดำใต้เคลือบ เป็นลายเปลวไฟ พุ่งออกจากก้นจาน จากเตาเวียงกาหลง           -หมายเลข ๒๒๗ กระเบื้องขอ ตกแต่งลายเหมือนลายฉลุ เคลือบขาว จากเตาศรีสุชนาลัย           -หมายเลข ๒๒๙ สังคโลก ส่วนประดับสถาปัตยกรรมรูปดอกจิก เคลือบขาว จากเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๒๔๔ กระปุกสังคโลกทรงโอ่งเขียนสีดำบนพื้นสีเทาใต้เคลือบเป็นลายพรรณพฤกษา จากเตาศรีสัชนาลัย มีป้ายบอกว่าซื้อมาจาก National Museum Philippines Manila RP. Registration No. 914-145 939 อาจเป็นอีกชิ้นหนึ่งที่ได้จากแหล่งขุดค้นในฟิลิปปินส์ เพราะคล้ายกับที่เคยลงพิมพ์ในหนังสือวิชาการมาก หรืออาจได้จากแหล่งเรือจมในน่านน้ำฟิลิปปินส์ซึ่งฟิลิปปินส์ให้ขุดค้นเพื่อประมูลขายโบราณวัตถุ           -หมายเลข ๒๔๙ ภาชนะสังคโลกสำหรับใส่น้ำ ส่วนคอและปากคดเว้าเป็นหยัก ๒ หยัก เขียนลายสีน้ำตาลรูปนกยกขา  จากเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๒๕๕ แผ่นกลมสังคโลก มีลายดอกไม้บนแท่นขนาบข้างด้วยหงส์ ๒ ตัว เหนือขึ้นไปมีหงส์บินอีก ๔ ตัว จากเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๒๗๔ ชามสังคโลก เขียนลายใต้เคลือบเป็นลายสังข์ พรรณพฤกษาในช่องกระจก จากเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๒๗๕ ชามสังคโลก เขียนลายสีดำใต้เคลือบเป็นต้นไม้ ดอกไม้ จากเตาสุโขทัย           -หมายเลข ๒๗๖ ภาชนะทรงกลมแป้นมีพวยทรงกระบอก หู ๔ หู สำหรับใส่น้ำหรือเครื่องหอม ตอนบนเขียนลายปลากับดอกไม้ ลำตัวเขียนลายช่องกระจก จากเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๒๗๘ กุณโฑ (คนโท)หรือ แจกันสังคโลก เคลือบเขียวไข่กา แตกราน เขียนลายขุดรูปดอกทานตะวัน ๓ ดอก จากเตาศรีสัชนาลัย -หมายเลข ๒๘๐ ประติมากรรมสังคโลกรูปสิงห์ เคลือบขาวเขียนลายสีดำใต้เคลือบจากเตาศรีสัชนาลัย           -หมายเลข ๒๙๓ จอกทรงกระบอก เคลือบสีฟ้าใสบนพื้นขาวนวล จากเตาเวียงกาหลง           -หมายเลข ๓๐๑ ประติมากรรมรูปเม่น เคลือบสีน้ำตาลอ่อน จากเตาเวียงกาหลง           ๗. เครื่องปั้นดินเผาตามที่ระบุไว้ในข้อ ๖ ทั้ง  ๕๙  รายการ มีคุณค่าเพียงพอที่จะใช้เป็นตัวอย่างในการศึกษา และการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หากทางบริษัท เค.วาย.โอ.บี.จำกัด สามารถให้ผู้ครอบครองมอบให้ หรือหาแหล่งทุนที่จะจัดซื้อมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ก็จะนำมาเก็บรักษาเป็นตัวอย่างในการศึกษาและจัดแสดงให้ประชาชนเข้าชมได้ต่อไป ก็จะเป็นประโยชน์ยิ่ง ส่วนชิ้นอื่นๆที่ปรากฏอยู่ในบัญชีที่ได้จัดทำแนบท้ายรายงานนี้หลายชิ้นเป็นชิ้นที่สวยงาม แต่หลายชิ้นมีตัวอย่างคล้ายคลึงกันบ้างแล้วในพิพิธภัณฑสถาน จึงถือว่าควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับรองลงมา หากผู้ให้การสนับสนุนประสงค์จะมอบคืนให้ทั้งหมด กรมศิลปากรย่อมน่าจะยินดีรับไว้เป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษาต่อไป     นางอมรา ศรีสุชาติ ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ  (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุศิลปวัตถุ)  ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                        


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่น ๑.     ชื่อโครงการ   โครงการอนุรักษ์บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น บานประตูหน้าต่างพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ๒.     วัตถุประสงค์  เพื่อการอนุรักษ์ลายประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นที่ประดับอยู่ด้านหลังบานประตูและหน้าต่างพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กทม. ประกอบด้วยบานประตูจำนวน ๓ คู่ บานหน้าต่างจำนวน ๑๖ คู่ ให้อยู่ในสภาพถาวรงดงามสืบไป ๓.     กำหนดเวลา คณะเดินทางมีกำหนดการเดินทางตั้งแต่วันที่ ๖ – ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ แต่เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารที่สั่งจองที่นั่งของสายการบิน Japan Airlines เที่ยวที่ JL 707 ในวันที่ ๑๒ เต็ม ทางคณะตัวแทนวัดราชประดิษฐ์ ฯ จึงจัดให้นายอำพล สัมมาวุฒธิ เดินทางกลับประเทศไทยก่อนด้วยสายการบิน Japan Airlines เที่ยวที่ JL 707 ในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ๔.     สถานที่       สถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว  ประเทศญี่ปุ่น ๕.     หน่วยงานผู้จัด  วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ๖.     หน่วยงานผู้สนับสนุน  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ๗.     กิจกรรม เพื่อนำชิ้นงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น และงานรักลายนูนบนหน้าต่างจำนวน ๒ ชิ้นของวิหารหลวงวัดราชประดิษฐ์ฯ นำไปทำการวิจัยและซ่อมแซม ตลอดจนมอบหนังสือสัญญาข้อตกลงทางการวิจัยกับทางสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๒ ปี    ศึกษาดูงานการเรียนเครื่องรักญี่ปุ่น ณ มหาวิทยาลัยแห่งกรุงโตเกียว และศึกษารูปแบบศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงโตเกียวและวัดสำคัญที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ๘.     