ค้นหา

จากคำค้น "สถานการณ์" พบรายการทั้งหมด 261 รายการ

     ชื่อเรื่อง : กาฬโรคสมัยรัชกาลที่ ๕      ผู้เขียน : กรมศิลปากร      สำนักพิมพ์ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร      ปีพิมพ์ : ๒๕๖๒      เลขประจำตัวมาตรฐานสากล : ๙๗๘-๖๑๖-๒๘๓-๔๕๔-๗      เลขเรียกหนังสือ : ๖๑๖.๙๒๓๒ ศ๕๒๘ก      ประเภทหนังสือ : หนังสือกรมศิลปากร      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑ สาระสังเขป : โรคระบาดนับว่าเป็นสิ่งที่คร่าชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมากโดยไม่ได้จำกัดอายุ เพศ เชื้อชาติใดๆ ทั้งสิ้น ปัญหาโรคระบาดที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงแต่พรากชีวิตของคนตาย แต่หากยังพรากชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน บางครั้งต้องละทิ้งชุมชน  อพยพย้ายถิ่นฐานหนีโรคร้ายไปตั้งชุมชนใหม่ สำหรับประเทศไทยนั้นก็ประสบกับสถานการณ์โรคระบาดมามากมายหลายครั้ง โดยโรคระบาดที่สำคัญและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยอย่างยิ่งโรคหนึ่งนั้นคือ กาฬโรค (Plague) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มีหนูและหมัดเป็นพาหะโรค เป็นโรคระบาดที่รุนแรงและรวดเร็วทำให้มีการเสียชีวิตจำนวนมาก กาฬโรคเริ่มเข้ามาระบาดในเมืองไทยตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่เริ่มปรากฏชัดเจนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดย "กาฬโรคสมัยรัชกาลที่ ๕" เป็นงานที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า รวบรวม เรียบเรียง ตรวจสอบชำระ และแปลเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการระบาดของกาฬโรคสมัยรัชกาลที่ ๕ จากเอกสาร จำนวน ๔ รายการ คือ (๑) ตำราแพทย์แสดงด้วยกาฬโรค กล่าวถึงประวัติความเป็นมาและวิธีป้องกันกาฬโรค (๒) ประมวลจดหมายเหตุเกี่ยวกับกาฬโรคสมัยรัชกาลที่ ๕ กล่าวถึงการป้องกันกาฬโรค จากเอกสารแหล่งต่างๆ ทั้งหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ราชกิจจานุเบกษา และวารสารต่างประเทศ ต้นฉบับมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (๓) ประกาศป้องกันกาฬโรคสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นการรวบรวมประกาศและกฏหมายป้องกันกาฬโรคสมัยรัชกาลที่ ๕ ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาและชุดหนังสือกฎหมาย และ (๔) ลำดับเหตุการณ์ สำคัญเกี่ยวกับกาฬโรคสมัยรัชกาลที่ ๕ เช่น การจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ (๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๐) กาฬโรคระบาดที่ภูเก็ต (พฤษภาคม - มิถุนายน ๒๔๔๔) การตั้งโรงพยาบาลกาฬโรคที่คลองสาน (กุมภาพันธ์ ๒๔๔๗) ประกาศจัดการป้องกันกาฬโรคในหัวเมือง กำหนดให้แจ้งความเมื่อมีผู้ป่วยเป็นกาฬโรค (๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙) นายแพทย์ยอร์ช แมกฟาร์แลนด์ พิมเผยแพร่ตำราแพทย์แสดงด้วยกาฬโรค (มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๓) อีกทั้งยังมีเรื่องของกาฬโรคกับสังคมไทย และสมมุติฐานเรื่องกาฬโรคสมัยพระเจ้าอู่ทอง เพื่อศึกษาวิธีการของรัฐบาลในสมัยนั้นที่ดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของกาฬโรคตามหลักการแพทย์ตะวันตกเพื่อป้องกันและระงับการระบาดของกาฬโรคมิให้สูญเสียชีวิตผู้คนจำนวนมาก ด้วยมุ่งหวังเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขของไทยให้ปรากฏแก่ผู้สนใจและสาธารณชน อีกทั้งเป็นเอกสารประวัติศาสตรที่อำนวยประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าอ้างอิงทางวิชาการสืบต่อไป     


          หลังจากตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนเพื่อถวายพระเจ้าเฉียนหลงจักรพรรดิจีนเพื่อให้รับรองฐานะกษัตริย์พระองค์ใหม่ โดยส่งพระราชสาสน์ไปกับเรือสินค้าของพ่อค้าจีน ชื่อ หยังจิ้นจง เนื้อความในพระราชสาสน์อธิบายการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ พร้อมทั้งขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตซื้อเหล็กและปืนใหญ่มาทำสงครามกับพม่า แต่ในปีเดียวกันหัวหน้าชุมนุมต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นอิสระก็ได้ส่งพระราชสาสน์ไปถวายพระเจ้าเฉียนหลงเพื่อให้ทรงรับรองฐานะการเป็นกษัตริย์ของสยามด้วยเช่นกัน ครั้งนั้น พระเจ้าเฉียนหลงจึงได้ตอบปฏิเสธการรับรองฐานะของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมทั้งปฏิเสธการขอซื้อเหล็กและปืนใหญ่ด้วย(๘)           การเจริญไมตรีทางการทูตกับจีนในอีก ๓ ครั้งต่อมาเมื่อพ.ศ.๒๓๑๘ พ.ศ.๒๓๒๐ และพ.ศ.๒๓๒๑ ทำให้กรุงธนบุรีได้รับการตอบรับด้วยไมตรีจากจักรพรรดิจีนมากยิ่งขึ้น ในที่สุดสมเด็จพระจักรพรรดิจีนก็ทรงพระราชทานสิทธิให้กรุงธนบุรีสามารถทำการค้ากับจีนได้เต็มที่เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา โดยไม่ต้องจำกัดอยู่แค่เมืองกวางตุ้งเช่นในระยะแรกๆ(๙) สินค้าที่กรุงธนบุรีซื้อจากจีนนั้น ได้แก่ กำมะถัน กระทะเหล็ก แผ่นทองแดง เหล็ก เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกมากที่สุดของกรุงธนบุรีจะเป็นพวกของป่า ได้แก่ ไม้ฝาง ไม้แดง ไม้ดำ รวมทั้งการค้าพริกไทยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกิดจากความชำนาญด้านการเพาะปลูกของชาวจีนอพยพซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนแต้จิ๋ว และมีแหล่งเพาะปลูกสำคัญอยู่ตามเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก รวมทั้งที่เมืองสงขลาซึ่งมีชาวจีนฮกเกี้ยนอยู่เป็นจำนวนมาก สำหรับไม้ฝางนั้นนอกจากจะใช้ส่งออกแล้ว ยังเป็นสินค้าที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นด้วย(๑๐) จะเห็นได้ว่าเวลาที่ประเทศจีนได้เปิดสัมพันธไมตรีการค้าอย่างเต็มที่กับกรุงธนบุรีเป็นยามที่บ้านเมืองเริ่มมีความมั่นคง แม้ในระยะแรกจีนจะปฏิเสธความสัมพันธ์กับกรุงธนบุรีมาโดยตลอด เพราะมองว่าพระองค์เป็นคนธรรมดาสามัญ แต่ท้ายที่สุดจีนก็ยอมรับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมากขึ้น สังเกตได้จากหลักฐานบันทึกที่มีการออกพระนามพระองค์ว่า “เจิ้งเจา” ในช่วงปลายรัชสมัย นอกจากนั้นเมื่อมีการส่งคณะทูตเพื่อถวายพระราชสาสน์อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๔ ราชสำนักจีนได้ออกพระนามพระองค์ว่า “เจิ้งเจา พระเจ้าแผ่นดินสยาม” อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับของจีน แต่กว่าที่จะได้มีการส่งราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีอย่างเป็นทางการนั้นก็เป็นปีสุดท้ายในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพอดี(๑๑) และจากการที่มีการเปลี่ยนรัชกาลเสียก่อน ดังนั้นผลพลอยได้จึงตกอยู่ที่กรุงรัตนโกสินทร์แทนในเวลาต่อมา(๑๒)          สำหรับกลุ่มชาวจีนที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของธนบุรีในขณะนั้น ก็คือชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก บ้างก็ทำการค้าขายจนได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญและมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอย่างยิ่ง อาทิ ชาวจีนกวางตุ้งชื่อ หยังจิ้นจง รับราชการจนได้บรรดาศักดิ์เป็นโกษาธิบดี ซึ่งทำหน้าที่ดูแลซื้อขายสินค้า ชาวจีนแต้จิ๋วชื่อ จีนมั่วเส็ง ต่อมาโปรดฯให้เป็นหลวงอภัยพานิช หรือจีนเรือง ซึ่งต่อมาได้เป็นพระพิชัยวารี จีนฮกเกี้ยนมีขุนนางคนสำคัญคือ เฮาเหยี่ยง หรือ วูหยาง เป็นพ่อค้าจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางมายังสงขลาและปลูกยาสูบขายจนร่ำรวย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้เป็นเจ้าภาษีรังนกของสงขลา ต่อเมื่อมีความดีความชอบทำอากรรังนกถวายเงินปีละ ๕๐ ชั่ง จึงแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอินทรคีรีสมบัติ(๑๓) เป็นต้น จนอาจกล่าวได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กรุงธนบุรีก้าวสู่ระบบการค้าจีนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้นก็เพราะมีกลุ่มชาวจีนอพยพเป็นกำลังสำคัญ ด้วยการเป็นทั้งผู้ผลิตสินค้า ผู้จัดหา เป็นทั้งขุนนางและลูกจ้างที่สร้างความเชื่อมโยงจนเกิดเป็นเครือข่ายการค้าในแต่ละเมืองขึ้น           นอกจากจะเปิดการค้ากับจีนแล้ว กรุงธนบุรีก็ยังได้ติดต่อการค้ากับชาวญวนและแขก เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเรียนรู้ภาษาทั้งสามจนทรงสามารถพูดได้อย่างชำนาญมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงเริ่มรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา นอกจากนั้นก็ยังมีการทำการค้ากับญี่ปุ่นและชาติอื่นๆด้วย แต่เป็นการค้าที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กรุงธนบุรีมากเท่าการค้ากับจีน และการได้ทำการค้าที่ผ่านพ่อค้าจีนนั้นก็ยังส่งผลดีที่ทำให้การค้าเริ่มขยายตัวออกสู่วงกว้างมากขึ้นด้วย(๑๔)           สำหรับความสัมพันธ์ที่มีกับชาติตะวันตกนั้น มีหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในเอกสารสำคัญของฝ่ายไทยและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงธนบุรี นั่นก็คือ เรื่องจดหมายเหตุของพวกบาทหลวงฝรั่งเศส(๑๕) พวกเขาได้บันทึกเรื่องราวครั้งกรุงธนบุรีไว้ เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกที่เดินทางเข้ามาในช่วงต้นรัชสมัย อย่างเช่นที่มองซิเออร์คอร์บันทึกไว้ว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอก พระยาตากพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ได้ทรงต้อนรับข้าพเจ้าอย่างดี และโปรดให้ข้าพเจ้าเลือกหาที่ดินตามใจชอบ ข้าพเจ้าได้เลือกที่ไว้แห่ง ๑ เหนือหมู่บ้านพวกเข้ารีต..”(๑๖) แต่ในส่วนประเด็นสำคัญคงเป็นเรื่องชะตากรรมของชาวยุโรป ที่ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวของพวกคริสตังโปรตุเกสที่ต้องหนีตายจากการถูกควบคุมตัวของทหารพม่า ตลอดจนการบันทึกในช่วงหลังการเสียกรุงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการค้าขายทั้งกับชาวอังกฤษ โปรตุเกส และฮอลันดา หลักฐานเรื่องสินค้าสำคัญตามที่ปรากฏในบันทึก นอกจากจะเป็นการค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้าบริโภคที่จำเป็นยิ่งสำหรับการเสริมสร้างกำลังแก่กองทัพแล้ว ในภาวะที่บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงมีศึกสงครามติดพันเช่นนั้น สินค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ก็จะมีความสำคัญและจำเป็นไม่แพ้กัน ดังที่ปรากฏเรื่องของการติดต่อซื้อดินปืนและปืนนานาชนิด ที่เรือสินค้าต่างชาติตามหัวเมืองชายทะเลได้บรรทุกเข้ามาจำหน่าย การที่บาทหลวงฝรั่งเศสได้บันทึกถึงเรื่องการอาศัยเรือแขกมัวร์ไปยังบางกอก (พ.ศ.๒๓๑๓) แสดงให้เห็นว่ามีการนำเรือสินค้าเข้ามาค้าขายที่เมืองบางกอกแล้วตั้งแต่ตอน ต้นรัชสมัย นอกจากนั้น ยังมีข้อความที่บันทึกไว้ในเวลาต่อมาว่า “ในปี พ.ศ.๒๓๒๒ แขกมัวร์จากเมืองสุราตในประเทศอินเดีย ได้นำสินค้าเข้ามาขายในกรุงธนบุรี และฝ่ายไทยก็ได้ส่งสำเภาหลวงไปค้าขายถึงอินเดีย”(๑๗)           การค้าที่สำคัญอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือการค้ากับฮาเตียน(๑๘) สินค้าที่นำเข้าจำนวนมากคือข้าว นอกจากนั้นก็ยังปรากฏหลักฐานการค้ากับบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (V.O.C.) ว่า “ในปีพ.