ค้นหา
จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ
วันพฤหัสบดีที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๓๐ น. คณะประชาชนผู้ประสพภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน ๒๐ คน นำโดยคุณดาวสวรรค์ วรรณทอง สมาชิกสภาเทศบาลเมืองสุรินทร์ เขต ๓ พรรคประชาชน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนพรัศม์ เมธีวราธนานันท์ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
ประกาศปิด...
ปราสาทบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา
ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป
จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ประกาศปิด...
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ
เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา
ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป
จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยต่อทหารไทย พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำโบราณสถานกลุ่มปราสาทตาเมือนและพื้นที่ใกล้เคียง ขอให้ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินทางหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง "ขอให้ทุกท่านปลอดภัย" พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
หมวด 200 ศาสนา
กรมศิลปากร. พระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2557. (294.31218 ศ528พ)
ทศชาดก (เรื่องพระเจ้าสิบชาติ) และอธิบายคำนมัสการ. กรุงเทพฯ: เอพริล เรน พริ้นติ้ง, 2555. (294.31883 ท235)
บุญเตือน ศรีวรพจน์. พระบรมสารีริกธาตุ : คติพระพุทธศาสนาเถรวาทจากอินเดียสู่ประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2553. (294.3121 บ452พ)
พระพิมพ์อินเดียและพระพิมพ์พม่า ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร. กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2567. (294.31218 พ351)
วรรณกรรมเรื่องมหาชาติในวัฒนธรรมไทย : รวมบทความประกอบการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2565. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรม และประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2567. (294.3188 ว243ก)
หมวด 600 เทคโนโลยี
รุ่งนภา สงวนศักดิ์ศรี. วัวในวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2567. (636.209593 ร623ว)
หมวด 700 ศิลปะและนันทนาการ
พเยาว์ เข็มนาค. องค์ความรู้ เรื่อง รูปแบบ ลวดลายประดับ และวัสดุก่อสร้างของปรางค์สมัยอยุธยา. พระนครศรีอยุธยา: เทียนวัฒนา, 2561. (726.143 อ113)
หมวด 800 วรรณคดี
ปัญจตันตระ. เวตาลปกรณัม. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2567. (891.23 ป523ป)
ศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร). อุไภยพจน์ คำกลอนพิศาลการันต์ และ ฉันทวิภาค. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2567. (895.911 ศ276อ)
หมวด 900 ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์
กรณียกิจด้านการพระศาสนา. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2567. (923.1593 ศ528ศ)
กรมศิลปากร. ศรีรัตนไตรยสรณารักษ์ : พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนา. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2567. (923.1593 ศ528ศ)
ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นายชรินทร์ นันทนาคร จ.ภ. : ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงไทยสากล) ประจำปี 2541 วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์, 2567. (927.825 ท536ช)
ทุกสถานการณ์คือโอกาส 1 มิถุนายน 2527 - 30 กันยายน 2562. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2562. (920.71 ท549)
เทเวศร์ที่ (ไม่) รู้จัก. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2567. (959.311 ท654)
พิทยาลาภพฤฒิยากร, กรมหมื่น. สมุดภาพกรมหมื่นพิทยลาภฯ ตอนตรวจราชการกระทรวงธรรมการ. นนทบุรี: ต้นฉบับ, 2557. (923.2593 พ669ส)
สมุดภาพพระยาพหลพลพยุหเสนา ภาค 2 : ปราบกบฏ พ.ศ. 2476. นนทบุรี: ต้นฉบับ, 2558. (923.2593 พ481ส)
สุรพล จุลละพราหมณ์. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.อ.สุรพล จุลละพราหมณ์ 30 พฤศจิกายน 2539. กรุงเทพฯ: กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, 2539. (923.5593 ส852อ)
อนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ). เรื่องของชาติไทย ของ พระยาอนุมานราชธน. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2553. (959.302 อ197ร)
บรรณานุกรมรายชื่อหนังสือสถาบันพระปกเกล้าใหม่
ห้องค้นคว้า เดือน มิถุนายน 2568
หมวด 300 สังคมศาสตร์
ฉากใหม่การเลือกตั้งไทย: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ใน 7 จังหวัด. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2563. ( 324.9593 ฉ269 )
ถวิลวดี บุรีกุล. การประเมินสถานการณ์ความเป็นประชาธิปไตยไทย: จับชีพจรประชาธิปไตยไทย พ.ศ. 2563. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 321.8 ถ282ก ฉ.1-ฉ.2 )
ธัญญลักษณ์ วีระสมบัติ. 2W 1H รหัส(ไม่)ลับ...สำหรับธรรมาภิบาลองค์กรภาครัฐ. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 320.9593 ธ454ท ฉ.1-ฉ.2 )
นิยม รัฐอมฤต. การเสริมสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็งเป็นสถาบันของประชาชน. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 324.2 น641ก ฉ.2-ฉ.3 )