คณะผู้แทนไทยประกอบด้วย -      พระครูวินัยธร อารยพงศ์ เช็งเจริญ เลขานุการเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง  Phrakruwinaithorn Arayapong Chengcharoen -      พระครูธรรมทอน วิวัติ พงษ์เกิด  คณะผู้แทนวัดราชประดิษฐ์ ฯ Phrakhruthammathon Wiwat Purangkerd -      พระครูธรรมาทอน อภิชาต สินทรัพย์เพิ่ม คณะผู้แทนวัดราชประดิษฐ์ ฯ Phrakhruthammathon Apichart Sinsubperm -      พระครูสมุดเดโช สำเริง คณะผู้แทนวัดราชประดิษฐ์ ฯ Phrakhrusamu Decho Samreaj -      พระมหาอนุรักษ์ ประภาวดี คณะผู้แทนวัดราชประดิษฐ์ ฯ Phramaha Anulak Prapavadee -      นายอำพล  สัมมาวุฒธิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ(เชี่ยวชาญเฉพาะด้านศิลปกรรม(วิจัยและพัฒนาศิลปกรรม)) คณะผู้แทนจากกรมศิลปากร Mr.Ampol Summavuti -      นางนิชาภัทร์  จันทร์ส่องแสง    ผู้ร่วมประสานงาน Ms.Nichapat Junsongsang -      นายสุทธิพงษ์ ทองแสง   ผู้ร่วมประสานงาน Mr.Sutipong Tongsaeng -      นางสุวิวรรณ อยู่สุขโข ล่ามผู้แปลภาษาไทย – ญี่ปุ่น Ms.Suwiwan Euasookkul   ๙.     สรุปสาระของกิจกรรม วันอาทิตย์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๒๓.๓๐ น. คณะผู้แทนของทางวัดราชประดิษฐฯผู้นำชิ้นงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น และงานรักลายนูนบนหน้าต่างจำนวน ๒ ชิ้นของวิหารหลวงวัดราชประดิษฐ์ฯ เพื่อนำชิ้นงานไปทำการวิจัยและซ่อมแซม ตลอดจนมอบหนังสือสัญญาข้อตกลงทางการวิจัยกับทางสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยพระครูวินัยธร อารยพงศ์ เช็งเจริญ เลขานุการเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง  พระสงฆ์ร่วมคณะจำนวน ๔ รูป ตัวแทนกรมศิลปากร ๑ คน (นายอำพล สัมมาวุฒธิ) ผู้ร่วมประสานงานและล่ามแปลภาษา จำนวน ๓ คนรวม พระสงฆ์ ๕ รูป ฆราวาส ๔ คน ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบิน Japan airline เที่ยวที่ [JL 718]   วันจันทร์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๗.๓๕ น. คณะผู้แทนของทางวัดราชประดิษฐฯเดินทางโดยเครื่องบิน Japan airline เที่ยวที่ [JL 718] ถึงยังสนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น   ดำเนินการขั้นตอนการนำเข้าศิลปวัตถุสู่ประเทศญี่ปุ่นโดยมอบเอกสารให้กับบริษัท นิปปอน เอ็กเพรส จำกัด ดำเนินการต่อด้านขั้นตอนพิธีการนำเข้าบานไม้หน้าต่างประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น เพื่อนำไปเตรียมไว้ที่สถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว คุณโยโกะ [Yoko Futagami] และคุณฟูไค [Hiromu Fukai] เจ้าหน้าที่ของสถาบันมาต้อนรับและนำคณะเดินทางไปที่พักเพื่อเก็บสัมภาระโดยการนั่งรถไฟฟ้าไคเซน เวลา ๐๙.๒๗ น. เดินทางจากสนามบินนาริตะถึงเมือง Ueno (ยูเอโน่) และเดินจากสถานีเพื่อนำของเข้าพักที่ Hotel Parkside โรงแรมพาร์คไซค์     เวลา ๑๓.๓๐ น. คณะผู้แทนของทางวัดราชประดิษฐฯเดินทางมายัง  สถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติฯ เพื่อร่วมเปิด            กล่องชิ้นงานทั้งสองร่วมกับเจ้าหน้าที่ของทางสถาบันฯ คุณโยโกะ และคุณยามาชิตะ [Yoshihiko Yamashita] และเจ้าหน้าที่บริษัท    ประกันภัยจากไทยที่มาพร้อมกับคณะเดินทาง เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยก่อนพิธีการในวันรุ่งขึ้น ผลปรากฏว่าชิ้นงานอยู่ใสภาพเรียบ   ร้อยก่อนการเดินทางทุกประการ หลังจากนั้นได้หาลือถึงขั้นตอนในการดำเนินการในวันรุ่งขึ้นเพื่อความพร้อม เวลา ๑๕.๕๔ น. เดินทางกลับที่พัก   วันอังคารที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๒๐ น. รถยนต์จากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นมารับเพื่อนำคณะสงฆ์ซึ่งเป็นคณะผู้แทนเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามไปฉันท์ภัตตาหารเพลที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ตามคำนิมนต์ของท่านเอกอัครราชทูตฯ ธนาธิป อุปัติศฤงค์ พร้อมทั้งคณะที่ร่วมเดินทาง ตลอดจนคุณโยโกะ เจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว ได้รับเชิญไปรับประทานอาหารด้วย  ในการไปเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียวครั้งนี้ เพื่อพบปะและปรึกษาเกี่ยวกับการมอบบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น เพื่อการวิจัยและซ่อมแซม  เมื่อเสร็จเดินทางกลับที่พัก เวลา ๑๔.๓๐ น.   คณะผู้แทนเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว ได้มีพิธีมอบหนังสือสัญญาข้อตกลงด้านการวิจัยและซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๒ ปี    ในการนี้ ท่านเอกอัครราชทูตฯ ธนาธิป อุปัติศฤงค์ และภริยา พร้อมเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ให้เกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบหนังสือสัญญาข้อตกลงด้านการวิจัยและซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น และหนังสือตอบรับการรับมอบชิ้นบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นไว้ เพื่อการวิจัยและซ่อมแซม ระหว่างวัดกับสถาบันฯด้วย   คุณคาเมอิ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้กล่าวคำต้อนรับคณะผู้แทนเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐฯ และท่าน ทูตไทย ณ กรุงโตเกียว โดยมีคุณสุวิวรรณ เอื้อสุขกุล เป็นล่ามในการสื่อสารระหว่างทั้งสองฝ่าย  อนึ่ง ท่านเอกอัครราชทูตฯ ธนาธิป อุปัติศฤงค์ และภริยา พร้อมเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ยังได้ให้เกียรติขึ้นไปชมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น ที่ทางวัดนำมามอบให้กับสถาบันเพื่อทำการวิจัยและซ่อมแซมต่อไป บนชั้น ๓ ที่ทำการของสถาบันฯอีกด้วย เวลา ๑๗.๒๐ น. เดินทางกลับที่พัก   วันพุธที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๓๐ น. เดินทางไปศึกษารูปแบบศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น ณ วัด KotoKu Temple (โคโตคุ) เวลา ๑๒.๔๐ น. เดินทางไปศึกษารูปแบบศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น ณ วัด Kencho – ji Temple (เคนโชจิ) เวลา ๑๓.๕๐ น. เดินทางไปศึกษารูปแบบศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น ณ วัด Engaku – ji Temple (เอนกาคูจิ) เวลา ๑๕.๑๕ น. เยี่ยมชม Tsurugaoka – Hachimangu Shrine ศาลเจ้าทัสสุรุกาโอกะ ฮาชิมันกุ ซึ่งเป็นศาลเจ้าสำคัญ เพื่อรำลึกถึง ฮาชิมัน เทพเจ้าแห่งสงคราม สร้างในปีค.ศ.1191 เวลา ๑๗.๒๕ น. เดินทางกลับที่พัก   วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๓๕ น. เดินทางมาเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการเครื่องรักญี่ปุ่น ณ มหาวิทยาลัยศิลปะของโตเกียว โดยคุณโยโกะ และคุณยามาชิตะ เป็นผู้นำไป และได้เข้าพบกับ อาจารย์ โอกูระ โนริฮิโกะ [Ogura Norihiko] อาจารย์คณะศิลปกรรมเครื่องรักญี่ปุ่นเป็นผู้นำชม ท่านนำชมผลงานคณะจารย์บางส่วน การปฏิบัติงานเครื่องรักของนักศึกษาระดับต่าง ๆ ได้แก่ ปี ๑ – ๒ ฝึกปฏิบัติสร้างเครื่องมือใช้เองได้แก่อุปกรณ์การกรองยางรัก (อุปกรณ์สร้างด้วยไม้) อุปกรณ์การปาดยางรักด้วยไม้สน ซึ่งนักศึกษาทั้งหญิงและชายจะต้องสร้างขึ้นเอง การปฏิบัติงานนักศึกษาปี ๓ – ๔ สร้างชิ้นงานเครื่องรักโดยการออกแบบชิ้นงาน การสร้างหุ่นขึ้นเองทั้งแบบปั้น ปะติดด้วยกระดาษ ขึ้นหุ่นด้วยโฟรมหรือฟองน้ำและปะติดด้วยกระดาษ จนชั้นปีสูงขึ้นทำการขึ้นหุ่นด้วยวิธีที่ยากขึ้นได้แก่การขึ้นหุ่นด้วยไม้แกะสลัก ทุกลักษณะการขึ้นหุ่นจบลงด้วยการทำพื้นยารักและประดับตกแต่งด้วยกรรมวิธียางรักแบบญี่ปุ่น ทั้งการทำรักสี โรยทอง รักสีขูดลายหรือรักลายนูน ล้วนมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน  ได้ศึกษาห้องบ่มเครื่องรัก และห้องปฏิบัติการตกแต่งผิวขั้นสุดท้ายที่เป็นห้องปลอดจากฝุ่นละออง  ซึ่งคณะฯ ได้รับความรู้ความเข้าใจพอควรเนื่องจากไม่มีการจัดแบบแสดงกระบวนการครบวงจรเพียงศึกษาดูงานการเรียนการสอนพอสังเขป จากการสังเกตพบว่ามีนักศึกษาที่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และผู้เรียนวิชาเครื่องรักก็มีอาการแพ้ยางรักอยู่จำนวนมากแต่ไม่ถึงขั้นรุนแรงจนต้องเลิกเรียน เวลา ๑๓.๕๐ น. เดินทางไปศึกษารูปแบบศิลปกรรม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  กรุงโตเกียว พบว่ามีการจัดนิทรรศการศิลปกรรมนานาประเทศในอาเซียนเป็นห้อง ๆ และมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนด้านศิลปกรรมภายในประเทศเป็นระยะทำให้ประชาชนสนใจติดตามชม สักเกตว่ามีผู้คนเข้าชมจำนวนมาก ตลอดการเข้าชมพื้นที่การจัดกว้างขวาง ตลอดจนมีที่ขายสินค้าที่เป็นของที่ระลึกและหนังสือประวัติศาสตร์และศิลปกรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง  เวลา ๑๗.๐๐ น. เดินทางกลับที่พัก   วันศุกร์ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๗.๕๕ น. เดินทางออกจากสนามบิน นาริตะ ประเทศญี่ปุ่นด้วยสายการบิน Japan airline   เที่ยวที่ [JL 707] เวลา ๒๓.๒๕ น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม  การเดินทางร่วมไปกับคณะตัวแทนของวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามครั้งนี้ ได้รับความรู้และประสบการณ์ในการดูแลอนุรักษ์ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุประเภทเครื่องรัก และเครื่องรักประดับมุกแบบญี่ปุ่น ที่ต้องใช้ความระมัดระวังและความประณีตเป็นอย่างสูงที่จะสามารถคงสภาพชิ้นงานให้คงอยู่สืบไปแม้จะต้องใช้เวลาในการดำเนินงานที่มากพอควร  และได้ทราบถึงความรักความภาคภูมิใจใจศิลปวัตถุ โบราณวัตถุมาจากประเทศญี่ปุ่น ได้สัมผัสความรู้สึกของทั้งท่านผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว  ประเทศญี่ปุ่น และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มาร่วมพิธีส่งมอบเพื่อการวิจัยครั้งนี้มีความปลื้ม ปิติ ที่ได้พบเห็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เกิดจากประเทศญี่ปุ่นที่หาได้น้อยชิ้น  ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุที่มีขนาดเล็กประเภทกล่อง ตลับพบอยู่ในทวีปยุโรปและประเทศจีน   แต่ที่มีปรากฏในประเทศไทยกับเป็นชิ้นขนาดใหญ่และมีจำนวนเป็นร้อยชิ้นที่สามารถประดับบานประตูและบานหน้าต่างทำให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงนำเอางานลักษณะนี้มาประดับไว้ในประเทศไทย เนื่องจากในปัจจุบันมีช่างที่สร้างงานประเภทนี้ในญี่ปุ่นน้อยลงมาก ทั้งด้านการถ่ายทอดศิลปกรรม วัฒนธรรมของชนชาติญี่ปุ่น  ถึงแม้ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอันลำเลิศ  แต่ญี่ปุ่นเองก็พยายามรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของเขาไว้ ถึงขั้นจัดเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีถึงระดับปริญญาเอก  ในขณะที่ประเทศไทยเองการนำวิชาช่างไทยแบบโบราณมาจัดทำเป็นหลักสูตรทำการเรียนการสอนเริ่มลดน้อยถอยลง  ก็คงมีหน่วยงานภาครัฐบางส่วนที่นำเอาวิธีการแบบช่างไทยโบราณมาใช้ในการปฏิบัติงานอยู่บ้างเช่น สำนักโบราณคดี สำนักช่างสิบหมู่ ของกรมศิลปากร ดังนั้นการอนุรักษ์และพัฒนาวิธีการด้านช่างไทยในขณะนี้อาจอยู่ในขั้นวิกฤติที่ต้องได้รับการดูแลรักษาจากทุกภาคส่วน            นายอำพล  สัมมาวุฒธิ  ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกรมศิลปากร ประจำปี ๒๕๖๕ (integrity and Transparency Assessment : ITA) O๑ โครงสร้าง O๒ ข้อมูลผู้บริหาร O๓ อำนาจหน้าที่ O๔ แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาหน่วยงาน O๕ ข้อมูลการติดต่อ O๖ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง O๗ ข่าวประชาสัมพันธ์ O๘ Q&A O๙ Social Network O๑๐ แผนดำเนินงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ส่วนที่ ๑O๑๐ แผนดำเนินงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ส่วนที่ ๒ O๑๑ รายงานการกำกับติดตามการดำเนินงาน รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๑๒ รายงานผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ O๑๓ คู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน O๑๔ คู่มือหรือมาตรฐานการให้บริการ O๑๕ ข้อมูลเชิงสถิติการให้บริการ ๖ เดือนแรก ของปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๑๖ รายงานผลการสำรวจความพึงพอใจการให้บริการ ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ O๑๗ E-Service O๑๘ แผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ส่วนที่ ๑O๑๘ แผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ส่วนที่ ๒ O๑๙ รายงานการกำกับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี รอบ ๖ เดือน ของปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๒๐ รายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ O๒๑ แผนการจัดซื้อจัดจ้างหรือแผนการจัดหาพัสดุ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ส่วนที่ ๑O๒๑ แผนการจัดซื้อจัดจ้างหรือแผนการจัดหาพัสดุ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ส่วนที่ ๒ O๒๒ ประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๒๓ สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุรายเดือน (๖ เดือนแรก) ของปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ O๒๔ รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ O๒๕ นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๒๖ การดำเนินการตามนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๒๗ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ปี พ.ศ. ๒๕๖๕         O๒๗-๑ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล                    ข้อ ๑ การสรรหาและคัดเลืออกบุคลากร และ                    ข้อ ๒ การบรรจุและแต่งตั้งบุคลากร         O๒๗-๒ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล                    ข้อ ๓ การพัฒนาบุคลากร          O๒๗-๓ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล                    ข้อ ๔ การประเมินผลการปฏิบัติงานบุคลากร         O๒๗-๔ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล                    ข้อ ๕ การให้คุณให้โทษและการสร้างขวัญ กำลังใจ O๒๘ รายงานผลการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ O๒๙ แนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ O๓๐ ช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบO๓๑ ข้อมูลเชิงสถิติเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ (๖ เดือนแรก) ของปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๓๑ ข้อมูลเชิงสถิติเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบปี ๒๕๖๔ รอบ ๖ เดือนO๓๒ ช่องทางการรับฟังความคิดเห็น O๓๓ การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๓๔ นโยบายไม่รับของขวัญ (No Gift Policy) ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๓๕ การมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๓๖ การประเมินความเสี่ยงการทุจริตประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๓๗ การดำเนินการเพื่อจัดการความเสี่ยงการทุจริต ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๓๘ การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรตามมาตรฐานทางจริยธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๓๙ แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๔๐ รายงานการกำกับติดตามการดำเนินการป้องกันการทุจริต รอบ ๖ เดือน ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ O๔๑ รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ส่วนที่ ๑O๔๑ รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ส่วนที่ ๒ O๔๒ มาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน O๔๓ การดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ .........................................................


ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เดินทางมาเพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ได้เดินทางมายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ รวมรับฟังการบรรยายสรุปและเยียมชมนิทรรศการถาวรสื่อวีดิทัศน์ภายในพิพิธภัณฑสถานเห่งชาติ เชียงใหม่


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา   ๑.   ชื่อโครงการ :  การสัมมนาในระดับภูมิภาคขององค์การการท่องเที่ยวโลกด้านการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ๒.   วัตถุประสงค์ :        ๒.๑ เพื่อเป็นเวทีสำหรับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว  ผู้เชี่ยวชาญ  และผู้ปฏิบัติในการหารือและทบทวนโอกาส  รวมถึงความท้าทายของการท่องเที่ยวอย่างยื่นในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม  และทางธรรมชาติ        ๒.๒ เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาและ  ประสบการณ์ของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียที่ประสบผลสำเร็จในนโยบาย  แนวทางสำหรับการบริหารจัดการอย่างยั่งยื่น  การอนุรักษ์และยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ๓.   กำหนดเวลา : ระหว่างวันที่  ๑ – ๓  พฤศจิกายน  ๒๕๕๖ ๔.   สถานที่ : เมืองเสียมราฐ  ราชอาณาจักรกัมพูชา ๕.  หน่วยงานผู้จัด : องค์การการท่องเที่ยวโลก (The United Nations World  Tourism  Organization:UNWTO)  ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ๖.  หน่วยงานสนับสนุน : กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ๗.  กิจกรรม : การแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการมรดกทางศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ  เช่น  ประวัติศาสตร์  โบราณคดี  สถาปัตยกรรม  และการบริหารจัดการแหล่งมรดกทางธรรมชาติ ๘.  คณะผู้แทนไทย :                    ๘.๑  นางชุติมา  จันทร์เทศ  หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ๙.  สรุปสาระของกิจกรรม :                     การสัมมนาในระดับภูมิภาคขององค์การการท่องเที่ยวโลกด้านการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม :                    ๑๐.๑ การสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแต่ละแหล่งของกลุ่มประเทศสมาชิกต่างๆ  ก่อให้เกิดแนวคิดในการบริหารจัดการและการดำเนินงานอนุรักษ์ในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ดูแลรับผิดชอบ  เช่น  การบริหารจัดการและการควบคุมดูแลเมืองโบราณหลวงพระบาง  ซึ่งสามารถพิจารณานำมาปรับประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของไทยได้                    ๑๐.๒ การเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น  ทำให้การบริหารจัดการบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์  และเป้าหมายที่กำหนดได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพโดยการมีมาตรการควบคุมพื้นที่เขตโบราณสถาน  และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  ตลอดจนการควบคุมรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของอาคารสิ่งก่อสร้าง  ทั้งนี้  เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม  รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการตักบาตรข้าวเหนียวของชาวเมืองหลวงพระบาง  และการแต่งกายที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ และสืบทอดมาจนทุกวันนี้                    ๑๐.๓  การนำเสนอข้อมูลการบริหารจัดการของกลุ่มประเทศสมาชิกต่างๆ  ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล และองค์ความรู้ในการบริหารจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ  และสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้ในบางส่วน                    ๑๐.๔ จากการเข้าร่วมประชุมสัมมนา  ในระดับภูมิภาคขององค์การการท่องเที่ยวโลกด้านการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม  และทางธรรมชาติในครั้งนี้  ก่อให้เกิดประโยชน์ทำให้ได้ทราบแนวทางต่างๆ  ในการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม  ซึ่งเป็นผลก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของไทย  เช่น  การบริหารจัดการน้ำ  เพื่อการควบคุมระดับน้ำบริเวณบาราย  ที่อยู่โดยรอบปราสาทนครวัด  เป็นต้น                                                                       นางชุติมา  จันทร์เทศ    หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง                                                                                     ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


ช่วงสายของวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เรือหลวงศรีราชาได้แล่นเข้ามาใกล้กับเกาะราชาน้อยซึ่งเป็นที่หมายของเรา พร้อมเสียงผู้การเรือประกาศผ่านลำโพงแจ้งให้ทุกคนทราบ .... "เตรียมการจอดเรือ" ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศนักดำน้ำสำรวจทุกคนได้เตรียมชุดดำน้ำ และวางแผนการทำงานขั้นสุดท้าย โดยแบ่งชุดสำรวจออกเป็น ๓ ชุดด้วยกัน ชุดแรกนั้นมุ่งไปที่การหาจุดที่พบวัตถุรูปทรงคล้ายปืนใหญ่โบราณพร้อมแบ่งคนไปสำรวจด้านทิศเหนือ ชุดที่สองนั้นมุ่งสำรวจไปทางทิศใต้ สำหรับชุดที่สามนั้นเป็นชุดสนับสนุนจากทัพเรือ เมื่อเข้าใจการทำงานกันอย่างดีแล้ว ชุดดำชุดที่หนึ่งทยอยไต่ลงจากท้ายเรือหลวงไปที่เรือยางที่ทางทัพเรือภาคที่ ๓ เตรียมมาสนับสนุน และแล่นไปตามคลื่นเข้าหาที่หมาย