ค้นหา
จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ
กว่า ๒ ปี ท่ามกลางสภาวะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐได้ประกาศมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคออกมาหลายฉบับเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อของคนหมู่มาก การปิดสถานที่ที่มีการชุมนุมของคนเช่นพิพิธภัณฑ์เป็นแนวทางหนึ่งที่กรุงเทพมหานครได้บังคับใช้ ส่งผลให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในสังกัดสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในเขตกรุงเทพมหานครต้องปิดให้บริการรวมระยะเวลานานเกือบ ๔ เดือน
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้ปรับแผนการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการใช้สื่อสังคมออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในการทำกิจกรรมโครงการต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ โครงการปรับปรุงพัฒนาทางกายภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการหลายโครงการที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปีได้แล้วเสร็จ ได้แก่ นิทรรศการถาวรภายในหมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี ถือเป็นความสำเร็จอีกระดับหนึ่งของการทำงานในปีงบประมาณนี้
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมุ่งหวังว่า “รายงานประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการตรวจสอบความก้าวหน้าและสืบค้นข้อมูลการดำเนินงานของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในรอบปีที่ผ่านมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
. สวัสดีปี๋ใหม่เมืองเจ้า...
. กลับมาพบกันอีกครั้งกับสาระความรู้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่อีกเช่นเคยค่ะ เพื่อให้เข้ากับบรรยายกาศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ มีเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆมามอบให้กับแฟนเพจทุกๆท่านค่ะ โดยวันนี้เราขอเสนอองค์ความรู้ เรื่อง “ป๋าเวณีปีใหม่เมือง : ประเพณีสงกรานต์ของชาวล้านนา” ค่ะ
. ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง หรือ ประเพณีปีใหม่เมือง เป็นประเพณีที่สำคัญของชาวเหนือ หรือชาวล้านนา สืบเนื่องมาจากอดีตกาลที่จะยึดถือเป็นช่วงเปลี่ยนศักราชใหม่ โดยกำหนดจุดที่พระอาทิตย์ย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 13 เมษายน หรือ 14 เมษายนของแต่ละปี และจะกินเวลาประมาณ 4-7 วัน ยาวนานกว่าสงกรานต์ของภาคอื่น ๆ
. ทำไมต้องปีใหม่เมือง??
. อย่างที่เรารู้กันค่ะว่า “วันขึ้นปีใหม่” ตามสากลคือ วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ส่วนคำว่า “ปีใหม่ไทย” มีที่มาจาก ในอดีตวันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน รัฐบาลจึงกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ค่ะ
. คนภาคเหนือตามภาษาถิ่นจะเรียกแทนตัวเองว่า “คนเมือง” ฉะนั้นในส่วนของคนเหนือหรือคนเมืองแล้ว จะไม่ได้พูดคำว่า “สงกรานต์” เลย แต่จะเรียกกันว่า “ปี๋ใหม่เมือง” มากกว่าค่ะ และเรียกวันขึ้นต้นปี 1 มกราคมว่า “ปี๋ใหม่ไทย” แทน
. ช่วงปีใหม่เมืองนี้ ชาวเหนือจะมีพิธีกรรมต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับศาสนาหรือชุมชน ในขณะที่ภูมิภาคอื่นๆได้ลดความสำคัญจากวันปีใหม่ไทย(ช่วงวันสงกรานต์) ให้เป็นเพียงเทศกาลสงกรานต์ มีการทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ตามปกติทั่วไป แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่ากับคนภาคเหนือค่ะ
. เนื่องด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ปีนี้รัฐบาลสั่งงดการเล่นน้ำและการจัดขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์และพระพุทธรูปสำคัญ ที่ทุกปีจะมีการอัญเชิญออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำ โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็นการสมโภชพระพุทธสิหิงค์ โดยอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานด้านหน้าวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำแทนค่ะ
. ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพและมีความสุขในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวนี้นะคะ ไว้พบกันใหม่ในองค์ความรู้รอบหน้าค่ะ
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น.
(หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
e-mail : cm_museum@hotmail.com
สอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อผ่านกล่องข้อความ หรือ โทรศัพท์ : 053-221308
For more information, please leave your message via inbox or call : +66 5322 1308+
ความเป็นมา ภาวะความเสี่ยงจากนักล่าสมบัติและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลเป็นสาเหตุให้องค์การยูเนสโกเริ่มการดำเนินการทางนิตินัยและพฤตินัยเพื่อส่งเสริมการปกป้องแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ จึงได้เกิดการประชุมองค์กรระหว่างประเทศ ว่าด้วยเรื่องการร่างอนุสัญญาคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ (The 2001 UNESCO – Convention on the Protection of the Underwater Cultural Heritage) ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก ประเทศฝรั่งเศส โดยการประชุมพิจารณาร่างอนุสัญญาฯ ดังกล่าว ได้จัดให้มีขึ้นหลายครั้งและกรมศิลปากรได้ส่งผู้แทนจากกลุ่มนิติกรและกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำเข้าร่วมประชุมมาโดยตลอด การประชุมมีการถกเถียงและอภิปรายอย่างกว้างขวางในการรับร่างอนุสัญญาฯ ดังกล่าว ได้มีการแก้ไขปรับปรุงโครงร่างและรายละเอียดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศภาคีสมาชิก กอปรกับแนวทางในการดำเนินการในอนุสัญญาฯ ที่ประชุมกำหนดให้มีทิศทางในการสงวนรักษาและอนุรักษ์ทางวิชาการซึ่งตรงกับมาตรฐานการดำเนินงานของกรมศิลปากร ผู้แทนกรมศิลปากรพิจารณาแล้วเห็นว่าอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ เป็นประโยชน์ในการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่อยู่ใต้น้ำทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยที่จะได้รับประโยชน์ในการประกาศคุ้มครองตามอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ อีกทั้งเนื้อหาสาระสำคัญเป็นการคุ้มครองในทางวิชาการโบราณคดีใต้น้ำ จึงได้ลงคะแนนเสียงให้รับร่างอนุสัญญาฉบับดังกล่าวปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความร่วมมือและมีความตั้งใจในการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ ซึ่งมีข้อตกลงและข้อพึงปฏิบัติร่วมกันระหว่างประเทศภาคีสมาชิกในการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทั้งยังมีการติดตามผลงาน ประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่องตามอนุสัญญาองค์การยูเนสโกว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ ค.