ปธาน สุวรรณมงคล. ความท้าทายของธรรมาภิบาลในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 351.593 ป159ค ฉ.2-ฉ.3 )
พีรดร แก้วลาย. การพัฒนาบริการสาธารณะเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 352.1409593 พ791ก ฉ.1-ฉ.2 )
ไพบูลย์ โพธิ์สุวรรณ. คู่มือการบริหารจัดการขยะแบบ “พลเมืองยุคใหม่ ชุมชนไร้ถัง” ฉบับปรับปรุงใหม่. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2563. ( 363.728 พ978ค )
เลิศพร อุดมพงษ์. การศึกษาติดตามการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติ : ศึกษากรณียุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างโอกาสและทางเสมอภาค ทางสังคม ในประเด็นเร่งด่วนเรื่อง สังคมสูงวัย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 352.34 ล896ก ฉ.1-ฉ.2 )
สถาบันพระปกเกล้า. รอบโลกรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 342.02 ส181ร ฉ.2-ฉ.3 )
-----. สรุปการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 22 ประจำปี 2563. จินตภาพใหม่การกระจายอำนาจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ: บทเรียน จากโควิด-19. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 305 ส181ส )
@@@@@@@@@@@@@@
วันเสาร์ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๒.๓๐ น. หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ให้ความอนุเคราะห์ในการใช้สถานที่ เครือข่ายชุมชนชาติพันธุ์เหนือตะวัน โครงการพัฒนานักสื่อสารรุ่นใหม่เพื่อลดอคติทางชาติพันธุ์ กับกลุ่ม Shan Youth Power จัดเวทีเสวนา "อคติทางภาษากับโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจในประเทศไทย: กรณีศึกษาภาษาไต " จำนวน ๘๐ คน เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์อคติทางภาษาส่งที่ผลกระทบต่อโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยกรณีศึกษาของภาษาไต โดยมี นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ กล่าวเปิด และร่วมเสวนา ในหัวข้อ "เสน่ห์นิยายอิงประวัติศาสตร์ไต ความสวยงามของชุดชาติพันธุ์ไต จาก บ่วงบรรจถรณ์" ณ ห้องประชุม หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่
ซิคเว่, เบรคเก้. My life as a coach. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป, 2550.
"My Life as a Coach" โดย ซิคเว่ เบรคเก้ ต้นแบบผู้นำที่สังคมธุรกิจไทยต่างยอมรับในกลยุทธการบริหารจัดการ ได้บรรยายแก่นแห่งวิธีคิดแบบภาวะผู้นำ ผ่านคอลัมน์ Quote of the Day ในเซ็คชั่น จุดประกาย Life หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยเล่าถึงประสบการณ์ เรื่องราว และสถานการณ์ต่างๆ ที่เขาพบเจอในการทำงาน พร้อมสอดแทรกข้อคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
658.409
บ821ม
ห้องหนังสือทั่วไป 2
ประภาส ชลศรานนท์. นิทานล้านบรรทัด. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: อะบุ๊ก, 2554.
เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องสั้นจากคอลัมน์ในหน้าสุดท้ายของนิตยสาร อะเดย์ เขียนโดย ประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างจินตนาการ และความเป็นจริงในโลกใบนี้ ชวนให้สนุกสนานไปกับเรื่องราวที่ไม่สมเหตุสมผล เรื่องราวที่ดูเป็นไปไม่ได้ แต่กลับเป็นไปได้จริงในนิทาน ในหนังสือเล่มนี้ยังแฝงแนวคิดต่างๆ ในการดำเนินชีวิตผ่านตัวละครและสถานการณ์ต่างๆ ที่บอกเล่าในรูปแบบของนิทานที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน
398.2
ป346น
ห้องหนังสือทั่วไป 1
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญทุกท่านร่วมชมนิทรรศการ “The Precise Moment” โดยจิระพัฒน์ พิตรปรีชา เป็นนิทรรศการที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2559 - 2566 สะท้อนถึงภาพจำที่มีต่ออุบัติการณ์อันถือได้ว่าส่งผลกระทบต่อจิตใจของศิลปิน การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินถ่ายทอดความเศร้าโศกเสียใจ อีกทั้งความโหยหาอาวรณ์ออกมาเป็นงานจิตรกรรมนามธรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดกระบวนการหลอมรวมทางศิลปะโดยใช้ทัศนธาตุสื่อออกมาเป็นงานจิตรกรรม ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ระบายปาดป้ายลงบนผืนผ้าใบอย่างฉับพลันทันที ในห้วงขณะที่ย้อนรำลึกไป ณ เวลาและสถานการณ์อันยากต่อการบรรยาย รู้แต่เพียงว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเลือนลับดับหาย และผลงานศิลปะของศิลปินอาจจะบอกกล่าวเรื่องที่ปกติและไม่ปกติเหล่านี้ออกมาได้ไม่มากก็น้อย
นิทรรศการ “The Precise Moment" โดยจิระพัฒน์ พิตรปรีชา เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1 – 27 กุมภาพันธ์ 2568 ณ อาคารนิทรรศการ 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ตั้งเเต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ทุกวันพุธ - อาทิตย์ (ปิดให้บริการวันจันทร์ - อังคาร) ค่าเข้าชม ชาวไทย : 30 บาท ชาวต่างชาติ : 200 บาท นักเรียน นักศึกษา ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี โดยได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์อิทธิ คงคากุล เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิชการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป โทร. 0 2282 2639
-----------------------------------------------
“The Precise Moment" by Jirapat Pitpreecha
Exhibition dates 1st - 27th February 2025 : 9 AM. - 4 PM.