ในเวลาเพียงไม่นานทีมงานที่เหลือบนเรือก็เห็นทุ่นสัญญาณลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งแน่นอนว่านั้นหมายถึงการพบวัตถุต้องสงสัยแล้ว เมื่อทราบดังนั้นชุดดำที่เหลือจึงไม่รอช้าปืนลงเรือยางเพื่อเข้าสู่ที่หมายเป็นลำดับต่อไป สภาพแรกที่เห็นคือแท่นขนาดใหญ่ลักษณะเป็นที่เหลี่ยมคางหมู มีขนาดประมาณ ๑๒๐ x ๙๐ เซนติเมตร สูงไม่ต่ำกว่า ๗๐ เซนติเมตรจม ถัดมาเป็นวัตถุรูปทรงคล้ายปืนใหญ่จมอยู่ใต้ผิวทรายกว่าครึ่ง พื้นผิวภายนอกมีสนิมปกคลุม เบื้องต้นจึงจึงวิธีการเปิดพื้นผิวที่ปกคลุมวัตถุด้วยการโบกด้วยมือ (Hand Fan) เพื่อให้เห็นสภาพโดยรวมของวัตถุทั้งหมด ซึ่งมีขนาดความยาวประมาณ ๑ เมตร กว้างประมาณ ๒๐ เซนติเมตร เมื่อเห็นลักษณะรูปทรงทั้งหมดแล้วทีมงานกลับพบกับความแปลกใจเมื่อพบว่าวัตถุคล้ายปืนใหญ่นั้นถูกเชื่อมติดกันกับแท่นโลหะด้วยเหล็กฉาก ซึ่งหากเป็นปืนใหญ่โบราณจริงไม่ควรเป็นแบบนั้น ไม่เพียงเท่านี้ขนาดโดยรวมของปืนใหญ่ยังดูไม่สมมาตรเนื่องจากปากกระบอกปืนนั้นมีขนาดพอๆกันกับท้ายกระบอกปืน อีกทั้งรูที่สันนิษฐานว่าเป็นรูใส่กระสุนปืนยังมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับตัวกระบอกปืน นั่นทำให้ตัวปืนมีความบางเกินกว่าที่จะเป็นปืนใหญ่ จากข้อสังเกตุดังกล่าวทำให้สรุปว่าวัตถุดังกล่าวนั้นเป็นท่อเหล็กที่ปลายด้านหนึ่งบานออกคล้ายปากกระบอกปืน ส่วนที่ท้ายปืนมีปุ่มยืนออกมาคล้ายกับท้ายปืนใหญ่ เมื่อถูกปกคลุมด้วยสนิมจึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับปืนใหญ่โบราณ เมื่อสรุปได้ดังนั้น ทางทีมงานตัดสินใจที่จะนำท่อเหล็กดังกล่าวขึ้นเพื่อนำเก็บบันทึกและมาตรวจสอบต่อไป


ผลการตรวจสอบแหล่งโบราณสถานที่ได้รับแจ้งข้อมูล แหล่งโบราณสถานวัดพระวังหาร (เก่า) นั้นตั้งอยู่ในแหล่งโบราณคดีบ้านพระวังหาร ซึ่งกลุ่มโบราณดคีได้มีการการสำรวจและจัดทำเอกสารการสำรวจเบื้องต้นไว้แล้ว เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ โดยนายสมเดช ลีลามโนธรรม ซึ่งมีข้อมูลสำคัญสรุปได้ ดังนี้แหล่งโบราณคดีบ้านพระวังหาร หมู่ ๔ ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา มีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่ แผนผังรูปกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๓๐๐ เมตร มีความสูงจากที่นาโดยรอบประมาณ ๔ เมตร จากการสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดี ได้แก่๑. เศษภาชนะดินเผาแบบเนื้อดินหยาบ ผิวสีครีม (นวล) สีส้ม มีทั้งแบบผิวเรียบและตกแต่งลายเชือกทาบ ลายขูดขีดเป็นเส้นตรง ลายเขียนสีดำ สันนิษฐานว่าเป็นเศษภาชนะดินเผาในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคเหล็ก๒. เศษภาชนะดินเผาเครื่องถ้วยเขมร แบบเนื้อดินละเอียด ผิวสีส้ม มีทั้งแบบผิวเรียบและตกแต่งลายขุดเป็นเส้นตรงขนานกัน ขูดขีดเป็นรูปสามเหลี่ยม เศษภาชนะดินเผาแบบเนื้อแกร่งไม่เคลือบและเคลือบน้ำเคลือบสีเขียว เศษภาชนะดินเผาส่วนก้นไม่มีลวดลาย๓. ก้อนศิลาแลง/แท่งศิลาแลง รูปทรงเป็นแท่งสี่เหลี่ยม จำนวน ๒ ก้อน ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในวัดพระวังหาร จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านทราบว่า พบอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้าน๔. นอกจากนี้จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านทราบว่า เคยมีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ร่วมกับภาชนะดินเผาในบริเวณหมู่บ้านด้วยจากหลักฐานที่พบสันนิษฐานได้ว่า แหล่งโบราณคดีบ้านพระวังหาร เป็นแหล่งประเภทที่อยู่อาศัยของมนุษย์หลายช่วงสมัย ดังนี้๑. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคเหล็ก อายุราว ๒,๕๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว ในช่วงเวลานี้ชุมชนอาจมีประเพณีการฝังศพเช่นเดียวกับชุมชนร่วมสมัยอื่นๆ๒. สมัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมขอมหรือเขมร อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๘ หรือประมาณ ๘๐๐ – ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว


องค์ความรู้สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่เรื่อง "เมืองเชียงรายจากหลักฐานทางโบราณคดี ตอนที่ 1 : การตั้งถิ่นฐานแรกเริ่ม - สมัยล้านนา" เรียบเรียงโดย : นางสาวนงไฉน ทะรักษา นักโบราณคดีชำนาญการ.     ในพื้นที่เทศบาลนครเชียงรายพบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาเนิ่นนาน โดยในปี พ.ศ. 2474 ศาสตราจารย์ฟริทซ์ สารสิน (Fritz Sarasin) ได้ขุดค้นพบเครื่องมือหินที่ถ้ำพระ เป็นเครื่องมือแบบไซแอเมียน (Siamian) ในยุคหินเก่า แบบเดียวกับที่พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี แหล่งโบราณคดีที่บ้านผาหมู อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ และแหล่งโบราณคดีในอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พบเศษภาชนะดินเผา และเครื่องมือที่ทำด้วยกระดูกสัตว์ สรุปว่าคนที่อาศัยอยู่นี้เป็นกลุ่มชนล่าสัตว์ ยังไม่รู้จักการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์.     ส่วนในเอกสารประวัติศาสตร์ พบการกล่าวถึงเมืองเชียงรายในพื้นเมืองเชียงแสน ฉบับรวบรวมและปริวรรตโดย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล ตั้งแต่สมัยตำนานจนถึงสมัยล้านนาและสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนี้     - ลวจังกราช (พ.ศ.1182-1304) ได้โปรดฯ ให้สร้างเมืองแห่งหนึ่งขึ้นในบริเวณที่พบช้างป่าใหญ่ แล้วเรียกชื่อเมืองแห่งนี้ว่า “เวียงเชียงรอย” ซึ่งภายหลังคำว่าเชียงรอยได้แผลงไปเป็น “เชียงราย”     - ตำนานยังเล่าอีกว่า พ.