ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย
๑. ชื่อโครงการ
การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียน (Workshop on Preservation and Conservation of Manuscripts)
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อให้นักจดหมายเหตุ ภัณฑารักษ์ และบรรณารักษ์ ที่ดูแลเอกสารตัวเขียนมีความรู้และทักษะในการจัดการเอกสารตัวเขียนภายในองค์กร
๒.๒ เพื่อให้ผู้ที่ดูแลเอกสารตัวเขียนหรือเอกสารต้นฉบับซึ่งเป็นมรดกของชาติ มีทักษะในการประเมินคุณค่า สืบหาความน่าเชื่อถือของเอกสารนั้น
๒.๓ เพิ่มพูนเทคนิคที่ใช้ในการอนุรักษ์และซ่อมแซมเอกสารตัวเขียนให้ดีขึ้น
๓. กำหนดเวลา
วันจันทร์ ที่ ๙ ถึงวันศุกร์ ที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ (รวมระยะเวลา ๑๔ วัน)
๔. สถานที่
กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
๕. หน่วยงานผู้จัด
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ประเทศมาเลเซีย (National Archives of Malaysia)
๖. หน่วยงานสนับสนุน
๖.๑ The ASEAN Committee on Culture and Information (ASEAN COCI)
๖.๒ กลุ่มแผนงาน โครงการ และวิเทศสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร
๗. คณะผู้แทนไทย
นางสาววัชราภรณ์ สิทธิวิไล นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ
๘. กิจกรรม
การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์เอกสารตัวเขียน ประกอบด้วยกิจกรรม ๔ ส่วน ดังนี้
๘.๑ การบรรยาย จำนวน ๑๑ หัวข้อ
๘.๒ การฝึกปฏิบัติ จำนวน ๓ หัวข้อ
๘.๓ การสนทนากลุ่มและแลกเปลี่ยนความรู้ จำนวน ๓ หัวข้อ
๘.๔ การศึกษาดูงาน จำนวน ๔ แห่ง
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ การบรรยาย จำนวน ๑๑ หัวข้อ ประกอบด้วย
๑) Archives and Manuscript โดย Ms. Habibah binti Ismail จาก National Archives of Malaysia
ลักษณะของเอกสารตัวเขียนและเอกสารจดหมายเหตุ และภาพรวมของกระบวนการดำเนินการ ตั้งแต่ความรู้ความเข้าใจเรื่องเอกสารตัวเขียนและเอกสารจดหมายเหตุ การจัดหาเอกสาร การรับมอบ การจัดหมวดหมู่ การอนุรักษ์ และการเข้าถึงเอกสาร โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
คำว่า Manuscript มาจากภาษาละติน Manu – Scriptus หมายถึง การเขียนด้วยมือ
ซึ่งเวลาจะจำแนกความแตกต่างของการเขียนด้วยมือจากสิ่งพิมพ์
ส่วนเอกสารจดหมายเหตุนั้นเกิดได้จากรัฐบาล เอกชน หรือเอกสารส่วนบุคคล (เอกสารตัวเขียน) เช่น จดหมาย บับทึกความทรงจำ รายงาน ภาพถ่าย แผนที่ แบบแปลน ที่มีคุณค่า โดยมีการอนุรักษ์ให้คงเดิม
เอกสารตัวเขียนที่เป็นเอกสารจดหมายเหตุส่วนมากจะอยู่ในลักษณะเอกสารส่วนบุคคล มี ๓ ลักษณะ คือ ลักษณะหรือกลุ่มของเอกสารส่วนบุคคลที่เป็นเอกสารจดหมายเหตุของบุคคลในครอบครัวหรือองค์กร เช่น หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซียมีเอกสารชุดจดหมายของ Brookes ชุดเอกสารตัวเขียนที่ได้รับมาจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีแผนการประชุมเพื่อพิจารณาเอกสารต้นฉบับเหล่านั้นร่วมกัน และเอกสารตัวเขียนที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการค้นคว้าที่ได้รับมอบจากองค์กร
ความแตกต่างระหว่างเอกสารตัวเขียนและเอกสารจดหมายเหตุ คือ วัสดุที่ผลิตเอกสาร เครื่องมือช่วยค้น และการจัดเก็บเอกสาร กล่าวคือ เอกสารตัวเขียนนั้นเกิดบนกระดาษโดยเมื่อจัดหมวดหมู่แล้วก็จัดทำบัญชีเอกสารและจัดเก็บในคลัง แต่เอกสารจดหมายเหตุนั้นนอกจากกระดาษแล้ว ยังสามารถผลิตจากวัสดุอื่นๆ เช่น เทป ซีดี คอมพิวเตอร์ และเมื่อจัดหมวดหมู่แล้วสามารถจัดทำเครื่องมือช่วยค้นได้หลายหลายประเภทและจัดเก็บได้ตามความต้องการและเหมาะสม
๒) Collection and Acquisition of Manuscripts: the roles of Dewan Bahasa dan Pustaka in sustaining and uplifting Malay language and literature โดย Mrs. Kamariah binti Abu Samah จาก Dewan Bahasa dan Pustaka
หัวข้อการบรรยายนี้อธิบายถึงความหมาย ความสำคัญเอกสารตัวเขียน วิวัฒนาการและปริมาณเอกสารตัวเขียนภาษายาวี ภาษามาเลย์ ที่มีอยู่ในประเทศมาเลเซีย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารตัวเขียน ประวัติความเป็นมา ภารกิจหน้าที่ของ Dewan Bahasa dan Pustaka (The Institute of Language and Literature) และที่สำคัญคือบทบาทของการเป็น The Malay Documentation Center คือ การเก็บรวบรวมและอนุรักษ์เอกสารตัวเขียนในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นมรดกของชาติที่มีคุณค่า การดิจิทัลและจัดทำฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการเป็นศูนย์กลางการวิจัยเกี่ยวกับวรรณคดีมาเล โดย Dewan Bahasa dan Pustaka มีโครงการพัฒนาการเรียนรู้ วิจัย ดิจิทัล และเผยแพร่ เพื่อจัดการฐานข้อมูลของเอกสารตัวเขียนและวรรณคดีมาเลย์สำหรับการค้นคว้าและอ้างอิง โดยการสร้างเครือข่ายในการทำงานร่วมกันของห้องสมุด ศูนย์การวิจัย มหาวิทยาลัยทั้งในและนอกประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีมาเลย์ เอกสารตัวเขียนภาษามาเลย์และอิสลาม
๓) Cataloguing Manuscript Description โดย Mrs. Effah Imtiaz binti Zainol จาก National Library of Malaysia
The National Centre for Malay Manuscripts เป็นกลุ่มงานหนึ่งภายใต้สังกัดของหอสมุด
แห่งชาติประเทศมาเลเซีย มีหน้าที่ติดตาม รับมอบเอกสารตัวเขียนภาษามาเลย์โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบทั้งจากในและนอกประเทศ อนุรักษ์ ให้บริการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และการจัดนิทรรศการเพื่อการประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานจัดทำบัญชีเอกสารตัวเขียนภาษามาเลย์ของ The National Centre for Malay Manuscripts นั้นประกอบด้วย การแยกแยะที่มาของเอกสาร เครื่องหมายหรือการจัดทำตัวเลข ชื่อเรื่อง ผู้เขียน ผู้แต่ง ภาษา สถานที่เขียน วันที่เขียน ลักษณะของเอกสารข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เนื้อหาหรือสาระสังเขป และการอ้างอิง
๔) Preservation and Conversation of Manuscript: Concept โดย Mr. Friedrich Farid Zink จาก Islamic Arts Museum Malaysia
ในการอนุรักษ์และซ่อมแซม สิ่งที่ควรคำนึงมากที่สุดคือ จริยธรรม และมาตรฐาน กล่าวคือ ต้องเคารพในวัตถุ มาตรฐานเดียวของการรักษา ซ่อมแซม คือ คุณค่าเฉพาะของวัตถุชิ้นนั้น ๆ ซึ่งอาจมีชิ้นเดียว การปฏิบัติงานตามหลักวิชาการที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัตถุ
๕) Preventive Preservation of Manuscript โดย Mr. Abdul Aziz bin Abd Rashid จาก Museum of Asian Art, University of Malaya
เอกสารตัวเขียนใน Museum of Asian Art ของ University of Malaya มีประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของสิ่งของจัดแสดงทั้งหมด เอกสารที่สำคัญคือ เอกสารของ Lord Minto Scroll ซึ่งวิทยากรได้นำมาให้ผู้เข้าร่วมอบรมดูพร้อมกับเอกสารตัวเขียนอื่น
๖) Behind the scenes Islamic Arts Museum Malaysia โดย Ms. Fauziah binti Hashim จาก Islamic Arts Museum Malaysia
Islamic Arts Museum Malaysia จัดแสดงนิทรรศการเอกสาร ศิลปวัตถุของชาวมุสลิม และศาสนาอิสลาม ศึกษา ค้นคว้า วิจัย เรื่องการอนุรักษ์ศิลปวัตถุที่เกี่ยวข้องกับศิลปะของศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ยังมีห้องปฏิบัติการสำหรับการอนุรักษ์ ซ่อมแซมวัสดุต่าง ๆ เช่น กระดาษ หนังสัตว์ สิ่งทอ เป็นต้น โดยบุคลากรที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ โดยนำวิทยาศาสตร์มาเป็นองค์ประกอบในการซ่อมแซม เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือสารเคมีที่เหมาะสม เป็นต้น ทั้งนี้การเลือกใช้สารเคมี และวัสดุอุปกรณ์อื่นใดในการซ่อมแซม ต้องศึกษาการเสื่อมสภาพ ชำรุดเสียหาย เช่น เอกสาร สามารถเกิดจากสาเหตุทางเคมี ได้แก่ กรด ความสกปรกหมึกและสีย้อมที่ใช้เขียนในกระดาษ และสาเหตุทางชีวภาพ ได้แก่ แมลง และเชื้อรา เพื่อศึกษาแนวทางในการซ่อมแซม และความเหมาะสมมากที่สุดก่อนทำการอนุรักษ์
๗) Digitization of Manuscript as Preservation Technique โดย Mr. S.K. Chong จาก National Library of Malaysia
ก่อนการดิจิไทล์นั้นเอกสารควรได้รับการอนุรักษ์เรียบร้อยแล้ว และเมื่อถึงขั้นตอนการสแกน
สแกนที่ความละเอียด 300 – 400 dpi สแกนสีจริงที่ 24 บิต ขาว – ดำที่ 1 บิต และสีเทา 8 บิต และบันทึกเป็นไฟล์ Raw Tiff และ Jpeg โดยไฟล์ Tiff และ Jpeg ใช้สำหรับแก้ไขต่าง ๆ เช่น แสง สี ความคมชัด ความสว่าง เป็นต้น โปรแกรมที่นิยมใช้แก้ไขในไฟล์ที่เป็น Jpeg คือ PaintShopPro, Adobe Photoshop, ACDsee Photo Editor, Corel PaintShop Pro, Photoshop Element และ PhotoImpact x3 ใส่ลายน้ำก่อนการอัพโหลดและบันทึกข้อมูลลงในเซิร์ฟเวอร์เพื่อให้บริการ ทั้งนี้ควรจะสำรองข้อมูลไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
๘) Disaster Management Plan โดย Mr. Mohd Nasser bin Malim จาก National Archives of Malaysia
ภัยพิบัติไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเท่านั้น ทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งของประชาชนและสาธารณะก็เสียหายไปด้วย ความเสี่ยงจากภัยพิบัติเกิดขึ้นจาก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ดินสไลด์ ภัยแล้ง ไฟป่า ฝนฟ้าคะนอง พายุโซนร้อน แผ่นดินไหว สึนามิ เป็นต้น ภัยพิบัติที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ การก่อการร้าย วินาศกรรม โจรกรรม การประท้วง ไวรัสคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ความสามารถในการจัดการหรือรับมือกับภัยที่เกิดขึ้น โดยการใช้ทักษะ องค์ความรู้ และทรัพยากรต่าง ๆ โดยการเตรียมการรับมือในเบื้องต้นต่อภัยพิบัติและการอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุของหอจดหมายเหตุแห่งชาติประเทศมาเลเซีย คือ การจัดทำคู่มือ (Handbook of records disaster action plan) การตราไว้ในกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ ระเบียบการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ และการเตรียมระบบและอุปกรณ์เพื่อป้องกันภัย
๙) Preservation of Manuscript and Paper – related Artifacts in the Malay Heritage Museum, University Putra Malaysia โดย Mr. Muhammad Pauzi bin Abd Latif จาก University Putra Malaysia
พิพิธภัณฑ์ของ University Putra Malaysia มีการจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของ
มาเลเซีย เช่น บ้านของประเทศมาเลเซียอายุเกือบ ๑๐๐ ปี เอกสาร โบราณวัตถุ เป็นต้น รวมถึงการจัดกิจกรรม workshop และการชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน
เอกสารตัวเขียนที่อยู่ในความดูแลของ University Putra Malaysia มีทั้งกระดาษและศิลปวัตถุ มีอายุตั้งแต่ ๙๐ – ๓๐๐ ปี จำนวนเกือบ ๑,๐๐๐ รายการ โดยจำแนกออกเป็น ๑๐ ประเภท ได้แก่ เอกสาร หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือหายาก แผ่นไม้จารึก แผ่นโลหะจารึก พิมพ์หิน aquatint plate และแผนที่ เอกสารเหล่านี้ได้มาจากการซื้อ บริจาค และขอยืม จากบุคคลและสถาบัน องค์กรต่าง ๆ
องค์ประกอบที่สำคัญในการควบคุมดูแลเอกสารและศิลปวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์ของ University Putra Malaysia คือ อุณหภูมิ ความชื้น แสงไฟ กล่อง และชั้นเก็บ ทั้งนี้ University Putra Malaysia ได้มีการถ่ายภาพ ทำสำเนา สแกน และทำไมโครฟิล์ม เพื่อสำรองข้อมูล และประสานขอความความช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซียในการอนุรักษ์เอกสาร
๑๐) Conservation of Manuscript for the National Centre of Manuscript โดย Mr. Wan Hussein bin Wan Ismail จาก National Library of Malaysia
กลุ่มอนุรักษ์เอกสาร หอสมุดแห่งชาติมาเลเซีย มีหน้าที่ในการอนุรักษ์ ป้องกัน ซ่อมแซม แก้ไข รักษาเอกสาร โดยมีแนวทางในการอนุรักษ์ คือ ป้องกันการเสื่อมสภาพ การชำรุด ซ่อมแซมในคงสภาพเดิมมากที่สุด (เปลี่ยนแปลงไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซนต์) และยับยั้งความเสียหาย โดยศึกษาจากองค์ประกอบที่ใช้ในการเขียน คือ กระดาษ กระดาษที่มีลายน้ำ หนังสัตว์ ใบลาน ไม้ ไม้ไผ่ หมึกสีต่าง ๆ การอบเอกสารเพื่อกำจัดแมลง รา ที่อยู่ในกระดาษเป็นเวลา ๓ วัน โดยใช้ Thymol (C10H14O) Methyl bromide (CH3Br) Aluminium phosphide (AIP) Paradicholrobenzene (C6H4CI2) การลดกรด การเสริมความแข็งแรงของกระดาษ ข้อความในกระดาษ โดยใช้กระดาษสาที่ได้มาตรฐานและมีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับเอกสารแต่ละแผ่น
๑๑) Conservation for the Birch-bark Manuscript โดย Mr. Wan Hussein bin Wan Ismail จาก National Library of Malaysia
เบิร์ชเป็นไม้เนื้อแข็งที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป ประเทศอินเดีย และประเทศอัฟกานิสถาน ในสมัยก่อนพบลายมือที่เขียนบนเปลือกต้นเบิร์ชเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีต้นเบิร์ชจึงนิยมใช้เยื่อจากต้นมัลเบอรี่นำมาทำเป็นกระดาษ ซึ่งคนไทยเรียกว่ากระดาษสา อย่างไรก็ตามต้นเบิร์ช และต้นมัลเบอรี่นั้นมาจากตระกูลเดียวกัน การอนุรักษ์ ซ่อมแซม ดูแลรักษา จากการชำรุดนั้นกระทำได้คล้ายกัน