Closed on Monday - Tuesday.
At Building 6, The National Gallery of Thailand
Opening Reception 2nd February 2025 : 5 PM.
เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ. สามเหลี่ยมฤาจะเทียบแปดคม แปดคมฤาจะเทียบกลมดิก.
กรุงเทพฯ: ณ เพชรสำนักพิมพ์, 2557.
หนังสือเรียบเรียงจากผลงานวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางสังคม ของเพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ โดยกล่าวถึงนักกลมดิก หมายถึงผู้มีความคิดลักษณะกลมดิก ที่ประสบความสำเร็จและผ่านประสบการณ์ชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชน สามารถเจียระไนเหลี่ยมมุมของชีวิตให้ไหลลื่น สามารถรุกรับ และแก้ไขปัญหาได้ทุกสถานการณ์ โดยนำผ่านเรื่องราว ประสบการณ์ และวิธีการคิดสไตล์กลมดิก เรียบเรียงให้อ่านง่าย สบายอารมณ์ ผสมแรงบันดาลใจ ให้เราสามารถตระหนักถึงตัวตน และดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นสุขมากขึ้น
158
พ876ส
ห้องหนังสือทั่วไป 1
วอสส์, คริส. ต่อยังไงไม่ให้เป็นรอง. กรุงเทพฯ: Move Publishing, 2561.
หนังสือว่าด้วยเรื่องของการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ โดย คริส วอสส์ อดีตนักเจรจาต่อรองตัวประกันอันดับหนึ่งของเอฟบีไอที่เคยรับมือกับสถานการณ์ต่อรองตัวประกันที่มีชีวิตเป็นเดิมพันมากมาย ซึ่งวิธีการเหล่านี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวัน ซึ่งได้รับการทดสอบในทุกมิติแล้วว่ามีประสิทธิผลจริง
158.5
ว371ต
ห้องหนังสือทั่วไป 1
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีได้เพียง ๓ ปี พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าได้บรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อังวะในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งพระเจ้าปดุง เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์พระเจ้าอลองพญา และในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ พระเจ้าปดุงได้เตรียมกองทัพเพื่อยกเข้ามาตีโจมประเทศสยาม โดยเกณฑ์กำลังพลในเมืองหลวงและตามหัวเมืองที่เป็นเมืองขึ้นของทางพม่า ได้แก่ มอญ ยะไข่ ลาว ลื้อ และเงี้ยว เป็นต้น และสามารถเกณฑ์เข้ามาเป็นกองทัพได้หลายกอง มีกำลังพลทั้งสิ้น ๑๔๔,๐๐๐ นาย ซึ่งพระเจ้าปดุงได้จัดกองทัพใหญ่เป็น ๙ ทัพ เคลื่อนกำลังออกจากกรุงอังวะ เข้ามาโจมตีประเทศสยามพร้อมกันทั้ง ๕ เส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบกและทางเรือ จึงเป็นที่มาของชื่อสงครามครั้งนี้ว่า “สงคราม ๙ ทัพ” สำหรับทางฝั่งพม่าได้แบ่งกองกำลังพลออกเป็น ๙ ทัพ คือ
ทัพที่ ๑ ให้ แมงยีแมงข่องกยอ เป็นแม่ทัพมีทั้งทัพบก ทัพเรือ โดยยกทัพจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย ม้า ๑,๐๐๐ ตัว และเรือกำปั่นรบ ๑๕ ลำ ยกออกจากรุงอังวะ ในวันจันทร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตั้งทัพที่เมืองมะริด และยกทัพเข้าโจมตีหัวเมืองทางปักษ์ใต้ ตั้งแต่เมืองชุมพร ไชยา ไปจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนทัพเรือเข้าโจมตีหัวเมืองชายทะเลตะวันตก ตั้งแต่ตะกั่วป่า ไปตะกั่วทุ่งจนถึงเมืองถลาง ภูเก็ต
ทัพที่ ๒ ให้ อนอกแผกคิดหวุ่น เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๐๐๐ ตัว ยกออกจากรุงอังวะในวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ ลงมาตั้งที่เมืองทวาย ให้เดินเข้ามาด่านบ้องตี้ มาตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี และลงไปประจบกองทัพที่ ๑ ที่เมืองชุมพร โดยแบ่งให้เจ้าเมืองทวายนำทัพจำนวน ๓,๐๐๐ นาย เป็นทัพหน้ายกมาก่อนทางด่านเจ้าขว้าว อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
ทัพที่ ๓ ให้ หวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนา เจ้าเมืองตองอู เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย และม้า ๓,๐๐๐ ตัว ยกออกจากรุงอังวะ ในวันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ เข้ามาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือทางเมืองเชียงแสนให้ลงมาตีเมืองลำปาง และหัวเมืองทางริมแม่น้ำแควใหญ่และน้ำยม ตั้งแต่เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย มาสมทบกับทัพที่ ๙ ที่ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเข้าตีเมืองตาก และลงมาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ
ทัพที่ ๔ ให้ เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๑ ของทัพหลวงพระเจ้าปดุง ยกทัพจำนวน ๑๑,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๑๐๐ ตัว โดยยกลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ
ทัพที่ ๕ ให้ เมียนเมหวุ่น เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๒ โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ และเป็นทัพหนุนทัพที่ ๔
ทัพที่ ๖ ให้ ตะแคงกามะ ราชบุตรที่ ๒ (พม่าเรียกว่า ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพหน้าของทัพหลวงพระเจ้าปดุง โดยยกทัพจำนวน ๑๒,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๒๐๐ ตัว ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ
ทัพที่ ๗ ให้ ตะแคงจักกุ ราชบุตรที่ ๓ (พม่าเรียกว่า สะโดะมันซอ) เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๒ ของทัพหลวงพระเจ้าปดุง โดยยกทัพจำนวน ๑๑,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๑๐๐ ตัว มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ
ทัพที่ ๘ กองทัพหลวงของพระเจ้าปดุง เป็นจอมพลยกทัพหลวง และเป็นกองทัพใหญ่ที่สุด โดยยกทัพจำนวน ๕๐,๐๐๐ นาย ช้าง ๕๐๐ เชือก และม้า ๕,๐๐๐ ตัว ทรงเคลื่อนทัพ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๕๒๘ เสด็จลงมาเมืองเมาะตะมะ ในวันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย พ.ศ. ๒๕๒๘ ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรอสมทบกับทัพเหนือ และใต้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเข้ารบกับทางฝั่งสยามที่กรุงเทพฯ โดยทรงมอบหมายให้มหาอุปราชอยู่รักษากรุงอังวะ
ก่อนหน้านี้ พระเจ้าปดุง ได้ให้ แมงยีแมงข่องกยอ ทัพที่ ๑ ทำหน้าที่รวบรวมเสบียงอาหารไว้สำหรับกองทัพหลวงที่จะยกทัพขนาดใหญ่มาที่เมืองเมาะตะมะ ครั้นเมื่อกองทัพหลวงยกลงมาถึงตามที่กำหนดแล้ว แมงยีแมงข่องกยอ ไม่สามารถรวบรวมเสบียงอาหารไว้ได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้แมงยีแมงข่องกยอได้ออกเดินทางไปยังเมืองมะริดไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้พระเจ้าปดุงทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก พร้อมรับสั่งให้ทำการเรียกตัว แมงยีแมงข่องกยอ กลับมารับโทษที่เมืองเมาะตะมะในทันทีและได้ถูกลงโทษประหารชีวิต หลังจากนั้นพระเจ้าปดุง ได้แต่งตั้ง แกงหวุ่นแมงยี มหาสีหสุระ อรรคมหาเสนาบดี เป็นแม่ทัพแทน
ทัพที่ ๙ ให้ จอข่องนรทา เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เข้าตีหัวเมืองทางริมแม่น้ำ ตั้งแต่เมืองตาก เมืองกำแพงเพชร แล้วมาบรรจบกับทัพหลวงที่กรุงเทพฯ
กองทัพ ๙ ทัพ กำหนดให้ยกเข้ามาตีเมืองไทยในเดือนอ้าย ปีมะเส็ง พร้อมกันทุกทัพ กล่าวคือจะเข้ามาโจมตีกรุงเทพฯ ทั้งหมด ๕ ทัพ เป็นจำนวนพล ๘๙,๐๐๐ นาย ตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๒ ทัพ เป็นจำนวนพล ๓๕,๐๐๐ นาย และตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ๒ ทัพ จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย จำนวนพลของข้าศึกที่ยกมาตีเมืองประเทศสยามในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน ๑๔๔,๐๐๐๐ นาย ด้วยกัน
สำหรับกองทหารมอญลาดตระเวน สืบทราบความว่ากองทัพพม่าได้มาตั้งทัพอยู่ที่เมืองเมาะตะมะและจะเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อยกกองทัพขนาดใหญ่ยกเข้าโจมตีกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงทราบข่าวการศึกแล้ว จึงดำรัสให้ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาเสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมกันหน้าพระที่นั่ง พระองค์ทรงปรึกษาราชการสงครามที่จะต่อสู้กับพม่าข้าศึกในครั้งนี้ ว่าทางฝ่ายสยามสามารถรวบรวมกองกำลังไพล่พล ทั้งหมดได้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ นาย ซึ่งน้อยกว่าข้าศึกกว่าเท่าตัว และทรงออกหนังสือไปยังหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองถลาง เมืองชุมพร เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองกำแพงเพชร เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองตาก และเมืองลำปาง เป็นต้น ว่าข้าศึกทางพม่าจะยกเข้ามาโจมตีหลายเส้นทาง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเปลี่ยนกลศึกสงครามเป็นการยกกองกำลังไปตั้งรับนอกราชธานี เพื่อไม่ให้พลาดเหมือนครั้งในอดีตดังเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยาที่ใช้พระนครเป็นที่ตั้งรับ พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้จัดกระบวนทัพรับข้าศึกของทางฝั่งพม่า ซึ่งถ้าหากแบ่งกองทัพไปต่อสู้รักษาเขตแดนในทุกเส้นทางแล้วจะเป็นการเสียเปรียบข้าศึกเป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้พระองค์ทรงรวบรวมกำลังไปต่อสู้ข้าศึกในแต่ละเส้นทางที่สำคัญก่อน หากเอาชัยชนะข้าศึกเส้นทางหนึ่งเส้นทางใดได้แล้ว จึงค่อยนำทัพปราบปรามข้าศึกในเส้นทางอื่นๆ ต่อไป