ศ.๒๓๑๒ ออกญาพิพัทธโกศาได้ส่งจดหมายไปถึงข้าหลวงใหญ่ของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาในเมืองปัตตาเวีย เพื่อชักชวนให้กลับมาตั้งสถานีการค้าในกรุงธนบุรี และติดต่อขอซื้ออาวุธปืนจำนวน ๑,๐๐๐ กระบอก บริษัทอินเดีย ตะวันออกของฮอลันดาได้ตกลงขายปืนให้ ๕๐๐ กระบอก โดยแลกกับไม้ฝาง หากมีไม้ฝางไม่พอก็สามารถจ่ายเป็นขี้ผึ้งได้”(๑๙) ถึงแม้บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาจะไม่ได้กลับมาตั้งสถานีการค้าในธนบุรี แต่ก็ยังมีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าอีกหลายครั้ง เช่นในพ.ศ.๒๓๑๗ ธนบุรีได้ซื้อปืนอีก ๓,๐๐๐ กระบอก และการซื้อขายแต่ละครั้งก็ยังดำเนินการผ่านชาวจีนที่เดินเรืออยู่ระหว่างสยามและปัตตาเวีย โดยส่วนมากเป็นการซื้ออาวุธ รองลงมาคือข้าวและม้า(๒๐)          จากการได้ติดต่อการค้าระหว่างกรุงธนบุรีกับชาติตะวันตกในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้เราได้รู้จักพ่อค้าชาวอังกฤษ ชื่อ ฟรานซิส ไลต์ (Francis Light) ตลอดจนได้รับรู้เรื่องราวที่เขาที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรุงธนบุรีอีกด้วย เขาเป็นผู้ที่ทำให้กรุงธนบุรีได้ทำการซื้ออาวุธปืนกับชาติตะวันตกอีกครั้ง และมีคุณงามความดีจนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ พระยาราชกปิตัน แก่เขาในภายหลัง(๒๑) ฟรานซิส ไลต์ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๒๘๘ ที่เมืองดัลลิงฮู (Dallinghoo) ซัฟฟอล์ก (Suffolk) ประเทศอังกฤษ หลังสำเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการกับราชนาวีอังกฤษเป็นเวลา ๕ ปี ตั้งแต่พ.ศ.๒๓๐๒ ถึงพ.ศ.๒๓๐๖ ตำแหน่งสุดท้ายในการรับราชการคือนายเรือโท จากนั้นจึงได้ลาออกจากราชการมาเป็นนายเรือพาณิชย์สังกัดบริษัทบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เบงกอลซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย และเดินเรือทำการค้าอยู่ระหว่างท่าเรือตามชายฝั่งอินเดียกับคาบสมุทรมลายู นายจอห์น ครอเฟิร์ด (John Crawfurd) ให้ข้อมูลไว้ว่า ฟรานซิส ไลต์ ได้สมรสกับสาวลูกครึ่งไทย-โปรตุเกสชาวเมืองถลาง ชื่อ มาร์ตินา โรเซล และตั้งรกรากอยู่ที่เมืองถลางมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๑๕ และต่อมาได้ย้ายศูนย์กลางการค้าไปอยู่ที่ปีนังหรือเกาะหมาก สินค้าสำคัญที่ค้าขายอยู่ในเวลานั้นก็คือ ข้าว ซึ่งมีลักษณะการค้าขายที่ใช้ดีบุกในการชำระอัตราค่าซื้อขายแทนการใช้เงิน แต่สิ่งที่ทำให้การค้าของฟรานซิส ไลต์กับสยามประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งและกลายเป็นบุคคลสำคัญของภูมิภาคนี้ ก็คือการค้าอาวุธปืนนานาชนิด โดยเฉพาะปืนใหญ่ประเภทต่างๆ รวมทั้งการค้าดินปืนให้กับเมืองถลางและเมืองชายทะเลอื่น ๆทางภาคใต้ของสยาม เพราะขณะนั้นสยามยังขาดแคลนทั้งอาวุธและยุทธปัจจัยใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันประเทศในระหว่างการศึกกับพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงโปรดให้ฟรานซิส ไลต์เป็นธุระในการติดต่อขอซื้ออาวุธ ซึ่งปรากฏหลักฐานในบันทึกว่า กรมการเมืองถลางซื้อปืนคาบศิลา ๙๖๒ กระบอก ปืนชาติเจะระมัด ๙๐๐ กระบอก โดยมีกปิตันมังกูเป็นผู้นำส่งมายังกรุงธนบุรี และเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับดีบุก(๒๒) ซึ่งเรื่องการค้าขายกับชาติตะวันตกในช่วงดังกล่าวนี้ก็ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ปีวอกอัฐศก (พ.ศ.๒๓๑๙) เป็นข้อความเพียงสั้น ๆว่า “เจ้ากรุงปัญยีจัดซื้อปืนถวายเข้ามา ๑๔๐๐ และสิ่งของเครื่องบรรณาการต่างๆ”(๒๓) เพื่อมอบเป็นบรรณาการแก่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นอกจากนี้ก็มีเอกสารต่างประเทศฉบับอื่นๆ บันทึกเหตุการณ์เดียวกันนี้ไว้ และบางฉบับ(๒๔)ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า กรุงธนบุรีได้สั่งซื้อปืนจากอังกฤษ โดยมีจดหมาย โต้ตอบระหว่างกัน และในการจัดซื้อครั้งหนึ่ง ฟรานซิส ไลต์ได้เขียนจดหมายไปถึงนายยอร์ช สแตรตตัน(๒๕) ฉบับลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๐ ข้อความตอนหนึ่งว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามได้สดับว่าพม่ากำลังให้ความสนใจฝรั่งเศสมาก ลำพังพม่าพวกเดียวแล้วพระองค์ไม่กลัว แต่ทรงวิตกว่าพม่าจะเข้ารวมกับพวกฝรั่งเศสซึ่งมีอยู่มากในหงสาวดีและอังวะ จึงทรงเห็นภัยที่จะมีมาถึงประเทศ(๒๖)           ในเวลาต่อมาพระยาราชกปิตันได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ (Governor of Prince of Wales) หรือเจ้าเมืองปีนังคนแรก แต่เขาก็ยังคงมีบทบาทพ่อค้าอาวุธกับราชอาณาจักรไทยอยู่อย่างต่อเนื่องนับจากสมัยกรุงธนบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏอยู่ในเอกสารเมืองถลาง หรือจดหมายของพระยาถลางและคุณหญิงจันที่มีไปถึงฟรานซิส ไลต์ เจ้าเมืองปีนัง เอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญนี้เป็นจดหมายอักษรไทยจำนวนกว่า ๖๐ ฉบับซึ่งได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการติดต่อการค้าระหว่างพระยาราชกปิตันกับเมืองถลางในระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๘ ถึง ๒๓๓๓ เนื้อความส่วนใหญ่บอกเล่าถึงสถานการณ์ในช่วงวิกฤตของเมืองถลาง เมืองตะกั่วป่า และเมืองตะกั่วทุ่งภายหลังการศึกสงครามกับพม่า สภาพบ้านเมืองที่ได้รับความเสียหาย ยุ้งฉางข้าวที่ถูกพม่าเผาทำลายเพื่อมิให้หลงเหลือเป็นเสบียงอาหาร จนทำให้ประชาชนต้องอดอยากขาดแคลนและการต้องใช้ดีบุกในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างๆ เป็นต้น           แม้ยามนั้นบ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะศึกสงคราม แต่ต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนของกลุ่มชาวจีนที่อพยพเข้ามาคือกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้กรุงธนบุรีมีการค้าที่เจริญรุ่งเรือง ทั้งยังทำให้การติดต่อค้าขายสามารถเชื่อมโยงไปสู่อาณาจักรอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อีกด้วย การค้าในสมัยกรุงธนบุรีทั้งการค้าภายในและภายนอกนั้นมีแต่ชาวจีนที่เป็นคนดำเนินการ แม้แต่ชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาในช่วงนั้นก็ยังได้บันทึกว่า การค้าสำคัญของที่นี่อยู่ในมือชาวจีนทั้งหมด และพระมหากษัตริย์เองก็พอใจจะให้เป็นเช่นนั้น(๒๗)------------------------------------------------------------- เรียบเรียงโดย นางสาวเสาวลักษณ์ กีชานนท์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มแปลและเรียบเรียง สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ----------------------------------------------------------------- เชิงอรรถ ๘ จิราธร ชาติศิริ เศรษฐกิจธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน.หน้า.๒๔๒. อ้างจาก สืบแสง พรหมบุญ เรื่อง ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับไทยในค.ศ.๑๒๘๒-๑๘๕๓. ๙ จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๔๓. ๑๐ อ้างแล้ว. หน้า๒๔๗. ๑๑ กรมศิลปากร. ทศภาค : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช.(๒๕๕๙). หน้า ๒๔๑. ๑๒ สุดารา สุจฉายา. พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากหนังสือ ทศภาค : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.๒๕๕๙. น.๔๕. ๑๓ จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๕๒. ๑๔ จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๘. ๑๕ ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙ จดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ๑๖ ศิลปากร, กรม.ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙. หน้า ๘๘. ๑๗ http://wikipedia.org. ความสัมพันธ์กับต่างชาติในสมัยกรุงธนบุรี. (เข้าถึงเมื่อ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๐). ๑๘ หมายถึงเมืองพุทไธมาศ หรือบันทายมาศ ปัจจุบันตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนามติดกับกัมพูชา ๑๙ จิราธร ชาติศิริ. เศรษฐกิจกรุงธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน. กรุงเทพฯ : หจก.สามลดา. หน้า ๒๔๙ อ้างอิงจาก ธีรวัติ ณ ป้อมเพชร จดหมายจากพิพัทธโกศา ถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา หน้า๓๓-๔๐. ๒๐ จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๙. ๒๑ จากเอกสารและจดหมายหลายฉบับที่ข้าราชการและชาวเมืองถลางเขียนถึงฟรานซิส ไลต์ ลงวันที่เดือนปี ในพ.ศ.๒๓๒๒ ได้เรียกเขาตามบรรดาศักดิ์อย่างชัดเจนว่า พระยาราชกปิตัน ซึ่งยังอยู่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อย่างไรก็ดี บางหลักฐาน เช่น หนังสือชุมนุมประกาศรัชกาลที่ ๔ ได้อ้างว่า กัปตันฟรานซิส ไลต์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชกปิตันในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ๒๒ จิราธร ชาติศิริ. เศรษฐกิจกรุงธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน.อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๙. ๒๓ กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี. (กรุงเทพฯ : มปป. มปท.) น. ๙๒ ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาและเอกสารต่างประเทศหลายฉบับกล่าวตรงกันว่า หมายถึงกปิตันเหล็ก เจ้าเมืองเกาะหมาก ๒๔ หนังสือ Taksin the Great by History World Published: Lulu.com on May 15, 2013 ๒๕ George Stratton ชาวอังกฤษซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งไวซ์รอยหรือผู้สำเร็จราชการแห่งมัทราส (Viceroy of Madras) ๒๖ อาณัติ อนันตภาค. สองมหาราชกู้แผ่นดิน. น.๑๔. ๒๗ จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๕๔ อ้างอิงจาก Sarasin Viraphol. Tribute and Profit: Sino-Siamese trade 1652-1853. Cambridge: Harward U.Press,1977.p.172. -------------------------------------------------------------