๙.๒ การฝึกปฏิบัติ
จำนวน ๓ หัวข้อ ประกอบด้วย
๑) Conservation for Paper Based Manuscript
การกรอกแบบฟอร์มการซ่อมแซมเอกสาร พร้อมกับการสำรวจเอกสารก่อนการซ่อมแซม การทดลองซ่อมแซมเอกสาร ๒) Conservation for the Parchment Manuscript
การเรียนรู้เกี่ยวกับสารเคมี กระบวนการซ่อมแซม และทดลองซ่อมแซม
๓) Manuscript Box (Book Cover)
ทดลองทำกล่องสำหรับใส่หนังสือ
๙.๓ การสนทนากลุ่มและแลกเปลี่ยนความรู้
จำนวน ๓ หัวข้อ ประกอบด้วย
๑) Issues and Challenge in Preservation and Conservation of Manuscript
๒) Comparison Study of Preservation and Conservation of Manuscript Based on visits to National Library of Malaysia and Islamic Arts Museum Malaysia
๓) Knowledge Sharing on Preservation and Conservation of Manuscript with National Archives of Malaysia
๙.๔ การศึกษาดูงาน
จำนวน ๔ แห่ง ประกอบด้วย
๑) National Library of Malaysia ศึกษาดูงาน National Centre of Manuscript ประกอบด้วย ห้องบริการเอกสารตัวเขียน และConservation Laboratory
๒) Islamic Arts Museum Malaysia ศึกษาดูงานห้องจัดแสดงนิทรรศการ และConservation Laboratory
๓) National Archives of Malaysia ศึกษาดูงาน Digitization Laboratory และConservation Laboratory
๔) Al-Azim Mosque ศึกษาดูงาน the Collection of Malay Manuscript
๑๐. ข้อเสนอแนะ
๑๐.๑ กิจกรรมเป็นการบรรยาย สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ และการฝึกปฏิบัติ จึงจำเป็นต้องกำหนดบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ แต่เนื่องด้วยผู้จัดงานได้เปลี่ยนหัวข้อการอบรมกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนผู้แทนเข้าร่วมให้ตรงกับหัวข้อการอบรมได้ทันเวลา
๑๐.๒ การอนุรักษ์และซ่อมแซมเอกสารของแต่ละประเทศมีเทคนิคที่แตกต่างกัน ประเทศไทยอาจนำเทคนิคของประเทศต่าง ๆ มาทดลองปฏิบัติเพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์ที่ดีและเหมาะสมที่สุด
๑๐.๓ การอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งถือเป็นมรดกที่สำคัญของชาติ แต่ด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการอนุรักษ์ เช่น กระดาษ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากลมีราคาสูง จึงควรสนับสนุนงบประมาณในด้านนี้อย่างจริงจัง เพื่อคงให้เอกสารสำคัญของชาติมีอายุที่ยาวนาน
๑๐.๔ ควรสนับสนุนให้บุคลากรในสายงานจดหมายเหตุเรียนรู้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและศัพท์เทคนิคที่ใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เมื่อมีการเข้าร่วมการอบรมหรือสัมมนา
๑๐.๕ ควรสนับสนุนให้บุคลากรในสายงานจดหมายเหตุเข้าร่วมการอบรมหรือสัมมนาทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และกล้าแสดงออกในเวทีระดับโลก
๑. ชื่อโครงการ โครงการจัดนิทรรศการถาวร เรื่อง “ประเทศไทยแดนแห่งพุทธธรรม สายสัมพันธ์ไทย-ลังกา” เนื่องในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็น
ทูตสันถวไมตรีกับนานาประเทศ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘
๒.๒ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ ๖๐ ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
ระหว่างประเทศไทยและประเทศศรีลังกา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘
๒.๓ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมของไทยในระดับสากล
๓. กำหนดเวลา วันที่ ๓ – ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่ พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ (International Buddhist Museum of
Sri Dalada Maligawa) เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา
๕. หน่วยงานผู้จัด สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำนักโบราณคดี
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๖. หน่วยงานสนับสนุน กระทรวงการต่างประเทศ
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา
สถานเอกอัครราชทูตศรีลังกา ประจำประเทศไทย
๗. กิจกรรม
ปรับปรุงนิทรรศการชั่วคราวที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติให้เป็น
นิทรรศการถาวร เรื่อง “ประเทศไทยแดนแห่งพุทธธรรม สายสัมพันธ์ไทย-ลังกา” จัดแสดงในห้องพระพุทธศาสนาไทย พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา วันที่ ๓ – ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๙ ใช้งบประมาณในเดินทางไปราชการ ณ ประเทศศรีลังกา เป็นเงิน ๒๕๙,๔๒๙.๐๘ บาท (สองแสนห้าหมื่นเก้ากันสี่ร้อยยี่สิบเก้าบาทแปดสตางค์)
๑. เบิกจ่ายจากงบประมาณประจำปี ๒๕๕๘ โครงการจัดนิทรรศการถาวร เรื่อง “ประเทศไทยแดนแห่งพุทธธรรม สายสัมพันธ์ไทย-ลังกา” ณ ห้องพระพุทธศาสนาไทย พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา (งบประมาณกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีกรณีไม่มีหนี้ผูกพัน)
เป็นเงิน ๒๓๕,๓๙๐.๖๗ บาท (สองแสนสามหมื่นห้าพันสามร้อยเก้าสิบบาทหกสิบเจ็ดสตางต์)
๒. เบิกจ่ายจากงบประมารของกลุ่มแผนงาน โครงการ และวิเทศสัมพันธ์ เป็นเงิน
๒๔,๑๐๑.๔๑ บาท (สองหมื่นสี่พันหนึ่งร้อยหนึ่งบาทสี่สิบเอ็ดสตางค์)
๘. คณะผู้แทนไทย
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ได้จัดส่งคณะเจ้าหน้าไป
กำกับดูแล และดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดง ณ ห้องพระพุทธศาสนาไทย พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา คณะทำงานประกอบด้วย
๑) นายพนมบุตร จันทรโชติ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
๒) นายธนากร กำทรัพย์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส กองโบราณคดี
๓) นายสุทธิศักดิ์ อรุณศรี นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ
๔) นางสาววัชรี ชมภู ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
๕) นางสาววิภารัตน์ ประดิษฐอาชีพ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
๖) นายธีรศักดิ์ แป้นรส นักวิชาการช่างศิลป์ปฏิบัติการ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
ความเป็นมาของโครงการ
ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ ฯพณฯ ท่านเอกอัครราชทูตศรีลังกา H.E.Mr. Jayaratna Banda
DISANAYAKA ได้ขอให้กรมศิลปากร จัดหาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่เป็นพระพุทธรูปเพื่อร่วมจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ (International Buddhist Museum) ภายในบริเวณวัดพระทันตธาตุ (วัดพระเขี้ยวแก้ว) เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา กรมศิลปากรได้มอบหมายให้สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดำเนินการคัดเลือกพระพุทธรูปสมัยต่างๆ ได้แก่ ทวารวดี ศรีวิชัย เชียงแสน ลพบุรี สุโขทัย อยุธยา อู่ทอง และรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นศิลปวัตถุ รวม ๑๑ องค์ ในราคาประเมิน ๑,๑๐๐ บาท ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕มาตรา ๑๘ ความว่า “ถ้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุใดมีเหมือนกันอยู่มากเกินต้องการ อธิบดีจะอนุญาตให้โอนโดยวิธีขายหรือแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์แห่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ...” ให้กับเอกอัครราชทูตศรีลังกาเป็นผู้รับมอบเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ เพื่อนำไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวตามคำขอ
ต่อมากรมศิลปากร ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า วัดพระทันตธาตุ (วัดพระเขี้ยวแก้ว) เร่งรัดให้กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทยประจำกรุงโคลัมโบ ดำเนินการจัดทำนิทรรศการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยใช้ศิลปวัตถุทั้ง ๑๑ ชิ้นที่กรมศิลปากรได้มอบให้วัดพระทันตธาตุไปแล้ว เพื่อให้ทันการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ ๒,๖๐๐ ปี วันที่องค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือวันวิสาขบูชา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ กระทรวงการต่างประเทศจึงจำเป็นต้องตั้งงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำนิทรรศการ และขอให้กรมศิลปากรดำเนินการออกแบบ จัดทำนิทรรศการชั่วคราวประกอบโบราณวัตถุ ๑๑ ชิ้น เพื่อให้สามารถทันการจัดงานเปิดนิทรรศการในวันวิสาขบูชา เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ด้วยงบประมาณและเวลาที่จำกัด กรมศิลปากรจึงได้จัดทำชุดนิทรรศการชั่วคราวสำเร็จรูป (knock down) เพื่อสามารถนำไปประกอบการจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวให้ทันพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองดังกล่าว อย่างไรก็ดี ทางวัดพระทันตธาตุ และพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ ได้เรียกร้องที่จะให้มีการปรับปรุงการจัดนิทรรศการถาวรอย่างสมบูรณ์แบบ แต่กระทรวงการต่างประเทศของไทยยังมิได้ตั้งงบประมาณไว้แต่อย่างใด
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร เห็นว่าการปรับปรุงนิทรรศการให้เป็น
นิทรรศการถาวรที่สมบูรณ์จะเป็นการเผยแพร่เกียรติภูมิของประเทศไทย จึงได้จัดทำ โครงการปรับปรุงนิทรรศการ “ประเทศไทยแดนแห่งพุทธธรรม” (Thailand: Land of Buddha Dhamma) ณ ห้องพระพุทธศาสนาไทย พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา นี้ขึ้น เพื่อสามารถนำไปจัดให้ทันงานวันวิสาขบูชาของประเทศศรีลังกาในเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
พุทธศักราช ๒๕๕๗ อธิบดีกรมศิลปากรได้เดินทางไปเยี่ยมชมนิทรรศการพระพุทธศาสนา ณ
พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา และได้กำหนดแนวทางในการจัดนิทรรศการเพื่อเป็นการสืบสานสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศศรีลังกาในฐานะมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซึ่งในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ ตรงกับวโรกาสอันเป็นมงคลที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา และครบรอบ ๖๐ ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและประเทศศรีลังกา กรมศิลปากรจึงจัดทำโครงการจัดนิทรรศการถาวร เรื่อง “ประเทศไทยแดนแห่งพุทธธรรม สายสัมพันธ์ไทย-ลังกา” ขึ้น ณ ห้องพระพุทธศาสนาไทย พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นทูตสันถวไมตรีกับนานาประเทศ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา และเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๖๐ ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและประเทศศรีลังกา
ขั้นตอนการดำเนินงานโครงการ
๑. การเตรียมการก่อนการจัดนิทรรศการ
๑.๑ จัดประชุมคณะทำงานการปรับปรุงนิทรรศการ “ประเทศไทยแดนแห่งพุทธธรรม”
ประกอบด้วยข้าราชการจากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ได้แก่
๑.๒ วางแผนการดำเนินงานและออกแบบปรับปรุงนิทรรศการ โดยคณะทำงานร่วมกันระหว่างสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำนักสถาปัตยกรรม และกองโบราณคดี โดยมอบหมายให้นางสาววัชรี ชมภู ภัณฑารักษ์ชำนาญการ จัดทำบทจัดแสดงและเนื้อหาการจัดแสดง นางสาวบุษกร ลิมจิตติ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมัณฑนศิลป์ เป็นผู้ออกแบบนิทรรศการ
๒. การจัดทำชุดนิทรรศการพิเศษตามแผนงาน และแบบนิทรรศการที่กำหนดไว้
เป็นการจ้างเหมาโดยวิธีพิเศษ ผู้รับจ้างคือ บริษัทดี ทู เกรท จำกัด ดำเนินการจัดแสดงวัสดุ
อุปกรณ์ และวัตถุในการจัดแสดงทั้งหมดโดยทางเรือ และรถ ส่งตรงถึงพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตไปไทย ณ กรุง โคลอมโบ ประสานงานในการรับพัสดุที่จัดส่ง
๓. การจัดพิมพ์แผ่นพับประกอบนิทรรศการ
จัดพิมพ์แผ่นพับประกอบนิทรรศการจำนวน ๔,๐๐๐ แผ่น เพื่อเผยแพร่ความรู้ และมอบ
ให้กับพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา
๔. การกำกับดูแล และดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการ ณ ห้องพระพุทธศาสนาไทย พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา
๔.๑ การเดินทางของคณะทำงาน
วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๙ คณะทำงานประกอบด้วยข้าราชจำนวน ๖ ราย ข้างต้น และเจ้าหน้าที่จากบริษัทดี ทู เกรท ๑๒ ราย ได้เดินทางโดยการบินไทย เที่ยวบิน TG 307 เวลา ๒๒.๑๕ น. จากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงสนามบินบันดาราเนยเก เมืองโคลอมโบ เวลา ๐๐.๑๐ น. (ตามเวลาท้องถิ่น) และเดินทางไปยังเมืองแคนดี้ เข้าพักที่โรงแรมโฮโซ
ระหว่างการทำงานที่เมืองแคนดี วันที่ ๔ – ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ คณะทำงานได้เข้าพักที่โรงแรมโฮโซ เมืองแคนดี
วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ คณะทำงานได้เดินทางจากเมืองแคนดี เข้าเมืองโคลอมโบ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยการบินไทยเที่ยวบิน TG 308 เวลา ๑.๓๐ น. (วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๙) ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย เวลา ๖.๔๕ น.
