ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 632 รายการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศฟิลิปปินส์
๑. ชื่อโครงการ การประชุมสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติและสภาสมัชชา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (ICOM Asia Pacific Conference and General Assembly)
หัวข้อ ."Pathways for Museums for a Sustainable Society".
๒. วัตถุประสงค์ เพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินงาน บริหารจัดการด้านพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรม สร้างเครือข่ายระหว่างสมาชิกผู้เข้าร่วมการประชุม และเพื่อเป็นการเพิ่มความตระหนักในบทบาทของพิพิธภัณฑสถานต่อการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน
๓. กำหนดเวลา 3-7 ธันวาคม 2558
๔. สถานที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ (International Conference Center =ICC) เมืองอิโลอิโล เกาะปาไนย์ ประเทศฟิลิปปินส์
๕. หน่วยงานผู้จัด คณะกรรมการระหว่างชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติประเทศฟิลิปปินส์
๖. หน่วยงานสนับสนุน สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติประเทศเกาหลีใต้ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติประเทศจีน
หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในประเทศฟิลิปปินส์ และ เมืองอิโลอิโล ๑๖ แห่ง
๗. กิจกรรม
๗.๑ พิธีเปิด ประธานในพิธีคือ ประธานสภานิติบัญญัติ ประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมกับกล่าวปาฐกถา
๗.๒ การประชุมสภาสมัชชาคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ
๗.๓ การบรรยายพิเศษและการนำเสนอของสมาชิกจากนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม
๗.๔ การประชุมเชิงปฏิบัติการ
๗.๕ ทัศนศึกษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมืองอิโลอิโล โบราณสถาน แหล่งประวัติศาตร์ สถานที่สำคัญและชุมชนในเมืองอิโลอิโล
๘. คณะผู้แทนไทย นางจารุณี อินเฉิดฉาย ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ และผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ กาญจนาภิเษก ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการ แห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติในประเทศไทย (National Committee for ICOM of Thailand = ICOM Thailand)
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ การทบทวนบทบาทของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ ในนานาประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก ๒๔ ประเทศ และการขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากคณะกรรมการบริหารสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ทั้งนี้ ในที่ประชุมสภาสมัชชาคณะกรรมการระหว่างชาติภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ได้เสนอให้ประเทศไทย รีบดำเนินการทบทวนสถานภาพและบทบาทของตนเพื่อผลักดันให้อยู่ในเวทีระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค การเพิ่มสมาชิกในประเทศ การจัดกิจกรรมและรายงานผลการดำเนินงานต่อสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ
๙.๒ บทบาทของพิพิธภัณฑสถานในการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน ในขณะเดียวกันต้องมีการพัฒนาหน่วยงานเพื่อให้มีความยั่งยืนเช่นเดียวกัน จากประเด็นการนำเสนอของผู้แทนจากแต่ละประเทศ ซึ่งประกอบด้วย
- Culture, Museum, and Sustainable Development
- Culture, Museum, and Urban Sustainability
- Knowledge Sharing
- Creating Sustainable Museum and Communities
๙.๓ เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก และ ความพร้อมต่อการให้การสนับสนุนจากคณะกรรมการระหว่างชาติภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
๙.๔ การเข้าร่วมประชุมสมัยสามัญของสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ ครั้งที่ ๒๔ ระหว่างวันที่ ๓-๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี หัวข้อ "Museum and Cultural Landscapes" รายละเอียดในเวปไซต์ www.milano2016.icom.museum
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
จัดประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติในประเทศไทย เพื่อทบทวนบทบาทของคณะกรรมการแห่งชาติฯ การหามาตรการในการเพิ่มจำนวนสมาชิกในประเทศไทย พิจารณาการเข้าร่วมประชุมสมัยสามัญของสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ ครั้งที่ ๒๔ ประเทศอิตาลี แนวทางและกิจกรรมความร่วมมือกับคณะกรรมการแห่งชาติฯในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
..........................................................................
สรุปรายงาน โครงการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมด้วยดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2568...อ่านเพิ่มเติม
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : คณะกรรมการ พอ.สว. พะเยา -- ทราบไหมว่า จังหวัดพะเยามีคณะกรรมการมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีประจำจังหวัด ? แล้วทราบไหมว่า คณะกรรมการมีหน้าที่อะไรบ้าง ?. มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรืออักษรย่อ " พอ.สว. " ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2512 โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อรวมกลุ่มอาสาสมัครทางการแพทย์ สาธารณสุข และสาขาวิชาชีพต่างๆ เป็นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการตรวจรักษาประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ เป็นงานสาธารณประโยชน์ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือธุรกิจแต่อย่างใด. จังหวัดพะเยานับแต่ยกสถานะขึ้นเป็นจังหวัดเมื่อปี พ.ศ. 2520 มีการดำเนินงานของมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเรื่อยมา โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการประจำจังหวัดสำหรับบริหารและประสานงานกับสำนักงานมูลนิธิฯ ในส่วนกลางสม่ำเสมอ. หนึ่งในเอกสารจดหมายเหตุชุดสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา ปรากฏเอกสารราชการเรื่อง " เชิญประชุมคณะกรรมการ พอ.สว.จังหวัดพะเยา " เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2533 ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัด ทำให้ทราบว่าขณะนั้นมีคณะกรรมการจำนวน 24 คน ที่สำคัญได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุข ศึกษาธิการ เกษตรจังหวัด ผู้บังคับการทหาร ตำรวจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอต่างๆ และนายกเหล่ากาชาด. ทั้งนี้คณะกรรมการ พอ.สว.จังหวัดพะเยามีหน้าที่ 12 ประการ โดยสรุปคือ - จัดทำแผนการปฏิบัติงานในหน้าที่ - ประสานงานอำนวยความสะดวกการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และกิจกรรมอื่นๆ ของสำนักงานมูลนิธิ พอ.สว. - ส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาต่อในโรงพยาบาลที่เหมาะสม - จัดหาทุนทรัพย์สนับสนุนการดำเนินงานแพทย์อาสา - ประเมินผลการปฏิบัติงาน - ประชาสัมพันธ์หน่วยงานให้เป็นที่รู้จักแก่การสาธารณกุศล ไม่ใช่องค์กรธุรกิจเป็นต้น. อย่างไรก็ตาม เอกสารจดหมายเหตุดังกล่าวมีเนื้อหาการเชิญประชุมและคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ พอ.สว.จังหวัดพะเยาเท่านั้น น่าเสียดายที่ไม่มีรายงานการประชุมร่วมด้วย เพราะจะเข้าใจรายละเอียดอื่นๆ รวมไปถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิฯ มากขึ้น. แต่กระนั้น เพียงเอกสารเท่าที่มีก็เป็นหลักฐานยืนยันการทำกิจกรรมของคณะกรรมการ พอ.สว.จังหวัดพะเยา บ่งบอกถึงการบริหารงานสาธารณประโยชน์ เพื่อให้ " เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา " ต่อไป ซึ่งปัจจุบันต้องใช้คำว่า มี " จิตอาสา " อย่างแท้จริง.ผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา พย 1.13/2 เรื่อง การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแพทย์อาสาบรมราชชนนีจังหวัดพะเยา [ 8 - 14 ก.พ. 2533 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
๑. ชื่อโครงการ
การแสดงทางวัฒนธรรม ในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
๒.วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
๒.๒ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานการทูตทางวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชน รัฐบาลและประชาคมนานาชาติรู้จัก และมีทัศนคติในทางบวกต่อประเทศไทยและประชาชนไทย ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการดำเนินงานของภาคเศรษฐกิจ
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘
๔. สถานที่
กรุงเปียงยาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
๕. หน่วยงานผู้จัด
กระทรวงการต่างประเทศ
๖. หน่วยงานสนับสนุน
กระทรวงวัฒนธรรม
๗. กิจกรรม
วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘
๑๘.๐๐ น.
๒๐.๓๐ น.
๒๓.๕๐ น.
- คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
- เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย เคาน์เตอร์ B๑๗ เช็คอิน Group และผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง
- เดินทางออกจากประเทศไทย โดยสายการบินไทย TG ๖๗๔
วันจันทร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘
(เวลาท้องถิ่น) ๐๕.๓๐ น.
๑๓.๔๕ น.
๑๖.๒๐ น.
๑๗.๐๐ น.
๑๙.๐๐ น.
๒๑.๐๐ น.
- คณะนาฏศิลป์เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถ์วินัย) และ คณะนาฏศิลป์เดินทางจากกรุงปักกิ่งโดย CA ๑๒๑
- เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติ Sunan กรุงเปียงยาง สาธารณรัฐประชาธิป ไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
โดยการต้อนรับจากรองอธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) ต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย (นายดอน ปรมัตถ์วินัย) และมีเจ้าหน้าที่กรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) อำนวยความสะดวกที่ท่าอากาศยาน
โดยกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) จัดยานพาหนะรถ VIP ให้แก่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย และคณะนาฏศิลป์ไทย
- คณะของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสมเจตน์ ภู่นา (หัวหน้าคณะนาฏศิลป์) วางพวงมาลาไว้อาลัยอดีตผู้นำเกาหลีเหนือ (นายคิม อิล ซุง และนายคิม จอง อิล) ณ สถานที่ Mansudae Grand Monument
คณะนาฏศิลป์เดินทางเข้าที่พัก ณ บ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- รับประทานอาหารค่ำ ณ บ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- ซ้อมการแสดงย่อย ณ ห้องพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
วันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘
๐๗.๐๐ น.
๐๘.๐๐ น.
๑๐.๒๐ น.
๑๒.๐๐ น.
๑๔.๐๐ น.
๑๔.๓๐ น.
๑๕.๓๐ น.
๑๙.๐๐ น.
๒๑.๐๐ น.
- รับประทานอาหารเช้า ณ บ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- ออกจากบ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) เพื่อไปทัศนศึกษาเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในกรุงเปียงยาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- ทัศนศึกษา ณ บ้านเกิดท่านผู้นำในอดีตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) (นายคิม อิล ซุง และนายคิม จอง อิล) ณ สถานที่ Mansudae
- ทัศนศึกษาโรงพยาบาล ณ สถานที่ Pyongyang Maternity Hospital
และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Mammary Cancer Research Centre, Mangyongdae Native Place, Mansudae Art Studio, Acrobatics
- รับประทานอาหารกลางวัน ณ บ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- เดินทางออกจากบ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- นายสมเจตน์ ภู่นา (หัวหน้าคณะนาฏศิลป์) นำคณะนาฏศิลป์ วางพวงมาลาไว้อาลัยอดีตผู้นำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) (นายคิม อิล ซุง และนายคิม จอง อิล) ณ สถานที่ Mansudae Grand Monument
- ทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในกรุงเปียงยาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- ทัศนศึกษา และชมการแสดงของคณะกายกรรมเปียงยาง
- รับประทานอาหารค่ำ ณ บ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- ซ้อมการแสดง ณ ห้องจัดเลี้ยงบ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
วันพุธที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘
๐๗.๐๐ น.