ศ. ๒๐๐๑ กล่าวถึงการคุ้มครองที่บรรลุวัตถุประสงค์ ควรมีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และเทคโนโลยี จึงเกิดเป็นแนวคิดให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำในเขตภูมิภาคต่างๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ คณะผู้ประสานงานจากสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมชมกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี และแจ้งว่า คณะผู้ประสานงานได้มีโอกาสเยี่ยมชมศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำในประเทศต่างๆ ในเขตภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกแล้ว พบว่าที่กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำมีความเหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุด ทั้งด้านแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่เหมาะกับการฝึกอบรม บุคลากร ประสบการณ์ในการทำงานและเครื่องมืออุปกรณ์ในการปฏิบัติงานใต้น้ำ องค์การยูเนสโกจึงเสนอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำ โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลนอร์เวย์โครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิกครั้งนี้เป็นโครงการระยะสั้น มีระยะเวลาโครงการตั้งแต่ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ และสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ภายหลังได้มีการขยายเวลาสิ้นสุดโครงการเป็นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔วัตถุประสงค์ ตามอนุสัญญาองค์การยูเนสโกว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ ค.ศ. ๒๐๐๑ กล่าวถึงการคุ้มครองที่บรรลุวัตถุประสงค์ ควรมีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และเทคโนโลยี จึงเกิดเป็นแนวคิดให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำในเขตภูมิภาคต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการปกป้องและการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำในระดับภูมิภาคผ่านหลักสูตรการฝึกทักษะภาคปฏิบัติที่แหล่งโบราณคดีใต้น้ำจริง ๒. เพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคสมาชิกที่มีประสิทธิภาพ โดยการส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและการเผยแพร่วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ซึ่งหมายถึงการรณรงค์ให้เกิด ความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ การจัดการมรดกร่วมกัน ๓. เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคีสมาชิกในการให้สัตยาบันและการดำเนินการตามอนุสัญญาปี ค.ศ. ๒๐๐๑ และภาคผนวกของอนุสัญญาฯองค์การยูเนสโกได้เสนอให้ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ณ อาคารปฏิบัติการทางทะเล ท่าแฉลบ จังหวัดจันทบุรี โดยกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร มีประสบการณ์การทำงานโบราณคดีใต้น้ำที่ยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ทั้งยังเคยร่วมกับกองทัพเรือไทย, ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ สำหรับองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO - SPAFA) และคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดการฝึกอบรมหลักสูตรโบราณคดีใต้น้ำให้กลุ่มประเทศสมาชิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้วหลายครั้ง ด้วยเห็นถึงความพร้อม ความเหมาะสมและความเป็นไปได้มากที่สุด ทั้งด้านแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่เหมาะกับการฝึกอบรม บุคลากรของกลุ่มโบราณคดีใต้น้ำที่มีประสบการณ์ ความรู้ในการทำงานโบราณคดีใต้น้ำ และเรือปฏิบัติการในทะเลพร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ในการปฏิบัติงานใต้น้ำที่ทันสมัย อีกทั้งอาคารสถานที่สามารถปรับใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมฯ ได้ทันที และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การพาณิชย์นาวี การทำงานโบราณคดีใต้น้ำ แบบเรือจำลองและโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ เพื่อประกอบการฝึกอบรมและการศึกษาวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมฯ
การดำเนินงาน การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก เพื่อส่งเสริมศักยภาพของแต่ละประเทศในการปกป้องมาดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำและการจัดการแหล่งโบราณคดีใต้น้ำผ่านโครงการฝึกอบรมหลักสูตรโบราณคดีใต้น้ำ โดยมีการฝึกอบรมดังนี้ ๑. หลักสูตรขั้นพื้นฐาน (Foundation Course on Underwater Cultural Heritage) มุ่งรับผู้เข้าร่วมจากทั่วภูมิภาคและจากหลากหลายสาขาเพื่อการบ่มเพาะแบบสหวิทยาการเรื่องโบราณคดีใต้น้ำและการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ หัวข้อที่เปิดอบรมในหลักสูตรขั้นพื้นฐาน มีดังนี้•Introduction to Archaeology •Site Types•Dating Methods•Right & Responsibilities (Legislation & UNESCO Convention)•Introduction to 2D Survey principle session (2D Dry practical / 2D Wet practical)•Drawing up session•Case Studies: Project strategies, research designs •Diving safety and project logistics•Area Search and survey methods•Finds handling / problems with waterlogged material•Introduction to 3D site surveying•Dry 3D survey task•Survey Data Processing•Documentation, Recording and Dissemination•Data Management• Asian Ship Technology•Iron and steel ship construction and site formation•Desk Based Assessments•Significance Assessments•Material Culture Analysis•Asian Ceramics Analysis•Finds handling / Conservation•Archaeological Publication•Ethnographic Boatbuilding Practical•Museology Story Boards Theory and Practice•Arch Resource•Managing Underwater Cultural Heritage •In-Situ Protection•GIS for Archaeology การฝึกอบรมหลักสูตรขั้นพื้นฐานได้เสร็จสิ้นแล้ว ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ถึง ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกอบรมครั้งนี้ประกอบด้วย กัมพูชา, ลาว, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, และไทย ครั้งที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ถึง ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย กัมพูชา, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, บรูไน, บังคลาเทศ, ปากีสถาน และไทย ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ถึง ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย กัมพูชา, คีกิสถาน, เคนย่า, บังคลาเทศ, ฟิจิ, ฟิลิปปินส์, ลาว, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ศรีลังกา และไทย ๒.