ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
1. ชื่อโครงการ THE ART OF LIVING 1981-2016 WORLD CULTURE FESTIVAL (เทศกาลวัฒนธรรมโลก)
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในมวลหมู่นานาอารยประเทศทั่วโลกผ่านการแสดงทางวัฒนธรรม
2.2 เพื่อแสดงถึงความมีสันติภาพ การสร้างสันติภาพ การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของมวลมนุษย์โดยมีวัฒนธรรมเป็นสื่อในการสร้างสันติภาพ
2.3 เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยในด้านนาฏศิลป์โขนให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
3. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ 10 – 14 มีนาคม 2559
4. สถานที่ เมืองนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย
5. หน่วยงานผู้จัด
สมาคมระหว่างประเทศเพื่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ (ประเทศไทย)
6. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
7. กิจกรรม
วันที่ 9 มีนาคม 2559 นายประสาท ทองอร่าม ผู้ชำนาญการด้านนาฏศิลป์ไทย ซึ่งเป็น
ผู้ประสานงานระหว่างสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กับสมาคมระหว่างประเทศเพื่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ (ประเทศไทย) ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเที่ยวบิน TG 331 เวลา 23.25 น. พร้อมกับ
นายนุกูล แซ่ลี นายกสมาคมฯ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแสดง ถึงสนามบินเมืองนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เวลา 00.30 น. (เวลาช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 30 นาที) เดินทางจากสนามบินไปยังโรงแรม
ที่พัก GRAND VENIZIA 6 Bhama Shal Marg Delhi
วันที่ 10 มีนาคม 2559 คณะผู้ปฏิบัติงานจากสำนักการสังคีต ชุดที่ 1 ประกอบด้วย
1. นายสุรัตน์ เอี่ยมสะอาด
2. นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์
3. นายสุรศักดิ์ กิ่งไทร
4. นายกิตติศักดิ์ อยู่สุข
5. นายปิยะ แสวงทรัพย์
6. นายถาวร ภาสดา
7. นายรณภัทร นามดี
8. นายศุภโชค ยอดประเสริฐกุล
9. นางอัญชิษฐา บุญเพ็ง
10. นางสาวสุภาภรณ์ ลาสะอาด
ออกเดินทางจากสำนักการสังคีต เวลา 16.00 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 17.30 น. เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเที่ยวบิน TG 315 เวลา 20.00 น. ถึงสนามบินเมืองนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เวลา 22.00 น. เดินทางจากสนามบินไปยังโรงแรมที่พัก GRAND VENIZIA 6 Bhama Shal Marg Delhi เวลา 01.00 น.
วันที่ 11 มีนาคม 2559 คณะผู้ปฏิบัติงานจากสำนักการสังคีต ชุดที่ 2 ประกอบด้วย
1. นายเจตน์ ศรีอ่ำอ่วม
2. นางนพวรรณ จันทรักษา
3. นางพรทิพย์ ทองคำ
4. นางอัญชลิกา หนอสิงหา
5. นายเสกสม พานทอง
6. นางสาวเพ็ญศิริ โกมลวัจนะ
7. นางสุมาลี เรืองศิลป์
8. นางสาวชริตา ธนัทกุลภักดี
9. นายสามารถ สุทธิกิตติวงศ์
10. นายสิทธิพร พันทะสา
ออกเดินทางจากสำนักการสังคีต เวลา 05.00 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 06.00 น. เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบิน JET AIRWAYS เที่ยวบินที่ 9W 61 (BKK-BOM) เวลา 08.55 น. ถึงเมืองมุมไบ
เวลา 11.55 น. เดินทางต่อโดยเที่ยวบิน 9W 305 (BOM-DEL) เวลา 15.00 น. ถึงสนามบินเมืองนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เวลา 17.05 น. และเดินทางจากสนามบินไปยังโรงแรมที่พัก GRAND VENIZIA 6 Bhama Shal Marg Delhi เวลา 22.00 น.
วันที่ 11 มีนาคม 2559
เวลา 08.00 น. คณะผู้ปฏิบัติงานจากสำนักการสังคีต ชุดที่ 1 รับประทานอาหารเช้าแล้วพักผ่อน
ตามอัธยาศัย
เวลา 12.00 น. คณะผู้ปฏิบัติงานจากสำนักการสังคีต รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม
เวลา 14.00 น. คณะผู้ปฏิบัติงานจากสำนักการสังคีต ออกจากโรงแรมที่พักไปยังสถานที่จัดงาน
เวลา 16.00 น. ถึงสถานที่จัดงาน ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน และเข้าชมงาน
เวลา 19.00 น. คณะผู้ปฏิบัติงาน เดินทางกลับโรงแรมที่พัก
เวลา 21.30 น. ถึงโรงแรมที่พัก และรับประทานอาหารเย็น
วันที่ 12 มีนาคม 2559
เวลา 07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
เวลา 10.00 น. คณะผู้ปฏิบัติงานออกจากโรงแรมที่พัก เดินทางไปยังสถานที่จัดงาน
เวลา 11.00 น. ถึงสถานที่จัดงาน รับประทานอาหารกลางวัน
เวลา 13.00 น. คณะผู้ปฏิบัติงาน แต่งหน้า – แต่งกาย ณ ที่พักผู้แสดงภายในบริเวณงาน
เวลา 16.00 น. คณะผู้ปฏิบัติงาน ออกจากที่พักผู้แสดง ไปยังเวทีการแสดง
เวลา 18.30 น. การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ยกรบ-สีดาคืนนคร
เวลา 18.40 น. เสร็จสิ้นการแสดง คณะผู้ปฏิบัติงานกลับมายังที่พักผู้แสดง
เวลา 19.30 น. คณะผู้ปฏิบัติงาน เดินทางกลับโรงแรมที่พัก
เวลา 20.30 น. ถึงโรงแรมที่พัก และรับประทานอาหารเย็น และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่ 13 มีนาคม 2559
เวลา 07.00-10.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัย
เวลา 12.00-14.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน และพักผ่อนตามอัธยาศัย
เวลา 18.00-20.00 น. รับประทานอาหารเย็น และพักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่ 14 มีนาคม 2559
เวลา 07.00-09.00 น. รับประทานอาหารเช้า
เวลา 07.30 น. นายประสาท ทองอร่าม พร้อมด้วยนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์ สถาบัน
บัณฑิตพัฒนศิลป์ ออกเดินทางจากโรงแรมที่พักไปยังสนามบินเมืองนิวเดลี
เวลา 08.30 น. ถึงสนามบินเมืองนิวเดลี เดินทางกลับโดยเที่ยวบิน TG 324 เวลา 11.10 น.
ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 16.40 น.
เวลา 14.00 น. คณะผู้ปฏิบัติงานจากสำนักการสังคีต ออกจากโรงแรมที่พักไปยังสนามบิน
เวลา 15.30 น. คณะผู้ปฏิบัติงาน เดินทางถึงสนามบิน
เวลา 21.50 น. คณะผู้ปฏิบัติงาน ชุดที่ 2 ออกเดินทางโดยเที่ยวบินที่ 9W 384 (DEL-BOM)
เวลา 21.50 – 23.50 น. และเดินทางต่อโดยเที่ยวบิน 9W 62 (BOM-BKK)
เวลา 01.35 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 15 มีนาคม 2559 เวลา 07.15 น.
เดินทางกลับสำนักการสังคีตเวลา 09.30 น.
วันที่ 15 มีนาคม 2559
เวลา 00.15 น. คณะผู้ปฏิบัติงาน ชุดที่ 1 ออกเดินทางจาก สนามบินนิวเดลี เที่ยวบิน TG 316
(DEL-BKK) ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 15 มีนาคม 2559 เวลา 05.40 น.
เดินทางกลับถึงสำนักการสังคีตเวลา 08.30 น.
เวลา 07.30 น.
8. คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยข้าราชการและบุคลากรของสำนักการสังคีต จำนวน 21 คน คือ
ที่
ชื่อ – นามสกุล
ตำแหน่ง
ปฏิบัติหน้าที่
1
นายประสาท ทองอร่าม
ผู้ชำนาญการด้านนาฏศิลป์ไทย
หัวหน้าคณะ กำกับการแสดง
2
นายสุรัตน์ เอี่ยมสะอาด
นาฏศิลปินอาวุโส
ช่วยกำกับการแสดง
3
นายเจตน์ ศรีอ่ำอ่วม
นาฏศิลปินอาวุโส
ช่วยกำกับการแสดง
4
นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
ผู้แสดง และเลขาคณะ
5
นางนพวรรณ จันทรักษา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
ผู้แสดง
6
นางพรทิพย์ ทองคำ
นาฏศิลปินชำนาญงาน
ผู้แสดง
ที่
ชื่อ – นามสกุล
ตำแหน่ง
ปฏิบัติหน้าที่
7
นางอัญชลิกา หนอสิงหา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
ผู้แสดง
8
นายเสกสม พานทอง
นาฏศิลปินชำนาญงาน
ผู้แสดง
9
นางอัญชิษฐา บุญเพ็ง
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
ผู้บรรเลง
10
นายสุรศักดิ์ กิ่งไทร
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
ผู้บรรเลง
11
นายกิตติศักดิ์ อยู่สุข
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
ผู้บรรเลง
12
นายปิยะ แสวงทรัพย์
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
ผู้บรรเลง
13
นายถาวร ภาสดา
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
ผู้บรรเลง
14
นายรณภัทร นามดี
พนักงานราชการ
ผู้บรรเลง
15
นายศุภโชค ยอดประเสริฐกุล
พนักงานราชการ
ผู้บรรเลง
16
นางสาวสุภาภรณ์ ลาสอาด
พนักงานราชการ
ผู้ขับร้อง
17
นางสาวเพ็ญศิริ โกมลวัจนะ
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
เจ้าหน้าที่แต่งกาย
18
นางสาวชริตา ธนัทกุลภักดี
พนักงานราชการ
เจ้าหน้าที่แต่งกาย
19
นางสุมาลี เรืองศิลป์
ช่างตัดเย็บผ้า ช.2
เจ้าหน้าที่แต่งกาย
20
นายสิทธิพร พันทะสา
ช่างอาภรณ์
เจ้าหน้าที่แต่งกาย
21
นายสามารถ สุทธิกิตติวงศ์
พนักงานจัดเครื่องโขนละคร
เจ้าหน้าที่แต่งกาย
9. สรุปสาระของกิจกรรม
สมาคมระหว่างประเทศเพื่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ (ประเทศไทย) ได้ประสานในรายละเอียดเบื้องต้น เพื่อจัดการแสดงโขนเข้าร่วมในงาน “เทศกาลวัฒนธรรมโลก” WORLD CULTURE FESTIVAL เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย กับนายประสาท ทองอร่าม ผู้ชำนาญการด้านนาฏศิลป์ไทย สำนักการสังคีต
นายประสาท ทองอร่าม ได้เรียนปรึกษาผู้อำนวยการสำนักการสังคีต เพื่อจัดบุคลากรเข้าร่วมในงานดังกล่าว โดยมีนักเรียน นักศึกษา จากวิทยาลัยนาฏศิลป์ และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เข้าร่วมแสดงในครั้งนี้ด้วย
สมาคมฯ ได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ขอความอนุเคราะห์เชิญบุคลากรเข้าร่วมแสดงในงาน “เทศกาลวัฒนธรรมโลก” WORLD CULTURE FESTIVAL ณ เมืองนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย โดยสมาคมฯ ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องตามระเบียบราชการดังนี้
ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินระหว่างประเทศ ค่าขนส่งสัมภาระระหว่างประเทศ ค่าที่พัก ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าอาหาร และค่าธรรมเนียมอื่นๆ พาหนะรับ – ส่ง ระหว่างสำนักการสังคีต และสนามบินสุวรรณภูมิทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ
สำนักการสังคีตได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร เพื่อโปรดพิจารณาอนุมัติให้ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักการสังคีต จำนวน 21 คน ไปร่วมปฏิบัติงานดังกล่าว ระหว่างวันที่ 10 – 14 มีนาคม 2559 เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในด้านการแสดงโขนให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
สมาคมฯ ได้จัดงานแถลงข่าวการจัดงานในครั้งนี้ที่โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) ในวันที่ 2 มีนาคม 2559 มีการเชิญสื่อมวลชนมาทำข่าว โดยมีการแสดงโขนชุดยกรบ เป็นตัวอย่างของการแสดงที่จะนำไปแสดง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การจัดงานในครั้งนี้
การแสดงโขนในครั้งนี่ จัดการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนยกรบ – สีดาคืนนคร โดยกำหนดจัดการแสดงในวันที่ 12 มีนาคม 2559 ใช้เวลาในการแสดงทั้งหมด 7 นาที โดยเริ่มการแสดงตั้งแต่เวลาประมาณ 18.30 น. และเสร็จสิ้นการแสดงเวลา 18.40 น. ตามกำหนดเวลาซึ่งทางผู้จัดงาน (ประเทศอินเดีย) ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานการแสดงได้กำหนดไว้ ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
10. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
การเดินทางไปปฏิบัติงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้ชมจากชาติต่างๆ ให้ความสนใจในการแสดงโขนจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก
สำหรับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นอันได้แก่
การเดินทางของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจะต้องเดินทาง 2 เที่ยวบิน เนื่องจากสมาคมฯ ได้ประสานงานขอความอนุเคราะห์เชิญบุคลากรมาในระยะเวลาอันสั้น การซื้อบัตรโดยสารเครื่องบิน ซึ่งทางสมาคมฯ เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ จึงไม่สามารถเดินทางไปพร้อมกันได้ สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเดินทางด้วยการไปต่อเที่ยวบินอื่น มีเวลาในการเดินทางระหว่างท่าอากาศยานภายในประเทศของอินเดียน้อยมาก แต่ผู้ปฏิบัติงานก็สารถเดินทางไปได้ทันเวลาเที่ยวบิน ทั้งนี้ เนื่องจาก ผู้เดินทางไปปฏิบัติงานจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร มีประสบการณ์ในการเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างประเทศเป็นอย่างดี จึงทำให้ผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยดี
อาหาร ซึ่งทางสมาคมฯ เป็นผู้จัดให้ และได้แจ้งไว้ให้ทราบเบื้องต้นก่อนเดินทางว่าส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นเมืองของอินเดีย ซึ่งเป็นอาหารมังสวิรัติ ผู้ไปปฏิบัติงานสามารถทานได้ และได้เตรียมอาหารไปทานเองในการปฏิบัติงานครั้งนี้
การเดินทางในเมืองนิวเดลี ซึ่งเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก ทำให้การนัดหมายในแต่ละครั้งของเจ้าหน้าที่ประสานงานฝ่ายอินเดียส่วนใหญ่จะไม่ตรงตามเวลานัด แต่ผู้ปฏิบัติงานสามารถเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานได้ทันเวลา และสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
การปฏิบัติงานในครั้งนี้ สมาคมฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนเห็นการทำงานของคณะผู้ปฏิบัติงานจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากรว่าเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีระบบการทำงานที่ดี บุคลากรมีศักยภาในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานด้านการแสดงเพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยให้กับหน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือภาคเอกชน
........................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
โครงการ จัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสำรวจศึกษาข้อมูลต่างๆ ในบริเวณเมืองเก่าเพชรบุรีและพื้นที่โดยรอบสำหรับใช้เป็นข้อมูลจัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
2. เพื่อจัดทำแผนแม่บทในการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานเมืองเก่าเพชรบุรี ประกอบด้วยการศึกษาตามประวัติศาสตร์โบราณคดี การอนุรักษ์โบราณสถาน การใช้ที่ดินและปรับปรุงสภาพแวดล้อม การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการพื้นที่ กำหนดพื้นที่ประกาศ เขตโบราณสถาน รวมทั้งแผนการดำเนินงานและงบประมาณ
3. เพื่อสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่น ทั้งในส่วนขององค์กร หน่วยงานภาครัฐบาล และประชาชนในพื้นที่โบราณสถานเมืองเก่าเพชรบุรีและที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ คุณค่าความสำคัญของโบราณสถาน และวางแผนในการอนุรักษ์โบราณสถานร่วมกัน
กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ 13 – 15 สิงหาคม 2559 จำนวน 3 วัน
สถานที่ เมืองหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
หน่วยงานผู้จัด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
หน่วยงานสนับสนุน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
กิจกรรม ไปดูตัวอย่างอันโดดเด่นของการพัฒนาทางด้านของวัฒนธรรมมนุษย์ รูปแบบสถาปัตยกรรม ไปศึกษาดูตัวอย่างที่ดีในด้านการอนุรักษ์ และการบริหารจัดการเมืองเก่า สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษา เพื่อจัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเพชรบุรี
เมืองหลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และยังร่ำรวยด้วยวิถีชีวิตกับประเพณีอันงดงาม องค์การยูเนสโกรับรอง และขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลก (UNESCO World Heritage Sites) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 กิจกรรมที่ดำเนินการ
1. เข้าร่วมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สำคัญได้แก่ การใส่บาตรข้าวเหนียว เวลาประมาณตีห้าครึ่ง พระสงฆ์และสามเณรจากทุกวัดจะออกมาบิณฑบาตตามท้องถนน
2. ดูงานการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานที่สำคัญ
2.1 หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง หรือหอคำ อดีต พระราชวังหลวงซึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิต (พระมหากษัตริย์ของลาว) ประกอบด้วยห้องรับแขกเจ้ามหาชีวิต ห้องพิธีการ(ห้องพระโรงหน้า) ห้องรับแขกมเหสี ห้องพระโรง(ห้องโถงใหญ่) เขตพระราชฐาน และห้องแสดงรถพระที่นั่ง
2.2 พูสี (พระธาตุพูสี) เป็นยอดเขาสูงกลางเมืองหลวงพระบาง ที่มีพระธาตุพูสีอยู่ด้านบน เป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริดเจ็ดชั้น
2.3 วัดแสนสุขาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดแสน จุดเด่นของวัดคือสิมที่ทาผนังด้วยสีแดง ก่อนเขียนลายลงรักปิดทอง มีหอพระยืนเป็นที่ประดิษฐาน พระยืนสูง 18 ศอก
2.4 วัดเชียงทองราชวรวิหาร (วัดเชียงทอง) เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2102-2103 ในสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีสถาปัตยกรรมสวยงามที่สุดในหลวงพระบาง ได้รับยกย่องว่าเป็นอัญมณี แห่งสถาปัตยกรรมลาว
2.5 วัดวิชุนราช สร้างในปี พ.ศ.2046 มีพระธาตุหมากโม มีสถาปัตยกรรมไทลื้ออันงดงาม(ศิลปะไทลื้อไม่ได้เน้นลายรดน้ำปิดทองหรือลายพอกคำเหมือนวัดทั่วไปในหลวงพระบาง)
3. ศึกษาการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการของสำนักงาน มรดกโลกประจำหลวงพระบาง
สรุปสาระของกิจกรรม
กิจกรรมมีจำนวน 3 กิจกรรม คือ
1. ด้านประเพณีท้องถิ่น
2. กิจกรรมดูงานโบราณสถานในเขตเมืองเก่าหลวงพระบางจำนวน 5 แห่ง
3. ศึกษาการปฏิบัติงานบริหารจัดการและการดำเนินการอนุรักษ์เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ณ สำนักงานมรดกโลกประจำหลวงพระบาง
ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
ควรใช้แนวทางการอนุรักษ์โบราณสถาน อาคารเก่า ตลอดจนวัดต่างๆ ของหลวงพระบางที่มีการควบคุมรูปแบบการอนุรักษ์อย่างชัดเจนทั้งผู้ดำเนินงานและเจ้าของอาคาร การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก การจัดการจราจร การจัดประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ความสะอาดของโบราณสถานมาเป็นแนวทางในการจัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเพชรบุรี
รายงานการเดินทางไปราชการต่างประเทศ
๑. หัวข้อเรื่อง
การประชุม ครั้งที่ ๗ และงานเทศกาลหุ่นอาเซียน ครั้งที่ ๖
(7th Meeting and 6th ASEAN Puppetry Association : APA)
๒. วัตถุประสงค์
การเข้าร่วมประชุมศิลปะการแสดงหุ่นและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
๔. สถานที่ – ประเทศ
ณ เมือง MOJOKERTO, EAST JAVA ประเทศ INDONESIA
๕. ผู้จัดการงาน
ASEAN Puppetry Association : APA
๖. กิจกรรม
ร่วมประชุมและแสดงหุ่น กับสมาชิกในประชาคมอาเซียนคือ ประเทศบรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย
สรุปรายงาน
ประชุมครั้งที่ ๗ ของสมาคมหุ่น ASEAN ณ เมือง Mojokerto ชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย
เรื่องที่อ้างถึง
ตามที่ลงมติไว้ในการประชุมครั้งที่ ๖ ของสมาคมหุ่น ASEAN ที่ฮานอยว่า การประชุมครั้งที่ ๗ จะมีที่กรุงเทพมหานคร ประมาณปี ๒๕๕๘ หรือ ๒๕๕๙ แต่ด้วยเหตุการณ์และสถานการณ์ในเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนการประชุมมาที่เมือง Mojokerto, ชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซียระหว่างวันที่ ๑-๓ ธันวาคม ๒๕๕๙ เพื่อความต่อเนื่องของการประชุมและเพื่อฉลองครบรอบ ๑๐ ปี ของการก่อตั้งสมาคม การประชุมก็จะต่อด้วยเทศกาลหุ่น ASEAN งานทั้งหมดจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐ พ.ย. – ๖ ธ.ค. ๒๕๕๙
๑. เปิดการประชุม
เลขาธิการใหญ่ของสมาคมได้กล่าวเปิดประชุม และได้ต้อนรับ พร้อมทั้งได้ขอบคุณ ตัวแทนสมาชิกทั้ง ๑๐ ประเทศ ตลอดจนหวังว่าการประชุมนี้จะประสบความสำเร็จ
การประชุมครั้งที่ ๗ นี้ มีตัวแทนจาก ประเทศบรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และประเทศไทย
๒. การเลือกตั้งองค์ประชุม
ได้มีมติเลือก Mr. Danny Liwanag (ฟิลิปปินส์) และ Mr. Suparmin Sunjoyo (อินโดนีเซีย) เป็นประธานและรองประธานของการประชุม แล้วมีมติให้ Mr. Abdul Hakim (บรูไน) และ Mr. Hari Suwasono (อินโด) เป็นผู้จดรายงานของประชุม แล้วได้เลือก Mr. Ghulamar-Sarwar Yousof (มาเลเซีย) เป็นผู้ตรวจรายงาน
๓. การยอมรับของวาระการประชุม
ตรวจเอกสารและแก้ไขรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ลงมติยอมรับวาระการประชุมครั้งที่ ๖ (กรมศิลปากรเข้าร่วมครั้งแรก จึงต้องเห็นคล้อยตามที่เสนอมา)
๔. กิจกรรม
สรุปจากการประชุมที่ห้อง Plenary มีดังต่อไปนี้
วันที่ ๓๐ พ.ย. การประชุมของสมาคมหุ่น ASEAN
วันที่ ๒ ธ.ค. การเปิดงานของสมาคมหุ่น ASEAN และ งานฉลองครบรอบ ๑๐ปี ของการก่อตั้งสมาคม ตามด้วยการแสดงเรื่องรามายาณะและการแสดงพื้นเมือง
วันที่ ๓ ธ.ค. ทัศนศึกษาเมือง Mojokerto, โบราณสถาน Jolotundo และงานเทศกาลหุ่น ASEAN นักแสดงคือ: อินโดนีเซีย (กลุ่มเยาวชน), พม่า, สิงคโปร,์ ลาว, อินโดนีเซียแสดงทั้งคืน
วันที่ ๔ ธ.ค. การเยือนโบราณสถาน Trowulan และงานเทศกาลหุ่น ASEAN นักแสดงคือ: เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เขมร อินโดนีเซีย ไทย อินโดนีเซีย แสดง Wayang Wong (หุ่นคน)
วันที่ ๕ ธ.ค. การเยือน Fresh Green แล้วศูนย์อิสลาม Tebu Ireng เพื่อร่วมแสดงแล้วชมการแสดงของนกเรียนจาก Tebu Ireng
งานเลี้ยงส่งและการแสดงพื้นบ้านโดยนายยกเทศมนตรีของ Mojokero
วันที่ ๖ ธ.ค. การเดินทางกลับของตัวแทนแต่ละประเทศ
๕. การรายงานของเลขาธิการใหญ่ของสมาคม
Mr. Suparmin Sunjoyo ได้รายงานถึงกิจกรรมของสมาคม a) ความคืบหน้าของสมาคมในการเข้าร่วมกับเลขาธิการ ASEAN
b) กิจกรรมของ APEX เป็นการติดตามมาจากประชุมครั้งที่ ๖ ที่ฮานอยปี ๒๕๕๗
c) การประชุมวาระพิเศษของประธานคณะกรรมการบริหารที่มะนิลา ฟิลิปปินส์
d) การเข้าร่วมของประเทศสมาชิกทั้งหมดของสมาคมหุ่น ASEAN ในการแสดงในวัน ASEAN แล้วฉลองครบรอบ ๔๘ ปีของ ASEAN วันที่ ๑๐ ส.ค. ๒๕๕๘ ที่ Jakarta โดยมีรองประธานาธิบดีของอินโดนีเซียเป็นประธาน
๖. การอ่านสรุปการประชุมครั้งที่ ๖
ประธานคณะกรรมการบริหารของสมาคม Mr.Danny Liwanag ได้รายงานการสรุปของการประชุมครั้งที่ ๖ ของสมาคมที่ฮานอย เวียดนามในปี ๒๕๕๗ ในแต่ละประเทศได้สรุปการดำเนินงานเกี่ยวกับ Puppetry ไว้ดังนี้
- ประเทศบรูไน
๑. APA บรูไนเป็นเจ้าภาพการจัดงาน ASEAN Puppetry Exchange (APEX) ซึ่งมีประเทศที่เข้าร่วมงานได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ พม่า กัมพูชา และญี่ปุ่น เมื่อเดือนมกราคม ๒๐๑๕ Mr.Danilo Liwanag เดินทางมาบรูไนเพื่อจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการแสดงหุ่น ที่ Black Theatre และโรงเรียนมัธยมในเขต Belait
๒. APA บรูไน ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมงาน 48th Anniversary of ASEAN ที่เมืองจาการ์ตา เมื่อ ๑๐ สิงหาคม ๒๐๑๕ และงาน UNESCO celebration ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ เดือนพฤษภาคม ๒๐๑๕
๓. APA บรูไน ยังได้ส่งศิลปินเข้าร่วมงานที่หนานหนิง ประเทศจีน ในปี ๒๐๑๕
นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการแสดงหุ่นของกลุ่ม Kumpulan Putra Seni ซึ่งมีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ สำหรับเยาวชน หนึ่งในการจัดกิจกรรมดังกล่าวถูกจัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง Matohai Shopping Centre และ secondary at primary school at Dewan Bahasa and Pustaka
- ประเทศกัมพูชา
๑. ปี ๒๐๑๔ ร่วมงาน Yunlin International Puppetry Festival ณ.ประเทศไต้หวันโดยมีการจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และการแสดง
๒. ปี ๒๐๑๕ ร่วมงาน International Puppetry ณ.ประเทศเวียดนาม โดยได้รับรางวัลที่สอง ของการแสดงหนังเงาขนาดใหญ่ ในเรื่อง "Sokachak”
- ร่วมงาน Contemporary Dance & Puppet Festival ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมการแสดงหุ่น
- ร่วมงานเฉลิมฉลอง ASEANPuppetry Exchange (APEX) ครั้งแรก ณ.กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย
- ๑๖-๒๓ พฤศจิกายน จัดงาน APEX ขึ้นในประเทศกัมพูชา ใช้ชื่อว่า APEX Fire โดยเชิญผู้ชมงานจากบริษัทิเอกชน ทูตและตัวแทนสถานทูตจากประเทศต่างๆ และ UNESCO เข้าร่วมชมการแสดง โดยได้รับการสนับสนุนจาก Japan Solidarity และ ASEAN Foundation ทั้งนี้ยังได้เชิญกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเทคโนโลยีสาระสนเทศ พร้อมทั้ง APSATA Authorization ด้วย
๓. ปี ๒๐๑๖ ร่วมงาน APEX-Earth ที่ประเทศพม่า
- ร่วมงาน APEX-Live ที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย
- เดือนมิถุนายน Sovannaphum Art association ประสบปัญหาด้านการเงินแต่ก็ได้รับการแก้ปัญหาจากการระดมทุนด้วยการจัดการแสดงของ Cambodian Youth's Group (Pleung Kob)
- ๒๕ พฤศจิกายน มีการเฉลิมฉลองการขึ้นทะเบียนมรดกที่จับต้องไม่ได้ของหุ่นเงา พร้อมทั้งได้รับทุน ๑๐,๐๐๐ USD. เพื่อการปรับปรุงและพัฒนา Sovannaphum Art
- ๒๒-๒๓ พฤศจิกายน ได้เข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมกับสถาบันการศึกษาด้านศิลปะ มีการพูดคุยเกี่ยวกับศิลปะและหาวิธีการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ
กิจกรรมปัจจุบัน
๑. เข้าร่วมโครงการกับกระทรวงวัฒนธรรม
๒. เข้าร่วมโครงการกับภาคเอกชน
๓. เข้าร่วมโครงการกับสถาบันศิลปะ
๔. เข้าร่วมโครงการกับสื่อโทรทัศน์
ความคาดหวัง
๑. การได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
๒. การอนุรักษ์ตัวหนังรุ่นเก่า
๓. การส่งเสริมประชาสัมพันธ์
๔. สร้าง UNIMA's Cambodia
- ประเทศอินโดนีเซีย
๑. จัดการประชุมครั้งที่ ๗ ของ Indonesia puppeteers Union/Organistion (PEPADI Pusat) เมื่อวันที่ ๓๐-๓๑ มีนาคม ๒๐๑๕ PEPADI PUSAT จัดการประชุมครั้งที่ 6 ขึ้นที่เมือง Pandaan ชวาตะวันออก โดยที่ประชุมตกลงที่จะแต่งตั้ง Mr. Kondang Sutrisnoเป็นประธานคนใหม่
๒. จัดการตีพิมพ์หนังสือ Indonesia Wayang by SENA WANGI (Chairman of Policy Council, Indonesia National Puppetry Secretariat :SENA WANGI)
๓. Mr. H. Solichin ได้จัดทำหนังสือ "Filsafat Wayang Systematis” เสร็จสมบูรณ์ และปรับปรุงหนังสือสาราณุกรม ตั้งแต่ เล่มที่ ๖ ถึงเล่มที่ ๙
๔. จัดงาน PEPADI และ SENA WANGI (The Indonesian main Wayang/Puppet Organization namely Indonesian Puppeteers Union/ Organization :PEPADI Pusat) ฉลองครบรอบ ๔๕ ปี ในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๐๑๖
๕. จัดงาน Indonesian National Puppet / Wayang Secretariat (SENA WANGI) ฉลองครบรอบ ๔๑ ปี ในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๐๑๖
๖. การแข่งขันนักเชิดหุ่นเยาวชน PEPADI Pusat ได้ดำเนินการแข่งขัน นักเชิดหุ่นเยาวชน เป็นครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๐-๒๒ พฤศจิกายน ๒๐๑๕ ณ.พิพิธภัณฑ์ศิลปะและเซรามิก กรุงจาการ์ตา การแข่งขันระดับชาตินี้มีเยาวชนเข้าร่วมแข่งขัน ๒๒ คนจาก ๙ เมือง
๗. PEPADI Pusat ได้ดำเนินการแข่งขัน นักเชิดหุ่นเยาวชนครั้งที่ ๗ และการแข่งขัน นักเชิดหุ่นรุ่นใหม่ ครั้งที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๗-๒๐ พฤศจิกายน ๒๐๑๖ ณ.พิพิธภัณฑ์ศิลปะและเซรามิก กรุงจาการ์ตา โดยมีเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขัน ๒๘ คนจาก ๑๐ เมือง และนักเชิดหุ่นรุ่นใหม่ ๒๓ คน จาก ๑๑ เมือง
๘. การแสดงประจำ ณ. Theater Wayang Indonesia (TWI)
๙. การแสดงทุกเดือนของ Wayang Orang ณ. Theater of Kautaman SENA WENGI ได้รับการสนับสนุนโดย SENA WANGI, Indonesian Puppeteers Union Organization (PEPADI Pusat) และ Swargaloka Arts Department รายการนี้ไม่ใช่เพื่อสำหรับศิลปินรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การดำเนินการทางวัฒนธรรม และยังอาจกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย
๑๐. เทศกาล Indonesian Wayang Festival (FWI) เทศกาล Indonesian Wayang Festival (FWI) จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ กันยายน ๒๐๑๕ และ ๒๗-๒๘ พฤษภาคม ๒๐๑๖ ณ.Taman Fatahillah เมืองเก่าจาการ์ตา ในเทศกาลนี้ได้รวมเอาการแสดง Wayang ประเภทต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อฟื้นฟูการแสดง Wayang เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างรายได้และเป็นเวทีเปิดกว้างให้กับศิลปินรุ่นใหม่ด้วย
- ประเทศลาว
ในปี ๒๐๑๕-๒๐๑๖ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายกิจกรรมในท้องถิ่นให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลทางตอนใต้ของประเทศลาว Vurnerable youth Development Association ได้ดำเนินกิจกรรมการแสดงหุ่นให้กับนักเรียนในท้องถิ่นทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษา โดยได้รับผลตามที่คาดหวังดังนี้
๑. การฝึกหัด ๘ ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมทั้งหมด ๑๐๐ คน ทั้งครูและนักเรียน
๒. นักเรียนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมได้สร้างหุ่นกว่า ๕๐ ตัว ด้วยกระดาษและวัสดุอื่นๆ ในท้องถิ่น
๓. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึกหัดและแสดง โดย ๑๐ โรงเรียนสอนการแสดงหุ่น ๓๐ ครั้ง และมีผู้ชมมากกว่า ๑๖,๐๐๐ คน
๔. การแสดงของนักเรียนได้รับการบันทึกลงใน DVD และเผยแพร่ให้กับโรงเรียน หน่วยงานของรัฐ รวมทั้งสถานี โทรทัศน์แลัวิทยุท้องถิ่น
๕. การแสดงหุ่นของนักเรียนยังคงเผยแพร่การแสดงสู่สถานศึกษาในเขตอื่นๆในจังหวัดของพวกเขา
บทเรียนที่ได้
๑. การแสดงหุ่นยังเป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นและผู้คนที่อยู่ห่างไกล คนในท้องถิ่น ควรได้รับการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และนำข้อมูลการเรียนรู้ต่างๆที่ส่งผ่านการแสดงหุ่น
๒. ชุมชนในท้องถิ่นได้เสนอให้ VYDA-Laos จัดการแสดงใหม่อย่างน้อยสามครั้งต่อปีในแต่ละโรงเรียน
- ประเทศมาเลเซีย
๑. นิทรรศการของ Wayang Kulit Kelantan-puppets เป็นของ Prof. Ghulam ณ. University of Malaya เปิดขึ้นตั้งแต่ ๒๙ ธันวาคม ๒๐๑๕ มีหุ่นตั้งแต่ปี ๑๙๗๐ กว่า ๕๐ ตัวแสดงอยู่
๒. นักศึกษาหลายคนของ Prof. Ghulam กำลังศึกษาระดับ ปริญญาโท และปริญญาเอก ในเรื่อง Wayang Kulit Kelantan
- ประเทศพม่า
๑. ปี ๒๐๐๖ เดือนพฤศจิกายน HTWE OO Myanmar โรงละครหุ่นจัดตั้งขึ้นโดย Mr. KHIN MAUNG HTWE และ Ms. TIN TIN OO
๒. ปี ๒๐๑๒ เดือนพฤศจิกายน เข้าร่วมงาน ASEAN PUPPET FESTIVAL ๒๐๑๒ ณ.ประเทศสิงโปร์ (เป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมงานใน ASEAN)
๓. ปี ๒๐๑๓ เดือนกุมภาพันธ์ ASEAN Enchanting Puppetry Festival ณ.เชียงใหม่ ประเทศไทย
๔. ปี ๒๐๑๔ เดือนมิถุนายน การประชุม APA ครั้งที่ ๖ ณ. ประเทศเวียดนาม
- เดือนพฤศจิกายน Harmony World Puppet Carnival ๒๐๑๔ ณ.กรุงเทพ ประเทศไทย (ได้รับรางวัล Best Animation Award)
- เดือนธันวาคม ASEAN Enchanting Puppetry Festival ณ.เชียงใหม่ ประเทศไทย
๕. ปี ๒๐๑๕ เดือนพฤษภาคม UNESCO Day and Puppet Conference ณ.กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
- เดือนตุลาคม ร่วมงาน 4th International Festival ณ.เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม (ได้รับรางวัล Golden Award of Individual และ Silver award of Troup)
๖. ปี ๒๐๑๖ เดือนมกราคม puppet Exchange ณ.เมืองบันดาเสรีเบกาวัน บรูไน
- เดือนพฤษภาคม puppet Exchange ณ.เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า
- เดือนตุลาคม Puppet Exchange ณ.เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย
- เดือนพฤศจิกายน Thailand Puppet Forum ณ.กรุงเทพ ประเทศไทย
- เดือนธันวาคม ร่วมงาน 7th APA Meeting & Puppet Festival ณ.เมืองโมโจเคอร์โต ชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย
งานหลัก
- จัดการแสดงโดยครอบครัวที่บ้านทุกวัน
- มีการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรการจัดการหุ่นสำหรับประชาชน และชาวต่างชาติ
- จัดการสอนเกี่ยวกับหุ่นสู่สถานศึกษา
- ประเทศฟิลิปปินส์
การพัฒนาการแสดงหุ่นในประเทศฟิลิปปินส์
๑. ศิลปะการแสดงละครหุ่นในประเทศฟิลิปปินส์มีความเข้มแข็งมากขึ้น สมาคมแรกที่เกิดขึ้นในประเทศคือ Samahan ng mga Papetir ng Pilipinas และตามมาด้วยสมาคม Papetir's Club International ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อสี่ปีก่อน
๒.สามารถเห็นการแสดงละครหุ่น ตามสถานที่ต่างๆ อาทิ โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โรงละคร หรือการจัดงานวันเกิดส่วนตัว และมีหลายครั้งที่ได้รับความสนใจจากรายการโทรทัศน์
๓. กลุ่ม Teatro Itim ได้จัดการแสดงทุกวันที่พิพิธภัณฑ์มะนิลา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๐๑๔ ถึง กุมภาพันธ์ ๒๐๑๕ สำหรับนักเรียนนักศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่เข้าชมเพื่อการทัศนศึกษา
๔. เดือนมกราคม ๒๐๑๕ ประเทศฟิลิปปินส์ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ด้านละครหุ่น ณ.ประเทศบรูไน ด้วยการให้ความช่วยเหลือจาก Mr. Hakim Yassin โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้ารวมกิจกรรมนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีหุ่นหลากหลาบประเภทในครั้งนี้ และบทความของการจัดการประชุมได้รับการตีพิมพ์ถึงสองครั้ง ใน Brunei Time
๕. มีการจัดการประชุมนัดพิเศษระหว่างรองประธานและผู้ก่อตั้ง APA ณ.กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๐๑๕ มีประเด็นที่สำคัญในการพูดคุยกันในเรื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรและการหาทางออก ในบทความที่ ๗ และ ๑๑ เรื่องกฎระเบียบ ได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขใการประชุมครั้งต่อไปของกรรมการบริหาร สำหรับผู้เข้าร่วมฟังในกิจกรรมครั้งนี้ เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยโปลีเทคนิคฟิลิปปินส์ เพื่อได้เห็นถึงความแตกต่างของการแสดงหุ่นประเภทต่างๆ อาทิ หุ่นมือ หุ่น black theater เป็นต้น
๖. เมื่อเดือนกันยายน ๒๐๑๕ และ ๒๐๑๖ ฟิลิปปินส์ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน China-ASEAN Theater week ณ.เมืองหนานหนิง ประเทศจีน โดย Roppets Edutainment Production เป็นคณะตัวแทนจากฟิลิปปินส์ ในปี ๒๐๑๕ มีการจัดการแสดงร่วมกันระหว่างประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศบรูไน โดยนาย Mr.Seruddin และ Teatri Itim โดยการแสดงได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากเด็กๆและผู้ปกครอง ในปี ๒๐๑๕ ฟิลิปปินส์ได้เสนอการแสดงทางวัฒนธรรมเรียกว่า Pandanggo sailaw ,การแสดงศิลปะฟองสบู่ และ black theater ประเทศในกลุ่ม ASEAN ได้เข้าร่วมประชุมที่จัดขึ้น โดย Mr. Fang Ning เพื่อเสนอรายงาน เกี่ยวกับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ศิลปะการแสดงของแต่ละประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการรวมตัวกันของการแสดงละครและการเต้นประเภทต่างๆเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและส่งเสริมความสมพันธ์ระหว่างประเทศ
- ประเทศสิงคโปร์
มีการแสดงหุ่นห้าประเภทในสิงคโปร์ ที่มีการจัดการแสดงทั่วไปต่อสาธารณะและได้รับการเผยแพร่
- Finger Players
- The Mascots and Puppet Specialists
- Paper Monkey
- Sri Warisan
- Fun Play
The Finger Players และ Paper Monkey มักจะรวมเอาองค์ประกอบของการแสดงหุ่นและการผลิตละครไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการสร้างสรรค์การแสดงละครหุ่นเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้
The Mascots และ Puppet Specialists เป็นแบบหุ่นสาย ทุกกลุ่มการแสดงหุ่นในสิงคโปร์ มีการส่งเสริมการแสดงสู่โรงเรียนต่างๆ เพื่อสร้างผู้ชมรุ่นใหม่ และยังมีการแลกเปลี่ยนกันในระดับประเทศ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน โดยมีหน่วยงานของรัฐเข้าให้การสนับสนุนกิจกรรมของพวกเขา
- ประเทศเวียดนาม
ละครหุ่นแห่งชาติเวียดนาม มีการดำเนินการดังนี้
๑. สนับสนุนศิลปินท้องถิ่น และนักเรียนที่ศึกษาศิลปะการแสดงหุ่น
๒. ดำเนินการแสดงประมาณ ๑๐๐ การแสดง ทั้งหุ่นน้ำ และหุ่นบก
๓. เปิดการแสดงฟรี สำหรับเยาวชน และคนกลุ่มน้อย
๔. ผลิตการแสดงใหม่สำหรับการแสดงหุ่นบก
๕. เป็นเจ้าภาพผู้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับมืออาชีพ หนึ่งครั้ง
๖. เข้าร่วมงาน APEX ณ.ประเทศบรูไน และประเทศพม่า
๗. ร่วมจัดงาน APEX one ณ.เมืองฮานอย เมื่อ ๙-๑๘ ธันวาคม ๒๐๑๖
๘. จัดการแสดง ณ.ประเทศต่างๆ ๑๒ ครั้ง ภายใต้คำเชิญจากพันธมิตรและสถานฑูตต่างๆ
ข้อสังเกตุ
คณะหุ่นเวียดนามจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมในปี ๒๐๒๐ ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มเอกชนที่จะต้องสร้างสรรค์ผลงานที่ดีขึ้น พร้อมทั้งหาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่ออนาคตของคณะหุ่น
- ประเทศไทย