๐๘.๐๐ น.
- รับประทานอาหารเช้า ณ บ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- ทัศนศึกษาเยี่ยมชมและมอบอุปกรณ์การเรียน (Laptop) ให้กับโรงเรียนมิตรภาพ ไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) และรับชมการแสดงโดยคณะนักเรียน ณ สถานที่ DPRK - Thailand Friendship Taedonggang Chongryu Junior Secondary School
- ทัศนศึกษาชมภาพยนตร์ไทยที่ส่งเข้าประกวดในเทศกาลภาพยนตร์ ณ กรุง
เปียงยาง
วันพุธที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘
๑๓.๐๐ น.
๑๔.๓๐ น.
๑๙.๐๐ น.
- รับประทานอาหารกลางวัน ณ บ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- คณะนาฏศิลป์เตรียมการแสดง ณ ห้องจัดเลี้ยงบ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- การแสดงทางวัฒนธรรมในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม
รายการแสดง ทั้งหมด ๔ ชุด (๑ ชั่วโมง)
๑. ระบำฉิ่ง (๕ คน)
๒. โขน ชุดทศกัณฐ์รบพระราม (๔ คน)
๓. ระบำกินรีร่อนออกมโนห์ราบูชายัญ และซัดชาตรี (๕ คน)
๔. การแสดง ๔ ภาค (๑๕ คน)
- ภาคเหนือ : ฟ้อนขันดอกออกฟ้อนผาง
- ภาคใต้ : ระบำตาลีกีปัสออกตาลียอเก็ต
- ภาคกลาง : ศิลปะการต่อสู้ด้วยพลอง-ไม้สั้น
- ภาคอีสาน : เซิ้งกะโป๋
๕. การแสดงฟินาเล่ย์ (๑๕ คน)
ณ ห้องจัดเลี้ยงบ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
(เกาหลีเหนือ)
- รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องจัดเลี้ยงบ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชา
ธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘
๐๖.๐๐ น.
๐๘.๓๐ น.
๑๐.๐๐ น.
- รับประทานอาหารเช้า ณ บ้านพักรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย และคณะทั้งหมด เดินทางออกจากที่พักไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ Sunan กรุงเปียงยาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย และคณะทั้งหมด เดินทางออกจากกรุงเปียงยาง โดย JS ๒๕๑ (Air Koryo) รองอธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) ส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย และมีเจ้าหน้าที่กรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) อำนวยความสะดวกที่ท่าอากาศยาน
วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘
๑๑.๓๕ น.
๑๗.๐๕ น.
๒๑.๑๕ น.
- เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เลี้ยงอาหารกลางวัน ณ โรงแรม ฮิลตัล กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
- เดินทางออกจากกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดย TG ๖๑๕
- เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย
๘. คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และข้าราชการของ
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และภาคเอกชน จำนวน ๓๐ คน
กระทรวงการต่างประเทศ
๘.๑ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
๘.๒ นายธีรกุล นิยม เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
๘.๓ นางพันทิพา เอี่ยมสุทธา เอกะโรหิต รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก
๘.๔ นายวราวุธ ภู่อภิญญา ผู้อำนวยการสำนักจัดหาและบริหารทรัพย์สิน ปฏิบัติราชการสำนักงานรัฐมนตรี
๘.๕ นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก ๔
๘.๖ นายวัจน์นัย สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นักการทูตชำนาญการ กองเอเชียตะวันออก ๔
๘.๗ นายสรยศ คำบันลือ นักการทูตชำนาญการ สำนักงานรัฐมนตรี
๘.๘ นายปถวี ตรีกรุณาสวัสดิ์ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
๘.๙ นางสาวจุฑาภรณ์ งอกขึ้น นักการทูตปฏิบัติการ กรมสารนิเทศ
๘.๑๐ นางสาวสุดาสิรี เตชานันท์ นักการทูตปฏิบัติการ กองเอเชียตะวันออก ๔
กระทรวงวัฒนธรรม
๘.๑๑ นางภิสา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ สำนักความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
๘.๑๒ นายสมเจตน์ ภู่นา รักษาการในตำแหน่งนาฏศิลปินอาวุโส
หัวหน้าคณะนาฏศิลป์ไทยและผู้กำกับการแสดง/ผู้แสดง
๘.๑๓ นางสาวเอกนันท์ พันธุรักษ์ นาฏศิลปินชำนาญงาน/เลขานุการคณะนาฏศิลป์ไทย/ผู้แสดง
๘.๑๔ นายเอกภชิต วงศ์สิปปกร นาฏศิลปินชำนาญงาน/ผู้แสดง
๘.๑๕ ว่าที่ร้อยตรีเอกสิทธิ์ เนตรานนท์ นาฏศิลปินชำนาญงาน/ผู้แสดง
๘.๑๖ นายปรัชญา ชัยเทศ นาฏศิลปินชำนาญงาน/ผู้แสดง
๘.๑๗ นางมาริ ธีระวรกุล นาฏศิลปินชำนาญงาน/ผู้แสดง
๘.๑๘ นางสาวหนึ่งนุช เคหา นาฏศิลปินชำนาญงาน/ผู้แสดง
๘.๑๙ นางสาวจุฑามาศ สกุลณี นาฏศิลปินชำนาญงาน/ผู้แสดง
๘.๑๙ นายเอก อรุณพันธ์ นาฏศิลปินปฎิบัติงาน/ผู้แสดง
๘.๒๐ นายบัญชา สุริเจย์ นาฏศิลปินปฎิบัติงาน/ผู้แสดง
๘.๒๑ นายภีระเมศร์ ทิพย์ประชาบาล นาฏศิลปินปฎิบัติงาน/ผู้แสดง
๘.๒๒ นางสาวปภาวี จึงประวัติ นาฏศิลปินปฏิบัติงาน/ผู้แสดง
๘.๒๓ นางสาวอาภัสรา นกออก นาฏศิลปินปฎิบัติงาน/ผู้แสดง
๘.๒๔ นางสาวศรีสุคนธ์ บัวเอี่ยม นาฏศิลปินปฎิบัติงาน/ผู้แสดง
๘.๒๕ นางสาวธาราทิพ วังกาวี นาฏศิลปินปฎิบัติงาน/ผู้แสดง
ภาคเอกชน
๘.๒๗ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน (กกร.)
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
๘.๒๘ นายสหยศ จิรเดชสกุลวงศ์
๘.๒๙ นายบรรดาศักดิ์ ยศตระกูล
๘.๓๐ นายเพื่อน ปรมัตถ์วินัย
การแสดงนาฏศิลป์ไทย
๑. ระบำฉิ่ง
๑.๑ นางสาวเอกนันท์ พันธุรักษ์
๑.๒ นางสาวจุฑามาศ สกุลณี
๑.๓ นางสาวธาราทิพ วังกาวี
๑.๔ นางสาวหนึ่งนุช เคหา
๑.๕ นางสาวศรีสุคนธ์ บัวเอี่ยม
๒. โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดยกรบ
๒.๑ นางสาวศรีสุคนธ์ บัวเอี่ยม แสดงเป็น ทศกัณฐ์
๒.๒ นายเอก อรุณพันธ์ แสดงเป็น พระราม
๒.๓ นายภีระเมศร์ ทิพย์ประชาบาล แสดงเป็น พระลักษมณ์
๒.๔ นายเอกภชิต วงศ์สิปปกร แสดงเป็น หนุมาน
๓. ระบำกินรีร่อนออกมโนห์ราบูชายัญ และซัดชาตรี
๓.๑ นางสาวอาภัสรา นกออก แสดง ระบำกินรีร่อน/รำมโนห์ราบูชายัญ
๓.๒ นางมาริ ธีระวรกุล แสดง ระบำกินรีร่อน/รำซัดชาตรี
๓.๓ นางสาวปภาวี จึงประวัติ แสดง ระบำกินรีร่อน/รำซัดชาตรี
๓.๔ นายภีระเมศร์ ทิพย์ประชาบาล แสดง รำซัดชาตรี
๓.๕ นายเอก อรุณพันธ์ แสดง รำซัดชาตรี
๔. การแสดงสี่ภาค
ภาคเหนือ ฟ้อนขันดอกออกฟ้อนผาง
๔.๑ นางสาวธาราทิพ วังกาวี แสดง ฟ้อนขันดอก
๔.๒ นางสาวจุฑามาศ สกุลณี แสดง ฟ้อนผาง
๔.๓ นางสาวหนึ่งนุช เคหา แสดง ฟ้อนผาง
๔.๔ นางสาวศรีสุคนธ์ บัวเอี่ยม แสดง ฟ้อนผาง
ภาคใต้ ระบำตารีกีปัสออกยอเก็ต
๔.๕ นายสมเจตน์ ภู่นา
๔.๖ นายเอก อรุณพันธ์
๔.๗ นายปรัชญา ชัยเทศ
๔.๘ นางสาวอาภัสรา นกออก
๔.๙ นางมาริ ธีระวรกุล
๔.๑๐ นางสาวปภาวี จึงประวัติ
ภาคกลางศิลปะการต่อสู้ด้วยพลอง-ไม้สั้น
๔.๑๑ ว่าที่ร้อยตรีเอกสิทธิ์ เนตรานนท์ แสดง พลอง
๔.๑๒ นายเอกภชิต วงศ์สิปปกร แสดง ไม้สั้น
ภาคอีสานเซิ้งกะโป๋
๔.๑๓ นายสมเจตน์ ภู่นา
๔.๑๔ นายปรัชญา ชัยเทศ
๔.๑๕ นายบัญชา สุริเจย์
๔.๑๖ นางสาวเอกนันท์ พันธุรักษ์
๔.๑๗ นางสาวธาราทิพ วังกาวี
๔.๑๘ นางสาวศรีสุคนธ์ บัวเอี่ยม
การแสดงฟินาเล่ย์ ผู้แสดงทุกคนร่วมแสดง จบโดยการชูธงชาติทั้งสองประเทศเป็นสัญลักษณ์ในการเชื่อมสัมพันธไมตรี
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
ตามที่กระทรวงการต่างประเทศขอความร่วมมือจากกระทรวงวัฒนธรรม จัดการแสดงนาฎศิลป์ไทยเพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
คณะนักแสดงนาฏศิลป์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมซึ่งเป็นการแสดงวิพิธทัศนาประกอบไปด้วยโขน การแสดงชุดเบ็ดเตล็ดต่างๆ การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองสี่ภาค และจบด้วยการแสดงชุดฟินาเล่ย์ สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ในการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีตลอดจนความเข้าใจอันดีงามระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และในครั้งนี้คณะนาฏศิลป์ไทยได้แต่งกายในชุดผ้าไทยไปเผยแพร่ในระหว่างการปฏิบัติราชการ ทัศนศึกษาสถานที่สำคัญต่างๆ ระหว่างพำนักอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) เป็นที่กล่าวถึงและได้รับการชื่นชมจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) รวมถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย (นายดอน ปรมัตถ์วินัย) รวมทั้งเอกอัคร ราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง (นายธีรกุล นิยม) ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (นายสุพันธุ์ มงคลสุธี) และคณะผู้ติดตามของประเทศไทย
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
การเดินทางไปปฏิบัติราชการครั้งนี้ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) จัดได้ว่าเป็นราชการพิเศษ มีความเคร่งครัดในการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ให้เป็นไปตามกฎ
ระเบียบของประเทศ หากในโอกาสหน้ามีการเดินทางครั้งต่อไป คณะผู้ปฎิบัติงานสมควรอย่างยิ่งที่จะศึกษาข้อมูลพื้นฐาน และกฎระเบียบของประเทศ อีกทั้งเตรียมความพร้อมในการปฎิบัติงานเพราะอาจมี กำหนดการและตารางเวลาที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เป็นไปตามการประสานงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)
จากการที่คณะนาฏศิลป์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้นำชุดผ้าไทยไปแต่งกายระหว่างปฏิบัติราชการ และพำนักอยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) และได้รับความชื่นชมจากทุกๆ ฝ่าย จึงเห็นควรนำเสนอในการเดินทางเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในต่างประเทศแต่ละครั้งควรนำชุดผ้าไทยที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชาตินำไปใส่ในการปฏิบัติราชการ การทัศนศึกษาสถานที่สำคัญต่างๆ ที่ประเทศเจ้าภาพจัดการต้อนรับ และระหว่างพำนักในประเทศนั้นๆ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีงามขององค์กร อีกทั้งเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมการแต่งกายของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์สืบไป