๔.๒ การกำกับดูแล และดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการ
มีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้
๑) แกะกล่องพัสดุที่ส่งมาจากประเทศไทย ได้แก่ วัตถุจัดแสดง แผงบอร์ด ตู้ แท่น ฐาน พร้อมครอบอะคริลิค โมเดล และป้ายนิทรรศการ
๒) รื้อ แผงบอร์ด ตู้ แท่น ฐาน เดิมออกเพื่อจัดวางและติดตั้งแผงบอร์ด ตู้ แท่น ฐานชุดใหม่แทนที่
๓) จัดวางและติดตั้งแผงบอร์ด ตู้ แท่น ฐานชุดใหม่
๔) จัดวางวัตถุจัดแสดง ตามส่วนจัดแสดงที่ได้กำหนดไว้ตามแบบจัดแสดง
๕) ติดตั้งแผ่นป้ายนิทรรศการตามแผงบอร์ดที่กำหนดไว้ตามแบบจัดแสดง
๖) จัดวางป้ายประจำวัตถุตามวัตถุจัดแสดงที่กำหนดไว้ตามแบบจัดแสดง
๗) ปรับและติดตั้งระบบแสงสว่างเพิ่มเติมโดยเน้นที่ไฮไลต์ และวัตถุจัดแสดงตามส่วนจัดแสดงที่กำหนดไว้ตามแบบจัดแสดง
ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการ คณะทำงานได้รับความอนุเคราะห์จาก Mr. Gamini Bandara ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนานานาชาติ เมืองแคนดี จัดเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการปรับปรุง และติดตั้งนิทรรศการ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้เป็นสถานที่รวบรวมและเผยแพร่เรื่องราวทั้งอดีตจวบจนปัจจุบัน พุทธศิลป์รูปแบบต่างๆ ตลอดจนประเพณี พิธีกรรมที่สำคัญและน่าสนใจยิ่งของพุทธศาสนิกชนทั่วโลกจำนวนถึง ๑๘ ประเทศ จัดเป็นพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกของโลก
ขั้นตอนการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์และขอทำลายเอกสารราชการ
การส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์และการทำลายข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่มีคุณค่า ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ ในปัจจุบันหน่วยงานของรัฐจัดทำข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานในวันหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงาน โดยเริ่มตั้งแต่การควบคุมการผลิตข้อมูลข่าวสารของราชการเท่าที่จำเป็น พร้อมทั้งจัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการที่ดี สามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารของราชการที่หมดความจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน และสามารถคัดเลือกเอกสารประวัติศาสตร์เพื่อส่งมอบให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตลอดจนคัดเลือกเอกสารที่ไม่มีคุณค่าเพื่อขออนุมัติทำลายตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดได้อย่างเป็นระบบ
เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงาน หน่วยงานของรัฐควรสำรวจข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะเก็บรักษา เนื่องจากหมดความจำเป็นในการปฏิบัติงานและครบอายุการเก็บตามที่กฎหมายและระเบียบได้กำหนดไว้ โดยสำรวจทุกปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรืออย่างน้อยทุก 6 เดือน ในกรณีข้อมูลข่าวสารลับ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐว่าจะดำเนินการสำรวจข้อมูลข่าวสารราชการในครั้งเดียวให้เสร็จสิ้นทั้งหน่วยงานหรือทยอยสำรวจทีละสำนัก กอง ฝ่าย งาน ก็ได้
การสำรวจข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะเก็บรักษาเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดภาระการจัดเก็บและสถานที่เก็บ ตลอดจนการสิ้นเปลืองงบประมาณและบุคลากรโดยไม่จำเป็น หากหน่วยงานของรัฐดำเนินการสำรวจข้อมูลข่าวสารของราชการที่ครอบครองอยู่อย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการเพิ่มประสิทธิ์ภาพการทำงานและช่วยให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่สถานที่ทำงานด้วย
ในปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐหลายแห่งไม่ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลข่าวสารของราชการที่หมดความจำเป็นในการใช้ปฏิบัติงานและครบอายุการเก็บตามที่กฎหมายและระเบียบได้กำหนดไว้ อาจเนื่องมาจากประเด็นปัญหาดังต่อไปนี้
กฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ
หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการและไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
หน่วยงานของรัฐไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการโดยเฉพาะ และเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการ รวมถึงไม่ทราบอายุการเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการแต่ละประเภท จึงไม่กล้าตัดสินใจด้วยเกรงความผิด ตลอดจนไม่เข้าใจขั้นตอนการดำเนินการที่ถูกต้อง
ดังนั้น นับจากวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี หน่วยงานของรัฐควรสำรวจข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานไม่ประสงค์จะเก็บรักษา เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อการปฏิบัติงาน เพื่อคัดแยกและจัดการข้อมูลข่าวสารของราชการที่หมดความจำเป็นต้องใช้เพื่อการปฏิบัติงานออกไปจากวัสดุครุภัณฑ์ที่เก็บเดิม และเพื่อเป็นการจัดเตรียมวัสดุครุภัณฑ์ที่มีอยู่ให้พร้อมสำหรับจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการที่จะจัดทำขึ้นหรือรับไว้เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานในปีปัจจุบันต่อไป
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีแนวทางปฏิบัติที่สามารถดำเนินการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์และทำลายข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่มีคุณค่า จึงสรุปขั้นตอนการดำเนินการโดยประมวลจากกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้ดังนี้
1. ภายใน 60 วันหลังสิ้นปีปฏิทิน ให้หน่วยงานสำรวจข้อมูลข่าวสารที่ไม่ประสงค์จะเก็บรักษาและครบอายุการเก็บ โดยพิจารณาจากกฎหมาย ระเบียบ หนังสือเวียน ตารางกำหนดอายุเอกสาร ความจำเป็นในการใช้งาน ฯลฯ
2. จัดทำบัญชีสำรวจ อาทิ บัญชีเอกสารประวัติศาสตร์ บัญชีเอกสารสำรวจข้อมูลข่าวสารที่ไม่ประสงค์จะเก็บรักษา บัญชีสำรวจข้อมูลข่าวสารครอบอายุการเก็บ 75 ปี บัญชีสำรวจข้อมูลข่าวสารลับ ฯลฯ
3. เสนอผลการสำรวจให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณา
4. แต่งตั้งคณะกรรมการทำลายเอกสาร อย่างน้อย 3 คน
4.1 กรณีข้อมูลข่าวสารปกติ
ให้แต่งตั้งข้าราชการระดับปฏิบัติการหรือปฏิบัติงานขึ้นไป ประกอบด้วย ประธาน 1 คน และกรรมการอย่างน้อย 2 คน มีหน้าที่
-พิจารณารายการตามบัญชีสำรวจเอกสารประวัติศาสตร์และบัญชีสำรวจข้อมูลข่าวสารที่ไม่ประสงค์จะเก็บรักษา
-พิจารณาขอขยายเวลาเก็บรักษา
-พิจารณาขอทำความตกลงทำลายข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีคุณค่า
-รายงานผลการพิจารณาต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ เพื่อพิจารณาสั่งการ
-ควบคุมการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์
-ควบคุมการทำลายข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีคุณค่า
4.2 กรณีข้อมูลข่าวสารลับ
ให้แต่งตั้งนายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับเป็นประธานกรรมการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 2 คน เป็นกรรมการ มีหน้าที่
-พิจารณารายการตามบัญชีสำรวจข้อมูลข่าวสารลับ ข้อมูลข่าวสารครบอายุเก็บ 75 ปี ข้อมูลข่าวสารครบอายุเก็บ 20 ปี
-พิจารณาขอขยายเวลาเก็บรักษา
-พิจารณาขอทำความตกลงเพื่อจัดเก็บเอกสาร
-พิจารณาขอขยายเวลาไม่เปิดเผยเอกสาร
-รายงานผลการพิจารณาต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ
-ควบคุมการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์
-ควบคุมการทำลาย
-จดแจ้งในทะเบียนควบคุมข้อมูลข่าวสารลับ
-จัดทำใบรับรองการทำลายข้อมูลข่าวสารลับเก็บรักษาไว้ 1 ปี
-รายงานผลการทำลายให้หัวหน้าหน่วยงานทราบ
5. คณะกรรมการทำลายเอกสารพิจารณาตามรายการในบัญชี6. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณาสั่งการ
6.1 พิจารณาตามรายงานที่คณะกรรมการเสนอ (กรณีข้อมูลข่าวสารปกติ)
-เห็นชอบให้ส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์
-เห็นชอบให้ทำลาย
-ไม่เห็นชอบ สั่งขยายเวลาเก็บรักษา
-เห็นชอบให้ทำความตกลงการทำลายเป็นหลักการ
6.2 พิจารณาตามรายงานที่คณะกรรมการเสนอ (กรณีข้อมูลข่าวสารลับ)
-เห็นชอบให้ทำลาย
-ไม่เห็นชอบ สั่งขยายเวลาเก็บรักษา
-ไม่เห็นชอบ สั่งขยายระยะเวลาแบบไม่เปิดเผย
-เห็นชอบให้ทำความตกลงการทำลายเป็นหลักการ
-เห็นชอบให้ทำความตกลงของเก็บรักษาไว้เอง และไม่ให้บริการค้นคว้าแก่ประชาชน
7. กรณีพิจารณาเห็นชอบให้ส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์หรือเห็นชอบให้ทำลาย ให้ส่งบัญชีสำรวจข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่ประสงค์จะเก็บรักษา บัญชีสำรวจข้อมูลข่าวสารลับ หรือบัญชีสำรวจพร้อมเอกสารประวัติศาสตร์ ให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
8. หอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาขอสงวนเอกสารประวัติศาสตร์หรือเห็นชอบให้ทำลาย
9. กรณีพิจารณาขอสงวน หอจดหมายเหตุแห่งชาติจะแจ้งให้หน่วยงานส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ โดยหลังรับเอกสารประวัติศาสตร์แล้ว จะตรวจรับและแจ้งผลให้หน่วยงานทราบ
10. คณะกรรมการทำลายเอกสารดำเนินการทำลายข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่มีคุณค่าโดยการเผา ขาย หรือย่อยเป็นเศษกระดาษ กรณีเป็นเอกสารลับ ให้จดแจ้งในทะเบียนควบคุมข้อมูลข่าวสารลับ และจัดทำใบรับรองการทำลายข้อมูลข่าวสารลับ
11. รายงานผลการทำลายเอกสารให้หัวหน้าหน่วยงานทราบ
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. 2549. การส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์และการทำลายข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่มีคุณค่า, กรุงเทพฯ : บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด.
๑. ชื่อโครงการ
โครงการ“บรรพชาสามเณร บวชศีลจาริณี และปฏิบัติธรรม ณ แดนพุทธภูมิ สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย และเนปาล”
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และหลักการในการดำเนินชีวิตจากธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ณ สังเวชนียสถานและพุทธสถานสำคัญในประเทศอินเดีย
๒.๒ เพื่อปลูกศรัทธาที่มั่นคงในพระพุทธศาสนาจากการได้จาริกแสวงบุญ ณ ดินแดนพุทธภูมิและพุทธสถานต่างๆ ในประเทศอินเดีย ตามหน้าที่ของพุทธมามกะ
๒.๓ เพื่อสร้างสื่อการสอนและสื่อประชาสัมพันธ์ที่จะถ่ายทอดพุทธธรรมสู่เยาวชนให้เกิดกระแสธรรมสู่สังคม และร่วมสร้างสังคมไทยให้งดงาม ลดปัญหาในสังคม
๒.๔ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ แลกเปลี่ยนความรู้ในเครือข่ายของครู อาจารย์ และผู้บริหารสถานศึกษา
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๑๔-๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่
สังเวชนียสถานและพุทธสถานต่างๆ ในประเทศอินเดียและเนปาล
๕. หน่วยงานที่จัด
มูลนิธิคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ร่วมกับ คณะพระธรรมทูตไทย สายประเทศอินเดียและเนปาล
๖. หน่วยงานสนับสนุน
ประธานพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดียและเนปาล รัฐบาลประเทศอินเดีย
๗. กิจกรรม
เดินทางสักการะสังเวชนียสถาน และศึกษาพุทธสถาน โดยมีการปฏิบัติธรรม
๘. คณะผู้แทนไทย
คณะครู อาจารย์ และผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้สนใจโครงการ จำนวน ๖๒ คน
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
โครงการดังกล่าวนี้ มีสาระสำคัญให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้บรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี เพื่อศึกษาธรรมะ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีในพุทธสถานที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ เพื่อให้เข้าใจและเข้าถึงต่อไป การเดินทางเดินจากประเทศไทย เวลา ๒๓.๐๐ น.ของวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ ถึงประเทศอินเดีย เช้าวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ ในช่วงเวลาเย็นได้ทำพิธีปลงผมผู้เข้าร่วมโครงการ ณ วัดไทยพุทธคยา เพื่อทำการบรรพชาสามเณร ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งวัดไทยพุทธคยาเป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สถาปัตยกรรมจำลองแบบมาจากอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารา กรุงเทพมหานคร และในช่วงเช้าของวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ ได้ทำการบรรพชาสามเณรโดยคณะพระธรรมฑูตสายประเทศอินเดียและเนปาล และจากนั้น ข้าพเจ้าได้ร่วมเดินทางกับคณะและบรรยายข้อมูลและเรื่องราวทั้งในด้านของวัฒนธรรมอินเดีย และพุทธสถานในสถานที่ต่างๆ รายละเอียดพอสังเขป ดังนี้
วันที่
สถานที่และกิจกรรมสาระสำคัญ
๑๔ ต.ค.๕๙
เดินทางจากประเทศ
๑๕ ต.ค.๕๙
ทำพิธีปลงผู้เข้าร่วม ณ วัดไทยพุทธคยา
๑๖ ต.ค.๕๙
บรรพชาสามเณร ณ มหาโพธิเจดีย์ พุทธยา ,สัตตมหาสถาน,เขาดงคสิริ
๑๗ ต.ค.๕๙
เขาคิชกูฏ,เวฬุวัน,ตโปธารนที,นาลันทา
๑๘ ต.ค.๕๙
ไวศาลี,ปาวาลเจดีย์,วัดไทยไวศาลี
๑๙ ต.ค.๕๙
กุสินารา (สาลวโนทยาน ,มกุฏพันธนเจดีย์)
๒๐ ต.ค.๕๙
วิหาร 960 ,ลุมพินีวัน
๒๑ ต.ค.๕๙
เมืองสาวัตถี,เชตวันมหาวิหาร
๒๒ ต.ค.๕๙
คงคานที,ธัมเมกขสถูป สารนาถ
๒๓ ต.ค.๕๙
สักการะเทวลัยเจ้าแม่กาลี เมืองกัลกัตตา
๒๔ ต.ค.๕๙
เดินทางกลับ
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
ประสูติ – สถานที่ประสูติในพุทธประวัติกล่าวถึง เมื่อพระนางสิริมหามายาจะมีพระประสูติกาล จึงขอพระราชานุญาติพระเจ้าสุทโธทนะ เสด็จกลับยังมาตุคาม คือเมืองเทวทะหะ ตามคติความเชื่อของอินเดีย ว่าสตรีใดหากจะคลอดบุตร ก็จำเป็นต้องกลับมายังบ้านเกิดของตน ระหว่างเดินทางนั้นพระองค์เกิดเจ็บพระครรภ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทาง จึงแวะพักใต้ร่มไม้สาละ และได้ให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นสถานที่ซึ่งในพระไตรปิฎกและอรรถกถาหลายเล่ม กล่าวถึงการก้าวย่างพระบาทได้ ๗ ก้าว และเปล่งพระวาจา "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา" และในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จมาสถานที่แห่งนี้ และได้สร้างสถูป และแผ่นศิลาสลักเป็นรอยพระบาท เป็นพุทธานุสรณ์ ในสถานที่ประสูติ พร้อมทั้งสร้างเสาอโศกมีอักษรพราหมีจารึกมีใจความกล่าวถึง สถานที่นี้เป็นสถานที่ประสูติแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และประกาศงดภาษาแก่ประชาชนและบ้านเรือนที่อยู่ในเขตนี้ เป็นพุทธบูชา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล มีโบราณสถานสำคัญที่สร้างในสมัยต่างๆ กลุ่มโบราณสถานหลักมีการสร้างอาคารชื่อ “มายาเทวีวิหาร” คลุมไว้ ด้านทิศใต้ของอาคารมีสระน้ำ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นสระโบกขรณีที่มีการใช้สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ตามบันทึกของหลวงจีนฟาเหียน ราว พ.ศ.๙๐๐ ปัจจุบันสถานที่ประสูติรู้จักโดยทั่วไปในชื่อ “ลุมพินีวัน”