หลักสูตรขั้นสูง (Advanced Training Course on Underwater Archaeology) มุ่งเน้นการฝึกอบรมกลุ่มหัวหน้าหน่วยงานทางโบราณคดีใต้น้ำและผู้จัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำระดับอาวุโสในหัวข้อเฉพาะทาง โดยคณะกรรมการวิชาการระหว่างประเทศว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำแห่งสภาโบราณสถานระหว่างประเทศ (International Committee on Underwater Cultural Heritage of the International Council on Monuments and Sites : ICOMOS- ICUCH) จะเป็นผู้กำหนดหัวข้อในการฝึกอบรมหลักสูตรขั้นสูงนี้ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการจัดการมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ เช่น การจัดการข้อมูลแหล่งโบราณคดีใต้น้ำด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS : Geographic Information System) , เครื่องบันทึกภาพพื้นผิวท้องทะเล (Side Scan Sonar), เครื่องมือตรวจหาชั้นตะกอน (Sub - bottom profiling), เครื่องมือวัดความเข้มสนามแม่เหล็ก (Magnetometer) เป็นต้น โดยหลักสูตรการฝึกอบรมนี้จะใช้เวลาการฝึกอบรมระยะสั้นๆ ประมาณ ๑ – ๒ สัปดาห์ ๒.๑ การฝึกอบรมหลักสูตรขั้นสูงครั้งที่ ๑ คือ Advanced Training course on Geographic Information System on Underwater Cultural Heritage ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ ๒๐ ถึง ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยหัวข้อที่เปิดอบรมในหลักสูตรขั้นสูงครั้งที่ ๑ มีดังนี้•Overview of GIS•Application of GIS (in Archaeology)•Application of GIS (in UCH in Asia)•GIS data, database and mapping issues•Practical -Introduction to Arc GIS software•Underwater GIS-es -MACHU experiences•Using GIS• Experiences from MACHU•Database and GIS•Practical – working with table•GIS data management – practical•Analysis with Arc GIS tools – practical•Practical -Working with UCH data•Sharing information - MACHU experiences•Sharing information: all the possibilities and difficulties, CMS – practical exercise•Field data collection•Uploading GPS data into GIS – practical•Data presentation, map layout – practical•Constructing a Pan Asian GIS ๒.๒ การฝึกอบรมหลักสูตรขั้นสูงครั้งที่ ๒ คือ Advanced Training course on In Situ Preservation Underwater Cultural Heritage ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ ๑๙ ถึง ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยหัวข้อที่เปิดอบรมในหลักสูตรขั้นสูงครั้งที่ ๒ มีดังนี้•In Situ first option to consider? •The UNESCO Convention. •Reasons for in situ preservation. •Reasons for not doing in situ preservation. •What is needed to make in situ successful? •Protection by law.•What is needed to start in situ preservation? •What are you trying to protect against? •What are your enemies (threats)? •What are the disadvantages of physically protecting this wreck?•What is the environment like? •How can you obtain information about this? •What will be the positive side?•Different environments, different reasons to protect: •Different methods of in situ preservation. •Brief explanation of different protection techniques. •More into detail of sandbagging.•In detail explanation of using Geotextileon site.•In detail explanation of using debris netting on site.•Detailed explanation of using artificial seagrass on site.•Monitoring as part of in situ preservation.•What to monitor?•How to monitor: State of the art and simple cost effective methods
การดำเนินงานดังกล่าว UNESCO เป็นผู้ดูแลภาพรวมและรับผิดชอบในการติดต่อประสานงานกับผู้บริจาคทุนสนับสนุน และรายงานผลการดำเนินงานให้แก่ประเทศสมาชิกรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วน Nautical Archaeology Society (NAS) และ ICOMOS – ICUCH จะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในเรื่องหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรการอบรมขั้นพื้นฐาน อีกทั้งจัดหาผู้เชี่ยวชาญพร้อมอุปกรณ์การฝึกอบรม นอกจากนี้ ICOMOS – ICUCH จะให้คำแนะนำแก่ประเทศสมาชิกที่ต้องการก่อตั้งหน่วยงานในการดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมใต้น้ำอีกด้วย
องค์ความรู้เรื่อง เสี่ยงทาย
การดำเนินชีวิตของมนุษย์ในแต่ละวันมักประสบกับความไม่แน่นอน และการเสี่ยงภัยต่าง ๆ นานา บางครั้งอาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจ หวั่นไหว และหวาดวิตกได้ มนุษย์จึงต้องหาวิธีการควบคุมขจัดความหวาดกลัวต่อสิ่งเหล่านี้ โดยการพึ่งพาความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติรวมทั้งไสยศาสตร์ เพราะเชื่อว่าเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับความกลัวในจิตใจได้ รวมทั้งช่วยชี้นำการตัดสินใจในการกระทำต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินชีวิต การเสี่ยงทายจึงเป็นวิธีการรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์แสดงพฤติกรรมอยากค้นหาคำตอบจากคำทำนายโชคชะตา โดยตัดสินใจเลือกที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจใช้ฉลาก ใบเซียมซี หรือวิธีการอื่น ๆ
แม้การเสี่ยงทายจะมีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลายแตกต่างกันไปบ้าง ตามวัฒนธรรมประเพณีคติความเชื่อของแต่ละชนชาติ แต่มีวัตถุประสงค์เหมือนกันคือ เพื่อค้นหาคำตอบจากคำทำนายในเรื่องที่มนุษย์ขาดความมั่นใจ และยังไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่างจากสิ่งที่สงสัย ตั้งแต่เรื่องราวเล็ก ๆ น้อย เช่น เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไปจนถึงเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตคนหมู่มาก การเสี่ยงทายจึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมทั้งรัฐพิธี และประเพณีทั่วไป เช่น พระราชพิธีอาศยุช คือพระราชพิธีแข่งเรือ เสี่ยงทาย ที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยา พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีที่ประกอบขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร สนับสนุนส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพ คำทำนายที่ปรากฏในการพระราชพิธีนี้ มีหลักการสำคัญสองแนวทางคือ เพื่อสร้างความมั่นใจ สร้างขวัญและกำลังใจว่าการเกษตรกรรมซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในปีนั้นจะได้รับผลดี และ อีกแนวทางหนึ่งคือ เป็นการให้สติ มิใช่ให้รอคอยโชคชะตาดินฟ้าอากาศ แต่มุ่งให้เกิดการเตรียมพร้อมรับ แก้ไข หรือป้องกันสถานการณ์อันอาจเกิดขึ้น เช่น ปริมาณน้ำฝน น้ำมาก น้ำน้อย และศัตรูพืช เป็นต้น โดยเป็นการเสี่ยงทายที่มีคำทำนายที่ให้ทั้งกำลังใจ และให้สติไปพร้อม ๆ กัน
ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญในวัดจีน ศาลเจ้าจีนของคนไทยเชื้อสายจีนนั้น มีการเสี่ยงทายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เสี่ยงเซียมซี ที่มีอุปกรณ์หลัก ๆ คือ ไม้ติ้ว และใบเซียมซี ที่มีคำทำนายเรื่องร้าย - ดี ในชีวิต เพื่อขอคำชี้แนะแนวทางจากคำทำนายโชคชะตาจากเทพเจ้า ซึ่งคำทานายนั้นบางครั้งอาจไม่ถูกใจ บางคนก็แก้เคล็ดโดยการนำใบเซียมซีที่ได้ไปคืนยังตู้บรรจุใบเซียมซี เสมือนว่าไม่มีคำทานายดังกล่าวเกิดขึ้น
ในวรรณคดีไทยมีเรื่องราวเกี่ยวกับการเสี่ยงทายปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น ในบทละครเรื่องนางมโนราห์ครั้งกรุงเก่า เมื่อพระมารดานางมโนราห์ฝันร้าย จึงให้หาพระโหรามาเสี่ยงทายทำนายฝันโดยการ “แทงศาสตรา” หรือในบทละครเรื่องพระลอ พระนิพนธ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ตอนลงสรงเสี่ยงน้ำ เมื่อพระลอจะเดินทางไปหาพระเพื่อนพระแพง เมื่อเดินทางมาถึงแม่น้ำกาหลง ได้เสี่ยงน้ำหาทำนายว่าควรเดินทางต่อไปหรือไม่ ความว่า
“มากูจะเสี่ยงน้ำลองดู
ผิวะกูรอดฤทธิ์ผีสาง
น้ำใสจงไหลควั่งคว้าง
กูอับปางน้ำเฉนียนจงเวียนวนฯ”
เมื่อมนุษย์เราต้องการขวัญกำลังใจ และคำแนะนำประกอบการตัดสินใจในกิจการต่าง ๆ การเสี่ยงทายจึงเป็นประเพณีปฏิบัติของมนุษย์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน และจะคงอยู่ต่อไป เพราะเป็นพิธีกรรม และศาสตร์หนึ่งของเรื่องไสยศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาจากความหวาดกลัวของมนุษย์ไม่ว่ายุคสมัยไหน แม้ปัจจุบันจะมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นเพียงแค่ความเจริญทางวัตถุ และเทคโนโลยีแล้ว ก็ตาม ทว่าด้านจิตใจของมนุษย์ยังมีความหวั่นไหวหวาดกลัว ต้องการความมั่นใจ รวมทั้งมีความปรารถนาในสิ่งต่าง ๆ อีกมาก จึงพร้อมที่จะแสวงหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งการเสี่ยงทายนับเป็นรูปแบบหนึ่งที่ตอบสนองสิ่งเหล่านี้ได้
กมลพรรณ บุญสุทธิ์
นักอักษรศาสตร์ กลุ่มจารีตประเพณี ค้นคว้าเรียบเรียง
องค์ความรู้ เรื่อง เทศกาลเข้าพรรษา
วันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ (หลังวันอาสาฬหบูชา ๑ วัน) ในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
คำว่า “เข้าพรรษา” หมายถึง พักฝน เป็นวันที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะหยุดพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดฤดูฝน เป็นเวลา ๓ เดือน โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่นตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ กำหนดวันเข้าพรรษาแบ่งเป็น ๒ ระยะ คือ
ปุริมพรรษา คือ พรรษาต้น เป็นช่วงระยะเวลาที่พระสงฆ์เข้าอยู่พรรษาตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
ปัจฉิมพรรษา คือ พรรษาหลัง เป็นช่วงระยะเวลาที่พระสงฆ์เข้าอยู่พรรษาตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
เหตุที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้มีการจำพรรษา เนื่องจากในสมัยพุทธกาล ชาวบ้านติเตียนกันว่า พวกสาวกของพระพุทธองค์ไม่หยุดสัญจรไปมาแม้กระทั่งในฤดูฝน ทำให้เหยียบย่ำข้าวกล้าที่ชาวบ้านเพิ่งลงมือหว่านไถเพาะปลูกเสียหาย เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบจึงได้วางระเบียบให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษาตลอดฤดูฝนเป็นเวลา ๓ เดือน เรียกกันทั่วไปว่า “เข้าพรรษา” ชาวบ้านจึงถือโอกาสนี้เข้าวัดทำบุญถวายเครื่องไทยทานที่จำเป็นแก่พระสงฆ์ รวมทั้งรักษาศีล ฟังธรรม และเจริญภาวนาตั้งมั่นประกอบคุณงามความดี
ประเพณีทำบุญเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานั้น ปรากฏหลักฐานนับแต่สมัยสุโขทัย โดยจารึกหลักที่ ๑ จารึกพ่อขุนรามคำแหงระบุว่า พระมหากษัตริย์ ขุนนาง และราษฎรร่วมกันถือศีลบำเพ็ญกุศลในเทศกาลเข้าพรรษา ดังความตอนหนึ่งว่า
“พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย ฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน”
ในสมัยอยุธยา เอกสารประวัติศาสตร์ เรื่อง คำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวถึงการพระราชกุศลต่างๆ ในระหว่างเข้าพรรษา พระมหากษัตริย์ทรงสมาทานอุโบสถศีล เดือนละ ๘ ครั้ง
ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในวรรณกรรม เรื่อง นางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวของข้าราชการฝ่ายใน ตลอดจนพระราชประเพณีต่าง ๆ ใน ๑๒ เดือน เฉพาะประเพณีเข้าพรรษาอยู่ในเดือน ๘ รวมทั้งพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระราชพิธี ๑๒ เดือน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชาธิบายและพระราชวิจารณ์เกี่ยวกับธรรมเนียมประเพณีเข้าพรรษา ในหัวข้อเรื่อง “พระราชพิธีเดือนแปด”
ปัจจุบันการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ยังมีประเพณีสำคัญที่คงถือปฏิบัติสืบต่อมา คือ
ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีนี้คงเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่สมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ดังเช่นปัจจุบัน เมื่อพระสงฆ์จำพรรษาต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์เช้า – เย็น การศึกษาพระปริยัติธรรม ฯลฯ กิจกรรมดังกล่าวนี้จำเป็นต้องใช้แสงสว่าง ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนิกชนจึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ตั้งขบวนแห่ไปถวายพระอาราม เรียกว่า “เทียนจำนำพรรษา” มีความเชื่อว่าอานิสงส์การถวายเทียนจำนำพรรษาจะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญาดี สว่างไสวดั่งแสงเทียน
ปัจจุบัน มีประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาที่มีชื่อเสียงหลายจังหวัด เช่น อุบลราชธานี นครราชสีมา นครพนม และสุพรรณบุรี เป็นต้น
ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน ประเพณีนี้เกิดขึ้นแต่ครั้งพุทธกาลคือ มหาอุบาสิกาชื่อ นางวิสาขา ได้ทูลขออนุญาตพระพุทธองค์ให้พระสงฆ์มีผ้าอาบน้ำฝน เพื่อผลัดเปลี่ยนเวลาสรงน้ำในระหว่างฤดูฝน นางวิสาขาจึงนับเป็นสตรีคนแรกที่ถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระสงฆ์
ประเพณีตักบาตรดอกไม้ เป็นประเพณีที่มีตำนานมาแต่ครั้งพุทธกาล มีความเชื่อกันว่า การตักบาตรดอกไม้เป็นการสร้างอานิสงส์ที่สูงส่งอย่างยิ่ง จะทำให้ชีวิตมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ปัจจุบันเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติที่วัดหลายแห่ง เช่น วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ส่วนดอกไม้ที่นำมาถวายพระสงฆ์ เพื่อนำไปสักการะรอยพระพุทธบาทก็เป็นดอกไม้ท้องถิ่นที่ออกดอกในช่วงเวลานี้พอดี คือ “ดอกหงส์เหิน” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “ดอกเข้าพรรษา”