(นายสมเจตน์ ภู่นา)
รักษาการในตำแหน่งนาฏศิลปินอาวุโส
หัวหน้าคณะนาฏศิลป์ไทย
สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ในเมืองโบราณอู่ทอง
เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 (ประมาณ 1,000 – 1,400 ปีมาแล้ว) ความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของเมืองโบราณแห่งนี้ มีผลจากการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการรับวัฒนธรรมจากประเทศอินเดีย ก่อให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ทวารวดี”
ต่อมาช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 ในบริเวณพื้นที่ภาคกลางจนถึงภาคตะวันตกจะปรากฏหลักฐานอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรกระจายทั่วไป แต่กลับพบหลักฐานเกี่ยวกับวัฒนธรรมเขมรในเมืองโบราณอู่ทองไม่มากนัก จึงเป็นไปได้ว่าเมืองอู่ทองในขณะนั้นมีประชากรเบาบางลง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดถึงสาเหตุที่ชาวเมืองอพยพออกจากเมืองอู่ทอง ในช่วงเวลาดังกล่าว
จนกระทั่งในสมัยอยุธยา มีการพบหลักฐานการอยู่อาศัยเป็นชุมชนในเมืองโบราณอู่ทองอีกครั้ง ราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 21 มีการค้นพบพบทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ทั้งนี้หลักฐานสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ที่ยังหลงเหลืออยู่ มีดังนี้
1. เจดีย์บนยอดเขาดีสลัก
2. เจดีย์บนยอดเขาพระ
3. เจดีย์และอุโบสถบนยอดเขาทำเทียม
4. โบราณสถานหมายเลข 1 เมืองอู่ทอง (วัดปราสาทร้าง)
โปรดติดตามตอนต่อไป
ชื่อเรื่อง : ตำนานพระบรมธาตุจอมทองผู้แต่ง : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารปีที่พิมพ์ : ๒๕๑๖สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : พระสิงห์การพิมพ์จำนวนหน้า : ๗๘ หน้าเนื้อหา : หนังสือ ตำนานพระบรมธาตุจอมทอง เล่มนี้ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พิมพ์ครั้งที่ ๑๔ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม เนื้อหาประกอบด้วย ตำนานพระบรมธาตุจอมทอง ๘ ตอน และสรุป ประวัติการสร้างและปฏิสังขรณ์ คำนมัสการพระธาตุจอมทอง ยอดบัญชีรายรับ-จ่ายเงินส่วนพระบรมธาตุ ปูชนียวัตถุสถานและสถานที่สำคัญของอำเภอจอมทอง แผนที่อำเภอจอมทอง - เชียงใหม่ เลขทะเบียนหนังสือหายาก : ๑๒๑๕เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ : E-book_๒๕๖๗_๐๐๐๗หมายเหตุ : โครงการจัดเก็บและอนุรักษ์หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุ และเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ (ไฟล์ดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์เท่านั้น)
พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง หริภุญไชย: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/hariphunchai
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน เริ่มจากสิ่งของที่เก็บรวบรวมไว้ในวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารซึ่งมีผู้ศรัทธาได้ถวายแด่พระธาตุที่บรรจุอยู่ในพระเจดีย์ แล้วค่อยๆเพิ่มจำนวนเรื่อยมา
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปของชาวเมืองลำพูนว่า ประมาณ พุทธศักราช 2453 เจ้าผู้ครองเมืองลำพูนองค์สุดท้ายคือ พลตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ (ปกครองระหว่างพุทธศักราช 2545-2486) และเพื่อนๆ ต้องการที่จะรวบรวมสิ่งของที่น่าสนใจในท้องถิ่นเพื่อนำมาเก็บไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยรวมกับวัตถุอื่นๆ ที่มีอยู่ในวัดตั้งแต่เดิมมา แล้วจัดแสดงให้ผู้คนเข้ามาชมได้ ทางวัดจึงได้จัดสถานที่ให้ โดยวัตถุส่วนใหญ่เก็บไว้ที่ระเบียงวัด อีกส่วนหนึ่งอยู่ในอาคารใกล้กับระเบียงนั้น ส่วนที่เหลือทางวัดให้จัดแสดงกระจายทั่วบริเวณ สรุปได้ว่าวัตถุที่สะสมมาแต่แรกในยุคบุกเบิกมีขึ้นแล้วตั้งแต่ราวปี พุทธศักราช 2453-2462
ต่อมาพระยาราชนกูลวิบูลย์ภักดี (อวบ เปาโรหิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ ได้มีแนวคิดที่จะคุ้มครองรักษาสมบัติวัฒนธรรมของชาติในมณฑลพายัพไม่ให้สูญหาย และในนครลำพูนสมัยนั้นเป็นแหล่งที่ค้นพบศิลปะโบราณวัตถุมากกว่าที่อื่นในภาคเหนือ ดังรายละเอียดในใบแจ้งความของมณฑลพายัพ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม พุทธศักราช 2470 ดังนี้
ด้วยมณฑลพายัพเป็นเมืองที่ตั้งมาแต่โบราณกาลบางสมัยถึงได้ใช้เป็นราชธานีในสยาม… เป็นเมืองที่ประกอบด้วย นักปราชญ์ชั้นเอกเลื่องลือนาม เพราะเหตุนี้ย่อมมีโบราณวัตถุที่ปรากฏและที่ค้นพบใหม่ เนืองๆ อยู่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ได้รวบรวมไว้บ้างที่มีมากกว่าแห่งอื่นก็คือนครลำพูนข้าพเจ้าเห็นว่าสมควรจะรวบรวมโบราณวัตถุที่พบแล้วหรือที่จะได้พบในภายหน้าจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับมณฑลพายัพขึ้นให้เป็นกิจจะลักษณะเพื่อความมั่นคงที่จะมิให้สิ่งของเหล่านั้นเป็นอันตรายหายสูญ สถานที่ที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์นั้นเหมาะแก่บริเวณวัดมหาธาตุหริภุญชัยนครลำพูนกับเห็นควรจะจัดตั้งหอสมุดสำหรับมณฑลพายัพขึ้นที่นครเชียงใหม่ เพื่อรวบรวมบรรดาหนังสือเก่าใหม่เท่าที่สามารถจะหาได้ สำหรับผู้ปรารถนาจะศึกษาหาความรู้ ในทางโบราณคดี และวรรณคดีจะได้มาอ่านตรวจดูได้สะดวกเป็นสาธารณประโยชน์ตลอดกาลนาน ข้าพเจ้าได้หารือต่อกรรมการราชบัณฑิตยสภาฯ ได้อนุมัติแล้ว"
จากนั้นพระยาราชนกูลวิบูลย์ภักดี ได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดตั้งลำพูน พิพิธภัณฑสถานตามคำสั่งศาลารัฐบาลมณฑลพายัพ ที่ 12 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม พุทธศักราช 2470 เรื่อง พิพิธภัณฑ์ และหอสมุด ดังนี้
1. เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ พร้อมด้วยพระยาราชนกูลวิบูลย์ภักดี เป็นผู้อำนวยการ
2. พระยาวิชิตรักษา เป็นผู้ดำเนินการ
3. นายอำเภอเมือง เป็นผู้ช่วยดำเนินการและเลขานุการ
4. ปลัดอำเภอเมืองผู้ 1 แล้วแต่ผู้ดำเนินการจะเลือก เป็นผู้รักษาพิพิธภัณฑ์
5. จ่าจังหวัด เป็นผู้ช่วยรักษาพิพิธภัณฑ์
6. เสมียนตราจังหวัด เป็นเหรัญญิก
7. อักษรเลข เป็นผู้ช่วยเหรัญญิก
ต่อมา กรมศิลปากรมีโครงการขยายกิจการพิพิธภัณฑ์ หาสถานที่และงบประมาณจะจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ถาวรทันสมัยขึ้นใหม่ พระธรรมโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยขณะนั้น จึงมอบศิลปโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมจำนวน 2,013 ชิ้นให้กรมศิลปากร เพื่อนำออกมาจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่จะสร้างขึ้นใหม่ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พุทธศักราช 2511 แต่ก็ยังไม่มีสถานที่เหมาะสม
นำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักร
ข้อแนะนำการส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักร
บุคคลทั่วไป
๑. กรอกแบบฟอร์มการขออนุญาตที่ทางราชการจัดให้ (ศก.๖)
๒. ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร ให้เหตุผลส่งหรือนำไปเพื่ออะไร ไว้ที่ใดโดยละเอียด
๓. ในกรณีที่นำติดตัวไปเอง ถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางของผู้ขออนุญาต ๑ ชุด
ในกรณีที่ส่งไปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
๔. ให้แสดงหลักฐานเป็นเอกสารรับรองจากองค์กร องค์การ
(องค์กร, องค์การที่เป็นที่เชื่อถือ และยอมรับจากทางราชการ)
สมาคม หมายถึง ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับศาสนาซึ่งเป็นที่เชื่อถือและยอมรับจากทางราชการ
สถาบันที่เกี่ยวข้องกับศาสนา คือ พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ลงนามรับรอง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เชื่อถือได้ว่าจะส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรเพื่อสักการบูชา เพื่อศึกษาวิจัย เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณ หรือเพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมหรือโบราณคดี
ในกรณีที่เจ้าอาวาสวัด รองเจ้าอาวาสวัดฯ หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด รับรอง ต้องมีเอกสาร ดังนี้
๑. ทำหนังสือจากวัดถึงอธิบดีกรมศิลปากร
๒. สำเนาใบสุทธิประวัติเดิม – ปัจจุบัน
๓. สำเนาใบแต่งตั้งสมณศักดิ์ หรือหลักฐานยืนยันชื่อลงนามในหนังสือรับรอง
ในกรณีที่ข้าราชการรับรอง (ต้องเป็นข้าราชการตั้งแต่ ระดับ ๔ ขึ้นไป)
๑. ทำหนังสือจากผู้รับรองถึงอธิบดีกรมศิลปากร รับรองผู้ขออนุญาตส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักร
๒. สำเนาบัตรข้าราชการ ด้านหน้า – หลัง
อนึ่ง เอกสารที่เป็นสำเนา ให้ผู้รับรองลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับ
ภาพถ่ายของวัตถุ
ใช้ภาพสี ขนาด ๓ x ๕ นิ้ว จำนวน ๒ ภาพ ต่อวัตถุ ๑ รายการ ถ่ายภาพเฉพาะด้านหน้าให้ ชัดเจน หากมีพลาสติกห่อหุ้มให้เอาออกก่อนถ่ายภาพ นำวัตถุที่จะส่งหรือนำออกทุกชิ้นไปแสดงต่อคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ฯ ในวันที่ยื่นคำร้อง (ศก.๖) ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เลขที่ ๘๑/๑ ถนนศรีอยุธยา (อาคารกรมศิลปากรใหม่) เทเวศร์ แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
ระยะเวลาออกใบอนุญาต ๒ วันทำการ
เวลาทำการตรวจพิสูจน์ เช้า เวลา ๑๐.๐๐ น.