ได้แจ้งในที่ประชุมว่า ในประเทศไทยมีการแสดงหุ่นอยู่หลายคณะ ในลักษณะอาชีพที่ต่างกัน เช่นเพื่อการอนุรักษ์ การเผยแพร่ การค้า และการศึกษา ส่วนหน่วยงานกรมศิลปากรยังคงอนุรักษ์การแสดงและตัวหุ่นไว้ในแบบที่ได้รับการสืบทอดมาจากราชสำนัก ได้แก่หนังใหญ่ หุ่นหลวง หุ่นวังหน้าและหุ่นกระบอก ซึ่งปัจจุบันจะจัดแสดงเฉพาะในงานพระราชพิธีและรัฐพิธี และส่งเสริมการเรียนรู้ใน สถานศึกษาลักษณะการบรรยายสาธิต ตลอดจนมีการเผยแพร่ในต่างประเทศตามที่ได้รับเชิญ
ข้อสังเกตุ
๑. สมาคมนี้ก่อตั้งมาได้ ๑๐ ปีแล้ว มีการประชุมตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศกันกับหน่วยงานเอกชนของไทยถึง ๖ ครั้ง มาในครั้งนี้ที่ทางกรมศิลปากรได้เข้ามาร่วมประชุมจึงยังไม่สามารถหยั่งลึกทิศทางของสมาคมนี้ได้ จากที่สังเกตุหุ่นแต่ละประเทศมีความหลากหลายในการดำเนินงาน ได้แก่หุ่นเพื่องานอนุรักษ์ หุ่นเพื่อการศึกษา หุ่นสำหรับเด็ก หุ่นสร้างสรรค์ตามสมัย เป็นต้น ทำให้ความเป็นอัตลักษณ์ในการแสดงบางประเทศยังไม่ชัดเจนเท่าเทียมหุ่นของไทย
๒. สมาคมนี้เป็นของเอกชนร่วมกันก่อตั้ง ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากเงินบริจาคจากสถาบันต่างๆ แต่ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น APA Website เป็นต้น จึงต้องมีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม ประเทศละ ๕๐ ดอลล่าสหรัฐ (ประเทศไทยไม่ได้จ่ายให้ โดยให้เหตุผลว่า เรามาจากหน่วยงานรัฐบาล การใช้จ่ายเงินจำเป็นต้องมีหนังสืออนุมัติเบิกจ่ายในแต่ละครั้ง)
๓. ศิลปินที่มาแสดงมีทั้งจากสายอาชีพและจากสมัครเล่น ทำให้ผลงานออกมาดูเหลื่อมล้ำกัน
๔. ความพร้อมในการรับเป็นเจ้าภาพของการจัดงานประชุมและงานแสดงแต่ละประเทศมีศักยภาพไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ภาระงานจะตกไปอยู่ที่ประเทศที่มีทุนหรือกำลังความสามารถในการจัดการ ไม่ได้เวียนไปตามลำดับประเทศอย่างที่ควรจะเป็น เพราะองค์กรกลางยังมีทุนไม่มากพอที่จะส่งเสริมได้อย่างจริงจัง
ข้อเสนอแนะ
๑. เมือง MOJOKERTO, EAST JAVA ประเทศ INDONESIA นี้มีพิพิธภัณฑ์หุ่นของเอกชน ที่สะสมตัวหุ่นและตัวหนังไว้มากมีทั้งของเก่าที่มีประวัติสืบค้นได้ และหุ่นในยุคใหม่ที่มีการสร้างสรรค์ปรับปรุงไปตามสมัย ที่สำคัญสามารถจัดแสดงในงานต่างๆได้ นับเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์อย่างมีคุณภาพ เช่นเดียวกับบ้านตุ๊กตุ่นของไทย ซึ่งทางกรมศิลปากรเองก็มีการอนุรักษ์ แต่อยู่ในภาพรวมกับงานนาฏศิลป์ยังไม่มีการมอบหมายให้ส่งเสริมงานด้านนี้โดยเฉพาะ
๒. กรมศิลปากรควรมีการส่งเสริมการเรียนรู้ในอัตลักษณ์การแสดงประเภทนี้ของไทย ให้กว้างขวางและแพร่หลาย ไม่ควรเป็นของหายาก จะได้ชมการแสดงเฉพาะในงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธีเท่านั้น
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
"บารายเมืองสุโขทัย" หนึ่งในระบบจัดการน้ำสมัยสุโขทัย •.บารายเมืองสุโขทัย หรือเรียกตามชื่อโบราณสถานของอุทยานว่า ทำนบ 7 อ. หรืออ่างเก็บน้ำหมายเลข 2 เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นคันดินมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คันดินกว้าง 25-30 เมตร สูง 2-4 เมตร มี 3 ด้าน ด้านทิศเหนือยาว 1,400 เมตร ด้านด้านทิศตะวันออกยาว 750 เมตร ด้านทิศใต้ยาว 1,050 เมตร และด้านทิศตะวันตกไม่พบแนวคันดินเนื่องจากติดคลองแม่ลำพัน.#การใช้ประโยชน์ของบารายเมืองสุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ได้ทำการศึกษาทางโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ.2560-2561 พบหลักฐานทำให้สันนิษฐานได้ว่าบารายหรือทำนบ 7 อ. แห่งนี้ไม่ได้กักเก็บน้ำไว้ตลอดเวลา แต่เป็นการกักเก็บน้ำไว้ในช่วงฤดูน้ำหลากของแต่ละปี โดยใช้กักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลาก สำหรับรับน้ำจากคลองแม่ลำพันมาเก็บไว้ เมื่อผ่านพ้นฤดูน้ำหลากในแต่ละปีแล้วจึงปล่อยที่กักเก็บไว้ออกสู่พื้นที่ทางการเกษตรโดยรอบบารายเมืองสุโขทัย.#การกำหนดอายุสมัยของบารายเมืองสุโขทัย ได้ส่งตัวอย่างถ่าน จำนวน 2 ตัวอย่าง ที่พบการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อ ปี พ.ศ.2560 เพื่อหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธี Radiocarbon Dating (AMS) ที่มหาวิทยาลัย Waikato ประเทศนิวซีแลนด์ ได้ค่าอายุดังนี้- ตัวอย่างถ่านที่ 1 จากหลุมขุดตรวจคันดินบารายด้านทิศตะวันออก T.1 E.1 ได้ค่าอายุ 613 +-15 B.P. หรือ 628 - 598 ปีมาแล้ว ตรงกับ พ.ศ.1865 - 1895 ซึ่งตรงกับสมัยพระยาเลอไท- ตัวอย่างถ่านที่ 2 จากหลุมขุดค้นทางโบราณคดีบนเนินโบราณสถานวัดโบสถ์ TP.1 ได้ค่าอายุ 578 +-15 B.P. หรือ 593 - 563 ปีมาแล้ว ตรงกับ พ.ศ.1900 - 1930 ซึ่งอยู่ในช่วงสมัยพระยาลิไท - พระยาลือไท (พระมหาธรรมราชาที่ 1-2).สรุปได้ว่าบารายเมืองสุโขทัยหรือทำนบ 7 อ. นั้นสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระยาเลอไทหรือพระยางั่วนำถมเป็นกษัตริย์ครองเมืองสุโขทัย ช่วงระหว่างปี พ.ศ.1842-1890 ต่อมาในช่วงสมัยพระยาลิไทจึงมีการเริ่มถมพื้นที่เพื่อก่อสร้างโบราณสถานวัดโบสถ์ขึ้น ส่วนโบราณสถานอื่นๆ ภายในพื้นที่บริเวณดังกล่าวก็น่าจะสร้างขึ้นช่วงเวลาเดียวกัน.#สภาพปัจจุบันของบารายเมืองสุโขทัยกรมศิลปากรโดยอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ได้ดำเนินงานโครงการเพื่อฟื้นคืนสภาพดั่งเดิมของคันดินของบารายเมืองสุโขทัยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2562-2563 จากภาพมุมสูงที่ถูกถ่ายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงหน้าที่การใช้งานของบารายเมืองสุโขทัยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี คือ เมื่อปริมาณน้ำจากคลองแม่ลำพันมีมากเกินไป ก็จะล้นไปลงบารายเมืองสุโขทัยที่อยู่ทางด้านตะวันออก น้ำจะถูกกักไว้เพื่อชะลอความเร็วของน้ำในระยะเวลาหนึ่ง และเมื่อปริมาณน้ำมีมากเกินกว่าระดับคันดินของบารายจะรับไหว ก็จะล้นออกไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่าหรือพื้นที่สำหรับรับน้ำในสมัยสุโขทัย ที่เรียกตามศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหง ว่า "ทะเลหลวง".#เอกสารสำหรับอ่านเพิ่มเติม1) บทความเรื่อง บารายเมืองสุโขทัย โดย ธงชัย สาโค ในนิตยสารศิลปากร ปีที่ 62 ฉบับที่ 6 พ.ย.-ธ.ค.2562 หน้าที่ 57-75 (ดาวน์โหลดหรืออ่านเพิ่มเติมได้ตามลิงก์นี้ >>> https://www.finearts.go.th/.../cuPFUeeUEipwNzjJAUkML1hI1e...)2) หนังสือ ระบบชลประทานสมัยสุโขทัย โดย เอนก สีหามาตย์และคณะ (ดาวน์โหลดและอ่านเพิ่มเติมได้ตามลิ้งก์นี้ >>> https://drive.google.com/.../1TYO1yCMtoodAHEXgamH.../view...)3) รายงานการดำเนินงานทางโบราณคดีโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งน้ำโบราณเมืองสุโขทัย ทำนบ 7 อ. (บารายเมืองสุโขทัย) โดยอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ปีงบประมาณ 2560 - 2561 (ดาวน์โหลดหรืออ่านเพิ่มเติมได้ตามลิ้งก์นี้ >>> https://drive.google.com/.../1yJK3lURcVgbYexhRAN1.../view...)
รายงานสรุปเบื้องต้น การดำเนินงานทางโบราณคดี (เดือนพฤษภาคม 2565) โครงการศึกษาทางโบราณคดีและรูปแบบสถาปัตยกรรมกลุ่มโบราณสถานทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน โบราณสถานเขาคลังนอก ปีงบประมาณ 2565
>>>โบราณสถานค.น.5<<<
//พบแล้ว จารึกประตูท่าแพ ที่แท้ยังคงซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างประตูท่าแพปัจจุบัน//. ตามที่สังคมให้ความสนใจตามหา "จารึกประตูท่าแพ" หรือ "จารึกเสาอินทขีลประตูท่าแพ" เมืองเชียงใหม่ และได้มีกลุ่มนักวิชาการบางส่วนให้ข้อมูลว่า จารึกดังกล่าวเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เพื่อทำให้ประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงได้ประสานข้อมูลกับภาคส่วนต่าง ๆ จนทำให้เริ่มพบเบาะแสของจารึกประตูท่าแพ ซึ่งไม่มีผู้ใดพบเห็นเลย ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ. เพื่อไขปริศนาดังกล่าว วันนี้ (1 พฤศจิกายน 2566) สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ นำโดย นายเทอดศักดิ์ เย็นจุระ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน พร้อมด้วย ผู้แทนเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้แทนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผู้แทนคณะวิจิตรศิลป์ ผู้แทนคลังข้อมูลจารึกล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักวิชาการท้องถิ่น ร่วมกันเปิดประตูห้องที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างประตูท่าแพปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้เปิดมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี และเข้าไปทำการสำรวจภายในจนพบว่า "จารึกประตูท่าแพ" หรือ "จารึกเสาอินทขีลประตูท่าแพ" ยังคงปักยืนตระหง่าน ซ่อนตัวอยู่ภายในโครงสร้างประตูท่าแพ จนกระทั่งปัจจุบัน นำมาซึ่งความปิติของทีมผู้ร่วมค้นหาทุกท่าน. ทั้งนี้จารึกประตูท่าแพ เป็นหนึ่งในจารึกหลักสำคัญที่ฝังอยู่ร่วมกับประตูเมืองมาตั้งแต่อดีต ต่อมาราวช่วงปี พ.ศ. 2529 - 2530 จารึกหลักนี้ถูกเคลื่อนย้ายในช่วงระยะเวลาที่มีการปรับปรุงประตูท่าแพให้เป็น Landmark ของเมืองเชียงใหม่ หลังจากนั้น ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นจารึกประตูท่าแพตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี จนกระทั่งมีการตามหาจนพบในวันนี้. สำหรับความสำคัญของจารึกประตูท่าแพ จากการศึกษาของ ศ. ประเสริฐ ณ นคร พบว่า เป็นจารึกอักษรธรรมล้านนา ตารางบรรจุตัวเลข และวงดวงชะตา ข้อความอักษรเมื่อถูกกลับให้ถูกทิศทางแล้ว ถอดความตามส่วนดังนี้ ข้างบนมีข้อความว่า "อินทขีล มังค (ล) โสตถิ" ข้างซ้ายมีข้อความว่า "อินทขีล สิทธิเชยย" ข้างขวามีข้อความว่า "อิน...." และข้างล่างมีข้อความว่า "อินทขีล โสตถิ มังคล" โดยคำสำคัญที่ปรากฏในจารึกหลักดังกล่าวว่า "อินทขีล" เป็นภาษาบาลี แปลว่า เสาเขื่อน เสาหลักเมือง หรือธรณีประตู จึงสรุปนัยสำคัญได้ว่า จารึกหลักนี้ มีความสำคัญในฐานะเสาประตูเมือง. นอกจากข้อความข้างต้นแล้ว จารึกประตูท่าแพยังมีความพิเศษตรงที่ เทคนิคการทำจารึก ซึ่ง แต่เดิมจารึกด้านที่ 1 ไม่มีผู้ใดสามารถอ่านได้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี จนกระทั่งในช่วง พ.ศ. 2529 อ.เรณู วิชาศิลป์ แห่งวิทยาลัยครูเชียงใหม่ (ขณะนั้น) ได้ค้นพบและเสนอว่าเป็นจารึกตัวหนังสือกลับ คล้ายดังเป็นเงาในกระจก จึงสามารถอ่านจารึกประตูท่าแพได้. การค้นพบจารึกหลักสำคัญที่หายไปจากความทรงจำในวันนี้ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ต้องขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมสำคัญทุกท่าน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณสุรพล ดำริห์กุล, พ่อครูศรีเลา เกษพรหม ศูนย์การเรียนรู้จารึกและเอกสารโบราณ, เทศบาลนครเชียงใหม่, คุณอรช บุญ-หลง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ผศ. ดร. ปรัชญา คัมภิรานนท์และ ผศ.กรรณ เกตุเวต คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และ ดร.อภิรดี เตชะศิริวรรณ คลังข้อมูลจารึกล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เครดิตภาพสำเนาจารึกฯ : ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
รายชื่อคณะเดินทางจากกรมศิลปากร
๑.นายปณิธาน เจริญใจ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม
๒.นางเหมือนแก้ว จารุดุล วชิระเธียรชัย ภูมิสถาปนิกปฏิบัติการ สำนักสถาปัตยกรรม
๑. ชื่อโครงการ
โครงการออกแบบอาคารหอเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ
เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน
๒. วัตถุประสงค์
สำรวจพื้นที่และเก็บข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการจัดทำแบบและรูปแบบรายการอาคารและ
ภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบอาคารหอเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ
เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๗ – ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่
เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน
๕. หน่วยงานผู้จัด
กรมราชองครักษ์
๖. หน่วยงานสนับสนุน
เทศบาลเมืองหนิงโป
๗. กิจกรรม
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙
พบคณะผู้ร่วมเดินทางจากกรมราชองครักษ์ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เวลา ๒๑.๐๐ น. เพื่อเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เที่ยวบินเวลา ๐๐.๓๐ น.
วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙
ถึงท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ประมาณ ๕.๔๕ น. คุณอัญชลี ด้วงชุม เลขานุการและล่าม ของMr.Yao Hong ซึ่งเป็น CEO จากบริษัท Shanghai Tairan Investment group co.,LTD ผู้ประสานงานกับทางรัฐบาลจีนมารอรับ เพื่อเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวไปกับคณะผู้ร่วมเดินทางจากกรมราชองครักษ์ไปยังเมืองหนิงโป ใช้ระยะเวลา ๔ ชั่วโมงจากสนามบิน เพื่อเข้าพบทางการเมืองหนิงโป ประกอบด้วย นายอำเภอ, BOI chairman ,ฝ่ายกิจการท่องเที่ยว ฯลฯ พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน เวลา ๑๒.๓๐ น.
เดินทางสำรวจพื้นที่โครงการ ถึงเวลา ๑๔.๐๐ น. พื้นที่โครงการก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ และ ภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างเมืองไทยจำลอง ณ บริเวณตอนใต้ของเมืองหนิงโป โดยทางจีนได้มีการนำเสนอพื้นที่ เพื่อประกอบการพิจารณาเลือกเพื่อดำเนินการในโครงการเป็นจำนวน ๓ จุด
วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙
เช็คเอาท์จากที่พัก เวลา ๑๐.๐๐ เดินทางเข้าสู่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ถึงเวลา ๑๔.๐๐
เริ่มประชุมเวลา ๑๔.๓๐ น. ที่ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ไท้ยั๋น อินเวสท์เมนท์ จบการประชุมเวลา ๑๘.๐๐ น.
ภายในการประชุมมีการนำเสนอพื้นที่ก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ เบื้องต้น และผังการใช้พื้นที่โครงการโดยรอบประกอบ (ดังภาพ )
จากนั้นเดินเดินทางไปประชุมที่ บริษัท Shanghai Longyu Construction Group CO.,Ltd. เริ่มประชุม ๑๘.๓๐ น. จบการประชุม ๑๙.๑๕ น.
เดินทางไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท เซี่ยงไฮ้ ไท้ยั๋น อินเวสท์เมนท์ เวลา ๑๙.๓๐ น.และเข้าเช็คอินที่โรงแรมเวลา ๒๒.๐๐ น.
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙
เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเช็คเอาท์จากโรงแรมเวลา ๑๑.๐๐ น. แวะไหว้ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ อายุ ๖๐๐ ปี รับประทานอาหารในบริเวณใกล้เคียง
๑๔.๐๐ น. เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เพื่อเดินทางกลับสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย เที่ยวบินเวลา ๑๗.๒๕ น.
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙
เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเช็คเอาท์จากโรงแรมเวลา ๑๑.๐๐ น. แวะไหว้ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ อายุ ๖๐๐ ปี รับประทานอาหารในบริเวณใกล้เคียง
๑๔.๐๐ น. เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เพื่อเดินทางกลับสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย เที่ยวบินเวลา ๑๗.๒๕ น.
๘. คณะผู้แทนไทย
๑. นายปณิธาน เจริญใจ สถาปนิกชำนาญการ กรมศิลปากร
๒. นางเหมือนแก้ว จารุดุล วชิระเธียรชัย ภูมิสถาปนิกปฏิบัติการ กรมศิลปากร
๓. พลเอกคณิต เพิ่มทรัพย์ รองสมุราชองครักษ์ กรมราชองครักษ์
๔. นางสุชาภา ผลชีวิน ตัวแทนบริษัท เซี่ยงไฮ้ ไท้ยั๋น อินเวสท์เมนท์
แมเนจเมนท์ จำกัด ผู้จัดทำโครงการ เมืองไทยหนิงโป
๕. ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาปฏิรูป กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
๖. นางบุศยรัตน์ เพิ่มทรัพย์ ภรรยารองสมุหราชองครักษ์
๗. ผศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสื่อสารสังคม
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
๘. นายคเณศวร์ เพิ่มทรัพย์ อาจารย์พิเศษด้านดนตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
สำรวจพื้นที่โครงการเบื้องต้น และเก็บข้อมูลเพื่อพิจารณาเลือกพื้นที่โครงการ ฯ และจัดทำแบบก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ และภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบเพื่อนำไปดำเนินการต่อไป
สรุปข้อเท็จจริง
บริษัทShanghai Tairan Investment group co.,LTD โดยมี CEO มร.เหยา หง (Mr.Yao Hong ) และ นางสุชาภา ผลชีวิน ตัวแทนบริษัทฝ่ายประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินโครงการก่อสร้างเมืองไทย - หนิงโป ซึ่งเป็นโครงการที่จะจำลองสิ่งก่อสร้าง วัฒนธรรม ประเพณี และการท่องเที่ยวในเมืองไทย ให้บริการโดยคนไทย โดยมีพื้นที่สำคัญคืออาคารหอเฉลิมพระเกียรติ ฯ หอนาฬิกา และภูมิทัศน์โดยรอบ ซึ่งประกอบด้วยลานเฉลิมพระเกียรติและนาฬิกาแดด เพื่อสะท้อนถึงความตรงต่อเวลาของพระองค์ท่าน
ทั้งนี้ ทางบริษัทShanghai Tairan Investment group co.,LTD ยังมิได้มีการออกผังแม่บทการใช้พื้นที่ในโครงการ (Masterplan ) ซึ่งเป็นตัวกำหนดบริบท (Context )โดยรอบอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ ที่แน่นอน มีแต่เพียงการนำเสนอพื้นที่ ๓ บริเวณ เพื่อพิจารณาเลือกในแผนแม่บทใหญ่เท่านั้น (ภาพประกอบตามเอกสารแนบ ๒ )
บริเวณที่ ๑ เป็นพื้นที่ลึกเข้าไปด้านในของโครงการเมืองไทย-หนิงโป อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ส่วนอื่นๆ ทางเข้าออกมีจำกัด พื้นที่มีขนาดจำกัดเนื่องจากเป็นผาหินทอดลงสู่ทะเล มีความเป็นส่วนตัวสูง
บริเวณที่ ๒ เป็นพื้นที่มีหน้าหาดกว้าง และยาวหลายร้อยเมตร ทรายมีสีน้ำตาลอ่อน เม็ดละเอียด เป็นหาดทรายที่ดีที่สุดในเมืองหนิงโป มุมมองทอดสู่มหาสมุทร มีความเป็นส่วนตัว เข้าถึงได้ง่ายกว่าในบริเวณพื้นที่ที่ ๑ ปัจจุบันพื้นที่มีการใช้งานของเอกชน
บริเวณที่ ๓ เป็นพื้นที่บริเวณด้านหน้าภูเขา หันหน้าออกสู่ทะเล ด้านหน้าเขาเป็นพื้นที่ราบใช้ในการเกษตรกรรม มีถนนและเขื่อนสูง ๖ เมตรกั้นบริเวณหาดเลนและมหาสมุทร พื้นที่หากเลือกตั้งอยู่บนเนินเขาจะมีความเป็นส่วนตัว แต่อาจมีการรบกวนจากกิจกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมด้านหน้าที่จะพัฒนาเป็นตลาดน้ำ ๔ ภาค และอื่น ๆ
สรุปสถานการณ์โครงการ ฯ
พื้นที่โครงการ ฯ และกิจกรรมที่จะเกิดโดยรอบอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ ยังไม่ระบุแน่นอน ทั้งนี้ทางบริษัทShanghai Tairan Investment group co.,LTD ยังต้องรอผลการยืนยันทางเอกสารจากทางการจีนเรื่องการจดทะเบียนเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อดำเนินโครงการนี้ และเพื่ออนุมัติที่ดินในการดำเนินโครงการ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
การเดินทางจากสนามบินไปถึงพื้นที่โครงการใช้เวลามาก ทำให้ระยะเวลาในการสำรวจพื้นที่เก็บข้อมูลดำเนินการได้เท่าที่เวลาจะอำนวย รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการออกแบบที่ประเทศจีนมีจำกัดเนื่องด้วยภาษา เช่น วัสดุในท้องถิ่น พรรณไม้พื้นถิ่น ฯลฯ
คัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี คัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี เป็นวรรณกรรมภาษาบาลี อรรถาธิบายขยายความประเด็นข้อสงสัยที่ยังไม่แจ่มแจ้งในคัมภีร์พระปาติโมกข์ซึ่งอยู่ในพระไตรปิฎกส่วนพระวินัย ให้เกิดความเข้าใจกระจ่างชัดในประเด็นข้อสงสัยนั้นๆ เพื่อเข้าถึงพุทธพจน์อันเป็นพุทธประสงค์อย่างแท้จริง คัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี เป็นคัมภีร์บาลีชั้นคัณฐี มีความสำคัญรองมาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา อธิบายข้อความบางตอนในพระไตรปิฎก ยกศัพท์ยากขึ้นอธิบาย โดยการวิเคราะห์ศัพท์บ้าง ตั้งบทอธิบายบ้าง อ้างอิงคัมภีร์ที่มีชั้นสำคัญกว่าบ้าง ใช้ศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกันที่เรียกว่า “ไขความ” เพื่อให้เข้าใจศัพท์ยากนั้นบ้าง จึงเป็นคัมภีร์ที่ชี้เงื่อนสำคัญ หรือแสดงปมคลุมเคลือไม่ชัดเจนให้กระจ่างชัดขึ้น ด้วยเหตุที่คัมภีร์ประเภทคัณฐีเป็นคัมภีร์ที่มิได้แสดงบทต่อบท ปาฐะต่อปาฐะ เหมือนอย่างอรรถกถา แต่ยกเฉพาะศัพท์ยาก ข้อความชวนสงสัย ตามลำดับเนื้อเรื่องมาอธิบายโดยวิธีการดังกล่าวแล้วนี้เอง คัมภีีร์ประเภทนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะมิได้สำเร็จบริบูรณ์ในตัวเอง คือเมื่อศึกษาคัมภีร์นี้ จำเป็นต้องศึกษาคัมภีร์หลักประกอบอันได้แก่“คัมภีร์พระปาติโมกข์”ด้วยเช่นกัน พระญาณกิตติเถระ พระนักปราชญ์ชาวเชียงใหม่ ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทรงพระไตรปิฎกและอรรถกถา เชี่ยวชาญในคัมภีร์ไวยากรณ์ทั้งสิ้น เป็นผู้รจนาคัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนีนี้ไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๕ ใช้เวลา ๑ ปี ในการศึกษาค้นคว้า สำเร็จในปี ๒๐๓๖ จำพรรษาอยู่วัด ปนสาราม (วัดต้นขนุน) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนครเชียงใหม่ จากผลงานของท่านที่รจนาไว้ ทำให้ทราบว่าท่านเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าติโลกราชเชื่อว่าท่านเคยไปศึกษาที่ประเทศลังกา ในรัชกาลกษัตริย์กรุงลังกาปรักกมพาหุที่ ๖ และพระเจ้าภูวเนกพาหุที่ ๖ (พ.ศ.๑๙๕๕ - ๒๐๒๔) ครั้งนั้นศาสนสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่ อยุธยา ลังกา และพม่า ดำเนินไปด้วยดี พระสงฆ์ล้านนาเดินทางไปประเทศเหล่านี้ได้อย่างเสรี ท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราชและพระเจ้ายอดเชียงราย งานที่ท่านรจนาขึ้นหลังจากสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ พ.