อนึ่ง ก่อนเทศกาลเข้าพรรษาและเวียนเทียนนั้น มีธรรมเนียมประเพณีที่กุลบุตรอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จะอุปสมบทในพระบวรพุทธศาสนา เพื่อศึกษาพระธรรมในช่วงเวลาเข้าพรรษา ส่วนพุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญที่วัด รับอุโบสถศีล ฟังพระธรรมเทศนา รวมทั้งยังปวารณาตั้งมั่นบำเพ็ญคุณความดีในเทศกาลเข้าพรรษาตลอด ๓ เดือน เช่น งดดื่มเหล้ารวมทั้งละเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นต้น
เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาและการคลี่คลายของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ๑๙ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จึงจัดกิจกรรมอัญเชิญพระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ้าบรมครูแห่งโอสถในคติพุทธศาสนานิกายมหายาน ประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ ๒๑ แห่ง ระหว่างวันพุธที่ ๑ กรกฎาคม – วันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เพื่อให้ประชาชนสักการบูชาสร้างขวัญกำลังใจให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยในส่วนกลาง อัญเชิญพระไภษัชยคุรุ ๖ องค์ ประดิษฐานให้ประชาชนสักการะ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๖๓
วันจันทร์ที่ ๒๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ น. นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์หล่อเทียนพรรษา จำนวน ๑๐ ต้น ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้หน่วยงานในกระทรวงวัฒนธรรมและองค์กรเครือข่ายร่วมเป็นเจ้าภาพนำเทียนพรรษาไปถวายพระอาราม จำนวน ๑๐ แห่ง ได้แก่ ๑. วัดพรหมวงศาราม เขตดินแดง ๒. วัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน ๓. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร ๔. วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เขตห้วยขวาง ๕. วัดเทพลีลา เขตบางกะปิ ๖. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร ๗. วัดชัยพฤกษมาลา เขตตลิ่งชัน ๘. วัดเสมียนนารี เขตหลักสี่ ๙. วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ ๑๐. วัดสามพระยา เขตพระนคร
วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถแห่เทียนพรรษา ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม
ส่วนกรมศิลปากร ในวันนี้ ( ๖ ก.ค. ๒๕๖๓) เวลา ๑๓.๐๐ น. นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานการถวายเทียนพรรษาและเครื่องสังฆทานของกรมศิลปากร เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี ๒๕๖๓ แด่พระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
.......................................................................
อรวรรณ ทรัพย์พลอย
นักอักษรศาสตร์เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์
(ประวัติศาสตร์และจารีตประเพณี)
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร
ค้นคว้าเรียบเรียง
....................
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เทศกาลเข้าพรรษา วัดสระกระเทียม
เครดิตภาพ ธวัชชัย รามนัฏ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๑. ชื่อโครงการ
โครงการจัดทำแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์
๒. หลักการและเหตุผล
เมืองพุทไธสงเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่มีแผนผังเมืองเป็นรูปวงรี ขนาดกว้างประมาณ ๑.๓ กิโลเมตร ยาวประมาณ ๒.๑ กิโลเมตร มีคูเมืองกำแพงเมืองล้อมรอบ ๒ ชั้น ภายในเมืองประกอบด้วยพื้นที่อยู่อาศัยซึ่งมีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่หลายเนิน และในปัจจุบันก็ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนอยู่ด้วย จากหลักฐานทางโบราณคดีพบวาบริเวณที่ตั้งของเมืองอาจมีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ และมีการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองพุทไธสงในสมัยรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๓๔๒ โดยมีพระเสนาสงครามเป็นเจ้าเมืองคนแรก ขึ้นกับเมืองนครราชสีมา และมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางปกครองชุมชนในแถบตอนเหนือของจังหวัดบุรีรัมย์หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลตอนกลาง มีความสัมพันธ์กับเมืองนครราชสีมาและเมืองบุรีรัมย์ตลอดมา เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบริหารราชการส่วนภูมิภาคในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ จึงได้รับการเปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอหนี่งที่ขึ้นกับเมืองบุรีรัมย์
การเป็นศูนย์กลางการปกครองและมีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องยาวนานแห่งหนึ่ง ชุมชนได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นเพื่อตอบสนองการดำรงชีวิตในด้านต่างๆ เช่น การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน การปกครอง การนับถือศาสนา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน ได้กลายมาเป็นโบราณสถานที่แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบทางกายภาพของเมืองโบราณ พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมความเจริญรุ่งเรื่อง ภูมิปัญญา และวิถีชิวิติของคนในอดีตที่เป็นรากเหง้าของการพัฒนาบ้านเมืองในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน การที่เมืองพุทไธสงมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ประชากรที่เพิ่มมากขึ้น การขยายตัวของเมือง การใช้พื้นที่ การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค สาธารณูประการ ต่างๆ ที่ไม่มีการควบคุม ได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับโบราณสาน ทั้งในลักษณะของการบุรุกเปลี่ยนแปลงสภาพและลดทอนคุณค่าความสำคัญของเมืองโบราณลง
กรมศิลปากรในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่ในการอนุรักษ์โบราณสถาน ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนกำหนดขอบเขตโบราณสถานเมืองพุทไธสงแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และการควบคุมการใช้พื้นที่โบราณสถาน แต่การดำเนินงานดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์เมืองเท่านั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อได้แก่ การดำเนินงานทางวิชาการ การร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่น การพัฒนาเชิงอนุรักษ์ในด้านต่างๆ เช่น การสร้างความเข้าใจกับท้องถิ่นเพื่อลดปัญหาการบุกรุกคูเมืองกำแพงเมือง การควบคุมและการกำหนดการใช้พื้นที่โบราณสถานอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาสภาพภูมิทัศน์ การร่วมมือกับท้องถิ่นเพื่อวางแผนพัฒนาร่วมกัน การสร้างเสริมวัฒนธรรมชุมชน เป็นต้น โดยจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองพุทไธสงเพื่อใช้เป็นแผนหลักในการกำหนดแนวทางการศึกษา บริหารจัดการ และพัฒนาเชิงอนุรักษ์ต่อไป