บ่าย เวลา ๑๔.๐๐ น.
ฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
โทรศัพท์, โทรสาร ๐ ๒๖๒๘ ๕๐๓๓
ขั้นตอนและวิธีการ
การขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร
๑. ผู้ขออนุญาต ต้องกรอกในคำขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร(ศก.๖) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับใบอนุญาต ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เลขที่ ๘๑/๑ ถนนศรีอยุธยา เทเวศร์ แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
๒. ผู้ขออนุญาต จะต้องนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่ขออนุญาตส่งออกทุกชิ้นไปให้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หากไม่สามารถนำไปให้ตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่ดังกล่าวได้ ผู้ขออนุญาตสามารถทำหนังสือพร้อมทั้งแสดงเหตุผลต่ออธิบดีขอให้มีการตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนี้ทั้งหมด
๓. เจ้าหน้าที่จะผูกตะกั่วประทับตราที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น ที่คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ สรุปความ เห็นอนุญาตให้ส่งหรือนำออกนอกราชอาณาจักรได้
๔. ภายใน ๑ - ๒ วันทำการ ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตไปรับใบอนุญาต พร้อมชำระค่าธรรมเนียม
ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุประเภทพระพุทธรูป สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๓๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๒๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๑๐๐ บาท
ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุ สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๒๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๑๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๕๐ บาท
๕. เจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำวัตถุ (บัตรสีชมพู) เพื่อให้ผู้ขอรับใบอนุญาตนำไปผูกกับปลายเชือกที่ประทับตราตะกั่วที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น
๖. ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องลงชื่อรับรองว่าจะนำบัตรประจำวัตถุไปผูกติดกับปลายเชือกตราตะกั่วที่ประทับวัตถุให้ถูกต้องตรงกับเลขหมายรายการในใบอนุญาต
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา
๑. ชื่อโครงการ
ส่งมอบโบราณวัตถุ ๑๖ รายการ ให้แก่รัฐบาลกัมพูชา
๒. วัตถุประสงค์
คณะเจ้าหน้าที่ จากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร เดินทางไปส่งมอบโบราณวัตถุ จำนวน ๑๖ รายการ คืนสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๘
๓. กำหนดเวลา
๒๕-๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๘
๔. สถานที่
Angkor Conservation Center Siemreap ราชอาณาจักรกัมพูชา
๕. หน่วยงานผู้จัด
Angkor Conservation Center, Department of Safeguarding and Preservation of Monuments
๖. หน่วยงานสนับสนุน
-
๗. กิจกรรม
วันอังคารที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๘
-เดินทางโดยรถยนต์ของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไปยังคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ทำการตรวจสอบตู้บรรทุกโบราณวัตถุ ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยก่อนออกเดินทางจากคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ไปยังด่านศุลกากรคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
- ติดต่อประสานงานกับด่านศุลกากรคลองลึก เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำโบราณวัตถุผ่านแดน
- คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร เดินทางผ่านจุดผ่านแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ราชอาณาจักรไทย เข้าสู่เมืองปอยเปต อำเภออูร์ชเรา จังหวัดบันเตียเมียนเจย ราชอาณาจักรกัมพูชา
- รถบรรทุกตู้บรรทุกโบราณวัตถุจากประเทศไทย เดินทางมาถึงเมืองปอยเปต และได้ทำการย้ายตู้บรรทุกโบราณวัตถุขึ้นบนรถบรรทุกที่ทางกัมพูชาเตรียมไว้ และเดินทางจากเมืองปอยเปตถึง Angkor Conservation Center จังหวัดเสียมราฐ เมื่อเดินทางถึงคณะเจ้าหน้าที่จากฝ่ายไทยทำการเปิดตู้บรรทุกโบราณวัตถุ และตรวจสอบลังบรรจุโบราณวัตถุ ว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย และนำลงจากตู้เก็บไว้ชั่วคราว
วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘
- ร่วมเปิดลังบรรจุหีบห่อโบราณวัตถุ Angkor Conservation Center
วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๘
- ร่วมตรวจสอบสภาพวัตถุ ณ สถานที่จัดเก็บภายใน Angkor Conservation Center
- ออกเดินทางจากสนามบินเสียมเรียบ โดยเครื่องบินโดยสาร สายการบินบางกอกแอร์เวย์ เที่ยวบิน PG 910 ถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ประเทศไทย
๘. คณะผู้แทนไทย
๑. นายดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ๒. นางกัญณศมนต์ กะมุทา ภัณฑารักษ์ชำนาญการ๓. นางสาวจุฑารัตน์ เจือจิ้น ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ๔. นายชัยเดช ไตรรัตน์ นายช่างภาพปฏิบัติงาน
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
คณะเจ้าหน้าที่ของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้เดินทางเพื่อนำโบราณวัตถุไปส่งมอบให้กับรัฐบาลกัมพูชา โดยได้ทำการตรวจสอบและจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายและผ่านแดน รวมถึงตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของหีบห่อก่อนที่จะทำการเคลื่อนย้าย และระหว่างการเคลื่อนย้าย ประสานกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่จุดผ่านแดน เพื่ออำนวยความสะดวก และเมื่อโบราณวัตถุเดินทางไปถึงยังประเทศกัมพูชาก็ได้ร่วมตรวจสอบหีบห่อ ควบคุมการเคลื่อนย้าย เปิดหีบห่อและการเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาในคลัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของทางฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้การส่งมอบโบราณวัตถุดังกล่าวเป็นไปอย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล ผลของการปฏิบัติงาน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โบราณวัตถุที่ส่งมอบจำนวนทั้งสิ้น ๑๖ ชิ้น อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ได้นำไปจัดเก็บไว้ในคลังโบราณวัตถุของทางกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
หากต้องมีการขนย้ายโบราณวัตถุโดยรถบรรทุกสินค้าผ่านชายแดน ควรจะมีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่อีกทางหนึ่ง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการนำรถบรรทุกผ่านแดน
......................................................................................................
นายดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ทำนาที่ดอกคำใต้ -- กลางปี ๒๕๓๗ จังหวัดพะเยามีคำสั่งให้แต่ละอำเภอในพื้นที่ รายงานสถานการณ์ทำนาทุกสัปดาห์ โดยสำรวจทั้งแปลงปลูกข้าวเจ้าและข้าวเหนียวพร้อมกัน เอกสารจดหมายเหตุของฝ่ายบริหาร สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา รายงานสถานการณ์ดังกล่าวของอำเภอดอกคำใต้ จำนวน ๒ สัปดาห์ ซึ่งสัปดาห์แรกเกษตรอำเภอรายงานเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ สำรวจครอบคลุม ๑๒ ตำบล รวมพื้นที่ ๑๒๖,๔๔๘ ไร่ พบการปักดำข้าวเหนียวแล้ว ๒๘,๓๖๔ ไร่ และปลูกข้าวเจ้า ๑๓,๓๔๓ ไร่ ไม่มีพื้นที่เสียหายเพราะขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด ต่อมา วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและพัฒนา อำเภอดอกคำใต้ มีหนังสือราชการรายงานสถานการณ์ทำนาว่า เกษตรกรใน ๑๒ ตำบลเดิมปักดำข้าวเหนียวเพิ่มเป็น ๕๙,๖๖๒ ไร่ และปลูกข้าวเจ้าอีก ๒๘,๓๖๐ ไร่ ไม่มีพื้นที่เสียหายจากการขาดแคลนน้ำเช่นเคย จากรายงานสถานการณ์ทำนานี้ แสดงให้ทราบวัตถุประสงค์ของจังหวัดพะเยาหลายประการ ที่สำคัญได้แก่ ๑. เมื่อเข้าสู่กลางปีเป็นฤดูฝนแล้ว เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ผลมากน้อยเพียงใด มีอุปสรรคขัดขวางหรือไม่ ? ๒. จังหวัดสามารถนำรายงานดังกล่าวมาวิเคราะห์เศรษฐกิจในอำเภอ จังหวัด และภูมิภาคต่อไปได้ว่า ปลายปีจะมีผลผลิตเท่าไหร่ ราคาซื้อ-ขายของตลาดจะมากน้อยแค่ไหน และภาพรวมรายได้ของเกษตรกรจะเป็นอย่างไร ? ๓. เกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอนำข้อมูลการเพาะปลูกไปคำนวณการใช้พื้นที่การเกษตรให้ได้ผลคุ้มค่า อาจเปรียบเทียบการทำนาของปีที่ผ่านมา หรือวางแผนโครงการกระตุ้น ช่วยเหลือ เกษตรกรในฤดูกาลถัดไปได้ สรุปว่า นัยของจังหวัดต้องการก็คือ " ลดความเสี่ยง " หรือไม่ให้มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเกษตรกร แม้แต่วิกฤตขาดแคลนสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวอาหารหลักของตลาดนั่นเองผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา พย 1.13.1/41 เรื่อง รายงานสถานการณ์การทำนาปี 2537/2538 [ 15 - 28 ก.ค. 2537 ]#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
รายงานการเดินทางไปราชการ โครงการศึกษาดูงานมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลก ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน
ตามพันธกรณีกับ UNESCO
ชื่อโครงการ
โครงการศึกษาดูงานมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลก ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามพันธกรณีกับ UNESCO
๑. วัตถุประสงค์
เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวารซึ่งประกอบไปด้วยอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กำแพงเพชรและศรีสัชนาลัยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนรายชื่อเป็นแหล่งมรดกโลกตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๔ พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นความสำคัญนี้และได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ในหลายๆประเทศได้ริเริ่มให้มีโครงการพัฒนามัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกเพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมเหล่านี้ ย่านเมืองเก่ามาเก๊าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรายชื่อเป็นแหล่งมรดกโลกและมีการพัฒนาโครงการอบรมมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกขึ้นเป็นแห่งแรก มีการดำเนินการอบรมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี เปิดการเรียนการสอนมากถึง ๑๙ รุ่นนับถึงปัจจุบัน หลักสูตรดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนาหลักสูตรในลักษณะเดียวกันในหลายๆประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยที่กำลังดำเนินการพัฒนาหลักสูตรโดยมีพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชรเป็นพื้นที่ต้นแบบ โดยความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และมหาวิทยาลัยนเรศวร
การเดินทางเพื่อปรึกษาหารือกับตัวแทนจาก Institute for Tourism Studies (IFT), Macao ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการอบรมมาอย่างต่อเนื่อง และการได้เข้าสังเกตุการณ์นำชมโดยมัคคุเทศก์ที่ผ่านการอบรมดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาหลักสูตรในประเทศไทยต่อไปในอนาคตเป็นอย่างมาก
๒. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘
๓. สถานที่
เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน
๔. หน่วยงานผู้จัด
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)
๕. หน่วยงานสนับสนุน
-
๗. กิจกรรม
วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘
๑๒.๓๐ – ๑๔.๓๐ น. เดินทางถึงสนามบินแห่งเมืองมาเก๊าและรับประทานอาหารกลางวัน
๑๔.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. รับฟังการบรรยายสรุปและการถาม - ตอบเกี่ยวกับหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกที่ดำเนินการอบรมโดยสถาบัน IFT (Macau) และเยี่ยมชม facilities ต่างๆภายในสถาบัน
๑๖.๓๐ – ๑๘.๐๐ น. ประชุมหารือและซักถามเกี่ยวกับรายละเอียดของหลักสูตรและการดำเนินการเพื่อให้เกิดความยั่งยืนสำหรับหลักสูตรและผู้ที่ได้รับการอบรมในสภาพการณ์จริงในหลายๆประเทศ
วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๘
๑๐.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. เยี่ยมชมย่านมรดกโลกเมืองมาเก๊า นำชมโดยมัคคุเทศก์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกของสถาบัน IFT (Macau) - Calista Chen
วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘
๐๙.๐๐ – ๑๐.๓๐ น. ประชุมสัมมนาบทสรุปและการนำบทเรียนที่ได้จากการปรึกษาหารือกับสถาบัน IFT และจากการดูงานเพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับโครงการพัฒนามัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกฯในประเทศไทย
๑๐.๓๐ น. ออกเดินทางสู่สนามบินเพื่อเดินทางกลับ
๘. คณะผู้แทนไทย
จำนวนผู้ร่วมเดินทางศึกษาดูงานและประชุมหารือในโครงการฯ รวมทั้งสิ้น ๑๕ คน ประกอบด้วย
๑) ตัวแทนจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) จำนวน ๕ คน ประกอบด้วย
- นางศิริกุล กสิวิวัฒน์ รองผู้อำนวยการอพท. และรักษาการผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร (อพท.๔)
- นางสาวดวงกมล ทองมั่ง หัวหน้างานวิเทศสัมพันธ์ สำนักบริหารยุทธศาสตร์
- นางสาวอมรรัตน์ โพธิ์นรินทร์ เจ้าหน้าที่พัฒนาพื้นที่พิเศษ อพท.๔
- นางสาวภวรัตน์ คุณความดี เจ้าหน้าที่บริหารยุทธศาสตร์ สำนักบริหารยุทธศาสตร์
- นายนิรุตต์ บ่อเกิด เจ้าหน้าที่พัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน สำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน
๒) ตัวแทนจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร จำนวน ๓ คน ประกอบด้วย
- นางนงคราญ สุขสม ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
- นายภัทรพงษ์ เก่าเงิน นักโบราณคดีชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าอุทยาน ประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
- นางธาดา สังข์ทอง หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
๓) ตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร และผู้ผ่านการอบรมผู้ฝึกสอนมัคคุเทศก์ในโครงการพัฒนามัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกในเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร จำนวนรวม ๔ คน ประกอบด้วย
- นางสร้อยนภา พันธุ์คง
- นายสมชาย เดือนเพ็ญ
- นายอนุวัติ เชื้อเย็น
- นางคณารัตน์ เนตรทิพย์
๔) ตัวแทนจากคณะทำงานโครงการพัฒนามัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกในเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร จำนวน ๓ คน ประกอบด้วย
- นางสาวลินินา พุทธิธาร ตัวแทนคณะทำงานจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
- ผศ.ดร.สุวรรณา รองวิริยะพานิช ผู้จัดการโครงการพัฒนามัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกฯ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.นเรศวร
- ดร.จารุวรรณ แดงบุปผา ตัวแทนคณะทำงานโครงการพัฒนามัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกฯ จากภาควิชาการท่องเที่ยว ม.นเรศวร
๙ ผู้เข้าร่วมประชุมหารือในส่วนของสถาบัน IFT
- IFT President: Dr. Vong Chuk Kwan, Fanny (fanny@ift.edu.mo)
- CHSG Lecturer+CHSG course initiator: Dr. Sharif Shams Imon (imon@ift.edu.mo)
- CHSG Lecturer: Dr. Wong Un In, Cora (cora@ift.edu.mo)
- Admin Assistant: U Hio Tong, Sandi (sandiu@ift.edu.mo)
- Specialist Guide in Macau: Calista Chen (uchengchan@gmail.com) | Tel: 65579832/62219799
๑๐. สรุปสาระของกิจกรรม
๑) จากการเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายสรุปและการถาม - ตอบเกี่ยวกับหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกที่ดำเนินการอบรมโดยสถาบัน IFT
- การอบรมมัคคุเทศก์และบุคลากรที่เกี่ยวเนื่องกับการบริการภาคการท่องเที่ยวต่างๆที่นี่ขึ้นตรงกับสถาบัน IFT โดยมีส่วนสำหรับการฝึกการโรงแรมรวมอยู่ในสถาบันด้วย ซึ่งแตกต่างจากระบบในประเทศไทยที่หลักสูตรเหล่านี้ถูกจัดอบรมโดยสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันเอกชนที่หลากหลาย ซึ่งมีการกำกับดูแลหลักสูตรโดยหน่วยงานรัฐแต่เพียงในภาพกว้างๆเท่านั้น
- สถาบัน IFT เป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
- ผู้ที่จะเข้าอบรมในหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลก (CHSG) นั้น ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์ทั่วไปโดยสถาบัน IFT เสียก่อน ซึ่งหลักสูตรมัคคุเทศก์ทั่วไปมีจำนวนชั่วโมงรวม ๑๘๐ ชั่วโมง ส่วนหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกมีจำนวนชั่วโมงรวม ๖๐ ชั่วโมง ประกอบด้วย Cultural Heritage Interpretation for World Heritage Sites (Core Module) จำนวน ๒๔ ชั่วโมง และ Macao Heritage Tour Guide Course (Site Module) จำนวน ๓๖ ชั่วโมง
- ค่าใช้จ่ายในการอบรมอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก (สำหรับหลักสูตรทั่วไปอยู่ในหลักประมาณ ๓,๐๐๐ บาทต่อภาคการศึกษา) นอกจากนี้นักเรียนยังได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายโดยรัฐบาลอีกประมาณครึ่งหนึ่งของค่าลงทะเบียน
- ในหลักสูตรมีการเน้นให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาทักษะในการค้นคว้าและสร้าง Thematic route ใหม่ๆที่น่าสนใจ โดยใช้เวลาในช่วงพักระหว่างหลักสูตรจัดทำ
- ผู้ผ่านการอบรมบางส่วนได้มีการสร้างเครือข่ายกันเองหลังจากจบจากการอบรม และร่วมพัฒนาเส้นทางใหม่ๆที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง
- สำหรับระบบการตรวจสอบมาตรฐานหลังการอบรมนั้นยังไม่มีระบบที่ชัดเจน แต่มีกฎระเบียบให้มัคคุเทศก์ที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วต้องมีการเข้ามารับการอบรมเพื่อ update ความรู้ทุกๆ ๓ ปีกับทางสถาบันฯ จึงจะได้รับการต่อใบอนุญาต
- ทางสถาบันฯได้จัดให้มีเวปไซต์ที่มีรายชื่อและสถานที่ติดต่อให้กับผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลก รวมทั้งสนับสนุนให้มีการใช้บริการมัคคุเทศก์เหล่านี้ในโอกาสพิเศษต่างๆที่มีความต้องการการนำชมที่มีความต้องการเฉพาะ อย่างไรก็ดี การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวยังเป็นไปในระดับที่จำกัดอยู่ในวงไม่กว้างมากนัก
- ยังไม่มีกฎระเบียบพิเศษสำหรับอัตราค่าตอบแทนมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกโดยเฉพาะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว (จากการสอบถามผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรและไปประกอบอาชีพจริงๆ) พบว่ามัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกได้ค่าตอบแทนสูงกว่ามัคคุเทศก์ทั่วไปถึง ๓ - ๔ เท่า ขึ้นอยู่กับการตกลงกับผู้จ้าง