“…พิมาย จากศูนย์กลางพุทธมหายานสู่เจ้าชุมนุมรัฐอิสระ…” #พิมาย เป็นดินแดนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา บริเวณเมืองพิมายในอดีตสันนิษฐานว่าครอบคลุมพื้นที่อำเภอต่างๆ ในปัจจุบันคือ อำเภอพิมาย อำเภอชุมพวง อำเภอห้วยแถลง อำเภอเมืองยาง อำเภอลำทะเมนชัย บางส่วนของอำเภอประทาย บางส่วนอำเภอโนนแดง บางส่วนอำเภอโนนสูง และบางส่วนอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองพิมาย ปรากฏร่องรอยของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีพัฒนาการมาตามลำดับ จนเจริญสูงสุดในสมัยวัฒนธรรมเขมรในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗ มีการขยายเมือง วางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีศาสนสถานอยู่กลางเมือง มีบารายนอกเมืองตามแบบเมืองในวัฒนธรรมเขมรทั่วไป และปรากฏชื่อ “วิมาย”ซึ่งเชื่อว่าเป็นคำเดียวกับพิมายอย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้ ในจารึกที่พบที่พิมายและที่พบในประเทศกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองพิมายและอาณาจักรเขมร ซึ่งมีหลักฐานต่อเนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นร่องรอยของอารยธรรมเขมรช่วงสุดท้ายที่ปรากฏที่เมืองพิมาย เมื่ออาณาจักอยุธยาสถาปนาขึ้นในบริเวณภาคกลางเมืองพ.ศ. ๑๘๙๓ อำนาจทางการเมืองของอยุธยายังไม่เข้าครอบคลุมดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสันนิษฐานว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมรอยู่ แม้ว่าจำนวนประชากรจะเบาบางลงและอาณาจักรเขมรเสื่อมอำนาจลงมากแล้วก็ตาม การที่เมืองพิมาย เคยเป็นเมืองสำคัญระดับศูนย์กลางอำนาจในภูมิภาคแถบนี้มาก่อน จึงมีความสัมพันธ์ทั้งทางด้านการเมืองและเครือญาติกับบรรดาหัวเมืองของเขมรในภาคอีสานและศูนย์กลางที่เมืองพระนคร โดยยังคงความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจ เมื่ออยุธยาพยายามขยายอำนาจมาทางตะวันออก จะต้องเข้าควบคุมดินแดนในบริเวณต้นแม่น้ำมูลก่อน ถึงแม้ว่าอยุธยาจะสามารถทำลายศูนย์กลางอำนาจของเขมรได้สำเร็จและได้ดินแดนบางส่วนมาอยู่ในความควบคุม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมดินแดนแถบนี้ได้อย่างเรียบร้อย เนื่องจากอยู่ไกลและการคมนาคมไม่สะดวก และหัวเมืองเขมรในอีสานก็อาจจะเข้ามากับเขมรเมื่อต้องทำศึกกับอยุธยา ด้วยเหตุนี้ ทำให้ราชสำนักอยุธยาต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริมสถานภาพของเมืองใหม่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และเป็นตัวแทนของราชสำนักในบริเวณนี้แทนที่เมืองพิมาย นอกจากจะเป็นการตัดกำลังของเขมรแล้ว ยัง สามารถใช้เป็นฐานกำลังของตนในการขยายอำนาจ โดยเพิ่มความสำคัญทางการเมืองให้กับเมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็นศูนย์อำนาจในระดับภูมิภาคแทน ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เมืองนครราชสีมาได้กลายเป็นฐานกำลังของราชสำนักอยุธยาในภูมิภาคนี้ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของราชสำนักในการควบคุมปกครองหัวเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้สำเร็จ และผลักดันเมืองศูนย์กลางเดิมให้มีฐานะเป็นเมืองขึ้น ชื่อเมืองนครราชสีมาปรากฏครั้งแรกในทำเนียบหัวเมือง ตามกฎหมายตราสามดวงบทพระอัยการนายทหารหัวเมืองที่ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นเมืองเดียวที่ปรากฏในทำเนียบเมืองสมัยอยุธยาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในส่วนของเมืองพิมายน่าจะคงอยู่ในฐานะเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา แต่เป็นเมืองขึ้นที่มีประชากรหนาแน่น พื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและคมนาคมจากเมืองนครราชสีมาไปสู่อาณาจักรเขมร และเจ้าเมืองพิมายน่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเป็นที่ไว้ใจพิมายน่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเป็นที่ไว้ใจของเจ้าของเจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มเมืองนครราชสีมา –พิมาย เข้ามาใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจในส่วนกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เริ่มห่างไกลจากเขมรมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถพัฒนาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนโดยเฉพาะด้านภาษาพูด แต่ในช่วงเวลานี้อำนาจของอยุธยายังคงครอบคลุมอยู่เพียงตอนต้นของแม่น้ำมูล ในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๒๐๐) ได้ทรงส่งช่าวชาวฝรั่งเศสมาออกแบบผังเมืองและสร้างป้อมกำแพงเมืองนครราชสีมาใหม่ ก็ปรากฏชื่อของเมืองพิมายเป็นเมืองหน้าด่านของนครราชสีมาทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงว่าน่าจะเป็นไปได้ที่ในระยะเวลาก่อนหน้านี้ เมืองพิมายได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอยุธยาอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีฐานะเป็นเมืองขึ้นของราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ พระยายมราช (สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นผู้ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้วางพระทัยอีกคนหนึ่งไม่ยอมอ่อนน้อมราชสำนักอยุธยาต้องใช้เวลาปราบกบฏกว่า ๓ ปี เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว เมืองนครราชสีมาได้ถูกลดบทบาทลง โดยให้หัวเมืองที่ขึ้นกับนครราชสีมาเพิ่มบทบาททางการเมืองของตนให้มากขึ้น เป็นการถ่วงดุลมิให้มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงเมืองเดียว ทำให้เมืองนครราชสีมาอ่อนแอลง เพราะเกิดกบฏบุญกว้างซึ่งเป็นลาว สามารถยึดนครราชสีมาได้และยกลงมาจนถึงลพบุรี จากนโยบายนี้และการอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งของชาวกุยในเขตควบคุมของเมืองพิมายในปลายสมัยอยุธยาทำให้ฐานะของเมืองพิมายเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๒๖๐ ชาวกุยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่จำปาศักดิ์แถบเมืองอัดปือแสงปางได้อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า เขมรป่าดง (ปัจจุบันคือพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ) เข้ามาตั้งชุมชนกระจัดกระขายอยู่ทั่วไป การเข้ามาของชาวกุยทำให้เมืองพิมายต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะดินแดนเขมรป่าดงอยู่ในเขตปกครองเมืองพิมาย ซึ่งครอบคลุมไปถึงเขตแดนต่อกับเมืองจำปาศักดิ์ (บริเวณห้วยขยุงในเขตจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) ดังนั้นเมืองพิมายซึ่งมีฐานะเป็นเพียงเมืองขึ้นของนครราชสีมาจึงเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเพื่อควบคุมชาวกุยเหล่านี้ ในช่วง ๑๐ ปี สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ภายใต้การสนับสนุนของราชสำนัก เมืองพิมายมีอิทธิพลและอำนาจทางการเมืองพอๆกับนครราชสีมา เนื่องจากต้องการให้มีความเข้มแข็งสามารถควบคุมชาวกุยที่อพยพเข้ามาตั้งชุมชนใหม่ๆ ได้ ปี พ.ศ. ๒๓๐๒ ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์ทรงตั้งผู้นำชาวกุย ๕ คน ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง ทำราชการควบคุมชาวกุยในเขตชุมชนของตนโดยให้ขึ้นกับเมืองพิมาย เป็นการตอบแทนที่ช่วยจับช้างเผือกกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองพิมายได้เข้ามาควบคุมปกครองชาวกุยอย่างจริงจัง โดยตั้งชาวกุยออกเป็นชุมชน เป็นบ้านต่างๆ จากการปฏิบัติราชการของเจ้าเมืองพิมายยังความพอพระทัยให้กับพระเจ้าเอกทัศน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่วยของป่าที่มีค่าของชาวกุยได้ถูกลำเลียงไปสู่ราชสำนัก เป็นสินค้าที่มีค่าสูงในระบบการค้าต่างประเทศของอยุธยาอย่างมากมาย เช่น ช้าง แก่นสน ปีกนก นอแรด งาช้าง ต่อมาให้ยกชุมชนชาวกุยจากบ้านขึ้นเป็นเมือง คือเมืองขุขันธ์ เมืองประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) เมืองสังขะ และเมืองรัตนบุรี เลื่อนบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองเหล่านี้จากหลวงขึ้นเป็นพระ โดยให้ขึ้นกับเมืองพิมาย ทำให้เมืองพิมายมีอำนาจและบารมีเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งมีความมั่นใจที่ทำให้เมืองพิมายเป็นศูนย์กลางอำนาจท้องถิ่นแทนเมืองนครราชสีมา และประสบความสำเร็จในช่วง พ.ศ. ๒๓๑๐ – ๒๓๑๑ การที่พม่ามุ่งเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาทำให้หัวเมืองตะวันออกอยู่นอกเขตการรบ จึงยังคงมีกำลังทรัพย์และกำลังคนที่อุดมสมบูรณ์อยู่ เหมาะกับการที่จะใช้เป็นที่ตั้งฐานกำลังเพื่อขยายอำนาจทางการเมือง กรมหมื่นเทพพิพิธและพรรคพวกจึงยึดครองเมืองนครราชสีมาไว้ แต่ก็ถูกตีโต้จากขุนนางท้องถิ่นของเมืองพิมายจนประสบความพ่ายแพ้ เจ้าเมืองพิมายต้องการให้กรมหมื่นเทพพิพิธประทับอยู่ที่เมืองพิมายจนมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกแล้ว จึงได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมืองนครราชสีมา สถาปนากรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นเจ้ารวมทั้งจัดตั้งรัฐอิสระขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลโดยมีเขตแดนตั้งแต่หัวเมืองตะวันออกฝั่งดอนไปจรดเขตแดนของหัวเมืองลาว ใช้ชื่อว่าชุมนุมเจ้าพิมายและย้ายศูนย์กลางอำนาจจากนครราชสีมา มาอยู่ ณ เมืองพิมาย คงทิ้งกำลังทหารจำนวนหนึ่งไว้นอกเมืองนครราชสีมาเพื่อรักษาเมืองเท่านั้น พร้อมทั้งสถาปนาขุนนางน้อยใหญ่ตามแบบราชสำนักโดยให้พระพิมายเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ผู้สำเร็จราชการ ตั้งบุตรพระพิมายเป็นพระยามหามนตรีและพระยาวรวงศาธิราช มีข้าราชการและผู้มีที่หนีมาจากกรุงศรีอยุธยาเข้ามาอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ปรากฏมีสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายทีเมืองพิมายหลายแห่ง เช่น เมรุน้อยและโบสถ์เจ้าพิมาย ปัจจุบันถูกรื้อถอนไปแล้ว เมรุพรหมทัตและพระพุทธรูปขนาดใหญ่อีก ๒ องค์ ปัจจุบันอยู่ที่วัดเดิม อำเภอพิมาย เข้าใจว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่อำนาจทางการเมืองที่แท้จริงได้ตกอยู่กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และพรรคพวก เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชขับไล่ข้าศึกที่ยึดครองอยู่บริเวณภาคกลางของไทยไปแล้ว จึงเริ่มนโยบายรวมชาติ โดยเข้าโจมตีชุมชนเจ้าพิมายในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ ชุมนุมพิมายได้จัดทัพรับแต่ก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มขุนนางที่เข้าร่วมกับชุมนุมเจ้าพิมายหนีหายไป เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พระยามหามนตรี และตัวกรมหมื่นเทพพิพิธถูกประหารชีวิต เป็นอันสิ้นสุดสภาพรัฐอิสระของพิมายอย่างเด็ดขาด พระเจ้าตากสินฯ ทรงจัดการปกครองหัวเมืองแถบนี้เสียใหม่ โดยให้นครราชสีมาเป็นเมืองเอกเมืองเดียวในภูมิภาคอีสีสาน แต่ก็ยังทรงทำอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากยังมีสงครามติดกันอยู่ และราชสำนักเอง ก็ขาดแคลนกำลังคนในการจัดการปกครองในภูมิภาค จึงต้องใช้ขุนนางในพื้นที่ แต่การแต่งตั้งเจ้าเมืองนครราชสีมาและเมืองพิมาย ทรงกระทำด้วยความรอบครอบเพราะต้องการคนที่ไว้วางพระทัย เนื่องจากหัวเมืองแถบนี้มีกำลังคนมากและเคยจัดจั้งชุมนุมเป็นรัฐอิสระมาแล้ว จะด้วยเหตุใดก็ตาม ทรงแต่งตั้งให้ขุนขนะ (ต้นสกุล กาญจนาคม) ขุนนางท้องถิ่นในนครราชสีมา ที่มีความดีความชอบในการจับกรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นพระยานครราชสีมา เจ้าเมืองนครราชสีมาผู้นี้ เป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินฯอีกผู้หนึ่งในช่วงจลาจลในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ส่วนเจ้าเมืองพิมายเมืองขึ้นของนครราชสีมาจะเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ แต่มีชื่อของยกกระบัตรเมืองพิมาย (ปิ่น ต้นสกุล ณ ราชสีมา) ผู้ที่ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองพิมายและนครราชสีมาในโอกาสต่อไป ข้อมูลและเรียบเรียงนำเสนอ โดย นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี บรรณานุกรม ขจีรัตน์ ไอราวัณวัฒน์. ความสำคัญทางการเมืองของเมืองนคราชสีมา : บทบาทของเจ้าเมืองตระกูล ณ ราชสีมา ระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๘๘ วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๒ คุรุสภา ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓ กรุงเทพฯ:คุรุสภา ,๒๕๐๖ ---------.ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๔๐ กรุงเทพฯ:คุรุสภา ,๒๕๒๘ ดำรงราชานุภาพ สมเด็จกรมพระยา .จดหมายเหตุเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา และ มณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. ๑๒๕ พ.ศ.๒๔๔๙ .กรุงเทพฯ:มูลนิธิสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและ หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล และพะราชธิดา,๒๕๗๘ เติม วิภาคย์พจนกิจ.ประวัติศาสตร์อิสาน.พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์๒๕๓๐ ธิดา สาระยา เมืองประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ ๒๕๓๘ มานิต วัลลิโภดม นำเที่ยวพิมายและโบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา,พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงาน พระราชทานเพลิงศพขุนคงฤทธิ์,กรุงเทพฯ:คุรุสภา ๒๕๑๓ ศรีศักดิ์ วัลลิโภคมโบราณคดีไทยในทศวรรษที่ผ่านมา.กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ ๒๕๒๕ ศิลปากร,กรม พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ กรุงเทพฯ ชุมชนสหกรณ์แห่งประเทศไทย ๒๕๓๔๐ -----------. พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาน พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้านางโสฬสนารี ณ จำปาศักดิ์ สาระโสภณ กรุงเทพฯ: วัชรินทร์การพิมพ์,๒๕๓๙ ----------. เรื่องกฎหมายตราสามดวง กรุงเทพฯ:อุดมศึกษา,๒๕๒๐ สุรัตน์ วรางครัตน์ การค้าต่างแดนของอิสานในอดีต ,วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๐ เล่มที่ ๒ ๒๕๒๗ สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดนครราชสีมา,นครราชสีมา :นิวส มบูรณ์การพิมพ์ ,๒๕๒๖ ----------. หมู่พงศาวดารชื่อพงศาวดารเมืองประทายสมันต์ เลขที่ ๐๐๑,๓


          วันอาหารโลก” (World Food Day) ตรงกับวันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization หรือ FAO) กำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงวันก่อตั้งองค์กรเมื่อ พ.ศ. 2488 และสร้างการรับรู้ให้แก่สาธารณชนถึงพันธกิจหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลกผ่านการขจัดความหิวโหย ความไม่มั่นคงทางอาหาร การพัฒนาระบบอาหารที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับประชากรโลก และการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกกว่า 190 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทางด้านอาหารอย่างรอบด้าน ทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะสงครามและความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจที่ผันผวน รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกยังคงประสบภาวะขาดแคลนอาหาร ขณะเดียวกันปัญหาการสูญเสียอาหาร (Food Loss) และขยะอาหาร (Food Waste) ก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างสิ้นเปลือง ดังนั้นการลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น การสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย การเลือกบริโภคอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาล และลดการทิ้งอาหารที่ยังรับประทานได้ ถือเป็นการกระทำเล็กๆ ที่ช่วยสร้างผลลัพธ์ใหญ่ในการรักษาความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างยั่งยืนได้ ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาระบบอาหารที่เป็นธรรมและสมดุล ในแต่ละปี FAO จะกำหนดหัวข้อหลัก (Theme) เพื่อสะท้อนสถานการณ์อาหารของโลกในขณะนั้น สำหรับปี พ.ศ. 2568 นี้ มีหัวข้อว่า “Hand in Hand for Better Foods and a Better Future” หมายถึง “จับมือกันเพื่ออาหารที่ดีขึ้นและอนาคตที่ดีกว่า” โดยมุ่งเน้นการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบอาหารที่เป็นธรรม ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมและแคมเปญต่างๆ เพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้ เช่น การจัดงานวันอาหารโลก ประจำปี 2568 ณ สำนักงานภูมิภาคประจำภาคพื้นเอเชีย - แปซิฟิก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ได้รับการยกย่องและได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่ง “ทูตพิเศษด้านการขจัดความอดอยากหิวโหย” (FAO Special Goodwill Ambassador for Zero Hunger) ประจำปี 2565 – 2567 ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานเปิดงานเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 โดยภายในงานมีการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมการเกษตรเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศสมาชิกในภูมิภาค และร่วมสนทนากับผู้แทน FAO ประเทศต่างๆ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหารสู่ความยั่งยืน กิจกรรมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่น่าสนใจ เช่น “กิจกรรมมื้อนี้หมดจาน” จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และบริษัทสยามคูโบต้า เพื่อรณรงค์การลดขยะอาหาร และจุดประกายการเปลี่ยนแปลงจากภายในองค์กร พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เชิญชวนภาคีเครือข่ายและพันธมิตร เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ โดยตั้งเป้าให้พนักงานสยามคูโบต้า 3,374 คน ร่วมรับประทานอาหารหมดจานพร้อมกันในวันที่ 16 ตุลาคม 2568 เนื่องในวันอาหารโลก (World Food Day) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนการกระทำเล็กๆ ให้เป็นพลังที่ส่งต่อได้จริง ดังนั้น ในวันอาหารโลกนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญให้เราทุกคนได้ตระหนักว่า “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เราอิ่มเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจของความอยู่รอดของมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักว่า อาหารทุกคำมีคุณค่า และการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ช่วยสร้างโลกที่ไม่อดอยากและเป็นธรรมสำหรับทุกคนในอนาคต โดย “เริ่มต้นเปลี่ยนโลกได้...จากจานอาหารของเราเอง”   แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานวันอาหารโลก ครั้งที่ 45.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2568, จาก       https://www.prachachat.net/sd-plus/sdplus-sustainability/news-1898549 บุญเติม แสงดิษฐ.  วันสำคัญ.  กรุงเทพฯ: พชรการพิมพ์, 2541. มื้อนี้หมดจาน กิจกรรม “วันอาหารโลก” สยามคูโบต้า x สสส. ย้ำความมั่นคงทางอาหาร ลด food waste.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2568, จาก       https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9680000094435 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงานวันอาหารโลก ประจำปี 2568.       [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2568, จาก https://www.thaigov.go.th/th/news/100994     เรียบเรียงโดย    นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ   หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี   สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร    


องค์ความรู้ สำนักการสังคีตกรมศิลปากร “วงบัวลอย: วัฒนธรรมดนตรีในงานอวมงคล”             วงบัวลอย คือ วงดนตรีไทยประเภทหนึ่ง สำหรับนำมาบรรเลงในงานอวมงคล ประกอบด้วย ปี่ชวา ๑ เลา กลองแขกหรือกลองมลายู ๔ ใบ ซึ่งเราเรียกกันติดปากในภาษานักดนตรีไทยว่า “กลองสี่ปี่หนึ่ง” ต่อมาเมื่อเห็นว่ากลอง ๔ ใบ มีจำนวนมากไป จึงนิยมลดเหลือเพียง ๒ ใบ โดยกลองในวง บัวลอยจะต้องมีอุปกรณ์สำหรับตี เรียกว่า “ไม้ดีด” และเครื่องดนตรีอีกชนิด คือ เหม่ง มีลักษณะเช่นเดียวกับโหม่งแต่ไม่มีขาตั้งซึ่งผู้ที่ตีเหม่งจะต้องถือและตีเอง              ชื่อเรียกของวงและเพลงที่ใช้คำว่า “บัวลอย” สันนิษฐานว่าตั้งชื่อเพื่อให้เป็นปริศนาธรรมเรื่องบัว ๔ เหล่า โดยคำว่า “บัวลอย” หมายถึง ดอกบัวที่พ้นสู่ผิวน้ำเปรียบได้กับผู้ที่หลุดพ้นจาก อาสวะกิเลส หรืออีกนัยยะอาจเป็นเจตนาในการตั้งชื่อวงและชื่อเพลงเพื่อให้คติธรรมแก่ผู้ตาย ว่าจะได้ขึ้นสู่สวรรค์หรือมีดวงตาเห็นธรรม              เพลงที่ใช้บรรเลงในวงบัวลอย เป็นเพลงที่บรรเลงกันเป็นชุดเรียกว่า “เพลงเรื่องบัวลอย” ซึ่งแต่ละสำนักดนตรีอาจมีการเรียงร้อยเพลงเรื่องบัวลอยที่แตกต่างกันออกไป สำหรับเพลงเรื่องบัวลอยที่บรรเลงและสืบทอดในสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เป็นทางที่ได้รับสืบทอดจากพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ประกอบด้วย ๑) เพลงรัวสามลา ๒) เพลงบัวลอย ๓) เพลงนางหน่าย (หนังหน่าย) ๔) เพลงรัวลาเดียว ๕) เพลงไฟชุม ๖) เพลงเร็ว ๗) เพลงรัวลาเดียว และ ๘) เพลงนางหงส์              จารีตและธรรมเนียมปฏิบัติของการบรรเลงวงบัวลอย จะนิยมตั้งวงดนตรีทางด้านซ้าย ของเมรุ สันนิษฐานว่ามาจากความเชื่อเรื่องการเวียนอุตราวรรตในงานอวมงคล โดยก่อนเริ่มการบรรเลง จะต้องมีการตั้งพานกำนลไหว้ครู ประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน เหล้า บุหรี่ หมากพลูและเงินกำนล ซึ่งราคาเงินกำนลอาจแตกต่างกันไป เป็นต้นว่า ๖ บาท ๑๒ บาท ๒๔ บาท ๓๖ บาท ๑๖๐ บาท ๓๖๐ บาท ฯลฯ ทั้งนี้แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละสำนักที่ได้ปฏิบัติกันมาไม่มีกฏหรือข้อบังคับตายตัว หลังเสร็จสิ้นงานแล้วเงินกำนลดังกล่าว จะถูกนำไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ครูผู้ล่วงลับต่อไป นอกจากนี้บางสำนักยังอาจมีการตั้งครอบน้ำมนต์ที่หน้าวงบัวลอยอีกด้วย โดยจะมีครูผู้ใหญ่หรือหัวหน้าวงบัวลอยเข้ากล่าวคำบูชาครู ตั้งพานกำนลเเละทำน้ำมนต์ไว้ก่อนเริ่มบรรเลง ต่อเมื่อบรรเลงแล้วเสร็จ จึงประพรมน้ำมนต์ให้แก่ผู้บรรเลงเพื่อความสวัสดิมงคล             ขั้นตอนการบรรเลงวงบัวลอย เริ่มจากเมื่อประธานในพิธีวางดอกไม้เพลิงหรือเมื่อได้ยินเสียงกริ่งสัญญาณดังขึ้น วงบัวลอยจะเริ่มบรรเลงทันทีและจะบรรเลงไปจนกระทั่งจบกระบวนเพลงเรื่อง บัวลอย ดังที่ นายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ ได้อธิบายว่า   ทันทีที่ประธานจุดไฟ ปี่ชวาวงบัวลอยจะเริ่มขึ้นเพลงรัวสามลา จากนั้น คนในงานทยอยขึ้นวางดอกไม้จันทน์ วงบัวลอยยังคงบรรเลงต่อไปเรื่อย ๆ จบครบเพลงทั้งเรื่องบัวลอยและถ้าจบกระบวนเพลงแล้ว ยังวางดอกไม้จันทน์ไม่เสร็จ จะเป็นหน้าที่ของวงปี่พาทย์หรือวงปี่พาทย์นางหงส์บรรเลงรับต่อไป แต่จะไม่มีการบรรเลงเพลงเรื่องบัวลอยโดยวงบัวลอยวนซ้ำอีกครั้ง (ปี๊บ คงลายทอง, สัมภาษณ์, ๕ ตุลาคม ๒๕๖๖)             การนำวงบัวลอยไปใช้ในงานอวมงคล สามารถใช้ได้ตั้งแต่งานระดับพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงสามัญชน โดยนิยมนำมาบรรเลงในวันพระราชทานเพลิงศพหรือฌาปนกิจศพ สำหรับการนำวงบัวลอยมาบรรเลงในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพนั้น ถูกนำมาบรรเลงครั้งแรกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๙ ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งแต่เดิมไม่มีธรรมเนียมการนำวงบัวลอยมาบรรเลงในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ดังที่ นายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ ได้อธิบายไว้ว่า           แต่เดิมวงบัวลอยไม่ได้นำมาบรรเลงในงานออกพระเมรุ แต่ได้นำมาบรรเลงครั้งแรกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีกรมศิลปากร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบจัดวงบัวลอยเข้าไปบรรเลงทั้งหมด ๒ วง ณ ทิมหลังด้านทิศเหนือและทิศใต้ของพระเมรุมาศ ซึ่งต้องบรรเลงทั้งหมด ๓ ช่วง คือ             ๑) บรรเลงเพลงรัวสามลาช่วงเชิญพระโกศเวียนพระเมรุมาศ โดยเมื่อพระโกศผ่านวงบัวลอยวงใด ก็ให้วงบัวลอยวงนั้นบรรเลงเพลงรัวสามลา เวียนรอบที่หนึ่งบรรเลงรัวลาที่ ๑ เวียนรอบที่สองบรรเลงรัวลาที่ ๒ และเวียนรอบที่สามบรรเลงรัวลาที่ ๓             ๒) บรรเลงเพลงเรื่องบัวลอยช่วงถวายพระเพลิงพระบรมศพ และ             ๓) บรรเลงเพลงเรื่องบัวลอยช่วงถวายพระเพลิงพระบรมศพ (ถวายพระเพลิงจริง) (สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ, สัมภาษณ์, ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖)              ครั้นถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในพุทธศักราช ๒๕๕๑ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในพุทธศักราช ๒๕๕๕ และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพุทธศักราช ๒๕๖๐ กรมศิลปากร จึงได้จัดวงบัวลอยเข้าไปบรรเลงในพระเมรุ และพระเมรุมาศด้วย โดยในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีการเพิ่มวงบัวลอยจากเดิม ซึ่งบรรเลงเพียง ๒ วง เป็นทั้งหมด ๔ วง ประจำอยู่ ณ ศาลาลูกขุนแต่ละทิศดังนี้ ๑) ศาลาลูกขุนทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ มีนายสิงหล สังจุ้ย เป็นผู้ควบคุมวง ๒) ศาลาลูกขุนทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีจ่าอากาศเอก สุวัฒน์ อรรถกฤษณ์ เป็นผู้ควบคุมวง ๓) ศาลาลูกขุนทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีนายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ควบคุมวง และ ๔) ศาลาลูกขุนทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนายบุญช่วย โสวัตร เป็นผู้ควบคุมวง ส่วนรูปแบบการบรรเลงยังคงบรรเลงทั้งหมด ๓ ช่วง เหมือนเมื่อครั้งงาน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี             ปัจจุบันวงบัวลอย ยังคงเป็นวงดนตรีที่นิยมนำมาบรรเลงสำหรับงานอวมงคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานอวมงคลของกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับวงการดุริยางคศิลป์ไทยและกลุ่มบุคคล ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีในงานอวมงคล แต่สำหรับงานอวมงคลของกลุ่มบุคคลโดยทั่วไปนั้น อาจไม่นิยมและแทบไม่ปรากฏหรือรู้จัก “วงบัวลอย” อีกแล้ว เนื่องจากสถานการณ์และสภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งประชาชนโดยทั่วไปเริ่มให้ความสำคัญและความเข้าใจเกี่ยวกับกับศิลปวัฒนธรรมดนตรีไทยลดลง ด้วยเหตุนี้ จึงควรช่วยกันรณรงค์ ศึกษา รักษา อนุรักษ์ ต่อยอดและทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมดนตรีไทยให้มากขึ้น เพื่อให้ศิลปวัฒนธรรมของชาติแขนงนี้ ยังสามารถมีลมหายใจอยู่ร่วมกับประเพณี วิถีชีวิตและความเชื่อของคนไทยต่อไป ภาพที่ ๑ ปี่ชวา  ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช    ภาพที่ ๒ กลองมลายูและไม้ดีด ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช    ภาพที่ ๓ เหม่งและไม้ตี  ที่มา : ธำมรงค์ บุญราช   ภาพที่ ๔ วงบัวลอย ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ณ ศาลาลูกขุนทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระเมรุมาศ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐  นายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ (ปี่ชวา, ผู้ควบคุมวง) นายบุญสร้าง  เรืองนนท์ (กลองมลายูตัวผู้)  นายสุภร  อิ่มวงค์ (กลองมลายูตัวเมีย)  นายบุญช่วย แสงอนันต์ (เหม่ง) ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช    ภาพที่ ๕ นายนัฐพงศ์  โสวัตร กล่าวคำบูชาครู ตั้งพานกำนล เเละทำน้ำมนต์  ก่อนเริ่มการบรรเลงวงบัวลอย ในงานณาปนกิจศพ นายบุญยืน ชิตท้วม  ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฎกษัตริยาราม เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๔ ตุลาคม  พุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช     ภาพที่ ๖ วงบัวลอย ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายประสิทธิ์ ถาวร ศิลปินแห่งชาติ ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฎกษัตริยาราม เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖  นายบุญช่วย โสวัตร (ปี่ชวา) นายสมาน น้อยนิตย์ (กลองแขกตัวผู้)  นายบุญช่วย แสงอนันต์ (กลองแขกตัวเมีย)  นายวิทยา หนูจ้อย (เหม่ง) ที่มา : กลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีต สำนักการสังคีต      ภาพที่ ๗ วงบัวลอย ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมหลวงพรสรรพ์ ทองแถม ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฎกษัตริยาราม เมื่อวันจันทร์ ที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑  นายสิงหล สังจุ้ย (ปี่ชวา) นายปิยะ  แสวงทรัพย์ (กลองแขกตัวผู้)  นายประยงค์ ทองคำ (กลองแขกตัวเมีย)  นายสุกิตติ์ ทำบุญ (เหม่ง) ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช    ภาพที่ ๘ นายนัฐพงศ์  โสวัตร ประพรมน้ำมนต์ให้กับนักดนตรีวงบัวลอยหลังบรรเลงแล้วเสร็จ ในงานณาปนกิจศพ นายบุญยืน ชิตท้วม  ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฎกษัตริยาราม  เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๔ ตุลาคม  พุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช  ------------------------------------------------------- รายการอ้างอิง ปี๊บ คงลายทอง, ศิลปินแห่งชาติ. สัมภาษณ์, ๕ ตุลาคม ๒๕๖๖. สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ, ศิลปินแห่งชาติ. สัมภาษณ์, ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖. --------------------------------------------------------------- เรียบเรียง : ดร. ธำมรงค์ บุญราช นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีต สำนักการสังคีต  


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐตุรกี ๑.  ชื่อโครงการ    การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๐ (40th Session of the World Heritage Committee) ๒.  วัตถุประสงค์                       ๑. เพื่อสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก(the World Heritage Committee) ในการพิจารณาแหล่งมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติที่อยู่ในภาวะวิกฤติ (World Heritage in Danger) การเสนอขอขึ้นบัญชี (Tentative List) การนำเสนอการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Nominative Dossier for World Heritage Registration) การตรวจสอบแหล่งมรดกโลก การบริหารจัดการ และ หลักการ ระเบียบ กฏเกณฑ์ เงื่อนไข สำหรับแหล่งที่จะเป็น/ได้เป็นแหล่งมรดกโลก ตลอดจนขั้นตอนและวิธีในการพิจารณาตัดสินประเมินแหล่งตามคุณค่าอันเป็นสากลที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองตามกฏบัตรของยูเนสโก และพิจารณาข้อร้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนมรดกโลก (World Heritage Fund) ฯลฯ                    ๒. เพื่อประชุมเจรจาและหารือกับ International Council on Monuments and Sites (ICOMOS ) หรือ อีโคโมส   เพื่อขอให้อีโคโมสสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญสำหรับการให้คำแนะนำในการจัดทำรายการแหล่งที่จะขอขึ้นบัญชี (Tentative List) การจัดทำ/เขียนเอกสารนำเสนอแหล่งมรดกวัฒนธรรมเพื่อการประกาศเป็นมรดกโลก (Nomination Dossier for World Heritage Registration) แหล่งต่างๆของประเทศไทย ที่จะนำเสนอในปีนี้และปีต่อๆไป การจัดทำการแก้ไขปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเอกสารการนำเสนอแหล่งมรดกวัฒนธรรม คือแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทที่ได้รับผลการพิจารณาจากอีโคโมสว่า “เลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้นำกลับไปทำใหม่เพราะขาดความสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่” (Deferral) และรัฐบาลไทยขอถอนจากวาระการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในปีนี้                    ๓.เพื่อศึกษาแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่เป็นมรดกโลกแล้วหรืออยู่ในบัญชี หรือกำลังนำเสนอขอขึ้นบัญชีของประเทศตุรกีที่มีความเหมือนและต่างกับแหล่งมรดกโลกของไทยเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยทั้งแหล่งที่เป็นอยู่แล้วและที่กำลังขอให้อยู่ในบัญชี/หรือขอการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ๓.  กำหนดเวลา ....วันที่ ๘ ถึง วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ๔.  สถานที่ .....Istanbul Congress Centre/Istanbul sites in Istanbul กรุงอีสตันบูล สาธารณรัฐตุรกี ๕.  หน่วยงานผู้จัด .... ศูนย์มรดกโลกแห่งยูเนสโก (UNESCO World Heritage Centre/WHC) กระทรวงการต่างประเทศแห่งตุรกี กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งตุรกี คณะกรรมการยูเนสโกแห่งชาติตุรกี องค์การบริหารการปกครองกรุงอีสตันบูล หน่วยงานอำนวยการบริหารจัดการแหล่งของกรุงอีสตันบูล ๖.  หน่วยงานสนับสนุน ... กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ๗.  กิจกรรม           ๑. ร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ของรัฐภาคี (Observer State Party) ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๐ (40th Session of the World Heritage Committee)           ๒. ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการและการบรรยายทางวิชาการต่างๆในศูนย์สภาอีสตันบูล ซึ่งจัดคู่ขนานกับการประชุมฯในข้อ ๑           ๓.ประชุมเจรจาหารือร่วมกับผู้แทนอีโคโมส(ICOMOS) เพื่อขอให้พิจารณาให้ประเทศไทยเข้าสู่โครงการUpstream Process เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญให้ความช่วยเหลือในการจัดทำTentative List/Nomination Dossierและเอกสารประกอบอื่นๆของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมตลอดจนการร่วมกันทำรายละเอียดและแผนปฏิบัติการสำหรับโครงการนี้เฉพาะประเทศไทย           ๔. ศึกษาแหล่งมรดกวัฒนธรรมของเมืองอีสตันบูล สาธารณรัฐตุรกี ทั้งที่เป็นแหล่งมรดกโลกแล้วและแหล่งที่ขึ้นบัญชีเพื่อดำเนินการขอการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเและแหล่งมรดกโลกเมืองบูซาสาธารณรัฐตุรกี เพื่อนำมาเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่จะขอเป็นมรดกโลกของประเทศไทย ๘.  