ศ. ๒๐๒๐ ล้วนแต่เป็นภาษาบาลีทั้งสิ้น ผลงานของพระญาณกิตติเถระที่รจนาไว้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคัมภีร์อธิบายพระวินัย พระอภิธรรม และบาลีไวยากรณ์จำนวนมาก เช่น คัมภีร์สีมาสังกรวินิจฉัย คัมภีร์สมันตปาสาทิกา อัตถโยชนา คัมภีร์อัฏฐสาลินี อัตถโยชนา คัมภีร์สัมโมหวิโนทนี อัตถโยชนา คัมภีร์ปัญจกรณัฏฐกถา อัตถโยชนา คัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินี ปัญจิกา อัตถโยชนา และคัมภีร์ มูลกัจจายนอัตถโยชนา เป็นต้น คัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี ที่พระญาณกิตติรจนาไว้ เปรียบเสมือนคู่มือในการแปลพระปาติโมกข์ และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเสมือนคู่มือในการวินิจฉัยตีความสิกขาบททั้งหมดที่มาในพระปาติโมกข์ ซึ่งภิกษุในพระธรรมวินัยต้องยึดถือปฏิบัติให้เป็นไปด้วยดี จำนวน ๒๒๗ สิกขาบท(มาตรา) ไม่ให้ขาดทะลุด่างพร้อย ที่เรียกว่าต้องอาบัตินั่นเอง ทำให้ภิกษุในภายหลังสมัยล้านนาจนถึงปัจจุบัน ประมาณ ๕๐๐ กว่าปี มีคัมภีร์อ้างอิงประกอบการดำเนินชีวิตสมณะ ที่ผ่านเวลาพุทธกาลนานมาแล้วถึง ๒,๐๐๐ กว่าปี อาจตีความสิกขาบทวิปลาสคลาดเคลื่อนจากพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติก็เป็นได้ ดังนั้น คัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี จึงนับว่าสำคัญอย่างยิ่ง การอ่าน แปล และศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี จึงมีความจำเป็นและควรค่าแก่การอนุรักษ์เผยแพร่สืบต่อไป เนื่องจากการรักษาพระวินัยเท่ากับรักษาพระพุทธศาสนา เพราะในบรรดาปิฎกทั้ง ๓ ได้แก่ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎกนั้น พระวินัยปิฎก นับว่าสำคัญที่สุด ด้วยว่าเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นาน เป็นเสมือนรากแก้วของต้นไม้ เป็นอายุพระพุทธศาสนา และให้ความเคารพเสมือนพระศาสดา ดังมีคำยืนยันที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่า โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญฃตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา. แปลความว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัยอันใด ซึ่งเราแสดงแล้วและบัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอโดยอันล่วงไปแห่งเรา แสดงให้เห็นว่าแม้พระพุทธองค์เองยังทรงให้ความสำคัญกับพระวินัย ถึงกับยกให้พระวินัยเป็นศาสดาแทนหลังจากพระองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว เนื้อเรื่องคัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนีนั้น อธิบายสิกขาบทในพระปาติโมกข์ เรียงลำดับตามเนื้อเรื่องที่มาในพระปาติโมกข์ เริ่มตั้งแต่ส่วนเบื้องต้น ได้แก่ บุพกิจบุพกรณ์ และนิทานุเทศ ส่วนท่ามกลาง เป็นสิกขาบท ได้แก่ ปาราชิก ๔ ข้อ สังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ อนิยต ๒ ข้อ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ข้อ ปาจิตตีย์ ๙๒ ข้อ ปาฏิเทสนียะ ๔ ข้อ เสขิยะ ๗๕ ข้อ และอธิกรณสมถะ ๗ ข้อ ส่วนเบื้องปลาย ได้แก่ สรุปรวมสิกขาบททั้งหมดที่ยกขึ้นแสดง ๒๒๗ ข้อ และให้สวดทุกกึ่งเดือนพร้อมทั้งพึงศึกษาในพระปาติโมกข์ คัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนีอธิบายเรียงตามสิกขาบทก็จริงอยู่ ถึงกระนั้นบางสิกขาบทที่มีความกระจ่างชัดอยู่แล้วไม่มีข้อสงสัยใดๆ หรือมีนัยเหมือนกับสิกขาบทข้อก่อนๆ ท่านจะไม่อธิบายเพิ่มจึงผ่านไปอธิบายสิกขาบทข้างหน้าต่อๆไป หอสมุดแห่งชาติ มีคัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนีที่เป็นต้นฉบับหนังสือตัวเขียน ประเภทคัมภีีร์ใบลาน อักษรขอม ภาษาบาลี ความยาวเนื้อหาจำนวน ๒ ผูก จากการสำรวจมีหลายชุดด้วยกัน คัมภีร์ใบลานที่นำมาใช้ศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบจำนวน ๔ ชุด ได้แก่ เลขที่ ๔๑๖๐/ค ฉบับล่องชาด เลขที่ ๕๘๓๒/ค ฉบับล่องชาด เลขที่ ๕๘๘๔/ก ฉบับทองทึบ และเลขที่ ๕๙๔๖/ก ฉบับทองทึบ ชุดที่ใช้เป็นหลักในการคัดถ่ายถอด อ่านและแปลนั้นใช้คัมภีร์ใบลาน เลขที่ ๕๘๓๒/ค ฉบับล่องชาด โดยปริวรรตคัดถ่ายถอด อักษรขอมให้เป็นอักษรไทยปัจจุบัน เรียกว่าคำคัดถ่ายถอด เสร็จแล้วทำการจัดเรียงรูปแบบ อักขรวิธี ให้เป็นแบบหนังสือภาษาบาลีอักษรไทยในปัจจุบัน ด้วยการแยกศัพท์ ตัดต่อประโยค จัดเรียงวรรคตอน ย่อหน้า ตามเนื้อหา เรียกว่าคำอ่านตามไวยากรณ์ ขั้นตอนสุดท้ายคือการแปลภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทยที่คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจได้ เรียกว่าคำแปล ซึ่งปัจจุบันแปลแล้วเสร็จหนึ่งในสามของเนื้อหาทั้งหมดคัมภีร์ใบลานเลขที่ ๔๑๖๐/ค, ๕๘๓๒/ค ,๕๘๘๔/ก, และ ๕๙๖๔/ก เรื่องภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี เนื้อหาบางตอนของคัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี ที่ได้อ่าน แปล และศึกษาวิเคราะห์ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติมยิ่งๆขึ้นไป โดยยกสิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๑ เป็นตัวอย่าง ในคัมภีร์พระปาติโมกข์ กล่าวสิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๑ ดังนี้ ///โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. ///แปลความว่า ก็ ภิกษุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย ไม่บอกลาสิกขา ไม่ทำความเป็นทุรพลให้แจ้ง พึงเสพเมถุนธรรม โดยที่สุด แม้ในสัตว์เดียรัจฉานตัวเมีย ต้องอาบัติปาราชิก หาสังวาสมิได้. ใช้คัมภีร์ใบลานเลขที่ ๕๘๓๒/ค เป็นหลักในการคัดถ่ายถอด อ่าน แปล อักษรขอม ภาษาบาลี ในคัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี กล่าวสิกขาบทปาราชิกข้อที่ ๑ ดังนี้ โย ปน รสฺสทีฆาทินา ลิงฺคเภเทน โย โกจิ ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน สิกฺขํ อธิสีลสิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย อปติกฺขิปิตฺวา ทุพฺพลฺยํ ตสฺมึ สาชีเว ทุพฺพลภาวํ อนาวิกตฺวา อปกาเสตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ราคปริยุฏฺฐฃาเนน สทิสานํ อุภินฺนํ ชนานํ ธมฺมํ อชฺฌาจารํ ปฏิเสเวยฺย อนฺตมโส สพฺพนฺติเมน สพฺพาสํ อิตฺถีนํ อนฺติเมน ปริจฺเฉเทน ติรจฺฉานคตายปิ ปฏิสนฺธิวเสน ติรจฺฉานคตาย อุปฺปนฺนาย อิตฺถิยา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย เอโส ปุคฺคโล ปาราชิโก สาสนโต ปราชยํ อาปนฺโน อสํวาโส โหตีติ โยชนา. แปลความว่า มีการประกอบว่า ก็ ภิกษุใด คือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามการแยกแยะลักษณะมีต่ำและสูงเป็นต้น ถึงพร้อมซึ่งสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย ไม่บอกลา คือไม่สลัดคืน สิกขา คือ อธิสีลสิกขา ไม่กระทำให้แจ้ง คือไม่ประกาศ ความทุรพล คือภาวะแห่งคนทุรพลในสาชีพนั้น พึงเสพเมถุนธรรม คืออัชฌาจารอันเป็นธรรมของชนคู่อันเช่นกับความกลุ้มรุมแห่งราคะ โดยที่สุด คือ โดยที่สุดทั้งปวง ได้แก่ โดยกำหนดที่สุดแห่งหญิงทั้งหลายทั้งปวง พึงเสพเมถุนธรรม แม้ในสัตว์เดียรัจฉานตัวเมีย คือ ในหญิงที่เกิดแล้วในสัตว์เดียรัจฉาน ด้วยอำนาจปฏิสนธิ บุคคลนั้น เป็นอาบัติปาราชิก ถึงแล้วซึ่งความพ่ายแพ้จากพระศาสนา ย่อมหาสังวาสไม่ได้ ดังนี้. พิจารณาข้อความที่มาในคัมภีร์ภิกขุปาติโมกข์คัณฐีทีปนี จะเห็นได้ว่า คำศัพท์บาลีที่ทำตัวทึบไว้ทั้งหมด เมื่อนำมาเรียงต่อกันตั้งแต่ต้นข้อความถึงท้ายสุด จะได้ข้อความตัวสิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์(ประโยคบาลีตัวเอน) คือพุทธบัญญัติที่ตรัสไว้ในพระวินัยปิฎกนั่นเอง ส่วนศัพท์บาลีที่เป็นตัวปกติทั้งหมด ก็คือส่วนขยายความเพิ่มเติมทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น อันเป็นลักษณะของคัมภีร์คัณฐีอย่างหนึ่งที่มุ่งอธิบายขยายความศัพท์ยาก ซึ่งพระญาณกิตติรจนาไว้อย่างงดงามทำให้คนรุ่นหลังเข้าถึงสิกขาบทในพระวินัยได้ง่าย และเป็นไปตามพุทธประสงค์อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น คำว่า อนาวิกตฺวา แปลว่า ไม่กระทำให้แจ้ง พระญาณกิตติเถระ ขยายความว่า อปกาเสตฺวา แปลว่า ไม่ประกาศ ซึ่งทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า ไม่บอกลาสิกขาให้ภิกษุที่รู้ความทราบ คือไม่เปล่งวาจาลาสิกขาต่อหน้าภิกษุก่อน แล้วจึงไปเสพเมถุนธรรมอย่างฆราวาสวิสัย(เสพเมถุนทั้งที่ยังไม่ลาสิกขา) นอกจากนี้ พระญาณกิตติเถระยังขยายคำว่า ทุพฺพลฺยํ ความทุรพล เป็น ตสฺมึ สาชีเว ทุพฺพลภาวํ แปลว่า ความเป็นบุคคลอ่อนแอในสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ คือมีกำลังน้อยไม่สามารถรักษาสิกขาบทไว้ได้ คำว่า ทุรพล นั้น ตามพุทธประสงค์ที่แท้จริงไม่น่าจะเป็นความอ่อนแอทางร่างกายไม่สมประกอบหรือพิการอย่างที่คนปัจจุบันเข้าใจ แต่ประสงค์เอาความพิการทางจิตใจคือความท้อแท้ไม่สามารถประพฤติตามสิกขาบทนั้นได้ การแปลคัมภีร์บาลีนั้นต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะและทักษะด้านภาษา มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสานต่อเจตนาของพระโบราณาจารย์รุ่นก่อนในอันที่จะทำให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่นยั่งยืน โดยการรจนาคัมภีร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาวิเคราะห์เห็นชอบตามพระธรรมวินัยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ปราศจากมลทินอคติใดๆ มาปรกคลุม เพราะได้ศึกษาคำอธิบายขยายความตามคัมภีร์คัณฐีและได้คัดถ่ายถอด อ่าน แปล ให้ประจักษ์ต่อสาธารณชนอันเป็นการอนุรักษ์สืบต่ออายุพระศาสนา ส่งเสริมการศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์ส่วนพระวินัยอย่างกว้างขวาง อันจะมีผลต่อการไม่ละเมิดพระวินัยของบรรพชิต และฆราวาสก็ไม่มีความเข้าใจผิดเรื่องพระวินัย ทั้งยังรักษาต้นฉบับตัวเขียนอันเป็นเอกสารโบราณทรงคุณค่าอีกประการหนึ่งด้วย--------------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นายวัฒนา พึ่งชื่น นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร.--------------------------------------------------------------ขอบคุณข้อมูลจาก http://historicallanna01.blogspot.com/2011/04/blog-post_25.html. พระญาณกิตติเถระ นักปราชญ์ล้านนาที่รจนาวรรณกรรมมากกว่าผู้อื่น (ชัชวาลย์ คำงาม). ๒๕ เม.ย. ๕๔ สืบค้นเมื่อ ๑๗ มิ.ย. ๖๔. ThaiJOso02.tci-thaijo.org › JGSR › article › download. คัมภีร์กังขาวิตรณีอภินวฎีกา : การแปลและศึกษา (สมควร นิยมวงศ์). วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๒ พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๖๒. สืบค้นเมื่อ ๒๐ มิ.ย.๖๔. ภิกขุปาติโมกข์แปล(ฉบับท่องจำ).พระมหาธิติพงศ์ อุตฺตมปญฺโญฃ. ครั้งที่ ๓ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประยูรสาส์นไทย การพิมพ์, ๒๕๖๓.