๓. วัตถุประสงค์
๓.๑ เพื่อสำรวจศึกษาข้อมูลต่างๆ ในบริเวณเมืองพุทไธสงและพื้นที่โดยรอบสำหรับใช้เป็นข้อมูลจัดทำแผนแม่บทฯ
๓.๒ เพื่อจัดทำแผนแม่บทในการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานเมืองพุทไธสง ประกอบด้วยการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี การอนุรักษ์โบราณสถาน การใช้ที่ดินและปรับปรุงสภาพแวดล้อม การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการพื้นที่ กำหนดพื้นที่ประกาศเขตโบราณสถาน รวมทั้งแผนการดำเนินงานและงบประมาณ
๓.๓ เพื่อสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นทั้งในส่วนขององค์กร หน่วยงานภาครัฐบาล และประชาชนในพื้นที่โบราณสถานเมืองพุทไธสงและที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ คุณค่าความสำคัญของโบราณสถาน และวางแผนในการอนุรักษ์โบราณสถานร่วมกัน
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
๔. สถานที่
ณ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๕. หน่วยงานผู้จัด
สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๖. หน่วยงานสนับสนุน
-
๗. กิจกรรม
วันจันทร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ออกเดินทางจากสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา เข้าสู่จังหวัดหนองคาย
วันอังคารที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๐๖.๐๐ - ๐๘.๐๐ น. คณะศึกษาดูงานพร้อมกัน และรับประทานอาหารร่วมกัน ณ เรือนขวัญแก้วรีสอร์ท จังหวัดหนองคาย
เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. คณะศึกษาดูงานออกเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เข้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์โดยรถบัส ๔๕ ที่นั่ง
เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน ร้านอาหารภูอ่างคำ
เวลา ๑๓.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. ออกเดินทางต่อผ่านเมืองกาสี เขานมสาว ภูผาตั้ง ภูเพียงฟ้ากิ่วกระจำ เมืองหลวงพระบาง
เวลา ๒๐.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็น ณ เมืองหลวงพระบาง และเข้าที่พัก ณ เฮือนพักภูสี
วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘. ๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ เฮือนพักภูสี
เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าชีวิต
เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เข้ารับฟังบรรยายการอนุรักษ์เมืองมรดกโลกจาก UNESCO
เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๔.๐๐ น. รับฟังการบรรยายการอนุรักษ์เมืองมรดกโลกจากท่านเจ้าเมือง
หลวงพระบาง
เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๕.๐๐ น. ศึกษาดูงานในตัวเมืองหลวงพระบาง ชมบรรยากาศเมืองเก่า
หมู่บ้านต่างๆ (บ้านชาวจีน บ้านชาวฝรั่งเศส สมัยลาวยังเป็น
อาณานิคมของฝรั่งเศสยังคงอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกโลกของเมือง
หลวงพระบาง)
เวลา ๑๕.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. เข้าชมวัดเชียงทอง ซึ่งเป็นที่ประทับของพระแก้วมรกต
เวลา ๑๖.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. เที่ยวชมตลาดมืด
วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๐๕.๐๐ น. ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวเหนียวเพื่อเป็นสิริมงคล
เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๐๐ น. ชมตลาดเช้า วิถีชีวิตการกินอยู่อย่างชาวหลวงพระบาง
เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า
เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. ออกเดินทางเข้าชมบ้านผานม ชมการทอผ้าของชาวบ้าน
เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๔.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
เวลา ๑๔.๓๐ - ๑๗.๐๐ น. ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และสรุปประเด็นการศึกษาดูงาน
เวลา ๑๗.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็นเดินชมตลาดมืด
วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๐๔.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. เดินทางจากหลวงพระบางสู่นครหลวงเวียงจันทน์ ข้ามสะพาน
มิตรภาพไทย-ลาว เข้าที่พักจังหวัดหนองคาย
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. เดินทางกลับสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา
๘. คณะผู้แทนไทย
หน่วยงานจากสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา และกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๑. นายสุพจน์ พรหมมาโนช ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา
๒. นางกันยา แต้เจริญวิริยะกุล หัวหน้าหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา
๓. นางชุติมา จันทร์เทศ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
๔. นายดุสิต ทุมมากรณ์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
๕. นางชูศรี เปรมสระน้อย หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
๖. นางสาวเบญจพร สารพรม หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์
๗. นายรวินทร์ จิตสุทธิผล หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน
๘. นายสมเดช ลีลามโนธรรม หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี
๙. นางสาวฑาริกา กรรมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป
๑๐. นายมนตรี ธนภัทรพรชัย นักโบราณคดีชำนาญการ
๑๑. นายประพันธ์ เนื่องมัจฉา นายช่างสำรวจชำนาญงาน
๑๒. นายชำนาญ กฤษณสุวรรณ นายช่างโยธาชำนาญงาน
๑๓. นายรัชฎ์ ศิริ นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน
๑๔. นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีปฏิบัติการ
๑๕. นางสาวอรุณี เนียนไธสง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน
หน่วยงานจังหวัดบุรีรัมย์
๑. นายวัชรนนท์ มั่นใจ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์
๒. นายไสว วนัสบดีกุล ธนารักษ์พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์
๓. นางสาวยุวพร มั่งมี โยธาธิการและผังเมืองบุรีรัมย์
หน่วยงานและผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๑. นายวัชรินทร์ อุนาริณ ปลัดเทศบาลเมืองพุทไธสง
๒. นางนิศานาถ จันทร์อาภาท หัวหน้าสำนักปลัด