คณะผู้แทนไทย           นางอมรา ศรีสุชาติ นักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดี (โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์)) [อนึ่ง มีกลุ่มผู้แทนไทยจำนวน ๑๖ คน ซึ่งมาจากกระทรวงทรัพยากรธรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนประเทศและผู้สังเกตการณ์ ร่วมประชุมฯในส่วนของมรดกโลกทางธรรมชาติ]   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           ๙.๑ การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๐ (40th Session of the World Heritage Committee)           -องค์ประกอบหลักของการประชุมประกอบด้วย ๑)ประธานการประชุม (Chairperson) ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากผู้อำนวยการใหญ่แห่งองค์การยูเนสโก ซึ่งการประชุมครั้งนี้ฯพณฯเอกอัครราชทูตตุรกีประจำยูเนสโกคือ นางลาเล อุลเกอร์ (Ambassador Lale Ülker) เป็นประธานการประชุม เนื่องจากสาธารณรัฐตุรกีเป็นเจ้าภาพสถานที่จัดการประชุมฯ นอกจากนี้ยังมีรองประธานฯ และผู้บันทึกและรายงานการประชุมฯ ๒)คณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) ประกอบด้วย ประเทศที่ได้รับการคัดเลือก ๒๑ รัฐภาคี (ประเทศ) ได้แก่ แองโกลา อัซเซอไบจัน บูร์กินาฟาโซ โครเอเชีย คิวบา ฟินแลนด์ อินโดนีเซีย จาไมกา คาซักสตาน คูเวต เลบานอน เปรู ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ โปรตุเกส สาธารณรัฐเกาหลี ตูนีเซีย ตุรกี สาธารณสหรัฐแทนซาเนีย เวียดนาม และซิมบับเว ๓)รัฐภาคีสมาชิก (State Parties) ของศูนย์มรดกโลก มีผู้แทน ๑ คน ไม่มีสิทธิในการออกเสียง แต่สามารถขอชี้แจงเมื่อคณะกรรมการฯเห็นชอบให้ชี้แจงเป็นเฉพาะกรณี ๔) องค์กรที่ปรึกษา (Advisory Capacity) ประกอบด้วยผู้แทนขององค์กรต่อไปนี้ International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of Cultural Property (ICCROM), International Council on Monuments and Sites (ICOMOS), World Conservation Union และInternational Union for Conservation of Nature and Natural Resources (IUCN) ๕) ผู้สังเกตการณ์ (Observer) ประกอบด้วย ผู้ยื่นความประสงค์เข้าร่วมประชุมฯโดยการเสนอชื่อของข้อ ๑ ๒ ๓ และ ๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรจากรัฐภาคีสมาชิก ต้องเสนอผ่านตามขั้นตอนและได้รับแจ้งการยอมรับให้เข้าประชุมฯเท่านั้น ๖)ผู้แทนจากหน่วยงานNGO ซึ่งได้รับการรับรองให้เข้าร่วมการประชุมฯจากคณะกรรมการจัดการประชุมฯ ๗)สื่อมวลชนซึ่งได้รับการรับรองให้เข้าร่วมการประชุมจากคณะกรรมการจัดการประชุมฯ           -สาระของวาระการประชุมฯที่สำคัญประกอบด้วย ๑)รายงานผลการประชุมคณะกรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๙ ที่กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมัน (ครั้งที่ผ่านมา พุทธศักราช ๒๕๑๕) ๒)รายงานการปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติการ (Operational Guideline) ๓)รายงานกิจกรรมและการปฏิบัติการและการปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการมรดกโลก ๔)รายงานขององค์กรที่ปรึกษาในการปฏิบัติการในแหล่งมรดกโลกต่างๆและกิจกรรมต่างๆ ๕)ข้อตกลง(สนธิสัญญา)ของมรดกโลกเรื่อง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Sustainable Development) ๖) รายงานโครงการต่างๆของมรดกโลกและการติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์มรดกโลกเรื่อง ยุทธวิธีและความก้าวหน้าในการดำเนินการเรื่อง “การสร้างหรือเพิ่มพูนสมรรถนะต่อคน/การปฏิบัติงานอนุรักษ์คุ้มครองแหล่งมรดกโลก” (Capacity-Building) ๗) สถานะของการอนุรักษ์สมบัติที่ป็นมรดกโลก กรณีติดตามสถานะหรือความก้าวหน้า (Monitoring) ของการบริหารจัดการด้านการปกป้องคุ้มครองและอนุรักษ์ (State of conservation of World Heritage Property) แหล่งมรดกโลกที่ถูกคุกคาม (Endangered Heritage) หรืออยู่ในภาวะวิกฤติ (World Heritage in Danger) อันเนื่องมาจาก: -ภัยคุกคามจากสงครามหรือความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น แหล่งAshur (Gui’at Sharqat) ประเทศอีรัก, Ancient City of Aleppo ประเทศซีเรีย -ภัยคุกคามจากธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวโบราณสถานหักพังในแหล่งKathmandu Valley ประเทศเนปาล แผ่นดินไหวในแหล่ง Sukur Cultural Landscape ประเทศไนจีเรีย -ภัยคุกคามจากการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเกินควร เช่น การใช้พื้นที่กันชนและพื้นที่อนุรักษ์ทำเกษตรกรรมเกินขีดและการตัดถนนเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์ โดยเฉพาะในพื้นที่กันชนที่แหล่งHistorical Monuments of Mtskheta ประเทศจอร์เจีย การใช้พื้นที่ปลูกไร่อ้อยในแหล่งLower Valley of the Omo ประเทศเอธิโอเปีย การสร้างสิ่งก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์วัฒนธรรมของแหล่งLiverpool-Maritime Mercantile City สหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ) และประเทศไอร์แลนด์เหนือ -ภัยคุกคามจากการขาดการดูแลที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน หรือ การบูรณะอย่างผิดๆ เช่น กรณีเพลิงไหม้แหล่งTomb of Askia ประเทศมาลี, Tomb of Buganda Kings at Kasubi ประเทศอูกานดา กรณีแผ่นดินไหวในเนปาล โบราณสถานในแหล่ง Kathmandu Valley พังแล้วชาวบ้านไปบูรณะปฏิสังกรณ์เองโดยใช้วัสดุและวิธีการไม่ถูกหลักวิชา ขัดหลักการอนุรักษ์ เสียคุณค่าความเป็นของแท้ดั้งเดิม -ภัยคุกคามจากการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย/การโจรกรรมสมบัติวัฒนธรรม เช่น การขโมยโบราณวัตถุจากโบราณสถานและพิพิธภัณฑสถานจากแหล่งAncient Villages of Northern Syria/Site of Palmyra ประเทศซีเรีย, การลักลอบล่าและฆ่าสัตว์ป่าในแหล่งTimbaktu ประเทศมาลี การลักลอบตัดไม้พยุงของแหล่งเขาใหญ่ ประเทศไทย รายงานและติดตามผลการปฏิบัติการจากรัฐภาคีว่ามีแนวทางการแก้ปัญหาและแผนการแก้ไขคืบหน้าหรือมีผลอย่างไร หากไม่ดีพอจะประกาศให้อยู่ในบัญชีแหล่งมรดกโลกในภาวะวิกฤติ (World Heritage in Danger) และศูนย์มรดกโลกและเครือข่ายตลอดจนรัฐภาคีจะมีแนวทางการแก้ไข มาตรการ การให้ความช่วยเหลือ การฟื้นฟู และแผนการระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืนและทุนสนับสนุนในการดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวเป็นเฉพาะกรณีอย่างไร ผลจากการประชุมคณะกรรมการฯให้หลายประเทศจำเป็นต้องประกาศให้อยู่ใน World Heritage in Danger (มรดกโลกในภาวะวิกฤติ) บางแหล่งให้ดำเนินแผนการบริหารจัดการใหม่กับAdvisory Body ถ้าทำได้ตามแผนก็จะประกาศถอนฯ แต่ถ้าไม่ได้หรือไม่ยอมดำเนินการใดๆก็จะประกาศถอนออกจากความเป็นแหล่งมรดกโลก บางแหล่งที่มีแนวโน้มว่ากำลังจัดการได้ จึงยังไม่ให้อยู่ในWorld Heritage in Danger List แต่เฝ้าระวังหรือให้ร่วมกันดำเนินระหว่างรัฐภาคีกับAdvisory Body หรือผู้เชี่ยวชาญจากรัฐภาคีอื่นที่จะเข้ามาช่วย บางแหล่งให้อยู่ในแผนฯของกองทุนของศูนย์มรดกโลก (World Heritage Fund)/หรือแผนงานช่วยเหลือขององค์กรที่ปรึกษา(Advisory Body) เพื่อให้ทุนสนับสนุนในการฟื้นฟูแหล่งฯ  ในกรณีแหล่งเขาใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ คณะกรรมการมรดกโลกเห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาและความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้มาตรการทางกฎหมายต่อกรณีภัยคุกคามจากการลักลอบกระทำผิดกฎหมายฯ จึงยังไม่ขึ้นบัญชีให้อยู่ในแหล่งมรดกโลกในภาวะวิกฤติ แต่จะติดตามตรวจสอบผลอย่างใกล้ชิดว่าจะมีพัฒนาการ มีมาตรการที่ก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและอนุรักษ์พื้นที่ป่าไว้ในสภาพเดิมหรือฟื้นฟูสภาพให้กลับฟื้นคืนได้อย่างไร ๘)การพิจารณาเพื่อประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกวัฒนธรรม (Cultural Property) แหล่งมรดกธรรมชาติ (Natural Property)  และ แหล่งมรดกผสมระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติ (Mixed Property)ที่นำเสนอต่อศูนย์มรดกโลก และศูนย์ฯมอบหมายให้องค์กรที่ปรึกษา คือ ICOMOS และ/หรือ IUCN ดำเนินการประเมินตามกระบวนการและมาตรฐานที่โปร่งใส ทั้งสองหน่วยงานฯ รายงานผลการประเมินต่อคณะกรรมการทีละรายการ จากนั้นกรรมการแต่ละท่านจะกล่าววิจารณ์ สนับสนุน-โต้แย้ง-เพิ่มเติมความเห็น ผลการประเมินฯและรายงานสรุปซึ่งศูนย์มรดกโลกจัดทำไว้ล่วงหน้า (ตามผลประเมินขององค์กรที่ปรึกษา) ตลอดจนแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายงานที่ฝ่ายเลขานุการแจ้งว่าแหล่งที่นำเสนอแหล่งใดพิจารณาว่าอยู่ในสถานะใด ดังนี้ (๑) ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Inscribed) (๒)รับไว้พิจารณาว่าจะให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ต้องไปดำเนินการเพิ่มเติมในรายละเอียดบ้างเพื่อให้สมบูรณ์และส่งมาใหม่ (Referral) (๓) ยังไม่พิจารณา เพราะขาดความสมบูรณ์อยู่มากให้กลับไปทำมาใหม่ (Deferral) (๔) ไม่ผ่านการประเมิน ไม่ประกาศขึ้นทะเบียนฯ (Non-inscribed) ผลปรากฏดังต่อไปนี้: -แหล่งที่คณะกรรมการฯไม่ต้องนำมาพิจารณาว่าจะอยู่ในสถานะใด เนื่องจากขอถอนออกจากวาระการประชุมพิจารณาครั้งนี้มี ๙ แหล่ง ดังนี้ แหล่งของประเทศ (๑)อิตาลี (๒)เชคโกสโลวาเกียเสนอร่วมกับเยอรมนี (๓)เยอรมนี  (๔)ญี่ปุ่น (๕)มอนเตเนโกร (๖)เกาหลี (๗)- (๘)รัสเซีย(๒ แหล่ง) และ (๙)ไทย -แหล่งที่ได้รับการพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Inscribed) ในพุทธศักราช ๒๕๕๙ (ค.