ตรัสรู้ – หลังจากที่ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี ทรงเห็นว่ามิใช่ทางอันหลุดพ้น จึงทรงเสวยอาหารตามปกติ และได้เสด็จทางทิศตะวันตก ซึ่งทรงนั่งพักใต้ต้นไทรใกล้บ้านนางสุชาดา ซึ่งนางสุชาดาได้ถวายข้าวมธุปายาส ซึ่งเป็นข้าวที่มีธัญพืชนานาชนิด ผสมกับน้ำนมวัว เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้เสวยแล้วก็ได้นำถาดทองคำ ตั้งอธิฐานว่าหากจะได้ตรัสรู้แล้วนั้น ขอให้ถาดทองลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปแล้วจมลง เมื่อนั้นก็สมตามประสงค์ จึงได้เดินข้ามเนรัญชรานทีไปยังต้นโพธิ์ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ปัจจุบัน แล้วปูหญ้ากุสสะ (หญ้าตระกูลหน้าแฝก) ก่อนนั่งบำเพ็ญเพียรจนบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ สถานที่นี้ปัจจุบันเรียกว่า พุทธคยา อยู่ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย มีการสร้างโบราณสถานตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศก และมีเสาอโศกจากึกอยู่ แต่ปรักหักพังเหลือเพียงท่อนเสาเล็กน้อย ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ตรัสรู้นั้น ปัจจุบันเป็นต้นที่ ๔ ตามการบันทึก ซึ่งนำหน่อที่อยู่ใกล้เคียงปลูก โดยดร.อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม อธิบดีกรมโบราณคดีของอินเดียในขณะนั้น ขณะเข้ามาสำรวจและศึกษา ด้านหน้าทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์มีเจดีย์ทรงศิขระ มี ๕ ยอด สร้างทับอาคารเดิมโดยศาสนาของพราหมณ์-ฮินดู ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย สลักจากหินแกรนิตสีดำ ปิดทองทั้งองค์ ศิลปะปาละ เป็นพุทธานุสรณ์ในสถานที่ตรัสรู้ และได้มีการสร้างสถูปเจดีย์มากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่อันเกี่ยวข้องกับสัตตมหาสถาน (สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงเสวยวิมุตติสุขหลังการตรัสรู้ ๗ สัปดาห์)
ปฐมเทศนา – สถานที่ซึ่งพระพุทธองค์เสด็จมาจำพรรษาที่ ๑ หลังจากที่ทรงตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้ว เสด็จมายังเมืองพาราณสี บริเวณที่เรียกว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หรือสารนาถ อันเป็นพื้นที่สวนกวาง เขตอภัยทานของกษัตริย์แห่งแคว้นนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงอนันตลักขณสูตร มีการสร้างเจดีย์เพื่อเป็นที่ระลึกเรียกว่า “ธรรมราชิกสถูป” และมีบันทึกว่าขุดพบพระบรมสารีริกธาตุ และผู้รุกรานในสมัยก่อนนั้นได้นำไป เทลงในแม่น้ำคงคา ชาวพุทธจึงเชื่อว่าและ “ธัมเมกขสถูป” มหาสถูปขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยอินเดียโบราณและสร้างเพิ่มเติมในสมัยคุปตะ ซึ่งมีการเพิ่มเติมหินทรายสลักลายพรรณพฤกษาเกี่ยวเนื่องกันรอบสถูป สถูปนี้สร้างในพื้นที่ซึ่งเป็นสถานที่เกิดพระธรรมอันสำคัญซึ่งพระพุทธเจ้าทรงโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ และได้บรรลุอรหันต์ คือ “ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร” คือพระธรรมอันเคลื่อนจักรให้หมุนไป ในด้านโบราณคดี มีการขุดค้นอย่างต่อเนื่อง และจากการขุดค้นในระยะแรก พบเสาพระเจ้าอโศกและหัวเสาซึ่งสลักเป็นรูปสิงห์หันหลังชนกัน ๔ ตัว ซึ่งมีการขัดมันเงา ซึ่งเป็นหัวเสาที่ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามที่สุด และได้นำมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดียจนถึงปัจจุบัน
ปรินิพพาน – สาลวโนทยาน สถานที่ซึ่งมีอาคารสองหลัง อยู่ใกล้กัน อาคารศาลาประดิฐานพระพุทธรูปสลัก คือพระพุทธเจ้าปางปรินิพพาน บริเวณฐานพระพุทธรูปมีการสลักพระอานนท์แสดงอาการร่ำไห้ที่ฝ่าพระบาท พระอนุรุทธะ ในท่านั่งสมาธิเข้าฌานสมาปัตติส่งเสด็จพระพุทธเจ้า ด้านหลังอาคารดังกล่าวมีสถูปที่สร้างทับบริเวณต้นสาละคู่ที่ผลิดอกและให้ร่มเงาครั้ง พระพุทธเจ้าทรงประทับขณะปรินิพพาน
พุทธสถานอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ
เขาดงคสิริ สถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยา หมายถึง ความเพียรอันทำได้ยากยิ่ง ในระยะเวลาช่วง ๖ ปี ที่ทรงบำเพ็ญเพียรของกลุ่มนักบวชที่ยังคงสืบทอดกันมา เขาดงคสิริเป็นภูเขาหินปูนลูกโดด อยู่ในแนวเทือกเขาทางตะวันตะวันออกเฉียงเหนือจากแม่น้ำเนรัญชราประมาณ ๑๖ กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ภายในถ้ำมีการสร้างพระพุทธรูปในลักษณะที่ซูบผอม เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น
บ้านนางสุชาดา สถานที่ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นหมู่บ้านและที่พักอาศัยของนางสุชาดา ปัจจุบันพบร่องรอยสถูปทรงโอคว่ำขนาดใหญ่สร้างไว้ พร้อมทั้งยังมีแนวกำแพงและอาคารที่เกี่ยวข้องให้เห็นอยู่บ้าง อยู่ในเขตรัฐพิหาร อยู่คนละฝั่งน้ำกับพุทธคยา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอินเดีย โดยกรมโบราณคดี กำลังวางแผนในการศึกษาต่อไป
แม่น้ำเนรัญชรา แม่น้ำสำคัญอีกสายหนึ่ง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติในตอนที่พระพุทธเจ้าจะเดินทางเพื่อมาบำเพ็ญเพียรในการตรัสรู้ ลักษณะของแม่น้ำเนรัญชรานั้น เป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ไหลมาจากทางตอนเหนือ พื้นที่โดยทั่วไปเป็นสันทราย จากคำบอกเล่าของชาวอินเดียพบว่า แม่น้ำดังกล่าวจะมีน้ำในเฉพาะช่วงฤดูฝนและประมาณ ๓ เดือนและแห้งไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสภาพที่เป็นสันทรายจึงไม่อุ้มน้ำ
กรุงราชคฤห์ เมืองขนาดใหญ่ ที่อยู่ในเขตเทือกเขา เป็นที่ราบในหุบเขา ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีมีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจคีรีนคร ตามแนวสันเขานั้นมีแนวกำแพงที่สร้างด้วยหินก่อเป็นสันเพิ่มขึ้นไปจากสันเขาเดิม เป็นปราการหลักของเมือง ซึ่งเมืองนี้มีศักยภาพโดดเด่นในเรื่องของเศรษฐกิจและการค้า ปัจจุบันยังเห็นร่องรอยโบราณสถาน อาทิ แนวกำแพง พุทธสถาน และรอยล้อเวียนโบราณซึ่ง ปรากฏอยู่บนแนวหินภายในเมือง ซึ่งกรุงราชคฤห์
เขาคิชกูฏ เป็นชื่อเรียกเขาที่อยู่ในกรุงราชคฤห์ ตามลักษระสัณฐานที่คล้ายกับหัวแร้ง จึงมีชื่อว่า “คิชกูฏ” เป็นสถานที่สำคัญ เนื่องด้วยพระพุทธเจ้าครั้นเสด็จมาจำพรรษาแรกที่แห่งนี้ ด้วยการเสด็จมาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร และจำพรรษา ณ เขาคิชกูฏ มีโบราณสถานและถ้ำต่างๆ มามาก เช่น บนยอดเขามีกุฏิของพระพุทธเจ้า และกุฏิพระอานนท์ขนาดเล็กกว่า อยู่ใกล้กันเนื่องจากเป็นพุทธอุปัฏฐาก ถัดลงมามีถ้ำสุกรขาตา ของพระสารีบุตร เป็นต้น และใกล้ๆกันนั้นมีแนวช่องเขาที่เชื่อว่าพระเทวทัตได้กลิ้งหินลงมาหมายจะทำร้ายพระพุทธเจ้า
วัดเวฬุวนาราม (สวนไผ่เวฬุวัน) เดิมเป็นสวนไผ่และเขตอุทยานของพระราชวังพระเจ้า พิมพิสาร กษัตริย์ผู้ครองเมือง และได้ยกที่ดินนี้ถวายให้แก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงมาจำพรรษาในเขตอารามนี้ สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่เกี่ยวเนื่องกับวันสำคัญคือวันมาฆบูชา คือวันเพ็ญ เดือน ๓ ซึ่งมีการแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ธรรมะซึ่งเป็นแก่นของศาสนาแก่พระอรหันตสาวกที่มาประชุมกัน ๑,๒๕๐ รูป โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ตโปธาราม หรือ ตโปธารนที เป็นบ่อน้ำร้อนมีแหล่งต้นน้ำมาจากเทือกเขาสูงในพื้นที่ เดิมเชื่อว่าเป็นสถานที่ซึ่งใช้สอยเป็นน้ำอุปโภคบริโภคของภิกษุสงฆ์ครั้งพุทธกาล และได้เข้ามาใช้พื้นที่โดยศาสนาพราหมณ์ในเวลาต่อมา และมีการแบ่งลำดับชั้นในการใช้น้ำ ทำให้ปัจจุบัน จะพบเห็นการสร้างอาคารและท่อน้ำเป็นลำดับชั้น โดยการอาบน้ำจะเรียงตามวรรณะสูง-ต่ำ ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ซึ่งเป็นความเชื่อที่ยังคงสืบต่อมาโดยความศรัทธาและยึดมั่นของชาวอินเดียก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก สร้างในเขตพื้นที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นมาตุคาม ของพระสารีบุตร ผู้เป็นเลิศในด้านของปัญญาและความรู้ มหาลัยแห่งนี้มีอายุยาวนาน พบโบราณสถานและร่องรอยของพระพุทธรูปตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ เรื่อยมา โดยเฉพาะสมัยปาละ ซึ่งมีสถูปและพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างจากหินแกรนิตสีดำ เสมือนกับพระพุทธเมตตา ในมหาโพธิเจดีย์ รัฐพิหาร มหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลายลงเมื่อครั้งถูกกองทัพของราชวงศ์โมกุลเข้ามากวาดต้อนพระสงฆ์จนต้องย้ายไปทางแถบเทือกเขาตะวันตก
กูฏาคาร ไวศาลี เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงมาจำพรรษาและโปรดกษัตริย์ลิจฉวี ผู้ครองนครเวศาลีหรือไวศาลี โดยเน้นอย่างยิ่งเรื่องสามัคคีธรรม ในระยะต่อมาจักปรากฏวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้องและมีมูลเหตุจากเมืองนี้ คือ สามัคคีเภทคำฉันท์ และมีอารามที่สำคัญในเมืองนี้ซึ่งเป็นสถานที่จำพรรษา คือกูฏาคาร วัดป่ามหาวัน ซึ่งมีสถูปขนาดใหญ่และเสาอโศกรูปสิงห์หมอบ ซึ่งเป็นเสาพระเจ้าอโศกที่สมบูรณ์สุดในประเทศอินเดียเท่าที่มีการค้นพบในขณะนี้ สิงห์หันหน้าเข้าหาสถูปและมุ่งหน้าไปทางตะวันตก โดยสันนิษฐานโดยนักโบราณคดีอินเดียว่า หันหน้าไปสู่เมืองกุสินารา สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน กูฏาคารนี้ เป็นสถานที่ซึ่งมีการอุปสมบทภิกษุณีรูปแรกเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา คือ พระนางปชาบดีโคตรมี และมีบทพระสูตรทำน้ำพระพุทธมนต์เกิดขึ้น โดยพระพุทธองค์ทรงมอบให้พระอานนท์นำน้ำจากสระโบกขรณีภายในอาราม และเจริญบทดังกล่าว นำไปประพรมให้แก่ชาวเมือง เพื่อป้องกันภัย และสร้างขวัญกำลังใจให้ช้าวบ้านในเมืองต่อไป
ปาวาลเจดีย์ สถานที่ซึ่งอยู่ในเมืองไวศาลี มีฐานสถูปสมัยอินเดียโบราณ สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบผอบมีอักษรพราหมีสลักอยู่ ว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และในอรรถกถาได้บรรยายถึงว่าสถานที่ดังกล่าว เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ปลงอายุสังขาร จากการอาราธนาของพระยาสรัสวตีมาร ซึ่งขอให้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสกับพญามารว่า ในกาลเบื้องหน้าอีก ๓ เดือนจะทรงปรินิพพาน
มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสารีระของพระพุทธเจ้า ซึ่งอยู่ห่างจากสาลวโนทยานมาทางใต้ประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็นสถานที่ซึ่งกษัตริย์มัลละและพระพุทธสาวกมาน้อมสักการะเป็นครั้งสุดท้าย ปัจจุบันมีสถูปก่ออิฐขนาดใหญ่สร้างอยู่
เชตวันมหาวิหาร เป็นอารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายโดยการซื้อที่ดินจากทองคำที่ตนมีจาก เจ้าเชต ซึ่งเป็นเจ้าของสวนนี้ และเป็นที่มาของชื่ออารามแห่งนี้ เชตวันมหาวิหารนี้ อยู่ในเมืองสาวัตถี นครที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษานานที่สุด ถึง ๑๙ พรรษา พบว่าพระไตรปิฎกและพระสูตรต่างๆ จะกล่าวถึงเมืองนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะ มงคลสูตร ซึ่งเป็นหลักธรรมที่สำคัญอีกพระสูตรหนึ่ง กล่าวถึงมงคลที่ควรถือปฏิบัติ ๓๘ ประการ หรือพุทธประวัติตอนต่างๆ อาทิ พระพุทธประวัติตอนปาลิไลยก์ พระพุทธประวัติตอนโปรดนางจิญมาณวิกา เป็นต้น ภายในวัตเชตวัน มีการสร้างโบราณสถานมากมาย ประกอบด้วย กุฏิของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นประธานของอาราม กุฏิของพระสาวกองค์สำคัญ อาทิ พระอานนท์ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระสีวะลี นอกจากนั้นยังพบการสร้างสังฆสภาซึ่งเป็นที่ประชุมและลงมติของสงฆ์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งกลางอาคารจะมีบ่อที่ก่อด้วยอิฐในการหย่อนฎีกาที่ทำการลงมติหรือชำระความแล้ว ซึ่งเป็นนัยยะว่าจะไม่มีการนำมารื้อฟื้นหรือพูดอีกนอกจากในที่ประชุมครั้งนั้น เมืองสาวัตถีเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมีอาณาเขตกว้างขวาง เป็นที่อยู่ของเศรษฐีหลายตระกูล อาทิ บ้านอนาถบินฑิกเศรษฐี บ้านบิดาขององคุลิมาร เป็นต้น
คงคานที เป็นแม่น้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะจุดที่ไหลผ่านเมืองพาราณสี ตามคัมภีร์กล่าวว่า พระแม่คงคาไหลมาจากมวยผมของพระศิวะเพื่อมาล้างบาปและส่งดวงวิญญาณสู่สวรรค์ จึงเป็นที่มาของพิธีกรรมต่างๆ มากมายที่เมืองพาราณสีซึ่งยังคงคติความเชื่อสืบทอดกันมากว่า ๓,๐๐๐ ปี อาทิ การอาบน้ำในคงคา เพราะเชื่อว่าจะล้างบาปและสิ่งชั่วร้ายออกจากร่างกายและจิตวิญญาณได้ การอารตี หรือการบูชาด้วยไฟและบทโศลก ซึ่งในเวลาเย็น ผู้คนมากมายจะมารวมกันที่ท่าทศวเมศ เพื่อร่วมพิธีบูชาโดยพราหมณ์ ๕ คนจะเป็นผู้ดำเนินพิธี ซึ่งนอกจากนี้ริมแม่น้ำคงคายังเป็นสถานที่เผาร่างของผู้ตาย และส่งวิญญาณไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า โดยมีสายน้ำคงคาเป็นตัวกลาง เมืองพาราณสีจึงเป็นเมืองที่ยังปรากฏร่อยรอยความเชื่อและพิธีกรรม หรือนักบวชที่สืบทอดความคิดของลัทธิตนอยู่อย่างเคร่งครัด ด้วยความศรัทธา จึงอาจจะกล่าวได้ว่า อินเดียเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อนดำเนินให้เห็นอยู่ ณ เมืองพาราณสี ในปัจจุบัน
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
-
ชื่อเรื่อง : หัดธรรม เสียงธรรมสตรี สมัย ร.๕
ผู้เขียน : ธรรมกถิกาจารย์
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา
ปีพิมพ์ : ๒๕๖๑
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๐๓-๐๙๕๖-๖
เลขเรียกหนังสือ : ๒๙๔.๓๐๗๖ ธ๓๒๑ห
ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑สาระสังเขป : "หัดธรรม เสียงธรรมสตรี สมัย ร.๕" เป็นการนำมาเรียบเรียงจัดพิมพ์ใหม่ จากเดิมต้นฉบับหนังสือเรื่อง "หัดพูดธัมมะ สำหรับเปนบทเรียนพูด เรียนถาม" ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ร.ศ. ๑๒๓ โดยเริ่มต้นด้วยธรรมะระดับพื้นๆ เช่น ทาน ศีล สมาธ ปัญญา เมตตา และกรุณา จากนั้นจะก้าวสู่ธรรมขั้นสูง ที่เขียนโดยฆราวาส มีวิธีการเรียบเรียงที่แตกต่างจากพระภิกษุส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ไม่ได้แสดงแบบธรรมเทศนาหรือเทศนาโวหาร หากแต่สื่อธรรมด้วยวิธีปุจฉา-วิสัชชนา ทำให้ชวนอ่าน ไม่เคร่งเครียดเกินไป ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ด้วยมุ่งหวังสำหรับเป็นบทเรียนพูดเรียนถามหรือเป็นแบบอย่างสำหรับฆราวาสในการซักถามและอธิบายธรรมะ โดยผ่านตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ที่เป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใฝ่ธรรมที่มีการปฏิบัติแตกต่างกัน ทำให้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันไปด้วย แต่ทุกครั้งที่สนทนาจบก็จะได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันและครอบคลุมหลากหลายแง่มุม ซึ่งนำเสนอหลากหลายเรื่องราวแบ่งออกเป็นบท เช่น แม่รักกับแม่อารี (พูดเรื่องศีลกับทาน) แม่ชอบนิ่งกับแม่ช่างตรอง และแม่เรียนจำ (พูดเรื่องบาปและที่เกิดของบาป) ครูกับแม่รู้จริง (พูดเรื่องเห็นจริงรู้จริง) แม่หยุดใจพูดกับแม่ทำไป (ด้วยเรื่องสิ่งไม่เที่ยงเห็นสิ่งเที่ยงได้) เป็นต้น แม้หนังสือต้นฉบับเดิมจะเขียนมายาวนานกว่าร้อยปีแล้ว หากแต่เนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอนั้นยังคงสามารถนำมาศึกษาปรับใช้กับปัจจุบันได้เพราะเป็นหนังสืออธิบายธรรมตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูงที่ชาวพุทธในปัจจุบันควรให้ความสนใจและนำไปศึกษาปฏิบัติ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา
๑. ชื่อโครงการ โครงการอบรมเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเครือข่ายชุมชนและเยาวชนในพื้นที่เมืองมรดกโลกอย่างยั่งยืน
๒. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วนได้ศึกษาเรียนรู้การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกอย่างมีระบบและยั่งยืน โดยศึกษาจากสถานที่และสถานการณ์จริง เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับใช้กับการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร
๓. กำหนดเวลา วันที่ ๒-๕ สิงหาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่ ๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ (Angkor National Museum)
๒. ศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์ (L’artisan d’angkor)
๓. ปราสาทบันทายศรี
๔. ปราสาทนครวัด
๕. ปราสาทตาพรหม
๖. ปราสาทบายน
๕. หน่วยงานผู้จัด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน องค์การมหาชน สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร (อพท.๔)
๖. หน่วยงานสนับสนุน –
๗. กิจกรรม
วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. ผู้ผ่านการสอบคัดเลือกและผู้เข้าร่วมเดินทางทั้งสิ้นจำนวน ๕๒ คน ประกอบไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานและองค์กรด้านการท่องเที่ยวในเขตเมืองมรดกโลกสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร นักเรียนในพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือก เจ้าหน้าที่จาก อพท.๔ พร้อมกันที่สำนักงาน อพท.๔ แล้วออกเดินทางสู่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ระหว่างทางมีการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจที่ต้องทำระหว่างศึกษาดูงาน ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา คือการสังเกตและศึกษากระบวนการใช้ประโยชน์และดูแลแหล่งมรดกโลก ตลอดจนการสื่อความหมาย การต่อยอดมรดกทางภูมิปัญญาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๔.๓๐ น. โดยประมาณ คณะศึกษาดูงานเดินทางถึงอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แวะทำธุระส่วนตัวที่โรงแรมพร้อมรับประทานอาหารเช้า จากนั้นเดินทางไปด่านตรวจคนเข้าเมืองคลองลึกเพื่อข้ามพรมแดนเข้าราชอาณาจักรกัมพูชา เมืองปอยเปต จังหวัดบันทายมีชัย เปลี่ยนรถบัสแล้วเดินทางต่อไปยังจังหวัดเสียมเรียบ ใช้เวลาเดินทาง ๒ ชั่วโมง แวะพักครึ่งทางที่หมู่บ้านแกะสลักหินทรายของจังหวัดบันทายมีชัย
เดินทางถึงเมืองเสียมเรียบเวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านโตนเลสาป ซึ่งเป็นภัตตาคารระดับสามดาว บริการอาหารแบบบุฟเฟต์ จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ (Angkor National Museum) ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ขุดค้นได้ในเมืองเสียมเรียบ ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุในยุคเมืองพระนคร โดยมีบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการก่อตั้ง ภายในอาคารจัดแสดงนอกจากมีโบราณวัตถุจัดแสดงกว่า ๓,๐๐๐ ชิ้นแล้ว ยังมีการให้ความรู้ผ่านระบบมัลติมีเดียผ่านจอภาพในห้องฉายวีดิทัศน์ที่จุผู้ชมได้ ๒๗ ที่นั่ง เรียกว่าห้อง Briefing room เพื่อแนะนำพิพิธภัณฑ์ การจัดแสดง การเข้าชมและเนื้อหาโดยสรุปของนิทรรศการทั้งหมด จากนั้นเป็นห้องจัดแสดงพิเศษ Exclusive Gallery หรือห้องจัดแสดงพระพุทธรูป ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งจัดแสดงพระพุทธรูปขนาดต่างๆ ศิลปะต่างๆ วัสดุต่างๆจำนวน ๑,๐๐๐ องค์ ต่อจากนั้นเป็นห้องจัดแสดง A-G ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ค้นพบในเมืองโบราณของเขตจังหวัดเสียมเรียบ นำเสนอประวัติศาสตร์ โบราณคดี คติความเชื่อ ศาสนา ค่านิยม รูปแบบศิลปกรรมและพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญของยุคเมืองพระนคร อาทิ รูปพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗และพระนางชัยราชจุฑามณี พบที่ชัยคีรีหรือปราสาทบายน เทวรูปพระวิษณุ ศิลปะสมัยพระนคร พบที่ปราสาทนครวัด เป็นต้น
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ ไม่อนุญาตให้มัคคุเทศก์นำชมภายในห้องจัดแสดงและไม่มีบริการนำชมโดยเจ้าหน้าที่ แต่มีบริการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ ๗ ภาษา คือ กัมพูชา เกาหลี ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ ฝรั่งเศสและไทย ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเช่าจากเคาเตอร์จำหน่ายบัตรได้ ในราคา ๒ ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ ๗๐ บาท ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาเรื่องเสียงดังรบกวนนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆในขณะบรรยายนำชม นอกจากนี้ หากนักท่องเที่ยวไม่ต้องการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ก็มีบริการปุ่มบรรยาย ๗ ภาษาเป็นบางจุด เพื่อสรุปเนื้อหาของนิทรรศการแต่ละห้องด้วย ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ยังมีร้านบริการเครื่องดื่มและของที่ระลึกด้วย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางท่องเที่ยวเมืองโบราณเสียมเรียบที่ดี เนื้อหานิทรรศการทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ สภาพเมือง รวมถึงคตินิยมในการสร้างเมืองได้ชัดเจนขึ้น ทั้งยังได้เห็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากโบราณสถานต่างๆ
ข้าพเจ้าเลือกใช้บริการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ พบว่าตัวเครื่องเป็นโทรศัพท์ติดตามตัวยี่ห้อ SAMSUNG แต่ปรับโปรแกรมให้กลายเป็น Audio guide สามารถกดรับฟังข้อมูลเป็นจุดๆตามหมายเลขที่ติดไว้ในห้องจัดแสดงหรือโบราณวัตถุ เนื้อหาของข้อมูลเป็นไปอย่างคร่าวๆ เน้นทำความเข้าใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจในวัฒนธรรมเขมรโบราณ เช่น พูดถึงคติการสร้างเทวรูป ประติมานวิทยาของเทวรูป เป็นต้น
แม้จะเป็นสถานที่อันควรแก่การเริ่มต้นเที่ยวชมเมื่อมาถึงเมืองเสียมเรียบ แต่เพราะค่าธรรมเนียมเข้าชมที่ค่อนข้างแพงคือ ๑๒ ดอลล่าร์สหรัฐและสถานที่ที่ค่อนข้างกว้างต้องใช้เวลาชมค่อนข้างนาน รวมถึงกฎการห้ามถ่ายภาพในห้องจัดแสดง ทำให้ยังมีจำนวนผู้สนใจเข้าชมค่อนข้างน้อย
หลังจากนั้นคณะศึกษาดูงานเดินทางต่อไปยัง L’artisan d’angkor หรือศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์ ซึ่งเป็นศูนย์อบรมอาชีพด้านหัตถกรรมให้กับคนในพื้นที่ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ โดยภายในศูนย์มีการสาธิตการสร้างงานหัตถกรรมหลายชนิด อาทิ การทอผ้า การแกะสลักไม้และหิน เครื่องเงิน การเขียนลายบนผ้า การเขียนลายรดน้ำ เป็นต้น ซึ่งผลงานส่วนใหญ่เน้นการต่อยอดงานศิลปกรรมโบราณที่พบในเขตเมืองโบราณเสียมเรียบทำให้มีความปราณีต โดดเด่นและทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ลวดลายรวมถึงกรรมวิธีการสร้างสรรค์ สามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าขึ้นได้อีกมาก
การเข้าชมศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์จะมีมัคคุเทศก์พาชมขั้นตอนการทำงานแต่ละอย่างโดยละเอียด ทำให้เข้าใจกระบวนการสร้างและเห็นถึงความยากลำบากในการสร้างชิ้นงาน เมื่อชมกรรมวิธีการสร้างสรรค์ชิ้นงานจบแล้วสามารถเลือกซื้อสินค้าประเภทต่างๆได้ในร้านค้าของศูนย์ ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจกระบวนการทำงานและเข้าใจถึงราคาชิ้นงานที่ค่อนข้างสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป
หลังจากนั้นรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร Tonle Mekong Restaurant พร้อมชมการแสดงนาฏศิลป์กัมพูชา ซึ่งใช้นักแสดงที่ได้รับการอบรมพิเศษเป็นเยาวชนที่มีปัญหาครอบครัวหรือปัญหาความยากจน ซึ่งรัฐบาลจะสร้างโรงเรียนฝึกหัดนาฏศิลป์ขึ้นเพื่อให้การศึกษาด้านดนตรีนาฏศิลป์ รวมถึงจัดงานหางานให้แสดงนอกเวลาเรียนเพื่อสร้างรายได้และเป็นการฝึกหัดไปด้วย
หลังจากนั้นจึงเข้าพักที่ Khemara Angkor Hotel เมืองเสียมเรียบ
วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๙
ออกเดินทางจากโรงแรมที่พักเวลา ๐๗.๓๐ น. โดยประมาณ เพื่อทำบัตรเข้าชมปราสาท ซึ่งเป็นแบบ ๑ วัน ราคา ๒๐ ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งกำลังจะปรับขึ้นราคาเป็น ๓๗ ดอลล่าร์สหรัฐตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เป็นต้นไป แล้วเดินทางต่อไปอีก ๓๕ กิโลเมตรเพื่อเข้าชมปราสาทบันทายศรี
นอกจากปราสาทแล้ว สิ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจในปราสาทบันทายศรีคือป้ายสื่อความหมายซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง ประกอบไปด้วยแผนผังปราสาท ป้ายอธิบายประวัติของปราสาท ป้ายเปรียบเทียบอายุการสร้างปราสาทเทียบกับโบราณสถานสำคัญๆของโลก เช่น พระราชวังแวร์ซาย ปิรามิดขั้นปันไดในอเมริกากลาง ปราสาทในญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ในระหว่างทางเดินไปชมปราสาทซึ่งสองข้างทางเป็นทุ่งนาของชาวบ้านก็มีป้ายอธิบายความสำคัญของข้าวและขั้นตอนการปลูกข้าว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นต้นข้าวและทุ่งนา หรือในบางฤดูกาลยังสามารถเห็นการทำนาและเกี่ยวข้าวได้จริงๆอีกด้วย นับว่าเป็นการสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก
นอกจากนี้การจัดการเรื่องเส้นทางการเข้าชมปราสาทบันทายศรีและปราสาทอื่นๆบางหลังก็น่าสนใจ กล่าวคือ ทางเดินเข้าสู่ปราสาทและทางเดินออกจากปราสาท (ยกเว้นภายในตัวปราสาท) จะถูกจัดให้เป็นทางเดินระบบทิศทางเดียว (One way) และปลายสุดของทางออกจะเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึก ทั้งนี้เพื่อจัดระเบียบผู้เข้าชม รวมถึงการเปิดโอกาสให้บรรดาร้านค้าซึ่งมีคนพื้นถิ่นเป็นเจ้าของมีโอกาสสร้างรายได้อย่างเท่าเทียมกัน
ออกจากปราสาทบันทายศรี คณะศึกษาดูงานเดินทางต่อไป โดยเปลี่ยนพาหนะเป็นรถจักรยานยนต์พ่วงสามล้อเพื่อเดินทางไปยังปราสาทนครวัด ปราสาทตาพรหมและปราสาทบายนตามลำดับ เพราะเขตโบราณสถานเหล่านี้ไม่อนุญาตให้รถเกิน ๔ ล้อขับขี่เข้าไป แต่ระหว่างชมปราสาทตาพรหมฝนได้ตกลงมาอย่างหนักจนทำให้เดินทางต่อไปได้ค่อนข้างล่าช้า ต้องยกเลิกกำหนดการเข้าชมปราสาทบาแคงซึ่งเป็นปราสาทสุดท้าย
ในตอนค่ำ คณะศึกษาดูงานไปรับประทานอาหารกันที่ร้านปลายิ้ม ซึ่งเป็นร้านอาหารของนักธุรกิจชาวไทย และได้รับเกียรติจากนายลอง โกศล รองผู้อำนวยการองค์การอัปสรา (Authority for the Protection of the Site and Management of the Region of Angkor: APSARA Authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลพื้นที่โบราณสถานในเมืองพระนครแบบเบ็ดเสร็จมาร่วมรับประทานอาหารเย็นและตอบข้อซักถามของผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานด้วย
นายโกศล เล่าว่าองค์การอัปสรา ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาให้ทำหน้าที่บริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพระนครซึ่งอยู่ในจังหวัดเสียมเรียบทั้งหมด ก่อนหน้านี้ผู้ได้รับสัมปทานคือรัฐบาลเวียดนาม ในพื้นที่เป็นโบราณสถานทรงคุณค่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลก มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมราว ๒๐ ล้านคนต่อปี ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา ทั้งการทรุดโทรมของโบราณสถาน ขยะและปัญหาการจราจรซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโบราณสถานมากที่สุด จึงต้องจัดการจราจรใหม่ด้วยกฎห้ามรถขนาดใหญ่เข้าไปในเขตโบราณสถาน ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงไปแล้ว
นอกจากนี้ นายโกศลยังเล่าถึงการบริหารจัดการขององค์การอัปสราว่าเป็นการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ องค์การอัปสรามีทั้งเครื่องมือหนักสำหรับดูแลพื้นที่เช่น รถเทรลเลอร์ รถบดถนน รถบรรทุก แรงงานกว่า ๖๐๐ คน นักวิชาการทั้งชาวกัมพูชาและนักวิชาการต่างชาติ นักโบราณคดี องค์การภายใต้การบริหารเพื่อการให้การศึกษา พิพิธภัณฑ์ไปจนถึงนักสถิติ ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบการท่องเที่ยวในเขตเมืองมรดกโลกในพื้นที่เสียมเรียบให้มีมาตรฐาน ภายใต้แนวคิดพัฒนาเพื่ออนุรักษ์ อนุรักษ์เพื่อพัฒนา และถือว่าประสบผลสำเร็จในการบริหารงานเป็นอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าถามนายโกศลว่ามีวิธีการดูแลพิพิธภัณฑ์ภายใต้การบริหารงานขององค์การอัปสราอย่างไรบ้าง และมีปัญหาอะไรบ้างที่รู้สึกเป็นห่วง นายโกศลตอบว่า มีพิพิธภัณฑ์อยู่ในการดูแลขององค์การอัปสรา ๓ แห่งคือ Preah Norodom Sihanouk-Angkor Museum Ceramics Museum และ MGC Asian Traditional Textiles Museum ซึ่งยังมีปัญหาเรื่องจำนวนผู้เข้าชม ซึ่งนายโกศลเห็นว่าแม้เป็นปัญหาสำคัญแต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปรกติเพราะผู้คนที่เดินทางมาเสียมเรียบล้วนให้ความสำคัญกับโบราณสถานเป็นอันดับแรก โบราณวัตถุเป็นอันดับรองลงมา วิธีแก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไปคือการพยายามเชื่อมโยงโบราณสถานกับโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย เช่น มัคคุเทศก์ ผู้สื่อความหมาย เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ นักวิชาการ นักประชาสัมพันธ์และบริษัททัวร์ด้วย
หลังจากนั้นเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น.จึงเดินทางกลับที่พัก
วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๙
เวลา ๐๘.๓๐ น.โดยประมาณ เดินทางออกจากที่พักในเมืองเสียมเรียบเพื่อกลับราชอาณาจักรไทย ผ่านจุดผ่านแดนคลองลึก สู่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รับประทานอาหารกลางวันบนรถ และระหว่างนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติถึงสิ่งที่พบเห็นและรู้สึกขณะอยู่ในเมืองเสียมเรียบ ผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานส่วนใหญ่พูดถึงความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานที่มีมากกว่าพื้นที่สุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร รวมถึงชื่นชมระบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเสียมเรียบที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