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดฯ ให้จัดกองทัพสำหรับที่จะต่อสู้เป็น ๔ ทัพ คือ
ทัพที่ ๑ ให้ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ รวมทั้งเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) สมุหกลาโหม เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และพระยาอุไทยธรรม (บุนนาค) โดยยกทัพจำนวน ๑๕,๐๐๐ นาย เสด็จยกทัพไปตั้งรับพม่าที่เมืองนครสวรรค์ คอยป้องกันอย่าให้กองทัพพม่าที่ยกลงมาทางด้านเหนือล่วงเลยมาถึงกรุงเทพฯ ได้ ในขณะที่กองทัพประเทศสยามกำลังต่อสู้ข้าศึกทางฝั่งพม่าที่เมืองกาญจนบุรี
ทัพที่ ๒ ให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นกองทัพใหญ่ โดยยกทัพจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย เสด็จพระราชดำเนินเป็นจอมพล ยกทัพหลวงไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี พร้อมทั้งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา พระยากลาโหมราชเสนา (พระชัยบูรณ์) และพระยาจ่าแสนยากร (ทุเรียน) และเจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน สนธิรัตน์) สมุหนายก คุมทัพฝ่ายพระราชวังหลวงและฝ่ายเหนือไปสบทบอีกทัพหนึ่ง คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปดุง ที่จะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์
ทัพที่ ๓ ให้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด บุณยรัตพันธุ์) กับเจ้าพระยายมราช (ทองอิน) โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย ไปตั้งรับพม่าอยู่ที่เมืองราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ ๒ และคอยต่อสู้พม่า ซึ่งจะยกมาแต่ทางข้างใต้หรือทางเมืองทวาย
ทัพที่ ๔ กองทัพหลวงจัดเตรียมไว้ในกรุงเทพฯ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงบัญชาการทัพหลวงเป็นกำลังหนุน จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย ซึ่งถ้าหากกำลังศึกทางด้านไหนเพลี่ยงพล้ำหรือเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พระองค์จะคอยเป็นกำลังหนุนและยกทัพไปช่วยในทันที
ขณะเดียวกันทางฝ่ายกรุงรัตนโกสินทร์ สืบทราบว่ากองทัพของพระเจ้าปดุงกำลังประสบปัญหาเสบียง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงวางแผนในการเข้าโจมตีเสบียงของทัพพม่าเป็นการเฉพาะ ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของกองทัพพม่า จนสามารถสกัดกั้นทัพพม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ให้ติดอยู่บริเวณช่องเขา แล้วทรงสั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดมทำให้ทัพพม่าแตกพ่ายไปคนละทิศคนละทาง และยังสามารถจับเชลยสงคราม พาหนะ เสบียงอาหาร รวมถึงศัสตราวุธ ไว้ได้อีกเป็นจำนวนมาก และพระองค์ทรงยกทัพไปช่วยเส้นทางทางอื่นๆ จนได้รับชัยชนะ
พระเจ้าปดุง ทรงรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพฝ่ายพม่าสามารถเอาชนะในศึกครั้งนี้ได้ หากสู้รบต่อไปก็คงจะมีแต่สูญเสียกำลังพลมากขึ้น จึงทรงยกทัพหลวง ในวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ พ.ศ. ๒๕๒๙ ออกจากท่าไร่ ถอยกลับไปตั้งหลักประชุมพลที่เมืองเมาะตะมะ แล้วจึงเสด็จกลับกรุงอังวะ ส่วนทัพที่เหลือได้ทยอยยกทัพกลับกรุงอังวะเช่นกัน
“สงคราม ๙ ทัพ” เป็นสงครามใหญ่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ถือว่าเป็นปฐมบทสงครามต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นการป้องกันประเทศหรือรักษาเอกราชของชาติสืบไป
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า). กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๘.
กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์. พระราชพงศาวดารพม่า เล่ม ๔ พ.ศ. ๒๔๕๖. ม.ป.พ., ๒๔๕๖.
โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=293516955724353&set%0b=pcb.293517275724321, ๒๕๖๔.
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=353341073724787&set=pcb.353356787056549, ๒๕๖๖.
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=353392403719654&set=pcb.353356787056549, ๒๕๖๖.
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=387839783608249&set=pcb.387848120274082, ๒๕๖๗.
ส่วนการท่องเที่ยว สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร. พาไปสักการะสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ขอพรความสำเร็จ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=JHLTEnl2Db0, ๒๕๖๗.
หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน. สู้ศึกเก้าทัพในรัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.rcac84.com/art_collection/สู้ศึกเก้าทัพในรัชกาลท/
ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์-รัชกาลที่-๑/๓๒-ศึกพม่าครั้งที่-๑
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีได้เพียง ๓ ปี พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าได้บรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อังวะในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งพระเจ้าปดุง เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์พระเจ้าอลองพญา และในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ พระเจ้าปดุงได้เตรียมกองทัพเพื่อยกเข้ามาตีโจมประเทศสยาม โดยเกณฑ์กำลังพลในเมืองหลวงและตามหัวเมืองที่เป็นเมืองขึ้นของทางพม่า ได้แก่ มอญ ยะไข่ ลาว ลื้อ และเงี้ยว เป็นต้น และสามารถเกณฑ์เข้ามาเป็นกองทัพได้หลายกอง มีกำลังพลทั้งสิ้น ๑๔๔,๐๐๐ นาย ซึ่งพระเจ้าปดุงได้จัดกองทัพใหญ่เป็น ๙ ทัพ เคลื่อนกำลังออกจากกรุงอังวะ เข้ามาโจมตีประเทศสยามพร้อมกันทั้ง ๕ เส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบกและทางเรือ จึงเป็นที่มาของชื่อสงครามครั้งนี้ว่า “สงคราม ๙ ทัพ” สำหรับทางฝั่งพม่าได้แบ่งกองกำลังพลออกเป็น ๙ ทัพ คือ
ทัพที่ ๑ ให้ แมงยีแมงข่องกยอ เป็นแม่ทัพมีทั้งทัพบก ทัพเรือ โดยยกทัพจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย ม้า ๑,๐๐๐ ตัว และเรือกำปั่นรบ ๑๕ ลำ ยกออกจากรุงอังวะ ในวันจันทร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตั้งทัพที่เมืองมะริด และยกทัพเข้าโจมตีหัวเมืองทางปักษ์ใต้ ตั้งแต่เมืองชุมพร ไชยา ไปจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนทัพเรือเข้าโจมตีหัวเมืองชายทะเลตะวันตก ตั้งแต่ตะกั่วป่า ไปตะกั่วทุ่งจนถึงเมืองถลาง ภูเก็ต
ทัพที่ ๒ ให้ อนอกแผกคิดหวุ่น เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๐๐๐ ตัว ยกออกจากรุงอังวะในวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ ลงมาตั้งที่เมืองทวาย ให้เดินเข้ามาด่านบ้องตี้ มาตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี และลงไปประจบกองทัพที่ ๑ ที่เมืองชุมพร โดยแบ่งให้เจ้าเมืองทวายนำทัพจำนวน ๓,๐๐๐ นาย เป็นทัพหน้ายกมาก่อนทางด่านเจ้าขว้าว อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
ทัพที่ ๓ ให้ หวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนา เจ้าเมืองตองอู เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย และม้า ๓,๐๐๐ ตัว ยกออกจากรุงอังวะ ในวันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ เข้ามาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือทางเมืองเชียงแสนให้ลงมาตีเมืองลำปาง และหัวเมืองทางริมแม่น้ำแควใหญ่และน้ำยม ตั้งแต่เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย มาสมทบกับทัพที่ ๙ ที่ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเข้าตีเมืองตาก และลงมาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ
ทัพที่ ๔ ให้ เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๑ ของทัพหลวงพระเจ้าปดุง ยกทัพจำนวน ๑๑,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๑๐๐ ตัว โดยยกลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ
ทัพที่ ๕ ให้ เมียนเมหวุ่น เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๒ โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ และเป็นทัพหนุนทัพที่ ๔
ทัพที่ ๖ ให้ ตะแคงกามะ ราชบุตรที่ ๒ (พม่าเรียกว่า ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพหน้าของทัพหลวงพระเจ้าปดุง โดยยกทัพจำนวน ๑๒,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๒๐๐ ตัว ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ
ทัพที่ ๗ ให้ ตะแคงจักกุ ราชบุตรที่ ๓ (พม่าเรียกว่า สะโดะมันซอ) เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๒ ของทัพหลวงพระเจ้าปดุง โดยยกทัพจำนวน ๑๑,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๑๐๐ ตัว มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ
ทัพที่ ๘ กองทัพหลวงของพระเจ้าปดุง เป็นจอมพลยกทัพหลวง และเป็นกองทัพใหญ่ที่สุด โดยยกทัพจำนวน ๕๐,๐๐๐ นาย ช้าง ๕๐๐ เชือก และม้า ๕,๐๐๐ ตัว ทรงเคลื่อนทัพ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๕๒๘ เสด็จลงมาเมืองเมาะตะมะ ในวันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย พ.ศ. ๒๕๒๘ ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรอสมทบกับทัพเหนือ และใต้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเข้ารบกับทางฝั่งสยามที่กรุงเทพฯ โดยทรงมอบหมายให้มหาอุปราชอยู่รักษากรุงอังวะ
ก่อนหน้านี้ พระเจ้าปดุง ได้ให้ แมงยีแมงข่องกยอ ทัพที่ ๑ ทำหน้าที่รวบรวมเสบียงอาหารไว้สำหรับกองทัพหลวงที่จะยกทัพขนาดใหญ่มาที่เมืองเมาะตะมะ ครั้นเมื่อกองทัพหลวงยกลงมาถึงตามที่กำหนดแล้ว แมงยีแมงข่องกยอ ไม่สามารถรวบรวมเสบียงอาหารไว้ได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้แมงยีแมงข่องกยอได้ออกเดินทางไปยังเมืองมะริดไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้พระเจ้าปดุงทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก พร้อมรับสั่งให้ทำการเรียกตัว แมงยีแมงข่องกยอ กลับมารับโทษที่เมืองเมาะตะมะในทันทีและได้ถูกลงโทษประหารชีวิต หลังจากนั้นพระเจ้าปดุง ได้แต่งตั้ง แกงหวุ่นแมงยี มหาสีหสุระ อรรคมหาเสนาบดี เป็นแม่ทัพแทน
ทัพที่ ๙ ให้ จอข่องนรทา เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เข้าตีหัวเมืองทางริมแม่น้ำ ตั้งแต่เมืองตาก เมืองกำแพงเพชร แล้วมาบรรจบกับทัพหลวงที่กรุงเทพฯ
กองทัพ ๙ ทัพ กำหนดให้ยกเข้ามาตีเมืองไทยในเดือนอ้าย ปีมะเส็ง พร้อมกันทุกทัพ กล่าวคือจะเข้ามาโจมตีกรุงเทพฯ ทั้งหมด ๕ ทัพ เป็นจำนวนพล ๘๙,๐๐๐ นาย ตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๒ ทัพ เป็นจำนวนพล ๓๕,๐๐๐ นาย และตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ๒ ทัพ จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย จำนวนพลของข้าศึกที่ยกมาตีเมืองประเทศสยามในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน ๑๔๔,๐๐๐๐ นาย ด้วยกัน
สำหรับกองทหารมอญลาดตระเวน สืบทราบความว่ากองทัพพม่าได้มาตั้งทัพอยู่ที่เมืองเมาะตะมะและจะเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อยกกองทัพขนาดใหญ่ยกเข้าโจมตีกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงทราบข่าวการศึกแล้ว จึงดำรัสให้ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาเสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมกันหน้าพระที่นั่ง พระองค์ทรงปรึกษาราชการสงครามที่จะต่อสู้กับพม่าข้าศึกในครั้งนี้ ว่าทางฝ่ายสยามสามารถรวบรวมกองกำลังไพล่พล ทั้งหมดได้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ นาย ซึ่งน้อยกว่าข้าศึกกว่าเท่าตัว และทรงออกหนังสือไปยังหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองถลาง เมืองชุมพร เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองกำแพงเพชร เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองตาก และเมืองลำปาง เป็นต้น ว่าข้าศึกทางพม่าจะยกเข้ามาโจมตีหลายเส้นทาง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเปลี่ยนกลศึกสงครามเป็นการยกกองกำลังไปตั้งรับนอกราชธานี เพื่อไม่ให้พลาดเหมือนครั้งในอดีตดังเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยาที่ใช้พระนครเป็นที่ตั้งรับ พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้จัดกระบวนทัพรับข้าศึกของทางฝั่งพม่า ซึ่งถ้าหากแบ่งกองทัพไปต่อสู้รักษาเขตแดนในทุกเส้นทางแล้วจะเป็นการเสียเปรียบข้าศึกเป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้พระองค์ทรงรวบรวมกำลังไปต่อสู้ข้าศึกในแต่ละเส้นทางที่สำคัญก่อน หากเอาชัยชนะข้าศึกเส้นทางหนึ่งเส้นทางใดได้แล้ว จึงค่อยนำทัพปราบปรามข้าศึกในเส้นทางอื่นๆ ต่อไป
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดฯ ให้จัดกองทัพสำหรับที่จะต่อสู้เป็น ๔ ทัพ คือ
ทัพที่ ๑ ให้ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ รวมทั้งเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) สมุหกลาโหม เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และพระยาอุไทยธรรม (บุนนาค) โดยยกทัพจำนวน ๑๕,๐๐๐ นาย เสด็จยกทัพไปตั้งรับพม่าที่เมืองนครสวรรค์ คอยป้องกันอย่าให้กองทัพพม่าที่ยกลงมาทางด้านเหนือล่วงเลยมาถึงกรุงเทพฯ ได้ ในขณะที่กองทัพประเทศสยามกำลังต่อสู้ข้าศึกทางฝั่งพม่าที่เมืองกาญจนบุรี