๓. นายธีระศักดิ์ จริยากุลวงศ์ นักบริหารงานทั่วไป
๔. นายบันลือ สมบูรณ์เรศ ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๕. นายอภิรัตน์ มากมน ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๖. นางสาวมลิดา ชาติไธสง ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๗. นางบุญสร้าง กล้าหาญ ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
๘. นางสาวปวีณา ยินดี ผู้แทนชุมชนพุทไธสง
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๑. นายกฤษณุ ผโลปกรณ์ หัวหน้าโครงการฯ
๒. นายวรวิทย์ จันทเดช อาจารย์
๓. นายสกลชัย บุญปัญจา อาจารย์
๔. นางสาววัชราภรณ์ เครือพันธ์ ผู้ช่วยวิจัย
๕. นายอนุชา มาแสวง ผู้ช่วยวิจัย
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
การศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณสถาน ณ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ในครั้งนี้ ทำให้คณะทำงานได้รับความรู้ใหม่ๆ เข้าใจและเห็นภาพวัฒนธรรมลาวหรือล้านช้างที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมล้านนาในภาคเหนือ และวัฒนธรรมอีสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จากรูปแบบของโบราณสถาน การใช้พื้นที่และการใช้งานที่ยังคงต่อเนื่องถึงปัจจุบัน หลักในการอนุรักษ์โบราณสถานของลาว ยังคงรักษารูปแบบความเป็นของแท้ดั่งเดิม แต่มีการใช้วัสดุใหม่เข้ามาทดแทนบ้าง
นอกจากโบราณสถานประเภทวัดที่แสดงถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาของอาณาจักรล้านช้างแล้ว โบราณสถานประเภทที่อยู่อาศัยที่มีรูปแบบของตะวันตก ยังแสดงถึงประวัติศาสตร์อีกช่วงหนึ่งของประเทศลาว
เมืองหลวงพระบางได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ตามหลักเกณฑ์ ๓ ข้อ คือ
ข้อ ๒ แสดงถึงความสำคัญในการแลกเปลี่ยนค่านิยมของมนุษย์ผ่านช่วงสมัย หรือภายในพื้นที่ของวัฒนธรรมในโลกผ่านสถาปัตยกรรม เทคโนโลยี อนุสรณ์ศิลปะ ผังเมือง และภูมิทัศน์
ข้อ ๔ เป็นตัวอย่างที่แสดงออกถึงประเภทการก่อสร้าง หรือสถาปัตยกรรม หรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งประกอบเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม
ข้อ ๕ เป็นตัวอย่างที่แสดงออกถึงประเพณีการตั้งหลักแหล่งของมนุษย์ชาติหรือการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมหนึ่งวัฒนธรรมใดหรือหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้
นอกจากนี้คณะกรรมการมรดกโลกยังกล่าวไว้ว่า หลวงพระบางเป็นกรณีของความยั่งยืนแห่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่ยังไม่ถูกทำลายในปัจจุบัน เป็นความสำเร็จของการหลอมรวมวัฒนธรรม ประเพณี สถาปัตยกรรม โครงสร้างของชุมชน และอิทธิพลของอาณานิคมยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ ลักษณะเฉพาะของภูมิทัศน์ของเมืองหลวงพระบางบ่งบอกถึงการอนุรักษ์อย่างดีเยี่ยม แสดงออกถึงภาพวาดแห่งขั้นตอนสำคัญของการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทั้งสองวัฒนธรรม
การกำหนดเขตในการอนุรักษ์เมืองหลวงพระบาง กำหนดไว้ดังนี้
๑. เขตที่อยู่ในการปกป้องรักษามรดกของตัวเมืองกับเขตปกปักษ์รักษามรดกทางธรรมชาติ
๒. เขตตัวเมือง ประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ
- เขตลิ่มตัวเมือง-เขตตัวเมือง
- เขตริมน้ำ
- เขตเศรษฐกิจ
๓. เขตธรรมชาติ ประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ
- เขตขยายตัวเมืองในอนาคต
- เขตเกษตรกรรม ป่าไม้ และแม่น้ำ
การศึกษาดูงานการอนุรักษ์ พัฒนา และบริหารจัดการเมืองโบราณที่เป็นมรดกโลกของรัฐบาลลาว ทำให้เห็นแนวความคิดที่ต้องการรักษาโบราณสถานเอาไว้ จึงมีการผลักดันเพื่อเสนอต่อองค์กรศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ฑ.ศ. ๒๕๓๘
รัฐบาลลาวได้แต่งตั้งคณะทำงานในระดับชาติและท้องถิ่น ในระยะแรกดำเนินการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องการอนุรักษ์ตามแนวทางของมรดกโลก โดยเน้นให้เกิดความภาคภูมิใจ ไม่ใช้กฎหมายนำ เนื่องจากระยะดังกล่าวประชาชนยังไม่เห็นคุณค่าความสำคัญของการอนุรักษ์ และมีการปรับกฎเกณฑ์บางอย่างของสากลให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งให้ความสำคัญในการอยู่ร่วมกันระหว่างโบราณสถานกับคนในพื้นที่เพื่อความมีชีวิตของเมือง
การกำหนดเขตอนุรักษ์ที่แบ่งเป็นเขตอนุรักษ์หลัก (Core Zone) ซึ่งได้แก่พื้นที่เมือง และเขตพื้นที่รอง (Buffer Zone) กำหนดพื้นที่เมืองเก่า วัด และพื้นที่ธรรมชาติ กำหนดอาคารที่อยู่ในบัญชีที่ต้องอนุรักษ์ซึ่งมีจำนวนกว่า ๔๐๐ หลัง อนุรักษ์โดยยึดความเป็นของแท้ดั้งเดิม การควบคุมอาคารสิ่งก่อสร้างใหม่ เช่น การควบคุมรูปแบบ วัสดุ ให้มีความกลมกลืน และความสูงของอาคารที่ไม่เกินความสูง ๙-๑๒ เมตร โดยที่ประชาชนก็ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารหลังนั้นๆ การกำหนดไม่ให้รถยนต์ขนาดใหญ่เข้ามาวิ่งในเมือง เป็นผลดีต่อสภาพภูมิทัศน์ของโบราณสถานแต่ละแห่งและเป็นผลดีต่อเมืองในภาพรวมที่แสดงถึงความเป็นเมืองเก่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว ส่งผลให้เมืองหลวงพระบางเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก นักลงทุนชาวลาวและชาวต่างชาติเข่ามาเปิดธุรกิจการท่องเที่ยว เมื่อมีคนเข้ามาเป็นจำนวนมาก เกิดผลกระทบด้านต่างๆ ที่เห็นได้ชัด เช่น ระบบสาธารณูปโภค การจัดการน้ำเสียจากบ้านเรือน ถ้าไม่มีระบบควบคุมที่ดีย่อมส่งผลกระทบในระยะยาว วัฒนธรรมตะวันตกบางอย่างที่ไม่เหมาะสม การเกิดแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน การมองพระพุทธรูปเป็นเพียงสิ่งของเครื่องประดับของชาวตะวัน เป็นต้น
การอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานประเภทเมืองโบราณ จะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบหลายๆด้าน ที่หลอมรวมกันขึ้นเป็นเมืองทั้งในเชิงกายภาพและวัฒนธรรม และในการศึกษาดูงานครั้งนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น ๒ กิจกรรม คือ
๑ กิจกรรมการศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการ การอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณสถาน ณ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย
- พิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าชีวิต หรือพระราชวังหลวงพระบาง เป็นอาคารเก่า ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ลักษณะอาคารเป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส แต่เป็นการผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว ด้านนอกอาคารเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ เป็นระยะเวลานานจนสิ้นพระชนม์ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ พระราชวังหลวงพระบางได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ พระราชวังหลวงพระบางแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๐๔ (พ.ศ.๒๔๔๗) มีแผนผังเป็นรูปกากบาท และสร้างฐานซ้อนกันหลายชั้น หอพระด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ของลาว องค์พระสูง ๘๓ เซนติเมตร พระหัตถ์แสดงปางอภัยมุทรา หล่อขึ้นด้วยทองคำบริสุทธิ์เกือบทั้งองค์