องค์การอัปสรานั้น ต้องยอมรับว่าที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดนั้น นอกจากวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีเส้นสายที่ดี นายลอง โกศลเองก็เป็นบุตรชายของรองนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอิทธิพลมากคนหนึ่งของราชอาณาจักรกัมพูชา
๘. คณะผู้แทนไทย ผู้ผ่านการทดสอบเพื่อประเมินความรู้ภายหลังการเข้ารับการอบรม (Post Test) ในโครงการอบรมเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเครือข่ายชุมชนและเยาวชนในพื้นที่เมืองมรดกโลกอย่างยั่งยืน จำนวน ๓ หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการจัดการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลักสูตรการอนุรักษ์คุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมและหลักสูตรการออกแบบบริการเพื่อการบริหารประสบการณ์นักท่องเที่ยวต่อแบรนด์มรดกพระร่วง จำนวน ๓๐ คน ประกอบไปด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยว ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ครูและนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่การดำเนินงานของ อพท.๔
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
การเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ข้าพเจ้าและผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานได้รับประโยชน์สูงสุดจากการได้สังเกตและศึกษาจากสถานที่ เหตุการณ์และบุคคลจริง ซึ่งมีประสบการณ์อย่างยิ่งในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญและรู้จักไปทั่วโลก ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเดินทางมาเยี่ยมชมทำให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษ
ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าและคณะเข้าใจสภาพปัญหาและกลวิธีแยบคายในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืนและเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อทั้งแหล่งมรดกโลกเอง ผู้คนในพื้นที่ ผู้คนในประเทศตลอดจนนักท่องเที่ยวเอง
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดเสียมเรียบ เป็นแหล่งมรดกโลกขนาดใหญ่ มีโบราณสถานตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกหลั่งไหลมาเยี่ยมชม แต่การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกรวมถึงกลยุทธ์ในการรับมือกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาศาลเหล่านั้นเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบการจำหน่ายบัตรซึ่งคิดเป็นจำนวนวันในการเข้าชม ระบบการขนส่งมวลชนในแหล่งท่องเที่ยว ระบบการรักษาความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่แหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชรอย่างยิ่งถ้านำระบบเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่
ชื่อเรื่อง การอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานวัดเขาดิน ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีผู้แต่ง วสันต์ เทพสุริยานนท์ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN 978-974-417-947-0หมวดหมู่ ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เลขหมู่ 959.373 ว358กสถานที่พิมพ์ นนทบุรีสำนักพิมพ์ หจก.ไวท์โพสต์แกลลอรี่ปีที่พิมพ์ 2551ลักษณะวัสดุ 74 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง วัดเขาดิน สุพรรณบุรี -- โบราณสถาน – การบำรุงรักษาและการซ่อมแซมภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก รายงานการขุดแต่งเจดีย์วัดเขาดิน โดยกล่าวถึงประวัติวัดเขาดิน ที่ตั้ง สภาพภูมิประเทศ โบราณสถานใกล้เคียง การขุดศึกษาทางโบราณคดี สภาพของโบราณสถานก่อนการขุดศึกษา การวางผัง การขุดค้น การขุดตรวจ การขุดแต่ง วัตถุหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการขุดค้นและการขุดแต่ง ได้วิเคราะห์สรุปถึงคติความเชื่อ รูปแบบทางสถาปัตยกรรม และได้มีการอนุรักษ์โบราณสถานและการปรับปรุงภูมิทัศ
#แอ่วเวียงผ่อวัดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ตอน... "เจดีย์วัดพญาวัด"--- เจดีย์วัดพญาวัด ตั้งอยู่ภายในวัดพญาวัด ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นหนึ่งในเจดีย์ทรงปราสาทยอดที่มีรูปแบบพิเศษ ซึ่งปรากฏเฉพาะในศิลปะล้านนาระยะแรกเพียงไม่กี่แห่ง โดยปรากฏที่จังหวัดลำพูน ๒ แห่ง ได้แก่ เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี และสุวรรณเจดีย์ ในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญชัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ นอกจากนั้นยังมีเจดีย์รูปแบบที่คล้ายคลึงกันนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่ คือ เจดีย์กู่คำ วัดกู่คำ เวียงกุมกาม --- เจดีย์วัดพญาวัด มีลักษณะเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงปราสาทยอด ส่วนฐานทำเป็นหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๔ ชั้น ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ถัดขึ้นไปเป็นชั้นบัวคว่ำ และท้องไม้มีประดับลูกแก้วอกไก่ ,ส่วนเรือนธาตุ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทที่มีชั้นเรือนธาตุซ้อนชั้นลดหลั่นขึ้นไป ๕ ชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืน ด้านละ ๓ องค์ รวมทั้งหมด ๖๐ องค์ ลักษณะของซุ้มจระนำก่อเป็นวงโค้งและมีการประดับลวดลายเครือล้านนา, ส่วนยอดของเรือนธาตุ มีลักษณะเป็นทรงกรวยสี่เหลี่ยมซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ และมีปลียอดด้านบนสุดเป็นทรงกรวยสี่เหลี่ยมเช่นเดียวกัน--- จากการศึกษาที่ผ่านมา มีข้อสันนิษฐานว่ารูปแบบของเจดีย์วัดพญาวัดนี้ อาจจะจำลองแบบมาจากเจดีย์วัดกู่กุด อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยคงนำมาสร้างขึ้นในชั้นหลัง เนื่องจากมีเทคนิคการก่อสร้างและองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่สามารถกำหนดอายุสมัยได้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ได้แก่ การประดับลวดลายปูนปั้นแบบลายเครือเถาล้านนา การก่ออิฐซุ้มจระนำในลักษณะซุ้มโค้งก่อเรียงอิฐในแนวตั้งและหันด้านหน้าแผ่นอิฐออก เป็นลักษณะที่นิยมในศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลจากเจดีย์ทรงเรือนธาตุ ศิลปะล้านนา ที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น กู่พระเจ้าติโลกราช วัดเจ็ดยอด และเจดีย์วัดโลกโมฬี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ --- นอกจากนี้ รูปแบบพระพุทธรูปปูนปั้นที่ประดับภายในซุ้มจระนำ ยังมีลักษณะเดียวกับพระพุทธรูปในศิลปะล้านนาทั่วไป ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อาทิ พระพักตร์รูปไข่ พระรัศมีเป็นเปลว ชายสังฆาฏิยาวลงมาจรดพระนาภี โดยลักษณะการครองจีวร แนวรัดประคด ชายพับขอบสบงทางด้านหน้า และแนวขอบชายจีวรที่ทิ้งชายลงมาทางด้านล่างคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปปางลีลาที่วัดนาปัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน --- กล่าวโดยสรุปได้ว่า จากรูปแบบทางศิลปกรรมของเจดีย์วัดพญาวัด สันนิษฐานว่าคงถูกสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โดยอาจจะได้แรงบันดาลใจในการสร้างมาจากเจดีย์กู่กุด จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นเจดีย์ที่มีลักษณะพิเศษทางรูปแบบศิลปกรรมอันแตกต่างไปจากเจดีย์ในศิลปะล้านนาที่สร้างอยู่โดยทั่วไป จึงได้นำมาสร้างขึ้นไว้ที่เมืองน่าน ดังปรากฏหลักฐานมาจนถึงปัจจุบันเอกสารอ้างอิง--- ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์.คู่มือนำชมศิลปกรรมโบราณล้านนา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, ๒๕๖๓.--- สุรศักดิ์ ศรีสำอาง และคณะ. เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๗.#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน#โบราณสถานในจังหวัดน่าน
เมืองโบราณยะรัง EP.3 : การดำเนินงานทางโบราณคดี
องค์ความรู้ตอนที่ 3 ที่นำเสนอในวันนี้มีชื่อว่า "เมืองโบราณยะรัง : การดำเนินงานทางโบราณคดี”
การสำรวจ
การสำรวจของนายอนันต์ วัฒนานิกร
พ.ศ.2505 นายอนันต์ วัฒนานิกร ศึกษาธิการอำเภอยะรังในสมัยนั้น เริ่มเข้าสำรวจร่องรอยของโคกเนินต่างๆที่สันนิษฐานว่าจะเป็นโบราณสถาน โดยมีผู้ช่วย 2 คนคือนายเจิม ชูมณี และนายพรหม ทุเรศพล
“...ขณะนั้นยังสังเกตเห็นแนวกำแพงเมืองเป็นเนินดินสูง 2-3 เมตร ขนานไปกับคูน้ำ กำแพงชั้นในวัดขนาดได้ 590 เมตร ชั้นนอก 860 เมตร มีป้อมตรงมุมทั้งสี่ ซากโบราณสถานมีกระจายไปทั่วอยู่ในเขตที่ทำกินของราษฎร...”
นายพิพัฒน์ พงศ์รพีพร ได้สัมภาษณ์นายอนันต์ วัฒนานิกร ในระหว่างพ.ศ.2525-2528 และได้จดบันทึกเรื่องตำแหน่งของโบราณสถานจากการสำรวจของนายอนันต์ วัฒนานิกร ระหว่างพ.ศ.2505-2516 ซึ่งได้กำหนดที่ตั้งของโบราณสถานไว้เป็นหมายเลขจำนวน 31 แห่ง
การสำรวจของ Stewart Wavell
ในช่วงฤดูร้อนของพ.ศ.2505 Stewart Wavell นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ได้เดินทางไปสำรวจเมืองโบราณยะรังซึ่งปรากฎข้อมูลว่ามีผู้ร้ายทำการลักลอบขุดหาโบราณวัตถุตามเนินโบราณสถาน โดยในขณะที่เขาอยู่ในเมืองปัตตานีได้มีผู้นำเทวรูปพระวิษณุสำริดซึ่งอ้างว่าขุดได้จากเนินโบราณสถานในเมืองโบราณยะรังมาให้ชม และต่อมาเขาได้เดินทางไปยังเมืองยะรัง
การสำรวจของนายมานิต วัลภิโภดม และนายจำรัส เกียรติก้อง
พ.ศ.2507 นายมานิต วัลภิโภดม นายจำรัส เกียรติก้อง และคณะสำรวจจากกองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้เข้ามาทำการสำรวจและจัดทำแผนผังเมืองโบราณยะรังในบริเวณบ้านประแว โดยแผนผังที่เขียนขึ้นแสดงภาพของเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 300 เมตร ยาว 340 เมตร มีกำแพงดินและคูน้ำล้อมรอบสามชั้น และในแผนผังยังแสดงตำแหน่งของ “ซากเจดีย์” ซึ่งปรากฏกระจายอยู่ทางด้านทิศใต้ของบ้านประแว และกระจุกตัวหนาแน่นเป็นกลุ่มใหญ่ในบริเวณบ้านวัด
การสำรวจของ H.G.Quaritch Wales
ในพ.ศ.2517 H.G.Quaritch Wales ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “ลังกาสุกะและตามพรลิงค์และการจดบันทึกบางสิ่งทางโบราณคดี” โดยกล่าวว่าเขาและภรรยา ได้เดินทางมายังเมืองโบราณยะรัง พร้อมกับนายบันเทิง พูลศิลป์ เจ้าหน้าที่จากหน่วยศิลปากรที่ 9 สงขลา กรมศิลปากร โดยมีนายอนันต์ วัฒนานิกร ศึกษาธิการอำเภอยะรังในขณะนั้นเป็นผู้นำทาง
การสำรวจของชูสิริ จามรมาน
นางสาวชูสิริ จามรมาน อาจารย์ในภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับทุนจากมูลนิธิจิม ทอมป์สัน เพื่อทำการวิจัยเรื่อง “การวิจัยข้อมูลทางศิลปะและโบราณคดี ณ เมืองโบราณที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อศึกษาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์” ได้ทำการวิจัยระหว่างพ.ศ.2521-2523 โดยทำการสำรวจใน 2 ช่วงเวลา ดังนี้
การสำรวจระยะที่ 1 เริ่มขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2521 โดยร่วมสำรวจกับเจ้าหน้าที่กองธรณีวิทยา กรมทรัพยากร ได้ทำการสำรวจที่บ้านปาละแว และบ้านวัด เพื่อเลือกจุดที่จะตรวจสอบหลักฐานบนดินและใต้ดินด้านการเจาะสำรวจ และได้เดินทางไปกิ่งอำเภอไม้แก่น เพื่อเลือกจุดสำรวจและเจาะสำรวจในบริเวณที่มีโคกดินลักษณะคล้ายๆกันกับที่อำเภอยะรัง
การสำรวจระยะที่ 2 เริ่มขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2523 เป็นการเดินสำรวจอย่างละเอียดด้วยการเดินทั้งในและนอกบริเวณที่มีคันดินซึ่งเคยเป็นกำแพงเมืองโบราณ จากนั้นจึงทำการสำรวจในบริเวณนอกเมืองโบราณที่บ้านปาละแว
การสำรวจของนายศรีศักร วัลลิโภดม
เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2521 นายศรีศักร วัลลิโภดม เดินทางไปสำรวจเมืองโบราณยะรังบริเวณบ้านประแว โดยมีนายอนันต์ วัฒนานิกร เป็นผู้นำทางไปยังตำแหน่งโบราณสถานต่างๆทั้งในและนอกเมือง
“...ก็พบความจริงอย่างหนึ่งว่าเมืองประแวที่ทางกรมศิลปากรเคยสำรวจไว้ว่าเป็นเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบสามชั้นนั้น เป็นสิ่งที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง เมืองนี้ตัวเมืองมีขนาดเล็กเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงและคูน้ำชั้นเดียว ไม่มีล้อมรอบสามชั้นแต่อย่างใด แต่เผอิญทางด้านทิศใต้นั้นเกิดมีคันดินสองเส้นตัดผ่านจากทางตะวันตกไปทางตะวันออก ขวางหน้าก่อนที่จะเข้าไปถึงกำแพงเมือง คันดินสองสายนี้ดูเชื่อมกับลำน้ำเขาที่ไหลเลียบตัวเมืองลงมาทางตะวันตก เพื่อระบายน้ำผ่านไปลงที่ลุ่มต่ำทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ดังนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ทางกรมศิลปากรเดินสำรวจเพียงด้านเดียวคือด้านใต้จึงมองเห็นเป็นว่าเมืองนี้มีคันกำแพงดินล้อมรอบสามชั้นไป…”
“...ข้าพเจ้าจัดกลุ่มโบราณสถานที่พบในเขตอำเภอยะรังนี้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่อยู่ในเขตบ้านประแว หรือที่เรียกว่าเมืองประแวนั่นเอง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือเขตบ้านวัด ซึ่งห่างจากกลุ่มแรกไปประมาณ 3-4 ก.ม....”
การสำรวจของโครงการโบราณคดีประเทศไทย(ภาคใต้)
โครงการโบราณคดีประเทศไทย(ภาคใต้) กรมศิลปากร ดำเนินการสำรวจพื้นที่เมืองโบราณยะรังในพ.ศ.2528 โดยใช้วิธีเดินสำรวจภาคพื้นดิน ประกอบกับแผนที่และภาพถ่ายทางอากาศ และจัดทำแผนผังโดยใช้กล้องธีโอโดไลห์ ผลการดำเนินงานได้กำหนดตำแหน่งที่ตั้งพร้อมระบุเลขประจำเนินโบราณสถานจำนวน 30 แห่ง
“...ลักษณะของเมืองโบราณนั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หันไปตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ขนาดกว้าง 550 เมตร ยาว 710 เมตร กำแพงเมืองชั้นเดียวทำด้วยดินและมีคูน้ำล้อมรอบ ที่มุมทั้ง 4 มีป้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในเมืองยังมีแนวกำแพงและคูน้ำ จากแนวกำแพงเมืองทางด้านตะวันตกและทางทิศใต้ไปบรรจบกันภายในเมืองอีกด้วย ทางด้านทิศใต้เป็นแนวคันดินและคูภายในเมืองเชื่อมต่อกับทางน้ำเก่า ซึ่งปัจจุบันปรากฏเพียงด้านเดียวเท่านั้น ส่วนด้านอื่นๆมีทางน้ำเก่าและได้ถูกปรับพื้นที่เป็นที่นาเสียส่วนใหญ่ คันดินนี้นี่เองทำให้หลายคนเข้าใจว่าเมืองโบราณยะรังเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีกำแพงและคูเมือง 3 ชั้น ระหว่างคันดินกำแพงเมืองมีหนองน้ำขนาดใหญ่และโบราณสถานอยู่ 2 แห่ง ส่วนภายในเมืองนั้นมีบ้านราษฎรอยู่ประมาณ 40 หลังคาเรือน มีบ่อน้ำโบราณอยู่ 7 แห่ง ทางด้านทิศใต้นอกกำแพงเมืองมีสระน้ำขนาดใหญ่จำนวน 1 สระ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้างยาว 70 เมตร สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของเมืองโบราณยะรังนั้น เป็นที่ทำสวนเสียส่วนมาก โดยเฉพาะสวนยาง สวนส้ม สวนเงาะ สวนทุเรียน และสวนกล้วย เป็นต้น โบราณสถานบริเวณเมืองโบราณยะรังและใกล้เคียงนั้นมีด้วยกัน 29 แห่ง อยู่ในเขตบ้านประแว 11 แห่ง เขตตำบลวัด 11 แห่ง และเขตตำบลปิตูมุดี 7 แห่ง...”