ศ. ๒๐๑๖) มีดังนี้: แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม (World Cultural Heritage Site) จำนวน ๑๒ แหล่ง ได้แก่ Antigua Naval Dockyard and Related Archaeological Sites (Antigua and Barbuda), The Architectural Work of Le Corbusier, an Outstanding Contribution to the Modern Movement (Argentina/Belgium/France/Germany/India/Japan/Switzeland), Stećci-Medieval Tombstones (Bosnia and Herzegovina/Croatia/Montenegro/Serbia), Pampulha Modern Ensemble (Brazil), (Zuojiang Huashan Rock Art Cultural Landscape (China), Archaeological Site of Philippi (Greece), Archaeological Site of Nalanda Mahavihara (India), The Persian Qanat (Iran), Antequera Dolmens Site (Spain), Archaeological Site of Ani (Turkey), Gibraltar Nianderthal Caves and Environments (United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland),  Madol: Ceremonial Centre of Eastern Micronesia (Micronesia) หมายเหตุ: แหล่งสุดท้ายนี้ พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ คณะกรรมการฯมีมติประกาศให้ขึ้นทะเบียนและให้อยู่ในWorld Heritage List in Dangerทันที เพื่อเรียกร้องให้มีการสนับสนุนเข้าไปคุ้มครองฟื้นฟูแหล่งฯ   แหล่งมรดกธรรมชาติ (World Natural Heritage Site) จำนวน ๖ แหล่ง ได้แก่ Mistaken Point (Canada), Hebei Shennonggjia (China), Lut Desert (Iran), Western Tien-Shan (Kazakhstan/ Kyrgyzstan/ Uzbekistan), Archipiélago de Revillagigedo (Mexico), Sangeneb Marine National Park and Dungonab Bay-Mukkawar Island Marine National Park (Sudan) แหล่งมรดกแบบผสม (วัฒนธรรม+ธรรมชาติ) จำนวน ๓ แหล่ง ได้แก่ Khangchendzonga National Park (India), Ennedi Massif: Natural and Cultural Landscape (Chad), The Ahwar of Southern Iraq: Refuge of Biodiversity and the Relict Landscape of the Mesopotamian Cities (Iraq)  ส่วนแหล่ง Pimachiowin Aki ของประเทศแคนาดา องค์กรที่ปรึกษา (Advisory Body)ประเมินว่า สมควรให้ขึ้นทะเบียนได้ (Inscribed) และคณะกรรมการมรดกโลกก็มีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนฯอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่รัฐภาคีเจ้าของแหล่งฯ (คือประเทศแคนาดา)แจ้งว่า ยังจะขอไม่ขึ้นทะเบียน ฯ(Inscribed) ขออยู่ในระดับ Referral ไปก่อน เพราะได้พิจารณาแล้วว่า ยังไม่พร้อมในการจัดทำแผนบริหารจัดการอนุรักษ์ได้อย่างสมบูรณ์ จึงยังขอไม่ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในปีนี้ กรณีเช่นนี้ได้รับการสรรเสริญยกย่องจากคณะกรรมการมรดกโลกและที่ประชุมฯปรบมือให้อย่างมากเพราะแสดงความเปิดเผยตรงไปตรงมาและจริงใจจริงจัง และจิตวิญญาณอันแท้จริง(spirit)ในการอนุรักษ์คุ้มครองแหล่งมากกว่าหน้าตาของประเทศในการที่จะได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก -แหล่งมรดกที่นำเสนอและคณะกรรมการพิจารณาให้เป็น “แหล่งที่รับไว้พิจารณาว่าจะให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ต้องไปดำเนินการเพิ่มเติมในรายละเอียดบ้างเพื่อให้สมบูรณ์และส่งมาใหม่” (Referral) ได้แก่ (๑) Key Works of Modern Architecture by Frank Lloyd Wright ประเทศสหรัฐอเมริกา แหล่งนี้อยู่ในTentative List กว่า ๗ ปีและได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับที่๓ คือ “ยังไม่พิจารณา เพราะขาดความสมบูรณ์อยู่มากให้กลับไปทำมาใหม่” (Deferral) และได้ปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะถึง ๔ ครั้งรวมถึงครั้งนี้ โดยให้ลดจำนวนแหล่งสถาปัตยกรรมลงจาก ๒๒ แหล่งและปรับลดลงมาเรื่อย เหลือ ๑๙, ๑๗, ๑๐ ในแต่ละปี เสนอเข้ามาปีเว้นปี และในปีนี้องค์กรที่ปรึกษา (Advisory Body-ICOMOS) และคณะกรรมการมรดกโลกประเมินให้ลดลงเหลือ ๔ แหล่งที่แสดงคุณค่าอันเป็นสากลที่เป็นของแท้ดั้งเดิมและมีบูรณภาพ (Outstanding Universal Value: Authenticity & Integrity) มากพอที่จะเป็นตัวแทนความหมายที่เป็น “กุญแจ”: Key Works ตามชื่อที่บ่งบอกทั้งหมด           (๒) Tectono-volcanic Ensemble of the Chaine des Puys and Limagne Fault ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากองค์กรที่ปรึกษา (Advisory Body-ICOMOS) ประเมินว่าNomination Dossier แสดงถึงคุณค่าความเป็นสากล (Outstanding Universal Value)ไม่ชัดเจน ไม่แสดงว่าจะเปรียบเทียบกับแหล่งไหน(Comparative site) ที่จะให้ประเมินค่าได้อย่างโดดเด่น การกล่าวถึงคุณค่าทางธรณีสัณฐานหรือภูมิศาสตร์ของแหล่งไม่ปรากฏว่าเป็นคุณค่าสากลที่โดดเด่น แต่คณะกรรมการเห็นว่า ขอให้รัฐภาคีเจ้าของแหล่งปรับแก้การเขียนเสียใหม่และขอให้อยู่ในสถานะ“แหล่งที่รับไว้พิจารณาว่าจะให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ต้องไปดำเนินการเพิ่มเติมในรายละเอียดบ้างเพื่อให้สมบูรณ์และส่งมาใหม่” (Referral) สำหรับแหล่งป่าแก่งกระจาน (Kaeng Krachan Forest Complex)ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในสถานะ Referralนั้น เนื่องจากประเทศเมียนมาโต้แย้งเรื่องขอบเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในเอกสารว่ากินเข้าไปในเขตประเทศเมียนมาและยังมิได้เจรจาตกลงกัน คณะกรรมการมรดกโลกขอให้นักกฏหมายประจำศูนย์มรดกโลกชี้ว่า เรื่องพรมแดนจะต้องให้คณะกรรมการฯหยิบยกมาพิจารณาหรือไม่ คำตอบคือ คณะกรรมการฯไม่มีอำนาจใดในการพิจารณาฯ คณะกรรมการฯจึงเห็นว่า กรณีนี้เร็วเกินไปที่จะพิจารณาแหล่งนี้ในที่นี้ ควรให้เวลา ๒ ประเทศรัฐภาคีดำเนินการหารือตกลงเห็นชอบร่วมกันก่อน และให้นำเข้าสู่การพิจารณในการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมครั้งนี้ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประมาณปลายเดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ -แหล่งมรดกที่คณะกรรมการมรดกโลกให้อยู่ในสถานะ “ยังไม่พิจารณา เพราะขาดความสมบูรณ์อยู่มากให้กลับไปทำมาใหม่” (Deferral) คือแหล่งMountain Ecosystems of Koytendag ของประเทศเตอร์กเมนิสตาน -แหล่งArchaeological Sites and Historic Centre of Panama City ประเทศปานามา  เป็นแหล่งที่Advisory Body ขอให้แขวนไว้ก่อน ไม่นำเข้าสู่คณะกรรมการฯเนื่องจากเป็นแหล่งที่ตรวจสอบแล้วพบว่า ต้องแก้ไขขอบเขตเพราะมีการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างอาคาร ต้องจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก่อนโดยลดการก่อสร้างและกำหนดขอบเขตอนุรักษ์คุ้มครองที่มีแผนการจัดการใหม่ คณะกรรมการฯมีความเห็นว่า ให้รัฐภาคีไปดำเนินการภายใน ๓ปีให้ส่งเข้ามาใหม่ (ค.ศ. ๒๐๑๙) หากภายใน ๓ ปีนี้ยังไม่ดำเนินการ ไม่ต้องส่งเข้ามา เพราะจะให้อยู่ในสถานะ “ไม่ผ่านการประเมิน ไม่ประกาศขึ้นทะเบียนฯ” (Non-inscribed)อย่างแน่นอน -แหล่งที่ยังไม่เป็นที่ยุติ ต้องให้แขวนการพิจารณาไว้ก่อนหรือเลื่อนออกไปในการประชุมต่อเนื่องที่ปารีสในเปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ หรือ การประชุมครั้งใหม่ใน the 41 Session of World Heritage Committee  in Cracow ประเทศโปแลนด์ในพุทธศักราช ๒๕๖๐  โดยให้นำกลับเข้ามาเสนอใหม่และหาข้อยุติในที่ประชุมฯ ได้แก่ แหล่งป่าแก่งกระจาน (Kaeng Krachan Forest Complex)ของประเทศไทย  Key Works of Modern Architecture by Frank Lloyd Wright ของสหรัฐอเมริกา Mountain Ecosystems of Koytendag ของประเทศเตอร์กเมนิสตาน และ Tectonic-volcanic Ensemble of the Chaine des Puys and Limagne Fault ของฝรั่งเศส -เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความพยายามยึดอำนาจด้วยกำลังทหารของกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งในกรุงอีสตันบูล และ กรุงแองการาในคืนวันที่ ๑๕ ถึงเช้าวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ทำให้ไม่มีการประชุมในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม แต่มาเริ่มประชุมให้จบวาระสำคัญในวันที่ ๑๗ กรกฏาคม และปิดการประชุมฯก่อนหมดวาระ ประธานการประชุมฯประกาศว่าจะนำวาระที่เหลือไปประชุมต่อที่กรุงปารีสที่สำนักงานใหญ่ศูนย์มรดกโลกในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙           ๙.๒ การประชาสัมพันธ์ นิทรรศการและการบรรยายวิชาการ กิจกรรมประกอบที่สำคัญ เช่น -World Heritage Youth Forum ของUNESCO: ยูเนสโกให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมให้เยาวชนรักและเข้าใจมรดกโลก ทั้งเป็นพลังสำคัญในการปกป้องคุ้มครองและอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติจึงได้จัดตั้ง Youth Forum ในปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลตุรกีและดำเนินการจัดForumขึ้นที่ประเทศตุรกี สมาชิกประกอบด้วยเยาวชน(อายุระหว่าง ๒๒-๒๘ ปี) ที่ได้รับการคัดเลือกจากทุกภูมิภาคมาร่วมและได้ไปทัศนศึกษาเก็บข้อมูลสำหรับการนำเสนอ ก่อนพิธีการเปิดการประชุมthe 40 session of the World Heritage Committee ครั้งนี้ ผู้อำนวยการใหญ่แห่งยูเนสโก และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของตุรกีมาพบกลุ่มเยาวชนYouth Forum และมีการสัมภาษณ์ถ่ายทอดสื่อมวลชน ในที่ประชุม the 40 session of the World Heritage Committee ประธานการประชุมฯให้ผู้แทนYouth Forum อ่านคำแถลงการณ์ (Youth Forum Declaration) จากการระดมความคิดความเห็นที่เกิดขึ้นในYouth Forumครั้งนี้ต่อที่ประชุมฯ คณะกรรมการมรดกโลกรับรองให้การจัดตั้งYouth Forumเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสานต่อ -Publication/Advertisement  เอกสารและสื่อเกี่ยวกับแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่ประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว และกำลังจะนำเสนอขอการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของสาธารณรัฐตุรกีและของรัฐภาคีสมาชิกบางประเทศ ประเทศไทยนำเอกสารแนะนำวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราชมาเผยแพร่ -Exhibition นิทรรศการภาพมรดกวัฒนธรรมตุรกี มรดกวัฒนธรรมที่อยู่ในภาวะวิกฤติ (Heritage in Danger) ของกลุ่มประเทศอัฟริกา นิทรรศการการอนุรักษ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่วิกฤตถูกทำลายจากภัยสงคราม/การสู้รบแย่งชิงของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง -การบรรยายทางวิชาการ เช่น การแปลความหมายมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ (Interpretation of World Heritage) จัดโดยสาธารณรัฐเกาหลี การบรรยายเรื่องการจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมโดยICOMOS การบรรยายเรื่องการบริการจัดการแหล่งมรดกธรรมชาติโดยIUCN การบรรยายเรื่องมรดกโลกกับการดำเนินการหาทุนสนับสนุน ฯลฯ เนื่องจากการบรรยายบางเรื่องใช้เวลาช่วงพักกลางวันและช่วงหลังเลิกการประชุมฯ ผู้เข้าร่วมประชุมฯสามารถเลือกเข้าร่วมได้ตามความสนใจเนื่องจากแบ่งเป็นหลายห้อง            ๙.๓ การประชุมกับอีโคโมส เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความพยายามยึดอำนาจด้วยกำลังทหารของกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งในกรุงอีสตันบูน กรุงแองการาในคืนวันที่ ๑๕ ถึงเช้าวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ทำให้ไม่มีการประชุมในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม แต่มาเริ่มประชุมให้จบวาระสำคัญในวันที่ ๑๗ กรกฏาคม และปิดการประชุมฯก่อนหมดวาระ ประธานการประชุมฯประกาศว่าจะนำวาระที่เหลือไปประชุมต่อที่กรุงปารีสที่สำนักงานใหญ่ศูนย์มรดกโลกในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ นางอมรา ศรีสุชาติ ผู้แทนจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอนัดหมายประชุมร่วมกับ อีโคโมส โดยเลื่อนการประชุมจากที่ประชุมมรดกโลกฯมาเป็นโรงแรมฮิลตัน อีสตันบูล ในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เวลา ๙.