- ปัจจุบันมีมัคคุเทศก์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกเกินกว่าความต้องการของตลาด เนื่องจากผู้เข้าอบรมเล็งเห็นแนวโน้มที่รัฐอาจประกาศระเบียบให้มัคคุเทศก์ทุกคนที่นำชมในพื้นที่มาเก๊าต้องผ่านการอบรมนี้ในอนาคต
- ทางสถาบันฯยังไม่มีแนวทางหรือกลไกที่ชัดเจนในการส่งเสริมความต้องการตลาดต่อมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรให้เกิดความยั่งยืน
๒) จากการสัมภาษณ์และสังเกตการณ์นำชมโดยมัคคุเทศก์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกของสถาบัน IFT
- แม้ค่าตอบแทนสำหรับมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกจะสูงกว่ามาก แต่ความต้องการจากมัคคุเทศก์เฉพาะในลักษณะนี้ยังมีจำกัดอยู่มาก ในกรณีของมัคคุเทศก์ที่มานำชมให้กับทางคณะดูงานฯนั้น ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์เป็นเพียงอาชีพเสริม จึงไม่เป็นปัญหามากนัก
- เนื่องจากมัคคุเทศก์ที่มานำชมประกอบอาชีพมัคคุเทศก์เป็นเพียงอาชีพเสริม มีการปฏิบัติหน้าที่เพียงประมาณเดือนละ ๑ ครั้ง ทำให้ประสบการณ์ในการให้บริการยังไม่สมบูรณ์มากนักแม้จะผ่านชั่วโมงการอบรมตามที่หลักสูตรกำหนดแล้วก็ตาม แต่ในเชิงของทัศนคติและความรู้ต่อการนำชมแหล่งมรดกโลกนั้นสามารถทำได้อย่างดีมาก
- มัคคุเทศก์ได้ให้ข้อคิดเห็นว่าการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมัคคุเทศก์และนักท่องเที่ยวนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในแหล่งมรดกโลกที่ต่อยอดเพิ่มขึ้นได้ทั้งต่อนักท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์เอง
๑๑. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
- การจัดให้มีองค์กรหลักที่ให้การอบรมและควบคุมมาตรฐานเพียงองค์กรเดียว เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้การจัดการหลักสูตรมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานที่ชัดเจน รวมทั้งช่วยให้บุคลากรที่จบจากสถาบันได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้นหากองค์กรมีมาตรฐานที่ดีและเป็นที่ยอมรับ
- หลักสูตรอบรมมัคคุเทศก์ในประเทศไทยมีความหลากหลายทั้งมัคคุเทศก์ทั่วไป และมัคคุเทศก์เฉพาะหลายประเภท รูปแบบการเพิ่มองค์ความรู้ด้านมรดกโลกให้กับมัคคุเทศก์ประเภทต่างๆจึงมีความซับซ้อนที่ต้องพิจารณาให้รอบด้านมากกว่ากรณีของมาเก๊า ซึ่งในปัจจุบันหลักสูตรเน้นการอบรมให้กับคนในท้องถิ่นเพื่อเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) เป็นหลัก และมีส่วนหนึ่ง (ประมาณ ๑๕ - ๒๐%) ที่เป็นการอบรมมัคคุเทศก์ทั่วไปเพื่อให้การทำงานร่วมกับคนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิผล โดยตัวแทนจากกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอนที่ผ่านมาที่ใช้ระบบแบบผสมผสานกลุ่มคนดังกล่าวนี้ให้ความเห็นว่ารูปแบบนี้มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้กลุ่มคนต่างๆได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในทักษะและองค์ความรู้ที่ตนอาจจะมีน้อยกว่าคนที่มากจากกลุ่มคนอื่นได้อย่างดีมาก
- ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและระเบียบของมัคคุเทศก์เฉพาะวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่กำหนดโดยกรมการท่องเที่ยว ทำให้โครงการนำร่องการอบรมมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกในเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวารมีระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับหลักสูตรของสถาบัน IFT การขยายระยะเวลาการอบรมในหลักสูตรจึงเป็นข้อพิจารณาสำคัญสำหรับการนำหลักสูตรไปปฏิบัติต่อไปในอนาคต เพื่อให้ความเข้มข้นของเนื้อหาอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจมากขึ้นหากผู้ที่เข้าร่วมมิได้มีพื้นฐานเท่ากับกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการนำร่อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพื้นฐานดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องพิจารณากลุ่มผู้เข้าอบรมที่แตกต่างหลากหลายดังระบุในข้อข้างต้นด้วย
- การมีเวลาพักระหว่างช่วงเวลาการอบรมเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ไปศึกษาค้นคว้าและพัฒนาองค์ความรู้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากและได้ถูกนำมาพัฒนาในหลักสูตรที่กำลังดำเนินการอยู่ด้วยเช่นกัน รวมทั้งการมีการพักระหว่างกลางช่วยให้ผู้เข้าอบรมได้มีเวลาในการตกผลึกมากขึ้น และมีข้อแนะนำเห็นควรให้มีการประเมินผลเป็นช่วงๆระหว่างการอบรมเมื่อจบเนื้อหาของแต่ละส่วนหลัก
- จากการสังเกตการณ์การนำชมจะเห็นได้ว่ามีความจำเป็นที่การพัฒนาหลักสูตรควรให้มีส่วนที่มัคคุเทศก์ทั่วไปได้ฝึกทำงานร่วมกับมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญฯ ทั้งนี้เนื่องจากงานทั้ง ๒ ส่วนต้องการทักษะที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจมีไม่ครบถ้วนในคนคนเดียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลักสูตรที่ทางคณะทำงานฯได้พัฒนาขึ้น ข้อผิดพลาดหลายประการจากการนำชมที่มาเก๊าช่วยเน้นให้เห็นถึงความสำคัญในส่วนนี้มากยิ่งขึ้น
- การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรมโดยรัฐและแนวนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยสนับสนุนให้คนสนใจเข้าพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ตนและพัฒนาคุณภาพของการนำชมให้ดียิ่งขึ้น
- การเข้าอบรมเพื่อ update ความรู้เพื่อต่อใบอนุญาตเป็นกลไกที่เคยมีในประเทศไทยแต่ยกเลิกไป และควรผลักดันให้เกิดขึ้นอีกเพื่อการควบคุมมาตรฐานของการประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ที่เหมาะสม
- การสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ที่เข้ารับการอบรมนับเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการช่วยพัฒนาองค์ความรู้และโครงข่ายทางธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างดี
- ความจำเป็นในการสร้างการเข้าถึงข้อมูลของผู้ที่ผ่านการอบรมที่ควรมีเจ้าภาพดูแลรับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาติดต่อเมื่อมาถึง site แล้วด้วย (นอกเหนือไปจากกลุ่มที่ติดต่อมาล่วงหน้า) ซึ่งอาจเป็นการจัดให้มีการติดต่อได้ที่ศูนย์ข้อมูลอุทยานฯ โดยจัดให้มีการเข้าถึงรายชื่อได้จากเวปไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น เวปไซต์อุทยานฯ, สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ, เวปไซต์อพท. เป็นต้น
- นอกจากการพัฒนา supply side แล้ว การพัฒนาด้าน demand ด้านการท่องเที่ยวเฉพาะทางนี้และการเข้าถึงข้อมูลของมัคคุเทศก์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลก นับเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง และเป็นเรื่องที่องค์กรที่เกี่ยวข้องต้องเข้าช่วยเหลือ เพื่อให้มัคคุเทศก์เหล่านี้มีงานรองรับอย่างเพียงพอและได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม และเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวในแหล่งมรดกโลกให้เกิดความยั่งยืน
- ทักษะในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างมัคคุเทศก์และนักท่องเที่ยวนับเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจัดให้มีในหลักสูตร เพื่อให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ในแหล่งมรดกโลกที่ต่อยอดเพิ่มขึ้นต่อๆไป
- ควรมีการจัดการภาระหน้าที่และขอบเขตการนำชมที่ชัดเจนระหว่างเจ้าหน้าที่นำชมของอุทยานฯและมัคคุเทศก์อาชีพ รวมทั้งควรให้มีการคำนึงถึงการใช้เครื่องมือนำชมที่เชื่อมต่อกับระบบ QR Code ที่พัฒนาไว้ให้เกิดประโยชน์
- ปัจจุบันมีปัญหาว่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่นมีอยู่ค่อนข้างจำกัด การสนับสนุนเพื่อต่อยอดไปสู่มัคคุเทศก์เชี่ยวชาญมรดกโลกจากคนที่มีพื้นฐานเดิมจึงอาจจะมีความลำบาก
- ควรมีการจัดการภาระหน้าที่และขอบเขตการนำชมที่ชัดเจนระหว่างเจ้าหน้าที่นำชมของอุทยานฯและมัคคุเทศก์อาชีพ รวมทั้งควรให้มีการคำนึงถึงการใช้เครื่องมือนำชมที่เชื่อมต่อกับระบบ QR Code ที่พัฒนาไว้ให้เกิดประโยชน์
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
๑. ชื่อโครงการ โครงการจัดการแสดง และแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์และดนตรี แบบบูรณาการ
(ประจำปี ๒๕๕๘)
๒. วัตถุประสงค์
๑. ส่งเสริม สนับสนุนการเสริมสร้างประชาสังคม และวัฒนธรรมระหว่างประเทศตามนโยบายของรัฐบาล
๒. เพื่อใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) ผ่านการแสดงนาฏศิลป์ ดนตรีชั้นสูง ของกรมศิลปากร และเป็นการเสริมสร้าง พันธมิตรทางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว
๓. เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และงานวิชาการเพื่อพัฒนาการแสดงนาฏศิลป์ ดนตรีของไทย
๔. เพื่อส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดี ในมิติทางวัฒนะรรมระหว่างองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก โดยเฉพาะประชาคมอาเซียน เพื่อขยายสู่ความร่วมมือด้านอื่นๆ ต่อไป
๕. เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทในการสร้างประชาคมและวัฒนธรรมไนเวที ด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างเกียรติภูมิให้แก่ประเทศไทยและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยรวมทั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเมืองและเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๕-๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๘
๔. สถานที่ โรงละคร Royal Albert Hall กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
๕. หน่วยงานผู้จัด สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๖. หน่วยงานสนับสนุน ไม่มี
๗. กิจกรรม
วันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘
๒๐.๐๐ น. ออกเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ
วันอังคารที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๘
๐๑.๑๐ น. เดินทางออกจากประเทศไทยโดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG910
๐๗.๑๕ น. เดินทางถึงสนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
๑๐.๐๐ น. เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
๑๙.๐๐ น. เดินทางเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรม Lancaster Hotel, London
วันพุธที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๘
๑๐.๐๐ น. ดูสถานที่ ประชุมเตรียมการ และจัดเตรียม อุปกรณ์การแสดง
วันศุกร์ที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘
๑๐.๐๐ น. เดินทางสู่โรงละคร Royal Albert Hall
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
๑๔.๐๐ น. ซ้อมการแสดง / แต่งตัวนักแสดง
๑๙.๓๐ น. จัดการแสดง โขน
๒๓.๓๐ น. เดินทางเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรม Lancaster Hotel, London
วันเสาร์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๘
๑๑.๐๐ น. จัดเก็บอุปกรณ์การแสดง
วันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๘
๑๐.๐๐ น. เดินทางถึงสนามบินฮีทโธรว์
๑๒.๓๐ น. เดินทางกลับประเทศไทย โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG911
วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๘
๐๕.๔๕ น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร
๘. คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วย ข้าราชการ กรมศิลปากร จำนวน ๖๒ คน คือ
๑. นายบวรเวท รุ่งรุจี
อธิบดีกรมศิลปากร
๒. นายสุรัตน์ เอี่ยมสอาด
นาฏศิลปินอาวุโส
๓. นางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ
ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง
๔. นายลสิต อิศรางกูรณ อยุธยา
นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ
๕. นายสมรักษ์ นาคปลื้ม
นาฏศิลปินอาวุโส
๖. นายสุรเดช เผ่าช่างทอง
นาฏศิลปินอาวุโส
๗. นางสาวรจนา ทับทิมศรี
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๘. นางสาวสุชาดา ศรีสุระ
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๙. นางสาวพิมพ์รัตน์ นะวะศิริ
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๐. นางสาวเอกนันท์ พันธุรักษ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๑. นายสมชาย อยู่เกิด
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๒. นายกิตติ จาตุประยูร