เลขทะเบียน ๗๖/ ๒๕๑๙ สมัยทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒) หิน, ยาว ๖๓.๕ เซนติเมตร สูง ๓๐ เซนติเมตร หนา ๑๕ เซนติเมตร นายประสาร บุญประคอง พบจารึกนี้ในบริเวณระเบียงองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ย้ายมาจากพิพิธภัณฑ์วัดพระปฐมเจดีย์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๔ (ทะเบียนจารึก นฐ.๒) สภาพของจารึกชำรุดมากโดยเฉพาะตัวอักษรข้อความทางตอนต้นบรรทัด ลักษณะของจารึกชิ้นนี้เป็นแผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปลายด้านหนึ่งโค้งมน จารึกเพียงด้านเดียว มีจำนวน ๒ บรรทัด ด้านข้างและด้านบนของแผ่นหินโกลนไว้ จนแลดูเรียบร้อยกว่าด้านหลังซึ่งขรุขระกว่ามาก นายชะเอม แก้วคล้าย ได้อ่านแปลและวิจารณ์ไว้จากอักษรที่เหลืออยู่ สรุปได้ว่าเป็น คาถา เย ธฺมมา จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุของตัวอักษรราว พุทธศตวรรษที่ ๑๒ แปลว่า ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคต ตรัสเหตุ และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะ มีปกติตรัสอย่างนี้ฯ คาถาเย ธมฺมา ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนามาจากคาถาสมบูรณ์ ดังนี้ "เย ธมฺมา เหตุ ปัพฺพวา เตสํ เหตุงฺ ตถาคโต เตสญฺจะ โย นิโรโธ จะ เอวํ วาที มหาสมฺโณ" "ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติ ทรงสั่งสอนอย่างนี้" ความเป็นมาของพระคาถาบทนี้ปรากฏอยู่ในประวัติของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา มีเนื้อความโดยย่อคือ หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และแสดงธรรมสั่งสอนประกาศพระศาสนาแล้ว ครั้งหนึ่งได้เสด็จมาประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ วันหนึ่ง พระอัสสชิ ผู้เป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ซึ่งตามเสด็จฯ พระพุทธองค์มาด้วย เข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ระหว่างทาง อุปติสสะปริพพาชกซึ่งเดินทางมาจากสำนักปริพพาชกได้พบเห็นพระอัสสชิมีกิริยาอาการอันสงบสำรวม น่าเลื่อมใส จึงอยากทราบว่าใครเป็นศาสดาของพระอัสสชิและมีคำสั่งสอนเช่นไร พระอัสสชิจึงแจ้งว่าตนเป็นนักบวชในสำนักของพระมหาสมณะ ผู้เป็นโอรสแห่งศากยวงศ์ พร้อมกับแสดงธรรมอันย่นย่อของพระพุทธองค์ ซึ่งก็คือพระคาถา เย ธมฺมาฯ นั่นเอง จากนั้น อุปติสสะปริพพาชกจึงเดินทางกลับมายังสำนัก และบอกเล่าเรื่องที่ได้พบกับพระอัสสชิ ตลอดจนแสดงธรรมที่พระอัสสชิกล่าวให้แก่สหาย คือโกลิตตะปริพพาชกฟัง จนกระทั่งเกิดดวงตาเห็นธรรมเช่นกัน ปริพพาชกทั้งสองพร้อมด้วยบริวารจึงพากันไปเข้าเฝ้าฯ พระพุทธองค์ยังเวฬุวันมหาวิหาร และทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์จึงประทานอนุญาตให้ปริพพาชกทั้งสองพร้อมด้วยบริวารได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระโกลิตตะปริพพาชก ซึ่งต่อมาก็คือพระโมคคัลลานะ หลังจากอุปสมบทได้ ๗ วัน ก็สำเร็จอรหัตตผล ส่วนอุปติสสะปริพพาชก หรือพระสารีบุตร บรรลุเป็นอรหันต์หลังจากอุปสมบทได้ ๑๕ วัน ส่วนบริวารทั้งหลายภายหลังก็ได้บรรลุเป็นอรหันต์จนหมดสิ้น โดยพระคาถานี้ ทำให้พระพุทธองค์ทรงได้สาวกองค์สำคัญ คือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรมาเป็นอัครสาวกซ้ายขวา พุทธศาสนิกชนจึงนับถือกันเป็นพระคาถาวิเศษ ถือเป็นสัมฤทธิมนต์สำหรับเปลี่ยนแปลงความนับถือของผู้ที่ยังไม่เคยสดับรับฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ จึงนิยมจารึกไว้เพื่อประกาศพระพุทธศาสนาให้เผยแผ่ออกไป พระคาถา เย ธมฺมาฯ จึงมักพบปรากฏอยู่ในงานศิลปกรรมทางพุทธศาสนาตั้งแต่ยุคแรกๆ เช่นในศิลปะทวารวดีและศิลปะศรีวิชัย นอกจากที่จารึกอยู่บนพระพิมพ์แล้ว ยังพบปรากฏอยู่บนศาสนวัตถุอื่นๆ เช่นเสาศิลาจารึก ฐานธรรมจักร หรือภาพสลักพระพุทธรูปอีกด้วย นอกจากศิลาจารึกคาถาเย ธมฺมา ข้างต้นแล้ว ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ยังเก็บรักษายอดสถูปจำลอง ตามประวัติกล่าวว่าพบที่วัดพระงาม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ลักษณะของยอดสถูปจำลอง คล้ายหม้อทรงกลมแป้น คดคอดสั้น มีขอบปากผาย ส่วนเชิงเป็นทรงกระบอกสูงตอนปลายผายออก ซึ่งส่วนล่างของเชิง มีจารึก ๑ แถว เป็นจารึก เย ธมฺมา ภาษาบาลี อักษรปัลลวะแบบหวัด จะเห็นได้ว่าในดินแดนเมืองนครปฐมโบราณ มีหลักฐานโบราณวัตถุหลายประการที่สะท้อนถึงการแรกรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานยังนครรัฐ นอกเหนือไปจากธรรมจักรอย่างที่พบเป็นจำนวนมากเลขทะเบียน ๓๐๕/ ๒๕๑๙ สมัยทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖) ดินเผา, เส้นผ่าศูนย์กลางยอด ๑๒.๕ เซนติเมตร สูง ๓๕.๕ เซนติเมตร หากผู้สนใจต้องการศึกษาจารึกไม่เพียงแต่เฉพาะภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เท่านั้น ภายในบริเวณวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ยังมีศิลาจารึกคาถาเย ธมฺมา ให้ศึกษาได้ คือ บริเวณภายในเก๋งจีนหน้าพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ หรือที่เรียกว่าศิลาจารึกที่ศาลเจ้า พระปฐมเจดีย์ จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เช่นกัน
๑.ชื่อโครงการ โครงการออกแบบก่อสร้างศาลาไทยเพื่อใช้ในงาน EXPO 2016 ณ เมืองอัลตาเลีย ประเทศตุรกี
๒.วัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทย ซึ่งกรมส่งเสริม
การเกษตรเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปจัดแสดงในงานพืชสวนโลก EXPO 2016
๓.กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙
๔.สถานที่ งาน EXPO 2016 ณ เมืองอัลตาเลีย ประเทศตุรกี
๕.หน่วยงานผู้จัด กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งโครงการของบประมาณ กรมศิลปากรออกแบบและจ้างเหมา
๖.หน่วยงานสนับสนุน ไม่มี
๗.กิจกรรม มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๙
เดินทางพร้อมทีมก่อสร้างจากกรุงเทพมหานคร ไปยังเมืองอิสตันบุลและต่อเครื่องไปลงเมืองอัลตาเลีย สถานที่จัดงาน EXPO 2016
วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๙
กำหนดขอบเขตและตำแหน่งของชิ้นส่วนต่างๆ ติดตั้งเพลทรับเสาและเสาเหล็กโครงสร้างทั้งหมด โครงเหล็กถักคานรับหลังคาชั้นที่ ๑
วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๙
ประกอบโครงสร้างหลังคาส่วนแนวราบ ติดตั้งโครงสร้างจันทัน ดั้ง คานย่อยของหลังคาจั่วใหญ่ ติดตั้งจันทันเอก จันทันพรางและเหล็กรับเชิงชาย
วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๙
ประชุมแผนงานรองรับกรณีเกิดฝนตก ติดตั้งจันทัน คานรับจันทัน จันทันพรางทั้งหมด แปของหลังคาชั้นกันสาด หลังคาปีกนก แปหลังคาจั่วชุดใหญ่และเริ่มหุ้มเสาไม้ประกอบ
วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๙
ติดตั้งแผ่นไม้อัดบนโครงหลังคาเพื่อเตรียมติดระแนงสำหรับปูกระเบื้องหลังคา หาระดับในการปูกระเบิ้องพื้น ติดตั้งเสาไม้อัด ติดตั้งไม้เชิงกลอนรอบอาคาร
วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๙
ติดตั้งไม้อัดสำหรับติดระแนงครึ่งหลัง เทพื้นปรับระดับเตรียมปูกระเบื้องพื้น ติดตั้งแผ่นเหล็กปิดหัวแป เพื่อเตรียมติดตั้งปั้นลม ติดตั้งแปส่วนประดับ ฝ้าไขรา รางน้ำสังกะสีบริเวณตะเฆ่ราง
วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๙
เริ่มติดตั้งระแนงเหล็กหลังคาชั้นกันสาด ปูกระเบื้องพื้น ติดตั้งโครงเหล็กรับฝ้าเพดาน
วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๙
ปูกระเบื้องพื้น เริ่มเดินท่อระบบไฟฟ้า ติดตั้งปั้นลมหน้าจั่วทั้งหมด เริ่มติดตั้งโครงผนังอลูมิเนียม
วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙
ปูกระเบื้องพื้น ติดตั้งแผงหน้าจั่ว ไฟกิ่ง ติดตั้งระแนงหลังคาจั่วใหญ่ ติดตั้งโครงผนังอลูมิเนียม
วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙
ปูกระเบื้องภายในแล้วเสร็จ ติดตั้งระแนงหลังคาแล้วเสร็จ มุงหลังคาจั่วใหญ่ ติดตั้งแผ่นไม้รับฝ้าเพดานและติดตั้งไฟดาวน์ไลท์ จัดวางเฟอร์นิเจอร์ภายในตามแบบชั่วคราว หยุดงานตอน ๒๐.๐๐ น. ตามคำสั่งของทาง EXPO
วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๙
ติดตามท่านอธิบดีเพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงานและไปประจำที่ศาลาไทย ไม่มีการดำเนินการก่อสร้างใดๆ เนื่องจากไม่สามารถเข้าพื้นที่ก่อสร้างได้
วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๙
เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของช่วงเวลาที่สามารถดำเนินการก่อสร้างต่อได้ จึงได้ดำเนินการก่อสร้างตามเวลาปกติ โดยมุงกระเบื้องหลังคามุขด้านหน้าและหลังคาชั้นกันสาด ด้านหน้าและด้านข้าง และโดนสั่งให้หยุดงานในเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. โดยให้สามารถเริ่มงานได้อีกทีหลัง ๒๒.๐๐ น. ไปจนถึง ๖.๐๐ น. ของวันใหม่ โดยเบื้องต้นทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้ประสานไปยังท่านทูตประจำกรุงอันตาเลีย เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้สามารถดำเนินงานก่อสร้างได้ในช่วงกลางวัน
วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๙
กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งผลการประสานงานมาว่า ให้ดำเนินการในเวลาเดิมคือ ช่วง 22.00น. ถึง 6.00 น. จึงเอาทีมก่อสร้างมาสแตนบายตั้งแต่เวลา 18.00 น. และเริ่มงานอีกทีประมาณ 21.30 น. โดยยิงระแนงฝ้าเพดานและมุงหลังคาด้านหลังเพื่อใส่ครอบสันปูน รวมถึงงานปรับผิวทางลาดคนพิการ
วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙
เริ่มติดตั้งครอบสันหลังคา ฝ้าเพดานภายนอก ปูกระเบื้องพื้นภายนอกโดยรอบ เคลียร์วัสดุอุปกรณ์ภายนอกอาคารบริเวณสนามหญ้า ติดตั้งพัดลม
วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๙
ติดตั้งครอบปูนด้านหลังปั้นลม ติดตั้งฝ้าเพดานภายนอกของหลังคากันสาด ติดตั้งระบบปรับอากาศ เก็บงานในจุดต่างๆ
วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙
ติดตั้งฝ้าเพดานภายนอก และเริ่มเก็บงานในส่วนต่างๆ
วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙
ทำความสะอาดพื้นทั้งหมด ปูพรมหญ้าเทียม จัดวางเฟอร์นิเจอร์ตามแบบ ทดสอบระบบปรับอากาศและไฟฟ้าทั้งหมด เก็บงานในจุดต่างๆ เดินทางกลับประเทศไทย (ทีมก่อสร้างยังอยู่เก็บความเรียบร้อยของงานต่อ)
๘.คณะผู้แทนไทย
นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ร่วมพิธีเปิด
นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม ร่วมพิธีเปิด
นายชัยนันท์ พันธ์ภคไพโรจน์ นายช่างสำรวจอาวุโส ร่วมพิธีเปิด
นายธนารัตน์ สอดทรัพย์ สถาปนิกปฏิบัติการ ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมและควบคุมงาน
นายพีระพงษ์ พีระสมบัติ วิศวกรโยธาปฏิบัติการ ผู้ออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม
ข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร
บริษัท กันต์กนิษฐ์ก่อสร้าง จำกัด ผู้รับจ้าง
๙.สรุปสาระของกิจกรรม ก่อสร้างศาลาไทยเพื่อใช้จัดนิทรรศการในงาน EXPO2016
๑๐.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม ไม่มี
การสำรวจคลองสำคัญในประวัติศาสตร์ปัตตานี ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ดำเนินการสำรวจคลองสำคัญในประวัติศาสตร์ปัตตานี โดยเป็นการสำรวจในข้อมูลภาคสนาม ครอบคลุมเส้นทางการไหลของคลองทั้งสิ้น ๑๐ สาย โดยสรุปผลการสำรวจได้ดังนี้ ๑.คลองกือเซะ คลองกือเซะจัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกในกลุ่มลุ่มน้ำสาขาภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง(พื้นที่ส่วนที่๓) คลองสายนี้ไหลผ่านพื้นที่ด้านทิศเหนือของอำเภอยะรัง และทิศตะวันอออกของอำเภอเมืองปัตตานี โดยส่วนปลายของคลองนี้จะไปรวมกับคลองมานิงที่บ้านปาเระ ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี รวมระยะความยาวของคลองสายนี้ประมาณ ๑๐.๘ กิโลเมตร ในสมัยรายาฮีเยาครองบัลลังก์เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกเข้ามาในคลองกือเซะจนไม่สามารถอำนวยประโยชน์ในการเกษตรกรรมได้ “...รายาฮีเยาทรงรับสั่งให้ราษฎรพร้อมกันขุดคลอง โดยเริ่มจากรือเซะมุ่งไปทางทิศเหนือจนถึงแม่น้ำที่อ่าวเตอร์มางัน (ใกล้กับหมู่บ้านปรีกีปัจจุบัน) เมื่อสามารถขุดคลองเชื่อมกับแม่น้ำแล้ว น้ำก็ไหลมาตามคลองแห่งใหม่ผ่านคลองกรือเซะแล้วไหลออกทะเลตรงอ่าวรา เมื่อน้ำทางเหนือไหลออกคลองกรือเซะก็เป็นผลให้น้ำจืดลง ทุ่งนาบริเวณนั้นก็ให้ผลเป็นที่พอใจ...” เมื่อถึงสมัยรายาบีรูก็เกิดปัญหาขึ้นกับคลองกือเซะอีกครั้ง ดังปรากฏในตำนานเมืองปัตตานีว่า “...และพบว่ากระแสน้ำไหลแรงเซาะริมฝั่งที่ติดต่อกับพระราชวังได้รับความเสียหายอีกประการหนึ่งน้ำในคลองกรือเซะกลายเป็นน้ำจืด จึงเป็นเหตุให้นาเกลือตรงชายทะเลไม่สามารถเป็นเกลือได้เพราะน้ำลดความเค็มลง รายาบีรูจึงมีกระแสรับสั่งให้สร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ไหลมาจากด้านเหนือ โดยไหลเข้าคลองกรือเซะและได้ปิดคลองปาฟีรีด้วย เขื่อนดังกล่าวนั้นสร้างด้วยหินและให้นามหมู่บ้านนั้นว่าบ้านทำนบหิน(บ้านตาเนาะบาตู)...” ๒.