ศ.1438  พญาเรือนแก้วผู้ครองเมืองไชยนารายณ์ทรงสร้างพระธาตุขึ้น บนยอดดอยจอมทองริมฝั่งแม่น้ำกกในเขตตัวเมืองเชียงราย     - ใน พ.ศ.1587 ท้าวกีฅำลาน เจ้าเมืองแคว้นกาวได้ยกทัพมารบกับลาวจังกวาเรือนฅำแก้วที่กลางทุ่งเชียงราย ลาวจังกวาเรือนฅำแก้วพ่ายแพ้ ชาวเชียงรายเสียแม่ทัพ เมืองแตก ทิ้งเมืองไป ทำให้เมืองเชียงรายกลายเป็นเมืองร้างไป     - จนกระทั่งพญามังราย เสด็จประพาสป่าพร้อมกับบริวาร พบเมืองเชียงรายร้าง ทางใต้ของเวียงเงินยาง มีความพึงพอใจ จึงได้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่ และประทับอยู่เมืองเชียงรายนี้ ไม่ได้กลับไปยังเมืองเงินยางอีก โอรสของพระองค์คือ พญาไชยสงครามก็ประทับอยู่ที่เมืองเชียงรายนี้จนสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นบทบาทของเมืองเชียงรายก็ลดน้อยลง กษัตริย์โปรดฯ ให้ขุนนางปกครองเมืองแห่งนี้แทน     - แต่ยังคงปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเชียงรายด้านพุทธศาสนาในสมัยล้านนาอยู่ ดังเช่นชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวถึงคณะสงฆ์นิกายป่าแดงได้เดินทางไปอุปสมบทกุลบุตรในเมืองเชียงแสนแล้ว ก็ได้เดินทางไปทำการอุปสมบทกุลบุตรที่เมืองเชียงราย เมื่อปี พ.ศ.1977     - ในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน เกิดฟ้าผ่าองค์เจดีย์วัดป่าเยี้ยะ ได้พบพระแก้วมรกตในองค์เจดีย์นั้น วัดป่าเยี้ยะจึงถูกเรียกว่าว่าวัดพระแก้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา     - จารึกดอยถ้ำพระเป็นหลักฐานแสดงถึงประเพณีการนำพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ยังถ้ำพระ ในปี พ.ศ.2027 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีประเพณีนี้มาตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ถ้ำพระจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยล้านนา     - ขอบเขตของเมืองเชียงรายนั้น ดร. ฮันส์ เพนธ์ สันนิษฐานไว้ว่าเมื่อแรกสถาปนาในสมัยราชวงศ์มังราย มีขนาดไม่ใหญ่นัก มีกำแพงเมืองเก่าเป็นอิฐเพียงบริเวณตีนดอยจอมทองเท่านั้น นอกนั้นเป็นกำแพงดินและอาศัยแม่น้ำกกเป็นคูเมือง.     โบราณสถานในเมืองเชียงรายที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้น ทั้งดอยถ้ำพระ พระธาตุดอยทอง วัดพระแก้ว และกำแพงเมือง-คูเมืองเชียงราย มีการใช้งานตลอดระยะเวลาตั้งแต่สมัยล้านนาจนถึงปัจจุบัน จึงถูกดัดแปลงปรับเปลี่ยนตลอดมา จนไม่ทราบลักษณะดั้งเดิมเมื่อสมัยแรกสร้างแล้ว โบราณสถานเกือบทั้งหมดที่ค้นพบยังไม่เคยได้รับการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดี จนกระทั่งปี พ.ศ.2560 สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ มีโอกาสได้ดำเนินการทางโบราณคดีในพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช ทำให้ได้ข้อมูลทางโบราณคดีที่สำคัญของเมืองเชียงรายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป--------------------------------เอกสารอ้างอิง-กองโบราณคดี. โบราณคดีเชียงราย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2533.บวรเวท  รุ่งรุจีและคณะ, โครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคเหนือ). ม.ป.ท., 2529.สรัสวดี อ๋องสกุล. พื้นเมืองเชียงแสน. กรุงเทพมหานคร : อัมรินทร์พริ้งติงลิชชิ่ง, 2546.สุภาพร นาคบัลลังก์ บรรณาธิการ. จากยุคน้ำแข็งไพลสโตซีนสู่สมัยล้านนา. เชียงใหม่ : โครงการจัดตั้งศูนย์โบราณคดีภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550.สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่. นามานุกรมแหล่งมรดกวัฒนธรรมในพื้นที่ล้านนาตะวันตก. เชียงใหม่ : เชียงใหม่สแกนเนอร์, 2560.อภิชิต ศิริชัย. รู้เรื่องเมืองเชียงราย. เชียงราย : สำนักพิมพ์ล้อล้านนา, 2559.ฮันส์เพนธ์ และคณะ. ประชุมจารึกล้านนา. เชียงใหม่ : คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2546.


ชื่อเรื่อง                     เมืองโบราณอู่ทอง : รายงานสรุปผลการศึกษาโบราณสถานที่เนินพลับพลา ในปี 2560ผู้แต่ง                       สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรงประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่นหมวดหมู่                   ประวัติศาสตร์เอเชีย เลขหมู่                      959.373 ส363มสถานที่พิมพ์               กรุงเทพฯสำนักพิมพ์                 เปเปอร์เมท(ประเทษไทย)จำกัดปีที่พิมพ์                    2560ลักษณะวัสดุ               146 หน้า หัวเรื่อง                     โบราณคดีอู่ทองภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก  เป็นหนังสือรายงานการสำรวจและการขุดค้นเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เนินพลับพลาปี 2560  เนื้อหาภายในเล่ม คือ  ที่ตั้งและสภาพภูมิศาสตร์เมืองโบราณอู่ทอง การศึกษาเปรียบเทียบลักษณะที่ตั้งและสภาพภูมิศาสตร์ระหว่างเมืองอู่ทอง เมืองคูบัว และเมืองนครปฐม ศึกษาโบราณสถานสมัยทราวดีที่เมืองอู่ทอง ได้แก่ โบราณสถานทางพุทธศาสนา โบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับระบบจัดการน้ำและเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ การขุดศึกษาโบราณสถานที่เนินพลับพลา ในปี 2558 หลักฐานที่ค้นพบ เช่น ลูกปัดหิน หินบด ต่างหูโลหะ เป็นต้น พร้อมทั้งสรุปและข้อเสนอแนะ ภาคผนวก1 - 3 รายการโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ รายงานผลการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ แผนผังท้ายเล่ม ตามลำดับ