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๓. นายวัชรวัน ธนะพัฒน์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๔. ว่าที่ร.ต.เสกสม พานทอง
นาฏศิลปินปฎิบัติงาน
๑๕. นายเกริกชัย ใหญ่ยิ่ง
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๖. นายพงษ์ศักดิ์ บุญล้น
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๗. นายวัลลภ พรพิสุทธิ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๘. นายพรเลิศ พิพัฒน์รุ่งเรือง
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๙. นายจุลทรัพย์ ดวงพัตรา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๐. นายอนุชา เลี้ยงสอน
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๒๑. นายสุวรรณ กลิ่นอำพร
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๒๒. นายศราวุธ อารมณ์ชื่น
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๓. นายคณิต เพิ่มสิน
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๒๔. นายรัฐพร เคหา
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๒๕. นายเลียว คงกำเหนิด
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๖. นายทรงพล ตาดเงิน
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๗. นายกฤษกร สืบสายพรหม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๘. ว่าที่ ร.ต.ศิลปิน ทองอร่าม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๙. นายอนุชา สุมามาลย์
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๓๐. นายสิบทิศ คาระวะ
นาฏศิลปินปฎิบัติงาน
๓๑. นายศุภชัย ศุภรกุล
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๓๒. นายธีรเดช กลิ่นจันทร์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๓. นายเอก อรุณพันธ์
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๓๔. นางสาวธาราทิพ วังกาวี
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๓๕. นางสาวจุฑามาศ สกุลณี
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๖. นางสาวสุพัตรา แสงคำพันธุ์
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๓๗. นางสาวศรีสุคนธ์ บัวเอี่ยม
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๓๘. นายฉันทวัฒน์ ชูแหวน
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๙. นายสุทธิ สุทธิรักษ์
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๐. นางสาวภาสินี ปั้นสิริ
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๑. นางสาวอาภัสรา นกออก
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๒. นายบัญชา สุริเจย์
นาฏศิลปินปฎิบัติงาน
๔๓. นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๔๔. นายสุรเดช เดชอุดม
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๕. นายเอกภชิต วงศ์สิปปกร
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๔๖. ว่าที่ร.ต.ดำริ กิตติพงษ์
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๗. นางนาฏยา รัตนศึกษา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๔๘. นางสาวเพ็ญศิริ โกมลวัจนะ
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๙. นางนพวรรณ ขำศิริ
ช่างอาภรณ์ชำนาญงาน
๕๐. นางสุมาลี เรืองศิลป์
ช่างตัดเย็บผ้า
๕๑. นางสาวชริตา ธนัทกุลภักดี
ช่างอาภรณ์
๕๒. นายจำลอง ม่วงท้วม
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๕๓. นางจารุวรรณ ประถมปัทมะ
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๕๔. นางนิษา ถนอมรูป
คีตศิลปินอาวุโส
๕๕. นายกำจรเดช สดแสงจันทร์
คีตศิลปินอาวุโส
๕๖. นายสุรพงศ์ โรหิตาจล
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๕๗. นายสุรศักดิ์ กิ่งไทร
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๕๘. นายอาทิตย์ ผ่อนร้อน
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๕๙. นายจตุพร ดำนิล
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๖๐. นายกิติศักดิ์ เขาสถิตย์
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๖๑. นางสาววัชรี โมกน้ำเที่ยง
เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน
๖๒. นางวิรยาร์ ชำนาญพล
นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
ตามที่ได้มีการจัดทำโครงการจัดการแสดง และแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์ และดนตรี แบบบูรณาการ เพื่อสร้างและตอบสนองภารกิจหลักขององค์กรในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของศิลปิน นักวิชาการที่ปฏิบัติงานด้านศิลปะการแสดง ให้มีความรู้ ประสบการณ์ ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมอันนำไปสู่ความเข้มแข็งให้แก่ประเทศชาติได้อีกวิธีหนึ่ง อนึ่ง ภารกิจนี้สามารถสร้างเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรม และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยมิติทูตวัฒนธรรมอันจะส่งผลให้เกียรติภูมิของชาติแพร่หลายในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เป็นผู้รับผิดชอบ จากการดำเนินงานในครั้งนี้ ได้มีการการแสดงโขน เนื่องในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๑๓๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงส่งศิลปินไทย จำนวน ๑๙ คน ไปถวายการบรรเลงหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พุทธศักราช ๒๔๒๗ ณ โรงละคร Royal Albert Hall
๑๐. ข้อเสนอแนะจากกิจกรรม
สมควรให้การสนับสนุนการเดินทางไปปฏิบัติราชการเพื่อจัดการแสดง และแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์และดนตรี แบบบูรณาการในลักษณะเช่นนี้ เพราะ
๑. เป็นการส่งเสริมให้บุคลากร ได้รับความรู้ และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพ และนำความรู้มาบูรณาการกับการปฎิบัติงานในองค์กร
๒. เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือสร้างเครือข่ายทางพันธมิตรทางด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก
(นายสุรัตน์ เอี่ยมสอาด)
นาฏศิลปินอาวุโส
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่น
๑. ชื่อโครงการ Studies on the Origin of Japanese Shogi by the Research of Makruk, Osaka University of Commerce
๒. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อทราบถึงความสัมพันธ์หรืออิทธิพลซึ่งมีซึ่งกันและกันระหว่างหมากรุกไทยและญี่ปุ่น
๒. เพื่อเตรียมความพร้อมการศึกษาวิจัยตามข้อ ๑ ในเชิงลึกให้มากขึ้น
๓. เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่างๆ ระหว่างนักวิชาการไทย-ญี่ปุ่นในอนาคตให้มากขึ้น
๓. กำหนดเวลา๑๑-๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
๔. สถานที่ ๑. Osaka University of Commerce
๒. Archaeological Institute of Kashihara
๕. หน่วยงานผู้จัด Osaka University of Commerce ร่วมกับ Archaeological Institute of Kashihara
๖. หน่วยงานสนับสนุน Osaka University of Commerce ร่วมกับ Archaeological Institute of Kashihara
๗. กิจกรรม
๑. กิจกรรมสัมมนาทางวิชาการ ณ Osaka University of Commerce
๒. ชมพิพิธภัณฑ์ Osaka University of Commerce
๓. ศึกษาดูงานเยี่ยมชม Archaeological Institute of Kashihara
๔. ศึกษาดูงานโบราณสถาน และพิพิธภัณฑ์ในเมืองโอซาก้า และนารา
๘. คณะผู้แทนไทย
๑. ร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
๒. นายปริวรรต ธรรมาปรีชากร ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
มีนักวิชาการญี่ปุ่นเสนอผลงาน ๔ คน นักวิชาการไทย ๒ คน แต่ละท่านมีเวลาเสนอผลงานท่านละ ๖๐ นาที รวมแปล ๒ ภาษา อังกฤษ-ญี่ปุ่น และตอบข้อซัก-ถาม โดยในการสรุปเนื้อหาสำคัญนั้น หมากรุกไทยและหมากรุกญี่ปุ่นที่วิธีการเล่นที่คล้ายคลึงกันอาจจะได้รับอิทธิพลซึ่งกันและกันได้ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องหาหลักฐานความสัมพันธ์เพิ่มเติมในอนาคตให้มากขึ้น
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑. มีการจัดประสัมมนาเฉพาะกลุ่มมีผู้เข้ารวมสัมมนาน้อย
๒. ควรจัดพิมพ์เป็นผลสรุปหรือรายงานการประชุมสัมมนา
๓. มีการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาให้มากขึ้น
ร้อยเอก ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
(บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ)
นักโบราณคดีชำนาญการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล
๑. ชื่อโครงการ : โครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘
๒. วัตถุประสงค์ :
๑. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นการน้อมฯ รับสนองต่อพระราชปณิธานที่ทรงมีพระเมตตาในการสถาปนาจัดตั้งกองทุนเผยแผ่พระธรรมในพระพุทธศาสนาตามพระราชประสงค์
๒. เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของระเบียบกรมการศาสนาว่าด้วยกองทุนส่งเสริมการ เผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๖ (๒) เพื่อใช้ดอกผลของเงินทุนในการบริหารจัดการส่งเสริมให้พระสงฆ์และพุทธบริษัทไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล เพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
๓. เพื่อเปิดโอกาสให้พระภิกษุผู้ประกอบคุณงามความดีได้ไปจาริกแสวงบุญ และเรียนรู้พระพุทธศาสนาจากประสบการณ์จริงในดินแดนพุทธภูมิ สร้างความมั่นใจในศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เพื่อนำมาถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน และประชาชน
๔. เพื่อเป็นรางวัลชีวิต และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับพุทธบริษัทผู้เสียสละอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและประกอบคุณงามความดีเพื่อแผ่นดิน
๓. กำหนดเวลา : ๑๑-๑๘ มีนาคม ๒๕๕๘
๔. สถานที่ : ประเทศอินเดีย-เนปาล
๕. หน่วยงานผู้จัด : กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
๖. หน่วยงานสนับสนุน : กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
๗. กิจกรรม : ศึกษาดูงาน ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล
๘. คณะผู้แทนไทย : ๑๒๐ คน โดยมีผู้แทนจากกรมศิลปากร ดังนี้
๑. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
นางสาลินี ชุ่มวรรณ นักจดหมายเหตุชำนาญการพิเศษ
๒. สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
นางสาวอัจฉรา แข็งสาริกิจ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม :
คณะผู้เดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
ตลอดระยะเวลา ๗ วัน เปรียบเสมือนเป็นการเดินตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งยังสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ โดยเฉพาะพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ทรงสร้างหลายสิ่งอย่างเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีปแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นพระมหาเจดีย์พุทธคยา ซึ่งแต่เดิมพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างเป็นวิหารขนาดเล็ก ต่อมากษัตริย์แห่งราชวงศ์กุษาณะโปรดให้ขยายเป็นเจดีย์ซ้อนทับ จนสมัยราชวงศ์ปาละได้บูรณะปฏิสังขรณ์และขยายให้ใหญ่และสูงกว่าเดิม
ขณะที่เดินขึ้นเขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ เพื่อนมัสการพระคันธกุฎีของพระพุทธองค์ หลายคนอาจคิดว่าต้องใหญ่โตหรือหรูหรา แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดพอดีตัว ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก เป็นเพียงสถานที่อันเงียบสงบ เหมาะแก่การเจริญภาวนา ตรงนี้เองที่ชี้ให้เราเห็นว่า ศาสนาพุทธของแต่ละประเทศมีความเชื่อหรือการปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่พระพุทธเจ้ายังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนไว้ด้วยกันโดยไม่มีความแตกแยก
เพียง ๗ วัน กับโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘ แม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิด แต่ก็เป็นเสมือนก้าวแรกของการหยั่งลึกแห่งศรัทธาที่ผ่านการเรียนรู้และสัมผัสด้วยตาตนเอง ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต และเพิ่มขวัญและกำลังใจที่จะประกอบคุณงามความดีต่อไป
... โบราณสถานพะเนียดคล้องช้าง เมืองลพบุรี ...