- รับฟังการบรรยาย เรื่อง การอนุรักษ์เมืองมรดกโลกจากท่านบุญยัง พงพิชิต ตัวแทนจากองค์การยูเนสโก และเข้าพบท่านเจ้าเมืองหลวงพระบาง
- เมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมสมัยเมื่อครั้งลาวยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่มีความสวยงาม และยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกโลกของเมืองหลวงพระบาง โดยเมืองหลวงพระบางมีศักยภาพในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน
- วัดเชียงทอง พระโพธิสารราชเจ้าทรงสร้างวัดเชียงทองขึ้นในปี ค.ศ.๑๕๖๐ (พ.ศ.๒๑๐๓) โดยวัดเชียงทองนี้สร้างขึ้นก่อนหน้าที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทร์ไม่นานนัก และยังได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบางแท้ คือมีหลังคาแอ่นโค้งและลาดลงต่ำมากจนดูค่อนข้างเตี้ย
- วัดวิชุนราช เป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๕๑๕ (พ.ศ.๒๐๕๘) ในรัชสมัยพระเจ้าวิชุลราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง เอกลักษณ์ของวัดนี้เห็นได้จากประตูไม้ที่มีการแกะสลักอย่างสวยงาม และมีสถาปัตยกรรมแบบขอมที่ได้แบบมาจากปราสาทวัดภู แขวงจำปาศักดิ์ ในเขตลาวภาคใต้ ด้านในวัดมีพระพุทธรูปเก่าแก่ และศิลาจารึกรูปแบบต่างๆ มเหสีของพระเจ้าวิชุลราชได้ชักนำให้มีการสร้างพระธาตุขึ้น ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากพระธาตุอื่นๆ เนื่องจากมีรูปทรงกลมตัดครึ่ง มองเหมือนแตงโมจึงเรียกว่าพระธาตุหมากโม (ธาตุปะทุม) ต่อมา ค.ศ.๑๙๔๒ (พ.ศ.๒๔๘๕) วัดนี้จึงได้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเก็บรักษาพระพุทธรูปและวัตถุโบราณจำนวนมาก
- พระธาตุพูสี ตั้งบนยอดเขาพูสีที่มีความสูงราว ๑๕๐ เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง
มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงข้ามพระราชวัง ๓๒๘ ขั้น สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณปี ค.ศ.๑๗๙๔ (พ.ศ.๒๓๓๙) ซึ่งการได้เดินขึ้นไปบนยอดพูสีทำให้เห็นเมืองหลวงพระบางได้โดยรอบ
- หมู่บ้านผานม เป็นหมู่บ้านชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองสิบสองปันนา มีประชากรประมาณ ๒๕๐ ครอบครัว ผู้หญิงชาวไทลื้อชำนาญในการทอผ้า ในอดีตบ้านผานมเป็นแหล่งทอผ้าถวายเจ้ามหาชีวิตและราชสำนัก ในปัจจุบันบ้านผานมได้รักการยกระดับจากทางการให้เป็น “หมู่บ้านวัฒนธรรม” ผ้าทอมือจากบ้านผานมเป็นผ้าทอที่มีชื่อเสียงมาก มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมแสดงสินค้า มีการสาธิตการทอผ้าด้วยกี่กระตุกแบบดั้งเดิม และยังมีผ้าทอรูปแบบต่างๆ จำหน่ายให้นักท่องเที่ยว ผ้าทอบ้านผานมมีทั้งผ้าแพรเบี่ยงลวดลายแบบลื้อแท้ๆ และผ้าที่ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง ผ้ารองแก้วรองจาน ฯลฯ
๒ การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ ๒ และสรุปประเด็นการศึกษาดูงาน โดยมีประเด็นในการเสวนาดังนี้
- การสร้างสถานการณ์สมมติและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวทางการจัดการกับปัญหาระหว่างกลุ่มสมมติต่างๆ เพื่อให้ได้ทางออกหรือข้อสรุปที่เหมาะสมต่อทุกฝ่าย
- เสนอแนวความคิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย ที่ได้รับจากการศึกษาดูงานเมืองมรดกโลกหลวงพระบางในแง่ของการบริหารจัดการ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในปี ค.ศ.๑๙๙๕ และได้มีการบริหารจัดการมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมต่างๆ ร่วมกับองค์การยูเนสโก โดยได้มีการจัดการสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและภูมิทัศน์ ที่มีกฎข้อบังคับและแผนการจัดการพื้นที่อย่างชัดเจน ดังนี้
- มีการแบ่งพื้นที่ทางวัฒนธรรม พื้นที่ชุมชนและที่อยู่อาศัย พื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่ Buffer Zone
- ออกแบบและตกแต่งสถานที่ต่างๆ มีความกลมกลืนกับอาคารแบบเดิม
- อนุรักษ์อาคารเก่าให้มีสภาพดีดังเดิม
- จำกัดความสูงของอาคารและโรงแรม
- จำกัดขนาดของรถยนต์ที่จะเข้าไปชมในเมืองหลวงพระบาง โดยห้ามรถขนาดใหญ่เข้ามาภายในตัวเมืองโดยเด็ดขาด
- มีการขยายระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น การคมนาคม การสื่อสาร การจัดการน้ำ ฯลฯ เพื่อรองรับกับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาภายในเมืองหลวงพระบาง
- อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมประเพณี พิธีกรรมต่างๆ เช่น ประเพณีฮีต ๑๒ ประเพณีขึ้นปีใหม่
๑๐.๒ ในขณะที่เมืองหลวงพระบางได้เปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาเยี่ยมเยียนนั้น ก็มิใช่ว่าจะมีผลดีแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังได้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองหลวงพระบางขึ้นมาด้วยเช่นกัน ดังนี้
- มีสถานบันเทิงในเวลากลางคืนเกิดขึ้นมากมาย
- มีการลักลอบค้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ
- ชาวต่างชาติไม่เคารพสถานที่หรือทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่างๆ ที่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีของชาวหลวงพระบาง เช่น การถอดเสื้อในที่สาธารณะ การนุ่งกางเกงหรือกระโปรงสั้นเข้าไปในศาสนสถาน
- การนำรูปแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนาไปดัดแปลงเป็นอาคารหรือโรงแรม หรือการนำพระพุทธรูปไปประดับภายในห้องหรือทางเดินในโรงแรม
- การที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในเมืองหลวงพระบางทำให้เกิดมลพิษมากขึ้น เช่น ปัญหาขยะน้ำเสีย มลพิษทางเสียง มลพิษทางอากาศ เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้จำเป็นต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการต่อไป
๑๐.๓ บุคลากรทางด้านการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวสามารถใช้ภาษาต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านวัฒนธรรมจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ในการสื่อสารและถ่ายทอดเรื่องราวให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น กรมศิลปากรซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเผยแพร่และอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ควรส่งเสริมให้บุคลากรสามารถใช้ภาษาอื่นๆ ในการสื่อสาร อาทิเช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ให้แก่แขกของทางราชการหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้
สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