รายงานการเดินทางไปราชการ การประชุมเชิงปฏิบัติการนาฏศิลป์เอเชีย และการประชุมคณะกรรมการ Asia Dance Committee ณ สาธารณรัฐเกาหลี   ๑. ชื่อโครงการ ๒๐๑๓ Asia Dance Committee  ณ สาธารณรัฐเกาหลี ๒. วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการให้ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับนานาประเทศในฐานะประเทศสมาชิก Asia Dance Committee  โดยส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกร่วมทางวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศสมาชิก ผ่านศิลปะการแสดง เพื่อให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนเพื่อค้นหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของเอเชีย รวมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศสมาชิกเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอารยะธรรม ๓.  กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๓–๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ๔.  สถานที่   กรุงโซลประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ๕.  หน่วยงานผู้จัด กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ๖. หน่วยงานสนับสนุน ๑. สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ๒. กรมศิลปากร ๓. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ๗. กิจกรรม      ๑. การประชุมเชิงปฏิบัติการนาฏศิลป์เอเชีย ระหว่างวันที่ ๓ – ๖ พฤศจิกายน  ๒๕๕๖     ๒. การประชุมคณะกรรมการ Asia Dance Committee วันที่ ๗ พฤศจิกายน  ๒๕๕๖        ๘. คณะผู้แทนไทย  ๑. นางพัชรา บัวทอง                      นาฏศิลปินอาวุโส              ๒. นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา        นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ     ๓. นายยุทธนา  อัมระรงค์               อาจารย์พิเศษ  คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ๙. สรุปสาระสำคัญของกิจกรรม การประชุม ๒๐๑๓ Asia Dance Committee  เป็นกิจกรรมเตรียมการเพื่อเรียมการแสดงใน พิธีเปิดศูนย์วัฒนธรรมเอเชีย (Asian Cultural Complex) ณ เมือง Gwangjuสาธารณรัฐเกาหลี ในปี ค.ศ. ๒๐๑๕ ประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการนาฏศิลป์เอเชีย เพื่อสร้างสรรค์ชุดการแสดงในพิธีเปิด และการประชุมคณะกรรมการ Asia Dance Committee จากผู้แทนรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อวางแผนความร่วมมือด้านศิลปะการแสดงในอนาคตเมื่อมีการเปิดใช้งาน Asian Cultural Complex ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม     ๑. เนื่องจากข้อกำหนดคณะกรรมการ Asia Dance Committee กำหนดให้ผู้แทนแต่ละประเทศที่เป็นกรรมการมีอายุ ๒ ปีซึ่งได้ครบกำหนดแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมจำเป็นต้องเสนอรายชื่อไปยังเลขานุการกรรมการอีกครั้งหนึ่ง     ๒. ผู้เข้าร่วมประชุมหากไม่ได้เป็นผู้มีรายชื่อเป็นคณะกรรมการ ไม่สามารถลงนามในมติที่ประชุม และรับรองรายงานการประชุมได้     ๓. ลักษณะลีลาท่าทางของการแสดงที่ทำการประชุมเชิงปฏิบัติการนาฏศิลป์เอเชีย ควรแสดงให้เห็นเอกลักษณ์ท่าทางการแสดงของแต่ละชาติได้อย่างชัดเจนมากขึ้นในการประชุมเชิงปฏิบัติการนาฏศิลป์เอเชียครั้งต่อไปปี ๒๐๑๔     นางพัชรา  บัวทอง  ผู้สรุปผลการเดินทางไปราการ                                            ๖ ธันวาคม ๒๕๕๖                             


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : สุราต้องไม่ค้ากำไร -- ปี 2491 สุราหรือเหล้ามีบทบาทต่อการลดค่าครองชีพช่วยเหลือข้าราชการ เป็นบทบาทสำคัญที่ขนาดกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือถึงคณะกรมการจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อแจ้งเรื่องที่เกี่ยวข้องดังสรุปความว่า แรกเริ่มกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้สโมสรข้าราชการจังหวัดปราจีนบุรีซื้อสุราจากผู้ขายส่ง โดยเสียค่าธรรมเนียมพิเศษ ค่าขนส่ง และกำไรให้แก่ผู้ขาย ซึ่งขัดแย้งกับมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการลดค่าครองชีพช่วยเหลือข้าราชการ กระทรวงอุตสาหกรรมชี้แจงว่า โรงงานสุราเกิดอุปสรรคบางประการ ไม่สามารถผลิตส่งได้ตามความต้องการดังเดิม จึงลดจำนวนการขายให้สโมสรประจำจังหวัดก่อน กอปรกับมีผู้ลักลอบขนสุราจากที่อื่นและสุราปลอมไปขาย ดังนั้น จึงขอแก้ไขปัญหาโดยให้ผู้ขายส่งทุกพื้นที่ขายสุราแก่สโมสรประจำจังหวัดในราคาทุน บวกค่าขนส่ง ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมพิเศษอีกต่อไป จากรายละเอียดข้างต้น ทำให้ทราบความสำคัญของสุราว่า เกิดผลกระทบอย่างไรต่อการขาย ในเอกสารที่นำมาแสดงระบุยี่ห้อสุราเช่นกัน ซึ่งน่าสนใจว่าเหตุใดถึงไม่ใช่ยี่ห้ออื่นๆ ด้วย หรือผู้ผลิตรายนั้นประมูลได้ ? ถัดมา ความน่าจะเป็นในการช่วยเหลือค่าครองชีพควรเกี่ยวกับปัจจัยสี่มากกว่า "น้ำเมา " เป็นไปได้ว่าอาจช่วยสนับสนุนสินค้าอุตสาหกรรมของคนไทยหรือไม่ ? อย่างไรก็ตาม การแจ้งเรื่องที่เกี่ยวข้องของกระทรวงมหาดไทยนี้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่รัฐช่วยเหลือค่าครองชีพ หลักฐานที่ปรากฏเพียงเอกสารหนึ่งแผ่น จึงไม่อาจนำเสนอผลตอบรับ รายงานปฏิบัติ และแนวโน้มต่อไปในอนาคต ทำให้ไม่ทราบถึงความเป็นไปได้ของเป้าหมายตามนโยบายในขณะนั้น.ผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. สท 1.2.2/26 เอกสารสำนักงานปกครองจังหวัดสุโขทัย เรื่อง การลดค่าครองชีพช่วยเหลือข้าราชการ [ 4 ส.ค. 2491 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


black ribbon.