“...ราวหนึ่งในสี่ของลิเออ (๑ กิโลเมตร) จากเมืองละโว้มี เพนียดอยู่แห่งหนึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยคันดินสูงเป็นที่นั่งดูของผู้ทัศนา ภายในแนวคันดินนี้มีเสาต้นใหญ่ๆ ปักลงในดิน ห่างกันชั่วระยะสองฟุต ใช้เป็นช่องสำหรับหลบออกมาของพวกนักล่าช้างเมื่อถูกช้างไล่ติดพันมา ทางด้านท้องทุ่งนั้นมีช่องทางเข้าออกใหญ่ และตรงกันข้ามด้านที่มาจากในเมืองนั้น เขาสร้างเป็นช่องทางเล็กๆ เข้าไว้เป็นทางเดินแคบๆซึ่งช้างจะผ่านไปได้โดยยาก ทางแคบนี้สิ้นสุดลงที่คอกใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งเขาใช้เป็นที่สำหรับฝึกช้างให้เชื่อง…”
จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงตาชารด์
โบราณสถานพะเนียดคล้องช้าง ตั้งอยู่ในค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๗๗x๙๕ เมตร มีคันดินกว้าง ๑๐ เมตร ความสูง ๒-๓ เมตร ล้อมรอบ ทางทิศตะวันออกเว้นเป็นช่องทางเข้า-ออก ส่วนทางทิศตะวันตกเชื่อมต่อกับประตูเมืองเของเขตคูเมืองกำแพงเมืองชั้นที่ ๒ เมืองลพบุรี ซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยของแนวกำแพงก่ออิฐถือปูน และช่องประตูที่มีเสาและบานประตูไม้เสริมความแข็งแรงด้วยหมุดเหล็ก ชาวบ้านเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ประตูพะเนียด” ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับประวัติการก่อสร้าง สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๒๑๖ เนื่องจากจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศสบันทึกเหตุการณ์ไว้ โดยสรุปว่า เมืองละโว้เป็นเมืองที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดการเสด็จมาประทับมากกว่าเมืองอื่นๆ พระองค์เสด็จมาประทับทุกๆ ปีคราวละ ๙-๑๐ เดือน เพื่อทรงไล่เสือและคล้องช้าง ส่วนในจดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยามของบาทหลวงตาชารด์ ซึ่งเดินทางมากับคณะทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ในปี พ.ศ. ๒๒๒๘ ได้บันทึกเรื่องราวการจับช้างและฝึกช้างให้เชื่องซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงจัดให้ เชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศสและคณะได้ชม
นอกจากนี้ในผังเมืองละโว้ Plan de la Ville de Louvo ที่มีการคัดลอกและพิมพ์เผยแพร่ต่อกันมาจากต้นฉบับแผนที่ร่างโดยเมอซิเออร์ เดอ ลามาร์ (M. de la Mare) ผู้ร่วมเดินทางมากับคณะราชทูตเชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์ เมื่อปี ๒๒๒๘ พบว่าในทางด้านทิศตะวันออกของเมืองละโว้นอกแนวกำแพงเมืองชั้นที่ ๒ บริเวณตรงกับประตูเมืองปรากฏสิ่งก่อสร้างเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ภายในมีแนวของสิ่งปลูกสร้างเป็นจุดตั้งเรียงกันผังรูปสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้น และทางด้านทิศตะวันตกในส่วนที่อยู่ถัดจาก ประตูเมืองออกไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมซึ่งอาจจะเป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างบางอย่าง และมีคำอธิบายเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “ที่ที่เรานำช้างมา” และ “ไว้เก็บช้างป่า” สอดคล้องตรงกับปรากฏในแผนที่ Plan de la Ville de Louvo Demeure ordinaire des Rois de Siam ของกรมแผนที่ทหาร พิมพ์ปี ๒๔๗๗ ที่มีคำอธิบายภาษาไทยคู่กับชื่อสถานที่ต่างๆซึ่งบรรยายไว้เป็นภาษาฝรั่งเศส โดยกล่าวถึงบริเวณดังกล่าวว่า “พระเนียดเป็นที่สำหรับจับช้างป่า” ซึ่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานพะเนียดคล้องช้างดังกล่าวนี้มีความสำคัญทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์เป็นอย่างสูง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเมืองลพบุรีในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ในปี ๒๕๖๓ สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ทำการขุดตรวจทางโบราณคดีพะเนียดคล้องช้าง ประตูพะเนียด และคันดินกำแพงเมือง เมืองลพบุรี พบหลักฐานว่าการสร้างพะเนียดคล้องช้างใช้วิธีการขุดลอกหน้าดินออก เพื่อนำไปพูนเป็นแนวคันดินโดยรอบเชื่อมต่อกับแนวกำแพงเมืองชั้นที่ ๒ หลังจากนั้นจึงนำเอาเศษอิฐหักมาบดถมปรับพื้นที่ แต่ไม่พบร่องรอยของเสาตะลุง ตามที่ปรากฏหลักฐานในผังเมืองละโว้ Plan de la Ville de Louvo ของคณะราชทูตและบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ในพะเนียดคล้องช้างมีการจัดระบบประปาวางท่อดินเผานำน้ำเข้ามาใช้ โดยมีบ่อพักน้ำก่ออิฐถือปูนมีอาคารหลังคาคลุม แนวของท่อประปาจะผ่านเข้ามาทางทิศตะวันออกของพะเนียดคล้องช้าง
การศึกษาชั้นดินทางวัฒนธรรมพบว่ามีการใช้งานพะเนียดคล้องช้าง ๒ สมัย คือ สมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ โบราณวัตถุที่พบได้แก่ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง ท่อดินเผา ชิ้นส่วนงาช้าง และเครื่องมือเหล็ก และสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔-๕ โบราณวัตถุที่พบได้แก่ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน
ส่วนการขุดตรวจทางโบราณคดีบริเวณประตูพะเนียดและคันดินกำแพงเมือง เมืองลพบุรี พบหลักฐานว่ามีการก่อสร้างและใช้งาน ๓ ระยะ ได้แก่ สมัยแรกเริ่มกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๒๐ พบร่องรอยการปักเสาระเนียดที่อาจเป็นแนวกำแพงเมืองรุ่นแรก ในระยะที่ ๒ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๒ มีการสร้างคันดินความสูงไม่มากนักขึ้นทางทิศตะวันออกของแนวเสาระเนียดเดิม และก่อกำแพงอิฐขึ้นบนคันดิน นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของการขุดตัดแนวคันดินและกำแพงอิฐออกไปสอดคล้องกับบันทึกในเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่าในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดเกล้าฯ รับสั่งให้รื้อแนวกำแพงอิฐเมืองลพบุรีออก และระยะที่ ๓ รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พุทธศตวรรษที่ ๒๓) ปรากฏร่องรอยการถมดินเสริมแนวกำแพงเมืองให้มีความสูงเพิ่มขึ้น พร้อมกับการซ่อมแซมประตูและกำแพงเมืองขึ้นใหม่
ผู้เรียบเรียงข้อมูล :
นางสุริยา สุดสวาท นักโบราณคดีชำนาญการ
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี
เอกสารประกอบ :
ตาชารด์,บาทหลวง. จดหมายเหตุการณ์เดินทางสู่ประเทศสยาม ครั้งที่ ๑ และจดหมายเหตุการณ์เดินทางสู่
ประเทศสยามครั้งที่ ๒ ของบาทหลวงตาชารด์ และภาคผนวกเรื่องไทยกับฝรั่งเศสเป็นเป็นไมตรีกัน
ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ (สันต์ ท. โกมลบุตร,ผู้แปล). นนทบุรี: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, ๒๕๕๑
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟีเจอร์วัน. รายงานผลการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถาน
ประตูเพนียดและเพนียดคล้องช้าง ณ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ตำบลทะเลชุบศร
อำเภอเมืองลพบุรี เสนอสำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๖๓