คลองเตอมางัน เป็นคลองขุดแยกจากคลองกือเซะที่บ้านตาเนาะบาตู ตำบลคลองมะนิง อำเภอเมืองปัตตานี แล้วไหลผ่านเข้าไปในพื้นที่ตำบลสะดาวา ตำบลประจัน ตำบลยะรัง ตำบลวัด ตำบลปิตูมุดี อำเภอยะรัง และไหลไปรวมกับแม่น้ำปัตตานีในบริเวณตำบลกระโด อำเภอยะรัง คลองสายนี้เป็นคลองขุด ซึ่งรายาฮิเยารับสั่งให้ขุดขึ้น เพื่อนำน้ำจากแม่น้ำปัตตานี เข้ามาเพิ่มในคลองกือเซะ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกคลองกือเซะ จนไม่สามารถทำนาได้ แต่ในเวลาต่อมาน้ำจืดจากคลองนี้ไหลเข้าไปในคลองกือเซะมากเกินไปจนเกิดปัญหาในการทำนาเกลือ รายาบีรูจึงรับสั่งให้สร้างทำนบหินกั้นคลองสายนี้ที่บริเวณบ้านตาเนาะบาตู จากการสำรวจพบว่าคลองสายนี้อาจไม่ใช่คลองขุดทั้งสาย โดยในบางช่วงอาจเป็นการขุดลอกแนวคลองเดิมในบางพื้นที่ให้ลึกขึ้น ทั้งนี้สามารถแบ่งช่วงของคลองสายนี้ได้เป็น ๔ ช่วง ๓.คลองมานิง คลองมานิงจัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกในกลุ่มลุ่มน้ำสาขาภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง(พื้นที่ส่วนที่๓) คลองสายนี้ไหลผ่านอำเภอยะรัง และทิศตะวันออกของอำเภอเมืองปัตตานี รวมระยะความยาวของคลองสายนี้จากบึงบาโง ตำบลวัด อำเภอยะรัง มาจนถึงตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๓๒ กิโลเมตร คลองแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญในการเดินทางและการค้า เนื่องจากเป็นคลองใหญ่มีน้ำมาก และสามารถเชื่อมต่อเข้าไปได้ถึงเมืองโบราณยะรัง ดังนั้นในระหว่างทางเดินของลำน้ำจึงมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เรียงรายอยู่มากมายเช่น กาแลบือซา(ท่าใหญ่) ทีเยรายอ(สถานที่พบเสากระโดงเรือ) เป็นต้น ๔.คลองปาเระ คลองปาเระหรือสุไหงปาเระ เป็นคลองที่เกิดจากการบรรจบกันของคลองกือเซะกับคลองมานิง(คลองบ้านดี) ที่บ้านปาเระ หมู่ที่ ๒ ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี จากนั้นไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกราว ๑.๒ กิโลเมตร ก็บรรจบกับทะเลที่อ่าวปัตตานีที่กัวลาอารู (Kuala-Aru) คลองแห่งนี้เป็นต้นทางที่จะสามารถเดินทางเข้าสู่เมืองปัตตานีทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นต้นทางที่สามารถเชื่อมต่อไปยังกาแลบือซา ซึ่งเป็นท่าเรือใหญ่สำหรับขึ้นลงสินค้าภายในคลองมานิงได้ด้วย และริมคลองนี้ยังเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของเชลยชาวพะโคและล้านช้าง ซึ่งกษัตริย์อยุธยาพระราชทานแก่สุลต่านมันโซร์ ชาห์ แห่งปัตตานีด้วย ๕.คลองปาเปรี คลองปาเปรีหรือสุไหงปาเปรี ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๒ บ้านตันหยงลุโละ ตำบลตันหยงลุโละ และหมู่ที่ ๑ บ้านปาเระ ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี มีลักษณะเป็นคลองสายสั้นไหลลงสู่อ่าวปัตตานีเหนือกัวลาอารู ในอดีตพื้นที่บริเวณต้นคลองเคยมีฐานะเป็นคูเมืองปัตตานีด้านทิศเหนือ และในตำนานเมืองปัตตานีกล่าวว่าคลองสายนี้เคยถูกปิดไปครั้งหนึ่งในสมัยรายาบีรู เมื่อครั้งเกิดปัญหาน้ำจืดไหลเข้ามาในคลองกือเซะมากเกินไปจนทำนาเกลือไม่ได้ ๖.คลองคูเมืองปัตตานีด้านทิศตะวันตก คลองคูเมืองปัตตานีด้านทิศตะวันตกตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ บ้านตันหยงลุโละ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี คลองสายนี้เป็นคลองขุดเชื่อมคลองปาเปรีซึ่งเป็นคูเมืองด้านทิศเหนือ กับคลองกือเซะซึ่งเป็นคูเมืองด้านทิศใต้ คลองสายนี้นอกจากทำหน้าที่เป็นคูเมืองแล้ว ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของคลองสายนี้ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างแนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกซึ่งมีประตูเมืองใหญ่คือปินตูกรือบันหรือประตูชัยฮังตูวะห์ตั้งอยู่ กับลานใหญ่หน้ามัสยิดกรือเซะ จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งผู้คนสัญจรไปมามากมาย ๗.คลองดัชต์และกาแลเบอลันดา คลองดัชต์ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๒ บ้านบาน ตำบลบานา และหมู่ที่ ๑ บ้านตันหยงลุโละ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ในอดีตคลองแห่งนี้เป็นลำน้ำใหญ่ กล่าวกันว่าเรือสินค้าขนาดใหญ่ของชาวต่างชาติเข้ามาจอดขนส่งสินค้าในคลองแห่งนี้ อีกทั้งสองฝั่งคลองยังเป็นที่ตั้งของสถานีการค้าและโกดังสินค้าของต่างชาติ โดยสถานีการค้าที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงคือห้างของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (VOC) และมีท่าเรือขนส่งสินค้าที่มีชื่อเสียงเรียกโดยภาษาท้องถิ่นว่า กาแลเบอลันดา ส่วนคลองก็เรียกกันว่าคลองดัชต์ หรือบางครั้งก็เรียกทับศัพท์ว่า คลองกาแลเบอลันดา ๘.อาอีลีเละฮ์ อาอีลีเละฮ์ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลบานา และหมู่ที่ ๓ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี มีลักษณะเป็นคลองสายสั้น โดยแนวคลองนี้จะตัดผ่านคลองดัชต์ ทำให้คลองถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนเหนือและส่วนใต้ ในอดีตคลองแห่งนี้เป็นลำน้ำสาขาที่แยกออกจากคลองดัชต์ โดยการที่ปลายข้างเหนือสามารถออกทะเลได้ ส่วนปลายด้านใต้สามารถเชื่อมต่อไปจนถึงกรือเซะ จึงเป็นคลองย่อยที่สถานีการค้าหรือห้างของบริษัทต่างชาติ ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าทั้งนำเข้าไปยังเมืองปัตตานี และรับสินค้าจากในเมืองมาเก็บที่โกดัง ก่อนนำลงเรือใหญ่เพื่อส่งขายยังต่างเมืองต่อไป ๙.สุไหงปาแน สุไหงปาแนตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ บ้านสุไหงปาแน ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี สุไหงปาแน(คลองหมาก) เป็นคลองที่มีจุดเริ่มต้นจากการรับน้ำจากทุ่งซึ่งมีลักษณะเป็นพรุขนาดใหญ่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ บ้านสุไหงปาแน ตำบลบานา จากนั้นมีทิศทางการไหลของน้ำจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก โดยจะไปรวมกับคลองกือเซะที่บ้านกรือเซะ(กำปงปัง) หมู่ที่ ๓ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี และการที่ปลายคลองสายนี้ไปบรรจบกับคลองกือเซะซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับคูเมืองปัตตานีได้ จึงทำให้คลองสายนี้กลายเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญสำหรับการขนถ่ายสินค้าเข้าออกเมืองปัตตานี ๑๐.คลองสาย คลองสายหรือสุไหงปายอ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๒ บ้านยือแร ตำบลยะรัง พื้นที่เทศบาลตำบลยะรัง และหมู่ที่ ๒ บ้านบาซาเวาะเซ็ง ตำบลปิตูมุดี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี กล่าวกันว่าในอดีต คลองสายเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับชะวากทะเลโบราณยะรัง กับกลุ่มเมืองโบราณยะรัง โดยมีการสร้างเมืองขนาดเล็กไว้ในบริเวณใกล้กับปากคลองซึ่งมีชื่อเรียกว่า กอจอกะจิ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตปกครองของหมู่ที่ ๑ บ้านกรือเซะ ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี -------------------------------------------- บทความเรียบเรียง โดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา--------------------------------------------
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ เมืองรากุนด้า ประเทศสวีเดน
ระหว่างวันที่ ๓ – ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ของนายธนารัตน์ สอดทรัพย์ สถาปนิกปฏิบัติการ
๑.ชื่อโครงการ โครงการสำรวจความเสียหายและจัดทำแบบปรังปรุงอาคารพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เมืองรากุนด้า ประเทศสวีเดน
๒.วัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจความเสียหายและจัดทำแบบปรับปรุง รวมทั้งประมาณราคาก่อสร้าง อาคารพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเทิดพระเกียรติครบรอบ ๑๒๐ ปี การเสด็จประพาสยุโรปและสวีเดนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
๓.กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๓ – ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙
๔.สถานที่ อาคารพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เมืองรากุนด้า ประเทศสวีเดน
๕.หน่วยงานผู้จัด กระทรวงการต่างประเทศ
๖.หน่วยงานสนับสนุน เทศบาลรากุนด้า
๗.กิจกรรม มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙
เดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยังกรุงสตอกโฮล์มประเทศสวีเดน เที่ยวเวลา ๐๑.๑๐ น.
วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙
ถึงสนามบินที่กรุงสตอกโฮล์ม ประมาณ ๗.๐๐ น. คุณพิชญา เมธานุเคราะห์ เลขานุการเอก สำนักงานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม มารอรับและไปส่งที่ Central Station เพื่อขึ้นรถไฟไปเมือง Sunsvall และเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวไปกับผู้ประสานงานอีกท่านไปยังอาคารพระบรมราชานุสรณ์ พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เมืองรากุนด้าเพื่อเข้าพบนายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์มเพื่อประชุมรับทราบแนวทางการปฏิบัติงาน การประสานงานต่างๆ
วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙
เริ่มทำการสำรวจสภาพความเสียหายของตัวอาคารพระบรมราชานุสรณ์ฯ โดยช่วงเช้าเริ่มจากสำรวจความเสียหายภายนอกอาคาร ไล่ตามลำดับจากส่วนพื้นลานโดยรอบ ส่วนฐาน ผนัง ประตู-หน้าต่าง ชั้นหลังคา ตลอดไปยังส่วนเครื่องยอดและช่วงบ่ายเข้าไปสำรวจสภาพความเสียหายภายในอาคาร ทั้งส่วนพื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ภาพจิตรกรรมภายใน โดยเก็บข้อมูลด้วยการจดบันทึกและภาพถ่าย
วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙
ช่วงเช้าและบ่ายทำการสำรวจเฉพาะส่วนหลังคาทุกด้าน เพื่อตรวจสอบความเสียหายของกระเบื้องมุงหลังคา ระบบรางระบายน้ำ รวมทั้งองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมทั้งหมด เช่น หน้าบัน รวยระกา ช่อฟ้า หางหงส์ โดยการใช้เครนยกเพื่อขึ้นไปสำรวจในจุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากด้านล่าง ช่วงเย็นทำการเช็คข้อมูลอีกครั้งเพื่อกันการตกหล่น แล้วเดินทางไปพักในเมือง Sunsvall เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับไปยังกรุงสตอกโฮล์มในช่วงเช้า
วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙
เดินทางด้วยรถไฟจากเมือง Sunsvall ไปยังกรุงสตอกโฮล์ม เพื่อสรุปข้อมูลสำหรับดำเนินการจัดทำแบบซ่อมแซมที่ประเทศไทยและเตรียมตัวเดินทางในวันถัดไป
วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙
เดินทางไปยังเมืองนีเชอปิงเพื่อทัศนศึกษาด้วยทุนส่วนตัวตามที่ได้รับอนุญาต
๘.คณะผู้แทนไทย
นายธนารัตน์ สอดทรัพย์ สถาปนิกปฏิบัติการ ผู้สำรวจและประเมินความเสียหาย
๙.สรุปสาระของกิจกรรม สำรวจและประเมินความเสียหายเพื่อจัดทำแบบปรับปรุงและเอกสารประมาณราคาก่อสร้างเพื่อนำไปดำเนินการต่อไป
๑๐.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม ไม่มี
นายธนารัตน์ สอดทรัพย์ สถาปนิกปฏิบัติการ ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
เรื่อง Play work ทำงานให้สนุกเหมือนเล่น
กรู๊ซวอช, ปีเตอร์ เฟลิคส์. ทำงานให้สนุกเหมือนเล่น = Play work แปลโดย พนิดา กวยรักษา.
กรุงเทพฯ: ช็อร์ตคัต, 2563.
ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 158.7 ก269ท
Work Hard Play Hard วลีที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ หรือเรียกได้ว่าเป็นไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน แปลความหมายอย่างตรงตัวและเข้าใจง่าย คือ ทำงานหนัก เวลาพักก็ต้องเต็มที่ แต่หากมองความหมายเชิงลึกที่ซ่อนอยู่วลีนี้จะตีความได้ว่า การทำทุกอย่างให้เต็มที่และสุดความสามารถ เมื่อถึงเวลาทำงานก็ทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ และการใช้ชีวิตหลังจากเสร็จงานก็ต้องให้ความสำคัญ เป็นการสร้างความสมดุลให้กับการใช้ชีวิต และจะดีหรือไม่หากเราสามารถกำหนดการทำงานให้กลายเป็นเรื่องสนุกและสร้างความสุขให้กับชีวิตได้
ทำงานให้สนุกเหมือนเล่น เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปค้นพบตัวตนของเราว่าเหมาะสมกับงานประเภทไหน เพื่อหาแนวทางในการทำงานอย่างมีความสุข ผ่านความเชื่อที่ว่า หากเราทำงานที่เหมาะสมกับตนเอง เราจะไม่รู้สึกว่างานน่าเบื่อและเกิดความสุขที่ได้ทำงาน ด้วยวิธีการเรียนรู้ตัวตน 4 ขั้นตอน คือ ตระหนักรู้ในตนเอง ให้ตั้งคำถามและตอบตัวเองให้ได้ว่า สนใจในเรื่องใด อยากจะทำอะไร และต้องการอะไรจากการทำงาน ต่อมาคือ การเปิดเผยตัวตน เพื่อเชื่อมโยงไปถึงการได้รับมอบหมายงานที่ตรงตามความสามารถ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง ช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งมีส่วนช่วยในการพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าในอาชีพการงาน ขั้นตอนที่สาม คือ การแสดงความเป็นตนเอง เพื่อให้ได้ทำงานในแบบฉบับของตน ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า เพราะผลงานที่สร้างขึ้นนั้นเกิดจากความตั้งใจ เต็มใจ และสะท้อนตัวตนของผู้สร้าง สิ่งเหล่าที่เมื่อถูกส่งต่อให้กับบุคคลหรือสังคมย่อมเกิดประโยชน์สูงสุด แตกต่างกับวิถีการทำงานแบบเดิมที่มุ่งหวังผลประโยชน์ก่อนการลงมือทำ ขั้นตอนสุดท้าย คือ ได้บรรลุในสิ่งที่ตัวเองเป็น คือการได้ทำในสิ่งที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้ ให้เกิดขึ้นจริงและได้รับการยอมรับจากสังคมและคนรอบข้าง โดยสรุป Play Work ก็คือ การค้นพบตัวเองเพื่อให้เจอวิธีการทำงานให้เป็นเรื่องสนุก และยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่การใช้ชีวิตในแบบที่เป็นของตัวเองได้อีกด้วย ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)