การสำรวจของโครงการวิจัยเกี่ยวกับรัฐพาณิชย์นาวีสมัยศรีวิชัยในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปัตตานี ศึกษากรณีชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบในเขตเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ระยะที่ 1
โครงการสำรวจนี้เป็นการดำเนินการภายใต้หน่วยงานคือศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ตประเทศไทย จำกัด ดำเนินการสำรวจโดยสว่าง เลิศฤทธิ์ นายเดวิด เจ เวลซ์ นางจูดิท มิกนีลล์ และนางสาวนันทิยา หนูสอน David J. Welch ระหว่างเดือนเมษายน 2529 ถึงเดือนเมษายน 2530 โดยทำการสำรวจด้วยกล้องธีโอโดไลท์และเทปวัดระยะในพื้นที่บ้านประแวและบ้านวัด
การสำรวจของโครงการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานเมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี
โครงการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานเมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี ตั้งขึ้นในพ.ศ.2531 เป็นโครงการในความรับผิดชอบของหน่วยศิลปากรที่ 9 สงขลา กองโบราณคดี กรมศิลปากร การสำรวจโดยโครงการฯได้ดำเนินการสำรวจโดยการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศและดำเนินการสำรวจภาคพื้นดิน ในระหว่างพ.ศ.2531-2532 และในพ.ศ.2535 ได้จัดพิมพ์หนังสือ “การสำรวจโบราณสถานเมืองยะรัง” นำเสนอผลการสำรวจและรายละเอียดของโบราณสถานที่สำรวจพบทุกแหล่ง ทั้งในเขตบ้านประแว บ้านจาเละ และบ้านวัด
เนินโบราณสถานจากการสำรวจของโครงการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานเมืองยะรัง
(พ.ศ.2531-2532)
โครงการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานเมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี ดำเนินการสำรวจเมืองโบราณ ยะรังอีกครั้งในระหว่างพ.ศ.2531 – 2532 ในครั้งนี้ได้กำหนดการเรียกชื่อเนินโบราณสถานใหม่ โดยจำแนกเนินโบราณสถานออกเป็น 3 กลุ่มตามตำแหน่งที่ตั้ง คือ กลุ่มโบราณสถานบ้านวัด กลุ่มโบราณสถานบ้านจาเละ และกลุ่มโบราณสถานบ้านประแว
กลุ่มโบราณสถานบ้านวัด ใช้อักษรย่อว่า บว.บ. มีเนินโบราณสถานจำนวน 20 แห่ง
กลุ่มโบราณสถานบ้านจาเละ ใช้อักษรย่อว่า จล.บ. มีเนินโบราณสถานจำนวน 11 แห่ง
กลุ่มโบราณสถานบ้านประแว ใช้อักษรย่อว่า บว.บ. มีเนินโบราณสถานจำนวน 2 แห่ง
การขุดค้นทางโบราณคดี
-----------------------------------
พื้นที่เมืองโบราณยะรัง ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักวิชาการชาวไทย และชาวต่างประเทศ โดยในระยะแรกการขุดค้นมักอยู่ในลักษณะของการขุดตรวจหรือขุดทดสอบ รวมถึงการขุดสำรวจโดยใช้เครื่องมือเจาะดินที่เรียกว่าออเกอร์
ส่วนการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณที่เป็นเนินโบราณสถานขนาดใหญ่นั้น เริ่มดำเนินการในพ.ศ.2531 โดยโครงการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานเมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี ของกรมศิลปากร โดยเริ่มทำการขุดค้นเนินโบราณสถานบ้านจาเละหมายเลข 3 เป็นแห่งแรกในพ.ศ.2531 ขุดค้นเนินโบราณสถานบ้านจาเละหมายเลข 2 และหมายเลข 8 ในพ.ศ.2535 และขุดค้นเนินโบราณสถานบ้านวัดหมายเลข 9 ในพ.ศ.2546
การขุดค้นของ H.G.Quaritch Wales
ในพ.ศ.2517 บทความเรื่อง “ลังกาสุกะและตามพรลิงค์และการจดบันทึกบางสิ่งทางโบราณคดี” ของ H.G.Quaritch Wales กล่าวถึงการขุดค้นทางโบราณคดีในลักษณะของหลุมยาว (Trench) จำนวน 2 หลุม ในพื้นที่ภายในเมืองประแวด้านทิศใต้ ผลการขุดค้นไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ
การขุดค้นของชูสิริ จามรมานและคณะ
เป็นการดำเนินการของนางสาวชูสิริ จามรมาน อาจารย์ในภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะ ซึ่งได้รับทุนจากมูลนิธิจิม ทอมป์สัน เพื่อทำการวิจัยเรื่อง “การวิจัยข้อมูลทางศิลปะและโบราณคดี ณ เมืองโบราณที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อศึกษาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์” ซึ่งทำการวิจัยระหว่างพ.ศ.2521-2523 และการวิจัยเรื่อง “สมัยศิลปะที่ยะรัง เมืองโบราณในจังหวัดปัตตานี” ซึ่งทำการวิจัยระหว่างพ.ศ.2523-2524
การขุดค้นของโครงการวิจัยเกี่ยวกับรัฐพาณิชย์นาวีสมัยศรีวิชัยในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปัตตานี ศึกษากรณีชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบในเขตเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ระยะที่ 1
การขุดค้นทางโบราณคดีในระหว่างพ.ศ.2529 – 2530 นี้เป็นการดำเนินการในโครงการโครงการวิจัยเกี่ยวกับรัฐพาณิชย์นาวีสมัยศรีวิชัยในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปัตตานีฯ ภายใต้หน่วยงานคือศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีนายสว่าง เลิศฤทธิ์ Dr.David J. Welch และ Ms.Judith R.Mcniell เป็นผู้ดำเนินโครงการ
สรุปผลการศึกษา
1.บ้านประแว ผลการการขุดค้นและขุดตรวจด้วยออเกอร์แสดงให้เห็นว่าแหล่งโบราณคดีบ้านประแวมีอายุไม่มากนักดังที่ศรีศักร วัลลิโภดม เคยกล่าวไว้ โบราณวัตถุที่พอจะกำหนดอายุได้ก็มีเศษเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงและเศษเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดินที่มีลวดลายประดับสมัยอยุธยา หลังจากส่งตัวอย่างถ่านไปหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน-14 ที่สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติพบว่าโบราณวัตถุในชั้นดินที่ 2 มีอายุประมาณ 300 ปี ชั้นดินที่ 3 มีอายุประมาณ 500 ปี ในขณะที่ชั้นดินที่ 4 ซึ่งอยู่ล่างสุดพบเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินสีเทาดังเช่นที่พบที่สทิงพระ แสดงให้เห็นว่าแหล่งโบราณคดีบ้านประแวมีอายุเก่าสุดอยู่ที่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 11-13 จึงสรุปได้ว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองขนาดเล็ก ไม่มีฐานะหรือบทบาทสำคัญนัก โดยมีกลุ่มชนเข้ามาอยู่อาศัยครั้งแรกประมาณสมัยศรีวิชัยตอนปลาย และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการสร้างป้อมที่มุมเมือง ซึ่งหลักฐานต่างๆแสดงให้เห็นถูกสร้างขึ้นในสมัยประวัติศาสตร์ราวปี 1790-1791 ซึ่งสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ระบุว่าปัตตานีมีการย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่บ้านประแวในสมัยรัชกาลที่ 1
2.บ้านวัด จากการศึกษาพบว่าเมืองแห่งนี้มีขนาดใหญ่ (อย่างน้อย 60 ตารางเมตร) และมีคูเมืองซับซ้อนมาก มีเนินเจดีย์ 16 แห่ง มีเนินดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 แห่ง ผลการขุดค้นของนักโบราณคดีจากกรมศิลปากรได้พบโบราณวัตถุหนาแน่นกว่าที่บ้านประแว จากการขุดค้นยังทำให้เห็นว่าแหล่งโบราณคดีผ่านการใช้งานมาอย่างน้อย 2 ช่วง เพราะชั้นดินทางโบราณคดีจะเห็นถึงความแตกต่างได้ชัด โบราณวัตถุที่พบก็ต่างสมัยกันด้วย โบราณวัตถุในชั้นดินล่างสุดอาจจะเป็นของสมัยทวารวดีส่วนโบราณวัตถุในชั้นดินบนอยู่ในสมัยหลังก็เป็นได้ และการขุดค้นที่หลุมขุดค้นแห่งหนึ่งบนเนินดินชั้นในพบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะเศษอิฐและเศษภาชนะดินเผา ชั้นดินชั้นล่างสุดที่ทำการขุดค้นอาจจะเป็นฐานเจดีย์เพราะพบแนวอิฐและก้อนอิฐมีรู โบราณวัตถุที่พบร่วมกับแนวอิฐคือเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง? อย่างไรก็ตามเมื่อผลการวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายออกมา ก็คงจะทราบอายุของโครงสร้างแนวอิฐนี้ แต่สันนิษฐานว่าอาจจะมีอายุอย่างน้อย 1,000 ปี มาแล้ว
การขุดค้นของโครงการศึกษาการตั้งถิ่นฐานเมืองปัตตานีโบราณ (The old settlement of The Pattani Region)
โครงการศึกษาการตั้งถิ่นฐานเมืองปัตตานีโบราณเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรโดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 10 สงขลา กับสถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ(Ecole Francaise d’Etreme-Orient) และสถาบันวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยกำหนดเป็นโครงการต่อเนื่อง 5 ปี โดยเริ่มต้นโครงการในพ.ศ.2540 สำหรับการศึกษาในพ.ศ. 2541 เป็นการดำเนินการในปีที่ 2 ของโครงการ ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณบ้านประแว โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำการศึกษาถึงความต่อเนื่องของการอยู่อาศัยของชุมชนโบราณบ้านประแวกับชุมชนโบราณบ้านกรือเซะว่ามีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันหรือไม่อย่างไร ตามสมมุติฐานที่เชื่อว่ากลุ่มชนบริเวณบ้านกรือเซะนั้นย้ายมาจากบ้านประแว
สรุปผลการขุดค้น
ผลของการขุดค้นทางโบราณคดีในพ.ศ.2541 ทำให้เห็นถึงพื้นดินที่ถูกรบกวนในทุกๆหลุมขุดค้น ยกเว้นในหลุมขุดค้น PW.3 ซึ่งพบเศษภาชนะดินเผาซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเศษภาชนะดินเผาที่พบในหลุมขุดค้นอื่นๆ ซึ่งก็เป็นได้ว่าอาจเป็นเพราะเศษภาชนะดินเผาเหล่านี้มาจากช่วงเวลาที่ต่างกัน และการวิเคราะห์โดย Mrs.M.F.Dupoizat พบว่า เศษภาชนะดินเผาที่พบเกือบทั้งหมดนี้กำหนดอายุในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19-20
.
.
.
ในส่วนของ Ep.4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ โปรดติดตามในตอนต่อไป..
---------------------------
Ep.1 เมืองโบราณยะรัง : เมืองโบราณสำคัญในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/628320109334790
Ep.2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ?
https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/pfbid023vs8jRqA2iqonHKfjBgCMWEC6GfQLWyYHFy8ogMX3RVt1UG1uy2pSNVxkd2s9BT6l
Ep.3 เมืองโบราณยะรัง : การดำเนินงานทางด้านโบราณคดี
Ep.4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ
EP.5 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR)
Ep.6 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณอ่าวปัตตานี
--------------------
เอกสารอ้างอิง
หน่วยศิลปากรที่ 9 สงขลา, ความเป็นมาของเมืองโบราณยะรังโดยสังเขป, 2531 หน้า 7 (อัดสำเนา)
เขมชาติ เทพไชย, รายงานการสำรวจขุดค้นทางด้านโบราณคดี บริเวณเมืองโบราณยะรังและใกล้เคียง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี, (สงขลา : โครงการโบราณคดีประเทศไทย(ภาคใต้) กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2528), 9-10 (เอกสารอัดสำเนา)
ชูสิริ จามรมาน, รายงานผลการวิจัยเรื่องการวิจัยข้อมูลทางศิลปะและโบราณคดี ณ เมืองโบราณที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อศึกษาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์, (นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม, 2528), 6
ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้, “บันทึกเรื่องเมืองโบราณที่อำเภอยะรัง” ใน แลหลังเมืองตานี, (ปัตตานี : ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2528), 18
Stewart Wavell, “The Lady from Langkasuka” in The Naga King’s Daughter, (London : George Allen & Unwin Ltd., 1964), 15
Ibid, 158
ศรีศักร วัลลิโภดม, “ชุมชนโบราณในสี่จังหวัดภาคใต้”, เมืองโบราณ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (ธันวาคม2521-มกราคม2522) หน้า 49
เรื่องเดียวกัน, 48
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
1.ชื่อโครงการ/กิจกรรม
โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว : กิจกรรมประสานงานเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน
3.กำหนดเวลา
วันที่ 2-6 พฤษภาคม พ.ศ.2559
4.สถานที่
กรมมรดก และ หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
5.หน่วยงานผู้จัด
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
6.หน่วยงานสนับสนุน
สถานเอกอัครราชฑูตแห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหลวงเวียงจันทน์
7.กิจกรรม
ประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก(โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จาก กอง/แผนก ที่เกี่ยวข้องกับงานพิพิธภัณฑ์) กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการด้านพิพิธภัณฑสถานทั้งในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
8.คณะผู้แทนไทย
8.1 นางอมรา ศรีสุชาติ นักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ
8.2 นางสาวพัชรินทร์ ศุขประมูล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยพิพิธภัณฑ์
8.3 นายทศพร ศรีสมาน ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ
8.4 นายชินณวุฒิ วิลยาลัย นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ
8.5 นางสาวโสภิต ปัญญาขัน นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ชำนาญการ
8.6 นางชูศรี เปรมสระน้อย หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด
8.7 นางสาวกนกวลี สุริยธรรม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
8.8 นางสาวเชาวนี เหล็กกล้า ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
9.สรุปสาระของกิจกรรม
9.1 ประชุมร่วมเพื่อพิจารณาจัดทำ ร่าง แผนปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑสถาน
คณะผู้แทนของกรมศิลปากรเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก สปป.ลาว คือ ท่านเวียงแก้ว สุกสะหวัดดี รองอธิบดีกรมมรดก, ท่านทองลิด หลวงโคด ผู้อำนวยการกองโบราณวิทยา, ท่านพอนพัน ผู้อำนวยการห้องบริหารงาน, ท่านนางเพ็ดมาลัยวัน ผู้อำนวยการหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ และ เจ้าหน้าที่หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ อีกจำนวน 10 ท่าน ณ ห้องประชุม หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์ ทั้งสองฝ่ายร่วมกันเสนอความคิดเห็น พิจารณาแนวทางในการปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑ์สถานให้สอดคล้องตรงกันทั้งสองฝ่าย
9.2 ร่าง แผนปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑสถาน
คณะผู้แทนของกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก ร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑ์สถาน สรุป ดังนี้
- แผนงานหลัก มี 3 แผน คือ
แผนการศึกษาวิจัย เรื่อง พุทธศิลป์
แผนงานอนุรักษ์ ปกป้องและคุ้มครองมรดก(National Single Window - NSW)
แผนการพัฒนาบุคลากร(แลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะและประสบการณ์เกี่ยวกับ
พิพิธภัณฑวิทยา)
- ปฏิบัติงานใน สปป.ลาว ในพื้นที่ 3 ส่วน คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และ ภาคใต้ ที่มีพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่
- ปฏิบัติงานในประเทศไทย ในพื้นที่ติดต่อ สปป.ลาว และ ฝั่งแม่น้ำโขง
ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย-น่าน-อุตรดิตถ์-พิษณุโลก-เลย-หนองคาย-บึงกาฬ-นครพนม-มุกดาหาร-อุบลราชธานี รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่ต่อเนื่องและมีศักยภาพทางวิชาการสำหรับการปฏิบัติงาน
และปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 ส่วน คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ และ ภาคใต้
- ระยะเวลา 5 ปี
- ปีที่ 1 เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลและจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑสถานร่วมกันในพื้นที่ภาคกลางของ สปป.ลาว และ พื้นที่ในจังหวัดเลย-หนองคาย-บึงกาฬ-นครพนมของประเทศไทย
โดยคณะทำงานของทั้งสองฝ่าย(ที่จะตั้งขึ้นหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ)
จะร่วมกันพิจารณาความรู้และข้อมูลของพื้นที่ศึกษาและจากนั้นจึงร่วมกันจัดทำมาตรฐานในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำสู่วิธีปฏิบัติงานจริงต่อไป รวมทั้งจัดฝึกอบรมเรื่องพิพิธภัณฑวิทยาเบื้องต้น(Fundermental academic museology) และNational Single Window(NSW) ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารงาน
- ปีที่ 2 เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลและจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑสถานร่วมกันในพื้นที่ภาคเหนือของ สปป.ลาว และ พื้นที่ในจังหวัดเชียงราย-น่าน-อุตรดิตถ์-พิษณุโลกของประเทศไทย
โดยคณะทำงานของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันทบทวนมาตรฐานในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำสู่การปรับปรุงวิธีปฏิบัติงานจริงต่อไป รวมทั้งจัดฝึกอบรมเรื่องพิพิธภัณฑวิทยาระดับกลาง(Intermidiate academic museology) ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารงาน
- ปีที่ 3 เป็นการปฏิบัติงานตามมาตรฐานด้านพิพิธภัณฑสถานร่วมกันในพื้นที่ภาคใต้ของ สปป.ลาว และ พื้นที่ในจังหวัดมุกดาหาร-อุบลราชธานีของประเทศไทย
โดยคณะทำงานของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันทบทวนมาตรฐานในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำสู่การปรับปรุงวิธีปฏิบัติงานจริงต่อไป รวมทั้งจัดฝึกอบรมเรื่องพิพิธภัณฑวิทยาระดับสูง/มาตรฐานสากล(Advanced academic museology) ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารงาน, สัมมนาโต๊ะกลม(สำหรับคณะทำงานร่วม)
- ปีที่ 4 เป็นการปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่และประเด็นที่ตั้งไว้ทั้งในประเทศไทยและ สปป.ลาว, แลกเปลี่ยนบุคลากรในการให้ความรู้ซึ่งกันและกัน, สัมมนาโต๊ะกลม(สำหรับคณะทำงานร่วม) รวมทั้งจัดฝึกอบรมเรื่องพิพิธภัณฑวิทยา 4 ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารงาน
- ปีที่ 5 สื่อประชาสัมพันธ์, การรักษาความปลอดภัย, ประชุมวิชาการและจัดพิมพ์หนังสือทางวิชาการ
10.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
10.1 จะนำเสนอ รายละเอียดของ ร่าง แผนปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑสถาน อีกครั้ง
10.2 จำเป็นต้องจัดทำ ร่าง แผนปฏิบัติงานด้านโบราณคดี ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมมรดก(โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จาก กอง/แผนก ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านโบราณคดี) กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อีกครั้ง
................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
(นายชินณวุฒิ วิลยาลัย)
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง พระอภิธรรม - พระมาติกา
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ -
สำนักพิมพ์ -
ปีที่พิมพ์ -
จำนวนหน้า ๑๕๘ หน้า
หมายเหตุ. -
(เนื้อหา) พระอภิธรรม ๗ คัมถีร์ มีพระสังคณี พระวิภังค์ พระธาตุกถา พระปุคคลบัญญัติ พระกถาวัตถุ พระยกมและพระมหาปัฏฐาน พร้อมด้วยบทมาติกาซึ่งสรุปเนื้อหาสาระของพระอภิธรรมอย่างย่อๆ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
1.ชื่อโครงการ/กิจกรรม
โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว : กิจกรรมประสานงานเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน
3.กำหนดเวลา
วันที่ 1-4 สิงหาคม พ.ศ.2559
4.สถานที่
กรมมรดก และ หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
5.หน่วยงานผู้จัด
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
6.หน่วยงานสนับสนุน
สถานเอกอัครราชฑูตแห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหลวงเวียงจันทน์
7.กิจกรรม
ประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก(โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก กอง/แผนก ที่เกี่ยวข้อง) กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการด้านพิพิธภัณฑสถานทั้งในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
8.คณะผู้แทนไทย
8.1 นางอมรา ศรีสุชาติ นักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ
8.2 นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญการ
8.3 นายชินณวุฒิ วิลยาลัย นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ
9.สรุปสาระของกิจกรรม
9.1 ประชุมร่วมเพื่อพิจารณาการปรับแก้เนื้อหา(บางส่วน)ตามความเห็นของกรมความร่วมมือสากล สปป.ลาว
คณะผู้แทนของกรมศิลปากรเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก สปป.ลาว คือ ท่านเวียงแก้ว สุกสะหวัดดี รองอธิบดีกรมมรดก, ท่านทองลิด หลวงโคด ผู้อำนวยการกองโบราณวิทยา, ท่านพอนพัน ผู้อำนวยการห้องบริหารงาน, ท่านสุลินทอน เพ็ดชมพู หัวหน้าแผนกวิชาการพิพิธภัณฑ์ ณ ห้องประชุม กรมมรดก นครหลวงเวียงจันทน์ ทั้งสองฝ่ายร่วมกันเสนอความคิดเห็นและพิจารณาปรับแก้ไขจาd ร่าง บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับเดือนพฤษภาคม 2559(เอกสารหมายเลข 1)
9.2 คณะผู้แทนของกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก ร่วมกันพิจารณาความเห็นจากกรมความร่วมมือสากล สปป.ลาว(เอกสารหมายเลข 2)และปรับแก้ไข คำ ชื่อ เนื้อหาในข้อ 10 และเพิ่มเติมข้อ 11 รวมทั้งสถานที่/วัน-เวลา ลงนาม รายละเอียดดังเอกสารหมายเลข 3(ตัวอักษรสีแดง)
10.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
10.1 ร่วมกันพิจารณาวันลงนามในบรรทุกความเข้าใจฯ นี้ เป็นวันพุธที่ 31 สิงหาคม 2559 ณ กรมศิลปากร(รายละเอียดจัดทำบันทึกข้อความมาอีกหนึ่งฉบับแล้ว)
10.2 หลังจากทั้งสองฝ่ายลงนามแล้วจำเป็นต้องจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านโบราณคดี ซึ่งในรายละเอียดยังไม่เห็นพ้องกันทั้งสองฝ่ายโดยเร็ว(เอกสารหมายเลข 4)
................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
(นายชินณวุฒิ วิลยาลัย)
๑ สหัสวรรษ แห่ง “พระนิยม”
พระบาทกัมรเดงกำตวนอัญศรีสุริยวรรมเทวะ ณ เมืองละโว้
----------------------------
หากนับย้อนหลังกลับไปเมื่อหนึ่งพันปีมาแล้ว ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ อาณาจักรเขมร ได้ขยายอำนาจแผ่อิทธิพลทางการเมืองเข้ามายังดินแดนในลุ่มน้ำลพบุรี- ป่าสัก โดยเฉพาะเมือง“ลวปุระ” (Lavapür) หรือเมืองละโว้ ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางความเจริญทางศาสนา วัฒนธรรม และการติดต่อค้าขายที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัฐทวารวดี หากแต่ว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนั้นบ้านเมืองแห่งนี้ตกอยู่ในสภาพที่เป็นเมืองร้าง อันเนื่องมาจากการเกิด “กลียุค” จารึกโอเสม็ด (Osmach Inscription) ซึ่งจารึกขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๕๕๗ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา กรุงพนมเปญ มีข้อความอักษรขอมโบราณ (พุทธศตวรรษที่ ๑๖) ภาษาเขมรโบราณ และภาษาสันสกฤต กล่าวบรรยายถึงสภาพโดยทั่วไปของเมืองลวปุระสรุปความได้ว่า บ้านเมืองถูกทำลายจนพินาศ สูญเสียความงดงามไปทั้งหมด กลายเป็นป่าคลาคล่ำไปด้วยสัตว์ร้ายทั้งหลายมีเสือ เป็นต้น และมีสภาพที่น่าสะพรึงกลัวดุจดังสุสานหรือป่าช้า
..
มูลเหตุสำคัญประการหนึ่งแห่งกลียุคที่ทำให้เมืองลวปุระถูกทำลายจนพินาศย่อยยับ อาจสืบเนื่องมาจากประมาณ ๘๐ กว่าปีก่อนหน้าการจารึกข้อความในจารึกโอเสม็ด ได้เกิดเหตุการณ์สงครามการสู้รบครั้งใหญ่ระหว่างพระเจ้าอัตราสตกะราช หรือพระเจ้าตราพกะแห่งเมืองหริปุญไชย กับพระเจ้าอุฉิฎฐกะจักรวรรดิหรือ อุจฉิตตจักรพรรดิ แห่งกรุงละโว้ และพระเจ้าชีวกหรือพระเจ้าสุชิตราช กษัตริย์แห่งสิริธัมมนคร (นครศรีธรรมราช) ซึ่งเหตุการณ์สงครามในครั้งนั้นยืดเยื้อต่อเนื่องอยู่ในช่วง พ.ศ. ๑๔๖๘-๑๔๗๑ ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวถูกระบุถึงอยู่ในพงศาวดารโยนก และตำนานฝ่ายเหนือหลายฉบับ เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์, จามเทวีวงศ์, เป็นต้น
..
เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (พ.ศ.๑๕๔๕-๑๕๙๒) ทรงขึ้นครองราชย์บัลลังก์เมืองพระนครศรียโสธรปุระ ใน พ.ศ. ๑๕๔๙ ภายหลังจากทรงมีชัยชนะเหนือพระเจ้าชัยวีรวรมัน ได้มีพระราชบัญชาแต่งตั้งให้“ศรีลักษมีปติวรมัน” แม่ทัพของพระองค์ให้มาเป็นเจ้าเหนือพวกรามัญ ผู้ครอบครองดินแดนทางทิศตะวันตกของเมืองพระนคร ซึ่งคงจะหมายถึงชาวมอญหรือกลุ่มชนที่ใช้ภาษามอญในวัฒนธรรมทวารวดี ที่สร้างบ้านแปลงเมืองอยู่ในเขตภาคกลางของประเทศไทย ศรีลักษมีปติวรมันทำให้คนเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจ และทำการเก็บภาษี นำผลประโยชน์จำนวนมากมายส่งกลับไปยังเมืองพระนคร จนได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นขุนคลัง รวมทั้งเขายังได้ทำการฟื้นฟูดินแดนทางทิศตะวันตกทั้งหมดซึ่งถูกทำลายและทิ้งร้างจนกลายเป็นป่ารกชัฏมาเป็นเวลานานในช่วงกลียุคให้กลับมาสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรืองดังเก่า
..
การดำเนินงานทางโบราณคดีของกรมศิลปากรพบหลักฐานทางโบราณคดี และโบราณสถานหลายแห่ง ที่แสดงให้เห็นถึงการแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมือง และวัฒนธรรมเขมร ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ –๑๗ เข้ามายังเมืองละโว้ เช่น ร่องรอยของชุมชนโบราณบริเวณแหล่งโบราณคดีโคกคลีน้อยซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางโบราณที่ใช้เดินทางติดต่อระหว่างเมืองหรือชุมชนโบราณในเขตที่ราบภาคกลางกับที่ราบสูงโคราชผ่านทิวเขาพังเหย ในเขตตำบลหนองรี อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี พบหลักฐานการอยู่อาศัย การผลิตเครื่องปั้นดินเผาเคลือบขึ้นใช้เองในชุมชน รวมทั้งมีการติดต่อกับชุมชนโบราณร่วมสมัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างปราสาทก่อด้วยหินทรายและอิฐขนาดเล็กขึ้นเป็นศาสนสถานประจำชุมชน ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ “โบราณสถานปรางค์นางผมหอม” จากรูปแบบทางสถาปัตยกรรมสามารถกำหนดอายุอยู่ในช่วงต้นครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ส่วนในเมืองลพบุรีปรากฏโบราณสถาน ๒ แห่ง ได้แก่ ศาลสูง และวัดซาก อำเภอเมืองฯ จังหวัดลพบุรี ลักษณะเป็นฐานปราสาทก่อสร้างด้วยศิลาแลง ผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม ตรงกึ่งกลางของทุกด้านมีบันไดขึ้น-ลง ส่วนเรือนธาตุในปัจจุบันชำรุดหักพังลงมาทั้งหมด โบราณสถานทั้งสองแห่งนี้มีรูปแบบการก่อสร้างคล้ายสถาปัตยกรรมเขมรที่มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖
..
นอกจากนี้ยังมีการค้นพบศิลาจารึกที่ยืนยันถึงพระราชอำนาจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ แห่ง อาณาจักรเขมรที่มีต่อเมืองละโว้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ จำนวน ๓ หลัก คือ จารึกศาลสูงภาษาเขมร (หลักที่ ๑) จารึกศาลสูงภาษาเขมร (หลักที่ ๒) และจารึกศาลเจ้าเมืองลพบุรี (หลักที่ ๒๑) ซึ่งข้อความที่ปรากฏแสดงให้เห็นสภาพทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของผู้คนในยุคสมัยนั้น
..
โดยเฉพาะใน จารึกศาลสูงภาษาเขมร (หลักที่ ๑) ที่มีศักราชระบุไว้ว่า จารึกขึ้นเมื่อมหาศักราช ๙๔๗ (พ.ศ. ๑๕๖๘) ประวัติการค้นพบศิลาจารึกหลักนี้ จากการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกไว้ สามารถสรุปได้ว่า ในช่วงประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๗-๒๔๔๒ พระครูสังฆภารวาหะ (เนียม ภุมสโร) เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง เป็นผู้ค้นพบจารึกที่ศาลสูง จังหวัดลพบุรี จึงนำไปถวายพระมงคลทิพมุนี (มา อินฺทสโร) ผู้ว่าการรักษาพระพุทธบาท ท่านจึงนำไปถวายต่อให้หม่อมเจ้าพระสังวรวรประสาธน์ (ชัชวาล ชลิโต) หม่อมเจ้าพระราชาคณะฝ่ายสมถะซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร หลังจากนั้นหม่อมเจ้าพระสังวรวรประสาธน์ (ชัชวาล ชลิโต) ได้นำหลักศิลาดังกล่าวไปทูลถวายสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ศิลาจารึกหลักนี้จึงถูกเก็บไว้บนฐานพระเจดีย์วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร จนกระทั่งในราวปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ จึงมีการย้ายเข้าไปเก็บรักษาไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร (ตึกถาวรวัตถุ) ในปัจจุบันจารึกศาลสูงภาษาเขมร (หลักที่ ๑) จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
..
ลักษณะของจารึกศาลสูงภาษาเขมร (หลักที่ ๑) เป็นหลักศิลาสี่เหลี่ยม กว้าง ๓๐ เซนติเมตร สูง ๑๓๐ เซนติเมตร หนา ๑๗ เซนติเมตร มีจารึกจำนวน ๑ ด้าน อักษรขอมโบราณ ภาษาเขมรโบราณ จำนวน ๒๙ บรรทัด ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Coedès) นักวิชาการชาวฝรั่งเศส เป็นผู้อ่าน แปล มีข้อความโดยสรุปความว่า
..
เมื่อมหาศักราช ๙๔๔ (พ.ศ. ๑๕๖๕) วันอาทิตย์ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ พระบาทกัมรเดงกำตวนอัญศรีสุริยวรรมเทวะ มีพระบัณฑูรตรัสประกาศ “พระนิยม” นี้ ให้บุคคลทั้งหลายถือเป็น “สมาจาร” คือ กฎที่ต้องประพฤติตามต่อไปในสถานที่อยู่ของดาบส (พราหมณ์) ทั้งหลาย หรือของผู้ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุมหายานก็ดี บวชเป็นถือสถวิระก็ดี ให้ท่านทั้งหลายที่ได้บวชโดยจริงใจถวาย “ดบะ” แด่พระบาท กัมรเดงกำตวนอัญศรีสุริยวรรมเทวะ ถ้าผู้ใดเข้ามาทำทุราจารใน “ดโบวนาวาส” ต่างๆ และมารบกวนดาบสซึ่งถือโยคธรรมไม่ให้เขาสวดมนต์ถวายดบะแด่พระบาทกัมรเดงกำตวนอัญศรีสุริยวรรมเทวะ โปรดเกล้าฯ ให้จับผู้นั้นนำมาขึ้นศาลสภา เพื่อจะได้ฟังคดีที่ควรจะถูกตัดสินอย่างเคร่งที่สุด ส่วนข้อความในตอนท้ายของจารึก สรุปความได้ว่า มหาศักราช ๙๔๗ (พ.ศ. ๕๖๘) มี “พระนิยม” อย่าให้ควาย หมู แพะ ไก่ เป็ด ลิง เข้าที่สถานที่อยู่ของดาบส หรือพระภิกษุเหล่านั้น
..
ดังนั้นพุทธศักราช ๒๕๖๕ นี้ จึงเป็นวาระครบรอบหนึ่งพันปีแห่งการประกาศ “พระนิยม” ดังกล่าว ถึงจะผ่านกาลเวลามายาวนานนับพันปี แต่ข้อห้ามข้อกำหนดพฤติกรรมบางประการใน “พระนิยม” ก็ยังคงทันสมัยสามารถนำมาใช้ได้แม้ในห้วงเวลาปัจจุบัน
ผู้เรียบเรียง : นายเดชา สุดสวาท
นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี
หนังสืออ้างอิง :
ชินกาลมาลีปกรณ์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร เปรียญ , แปล . กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในการบูรณะโบราณสถาน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย . พิมพ์ครั้งแรก เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๐๑
พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) . พงศาวดารโยนก พิมพ์ครั้งที่เจ็ด . กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คลังวิทยา ,๒๕๑๖
เรื่อง จามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เจ้าดารารัศมี พระราชชายา พิมพ์ในงาน ปลงศพ เจ้าทิพเนตร อินทวโรรสสุริยวงศ์ ปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓ . พระนคร :โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร , ๒๔๖๓
หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร . จารึกในประเทศไทย เล่ม ๓ อักษรขอมโบราณพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ พิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ ๒ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๕๖๔ . กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) , ๒๕๖๔
อเนก สีหามาตย์ . ปรางค์นางผมหอม รายงานการขุดค้นทางด้านโบราณคดี ปรางค์นางผมหอม โดย โครงการบูรณะโบราณสถาน ลพบุรี ๔/๒๕๓๐ , ๒๕๓๐
W.O.Wolters . “ A WESTERN TEACHER AND THE HISTORY OF EARLY AYUDHYA” วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับพิเศษ ๓ ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทยตามทัศนคติสมัยปัจจุบัน มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๙. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย , ๒๕๐๙