ทัพที่ ๒ ให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นกองทัพใหญ่ โดยยกทัพจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย เสด็จพระราชดำเนินเป็นจอมพล ยกทัพหลวงไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี พร้อมทั้งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา พระยากลาโหมราชเสนา (พระชัยบูรณ์) และพระยาจ่าแสนยากร (ทุเรียน) และเจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน สนธิรัตน์) สมุหนายก คุมทัพฝ่ายพระราชวังหลวงและฝ่ายเหนือไปสบทบอีกทัพหนึ่ง คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปดุง ที่จะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์
ทัพที่ ๓ ให้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด บุณยรัตพันธุ์) กับเจ้าพระยายมราช (ทองอิน) โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย ไปตั้งรับพม่าอยู่ที่เมืองราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ ๒ และคอยต่อสู้พม่า ซึ่งจะยกมาแต่ทางข้างใต้หรือทางเมืองทวาย
ทัพที่ ๔ กองทัพหลวงจัดเตรียมไว้ในกรุงเทพฯ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงบัญชาการทัพหลวงเป็นกำลังหนุน จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย ซึ่งถ้าหากกำลังศึกทางด้านไหนเพลี่ยงพล้ำหรือเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พระองค์จะคอยเป็นกำลังหนุนและยกทัพไปช่วยในทันที
ขณะเดียวกันทางฝ่ายกรุงรัตนโกสินทร์ สืบทราบว่ากองทัพของพระเจ้าปดุงกำลังประสบปัญหาเสบียง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงวางแผนในการเข้าโจมตีเสบียงของทัพพม่าเป็นการเฉพาะ ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของกองทัพพม่า จนสามารถสกัดกั้นทัพพม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ให้ติดอยู่บริเวณช่องเขา แล้วทรงสั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดมทำให้ทัพพม่าแตกพ่ายไปคนละทิศคนละทาง และยังสามารถจับเชลยสงคราม พาหนะ เสบียงอาหาร รวมถึงศัสตราวุธ ไว้ได้อีกเป็นจำนวนมาก และพระองค์ทรงยกทัพไปช่วยเส้นทางทางอื่นๆ จนได้รับชัยชนะ
พระเจ้าปดุง ทรงรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพฝ่ายพม่าสามารถเอาชนะในศึกครั้งนี้ได้ หากสู้รบต่อไปก็คงจะมีแต่สูญเสียกำลังพลมากขึ้น จึงทรงยกทัพหลวง ในวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ พ.ศ. ๒๕๒๙ ออกจากท่าไร่ ถอยกลับไปตั้งหลักประชุมพลที่เมืองเมาะตะมะ แล้วจึงเสด็จกลับกรุงอังวะ ส่วนทัพที่เหลือได้ทยอยยกทัพกลับกรุงอังวะเช่นกัน
“สงคราม ๙ ทัพ” เป็นสงครามใหญ่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ถือว่าเป็นปฐมบทสงครามต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นการป้องกันประเทศหรือรักษาเอกราชของชาติสืบไป
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า). กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๘.
กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์. พระราชพงศาวดารพม่า เล่ม ๔ พ.ศ. ๒๔๕๖. ม.ป.พ., ๒๔๕๖.
โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=293516955724353&set%0b=pcb.293517275724321, ๒๕๖๔.
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=353341073724787&set=pcb.353356787056549, ๒๕๖๖.
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=353392403719654&set=pcb.353356787056549, ๒๕๖๖.
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=387839783608249&set=pcb.387848120274082, ๒๕๖๗.
ส่วนการท่องเที่ยว สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร. พาไปสักการะสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ขอพรความสำเร็จ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=JHLTEnl2Db0, ๒๕๖๗.
หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน. สู้ศึกเก้าทัพในรัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.rcac84.com/art_collection/สู้ศึกเก้าทัพในรัชกาลท/
ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์-รัชกาลที่-๑/๓๒-ศึกพม่าครั้งที่-๑
โทเวลล์, โคลิน. คู่มือเอาชีวิตรอด: ทักษะสำคัญสำหรับการผจญภัยกลางแจ้ง. กรุงเทพฯ: วาราพับลิชชิ่ง, 2564.
หนังสือเล่มนี้ เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการอยู่รอดของทหาร อัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระสำคัญของการเอาตัวรอด เผยทักษะสำคัญสำหรับการผจญภัยกลางแจ้ง ทั้งพื้นฐานการอยู่รอด การเตรียมพร้อมและวางแผนการเดินทาง การเลือกจุดที่ดีที่สุดในการตั้งแคมป์ การสร้างที่พักพิง การจับและปรุงอาหารป่า เทคนิคการปฐมพยาบาล ไปจนถึงการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างละเอียด อ่านเข้าใจง่าย พร้อมภาพกราฟิกประกอบสวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย
613.6909152
ท871ค
ห้องหนังสือทั่วไป 2