๓๐ น เป็นต้นไป ผู้เข้าร่วมประชุม ฝ่ายอีโคโมส จำนวน ๖ คน ประกอบด้วย โตชิยูกิ โคโนะ รองประธานฯ อัลเฟโด คอนติ รองประธานฯ กวันแนล บูร์แดง หัวหน้าโครงการ/กิจกรรมของอีโคโมส ตารา บุสเช่ ผู้ช่วยฝ่ายที่ปรึกษาและติดตามประเมินของอีโคโมส และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชีของอีโคโมส  นอกจากนั้นยังมีประธานฝ่ายกิจกรรมมาร่วมสมทบพูดคุยหลังจากเลิกการประชุมแล้ว ผลการประชุมฯ คณะกรรมการอีโคโมสยินดีให้ความร่วมมือกับกรมศิลปากรและหน่วยงานที่กำลังดำเนินการเกี่ยวกับมรดกโลกในประเทศไทยตามแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมที่ทางกรมศิลปากรนำเสนอวมทั้งการกำหนดช่วงเวลาและงบประมาณค่าใช้จ่าย โดยขอให้กรมศิลปากรนำเสนอแผนงานการขอความอนุเคราะห์ฯมาให้พิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งจะนำเข้าประชุมพิจารณาหลังจากการประชุมมรดกโลกครั้งที่ ๔๐ ในวาระต่อเนื่องจากกรุงอีสตันบูลที่กรุงปารีสในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ คณะกรรมการอีโคโมสจะมีหนังสือตอบรับอย่างเป็นทางการมายังกรมศิลปากรอีกครั้งหนึ่งและจะอ้างถึงการประชุมร่วมกันกับนางอมรา ศรีสุชาติครั้งนี้ คณะกรรมการอีโคโมสมีข้อเสนอให้พิจารณาเบื้องต้นดังนี้ ๑)การร่วมมือกันในการดำเนินการ หรือ ขอให้อีโคโมสให้คำแนะนำแนวทางการดำเนินงานน่าจะเริ่มตั้งแต่การพิจารณาจัดทำ Tentative List นางอมรา ศรีสุชาติได้อธิบายให้เห็นถึงแหล่งมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยหลายแห่งและสอบถามความเห็นถึงบางแหล่งที่จะมีความเป็นไปได้ในการนำเสนอเป็นTentative list หลายท่านในคณะกรรมการที่มีประสบการณ์การมาประเทศไทยและไปเยี่ยมชมแหล่งมรดกเหล่านั้นหลายครั้ง ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันตาม “แนวโน้ม” (Trend) ใหม่ล่าสุดของคณะกรรมการมรดกโลกจากที่ประชุมครั้งที่ ๔๐ นี้ได้พิจารณาความเห็นสอดคล้องกันดังนี้:  -แหล่งที่ฝ่ายไทยน่าจะเสนอเป็นTentative List  ตามที่อยู่ในความคาดหมายของฝ่ายไทยคือ Mable Temple และ Prasat Phanom Rung น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะมีคุณค่าความเป็นสากล (Outstanding Universal Value) ที่ประกอบด้วยคุณค่าหลัก ๒ ประการที่สัมพันธ์กันคือ คุณค่าความแท้ดั้งเดิมหรือต้นความคิด (Authenticity) และคุณค่าความครบถ้วนในสาระความรู้และองค์ประกอบหรือความมีบูรณภาพ(Integrity) -แหล่งมรดกโลกภูพระบาท ซึ่งอีโคโมสประเมินว่าเป็นDeferral นั้น อาจต้องแก้ไขชื่อและแนวคิด(concept)ที่เสนอเป็น Cultural Landscape  เนื่องจากชื่อ ที่ใช้ว่า Historical Park และแนวคิดCultural Landscape ดังกล่าว ทำให้ต้องนำเรื่อง มรดกธรรมชาติ (Natural Heritage) มาพิจารณาโดย IUCNด้วย  เมื่อไม่ได้แสดงข้อมูลเรื่องการบริหารจัดการอนุรักษ์มรดกธรรมชาติที่แหล่งมรดกวัฒนธรรมตั้งอยู่นั้นให้ครอบคลุมทั้งหมด (นัยของCultural Landscape เป็นเช่นนี้) จึงต้องให้กลับมาดำเนินการจัดทำ เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลใหม่ คณะกรรมการอีโคโมสบางท่านมีความเห็นว่า เฉพาะความสำคัญเรื่องใบเสมาอย่างเดียวเฉพาะในประเทศเดียว อาจไม่ทำให้คุณค่าความเป็นสากลเป็นที่ประจักษ์ หากเชื่อมโยงให้เป็นมรดกที่มีประวัติการสืบเนื่องของสองประเทศที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันเป็นอย่างน้อย เช่น ไทย-ลาว ก็จะมีผลทำให้แหล่งโดดเด่นขึ้น แนวโน้ม (Trend)ของการขึ้นมรดกโลกร่วม ๒ ประเทศ ๓ ประเทศหรือมากกว่าดังที่ปรากฏในการประชุมครั้งที่ ๔๐นี้ จะเห็นว่า “การเปิดพรมแดน” ซึ่งมีนัยว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมเป็นสิ่งบ่งชี้ ว่าวัฒนธรรมไร้พรมแดนต้องร่วมกันพิทักษ์รักษา จะได้รับการสนับสนุนให้เป็นแหล่งมรดกโลก มากกว่าการขอขึ้นเฉพาะแหล่งเดี่ยวๆในประเทศเดียว นางอมรา ศรีสุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ไทย-ลาวกำลังทำความตกลงร่วมมือกันในทางวิชาการรวมทั้งการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมระหว่างกรมศิลปากรของไทยกับกรมมรดกของลาว คณะกรรมการอีโคโมสเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นหลักประกันอย่างดีที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแนบนำเสนอการขอขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกันของสองประเทศไม่ว่ากรณีใดๆ ในกรณีแหล่งภูพระบาท คณะกรรมการอีโคโมสเห็นว่า หากสองประเทศร่วมกันนำเสนอเป็นมรดกโลกร่วม (โดยแหล่งภูพระบาทกับแหล่งใบเสมาที่เทือกภูพานเชื่อมต่อไปถึงลาว) ก็น่าจะทำให้เกิดการเพิ่มคุณค่านำไปสู่การเป็นมรดกได้โดยไม่ยาก -กรณีแหล่งวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช คณะกรรมการอีโคโมสเห็นด้วยกับข้อเสนอของนางอมรา ศรีสุชาติที่ว่า การนำเสนอการอนุรักษ์หรือบูรณะพระมหาธาตุแห่งนี้นับจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่คงรักษาเทคนิควิธีดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นภูมิปัญญาการอนุรักษ์ที่คงรักษาไว้ เช่น การใช้ปูนตำในการบูรณะพระธาตุ การหุ้มปลียอดทองคำโดยอาศัยผลการวิเคราะห์วัสดุเดิมมาเป็นเครื่องกำหนดฯเพื่อรักษาสภาพความดั้งเดิม น่าจะเป็นจุดแข็งที่ต้องนำเสนอให้ชัดเจนในการเขียนNomination Dossier ของแหล่งนี้ -กรณีของเมืองเชียงใหม่ คณะกรรมการอีโคโมสยังไม่ทราบความชัดเจนว่า จะเป็นไปในทิศทางใด แต่ฝ่ายไทยน่าจะดำเนินการตามความเห็นทั่วไปที่รับทราบจากการประชุมฯครั้งที่ ๔๐นี้ที่มีตัวอย่างให้ประจักษ์ เช่น กรณีการนำเสนอแหล่งรวมกันมากเกินไปของแหล่งKey Works of Modern Architectures by Frank Lloyd Wright สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ “คุณค่าความเป็นสากล”(Outstanding Universal Value) ไม่ชัดเจนหรือกระจัดกระจายเกินไป เมืองเชียงใหม่มีโบราณสถานอยู่มาก จึงน่าจะเลือกบางแหล่งที่โดดเด่นเป็นตัวหลักในการนำเสนอ และน่าจะต้องปรับชื่อ เพราะคำว่า Landscape อาจต้องตีความหมายเรื่องขอบเขตการอนุรักษ์ที่ทำให้การบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์ยุ่งยาก ควรมุ่งเน้นคุณค่าความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอันสืบเนื่องยาวนานและส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและพัฒนาการอันแสดงภูมิปัญญา น่าจะเหมาะสมกว่า และเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่มีการเข้าอยู่อาศัยซ้อนทับในปัจจุบัน ดังนั้นแผนการจัดการด้านการอนุรักษ์ควรมีมาตรการชัดเจนและเข้มแข็งและมีกฏระเบียบข้อบัญญัติที่มั่นใจว่าใช้ปฏิบัติได้จริงจัง -อีโคโมสขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาการดำเนินการโครงการ/กิจกรรม ควบคู่กันไปในการนำเสนอแหล่งใดๆเป็นมรดกโลก เช่น การจัดประชุมสัมมนาระดมความคิดทางวิชาการทั้งด้านความรู้และการอนุรักษ์ระดับนานาชาติของแหล่งนั้นๆเพื่อให้มีผลทางวิชาการเป็นที่ยอมรับระดับสากล  การจัดการเรียนรู้ของชุมชนในการพิจารณาแหล่งในท้องถิ่นว่ามีคุณค่าสมควรต่อการเป็นมรดกโลกหรือไม่ หากเป็นแล้ว ชุมชนมีส่วนต้องรับผิดชอบร่วมกันดูแลพิทักษ์รักษาอย่างจริงจังอย่างไร กรณีนี้ มิสเตอร์อัลเฟโด คอนติ รองประธานอีโคโมสและคณะได้ไปร่วมดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่ประเทศเอควาดอร์ เป็นผลสำเร็จมาแล้ว ได้ยกตัวอย่างให้ทราบ เช่น ชุมชนและนักวิชาการของเอควาดอร์เสนอแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่คิดว่าน่าจะเป็นแหล่งมรดกโลกจำนวนมากกว่า ๒๐ แห่ง หลังจากการให้ความรู้และร่วมกันพิจารณาใหม่ ต่างเห็นและยอมรับร่วมกันว่า น่าจะเหลือเพียง ๒-๓ แห่งเท่านั้น นี่จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการร่วมกันคิดพิจารณาจากการปฏิบัติการร่วมกันกับอีโคโมสจะทำให้ก้าวต่อไปในการนำเสนออย่างมีทิศทางและไม่ผิดพลาดและเสียเวลาและเสียความตั้งใจ           ๙.๔ การศึกษาแหล่งมรดกวัฒนธรรมของสาธารณรัฐตุรกี           เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบ และ การประชุมอีก ๓ วันต้องยกเลิกไป นอกจากการมีโอกาสได้ประชุมหารืออย่างเต็มที่กับอีโคโมสแล้ว นางอมรา ศรีสุชาติได้ใช้เวลาที่เหลือในการศึกษาข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่เป็นมรดกวัฒนธรรมที่เป็นมรดกโลกแล้วและที่กำลังนำเสนอในTentative listของตุรกีและพูดคุยกับนักวิชาการท้องถิ่นของตุรกีและคนตุรกีทั่วไป เพื่อทราบปัญหาการบริหารจัดการ (เช่น เพราะเหตุใดตุรกีจึงยังไม่นำเสนอแหล่งมรดกโลกทั้งเมืองอีสตันบูลเป็นมรดกโลกในปีนี้) รวมทั้งโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นแหล่งมรดกโลกที่เก็บในพิพิธภัณฑสถานต่างๆของตุรกี เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการจัดทำความรู้และการจัดทำTentative List และ Nomination Dossier ต่อไป แหล่งที่ได้ศึกษาได้แก่ โบราณสถานฮาเกียโซเฟีย/ ฮิบโปโดม/  ท็อปคาปีพาเล็ช/ สุลต่านทูม/ อียิปเตียนโอเบลิสก์ ดอลมาบาเซพาเลซ/  ย่านเมืองเก่าอิสตันบูล /หอคอยอิสตันบูล โบราณสถานและแหล่งโบราณคดี ป้อม กำแพงเมืองและการอนุรักษ์ของเมืองอิสตันบูลที่ขอเป็นTentative listทั้งเมืองฯ แหล่งรูเมลิ ฮิซารี อนาโดลู ฮิตารี มัสยิดออฟสไปซ์/พิพิธภัณฑสถานโบราณคดีแห่งเมืองอิสตันบูล (อิสตันบูล อาร์เคโอโลยี มิวเซียม) พิพิธภัณฑสถานศิลปะตะวันออกและพิพิธภัณฑสถานกระเบื้องเคลือบ และอ่างเก็บน้ำโบราณใต้ดิน (ส่วนหนึ่งใน tentative list of world heritage site of Istanbul City)     ๑๐.  ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           ๑.ประเทศไทยควรเข้าไปมีบทบาทให้เพิ่มมากขึ้นในองค์กรที่ปรึกษาสำคัญ (Advisory Bodies) ของคณะกรรมการมรดกโลกที่เป็นองค์กรพิจารณาประเมินแหล่งสมบัติชาติของแต่ละประเทศ (national property) ว่าสมควรให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (World Cultural Heritage) มรดกโลกทางธรรมชาติ (World Natural Heritage) และมรดกแบบผสม (World Mixed Heritage) องค์กรสำคัญที่ว่านี้ที่ประเทศไทยควรมีบทบาทให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ดังนี้: - ICCROM ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกใน ๑๙๑ ประเทศเท่านั้น แต่ยังไม่เคยสมัครให้ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็น คณะกรรมการบริหาร (Council Members of ICCROM ) อีกกรณีหนึ่งประเทศไทยสามารถจัดทำโครงการ/กิจกรรมต่อเนื่อง (ถาวร) ที่เสนอให้ICCROM รับรองเป็นโครงการ/กิจกรรมสากล กรณีสืบเนื่องจากการประชุม ICCROM 2015 (พ.ศ. ๒๕๕๘) ซึ่งนางอมรา ศรีสุชาติเป็นผู้แทนประเทศไทยเสนอขอให้ICCROMจัดตั้งศูนย์การอนุรักษ์และฝึกอบรมเรื่อง Brick Monument and its Associated Finds ซึ่งมีความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียและอัฟริกา ผู้อำนวยการใหญ่ICCROMและที่ประชุมฯให้ความเห็นสนับสนุนและผู้อำนวยการใหญ่ICCROMขอให้ประเทศไทยหรือกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเจ้าภาพจัดตั้งศูนย์ฯและโครงการฯดังกล่าวโดยร่วมมือกันให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นศูนย์ฯก่อนแล้วทางICCROMก็จะขานรับให้การสนับสนุนและให้จัดตั้งเป็นโครงการ/กิจกรรมสากลต่อไป ดร.คาบาเด่ ผู้อำนวยการสถาบันการอนุรักษ์แห่งชาติ ผู้แทนประเทศอินเดียและเป็นประธาน Council Members of ICCROM เสนอว่า ขอให้ประเทศไทยส่งผู้แทนไปศึกษางานและเจรจากับสถาบันอนุรักษ์ของอินเดีย (Laboratory of Conservation of Cultural Property) ยินดีจะให้การสนับสนุนในการจัดตั้งศูนย์และหาทุนในการฝึกอบรม หากประเทศไทยประสงค์จะตั้งศูนย์ทางด้านนี้ในประเทศไทยซึ่งผู้แทนของประเทศอิหร่าน (ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการใน Council Members of ICCROM)ก็ยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนด้วย การสร้างโครงการหรือกิจกรรมลักษณะถาวรต่อเนื่องและดำเนินการอย่างจริงจังในการประสานความร่วมมือกับนานาประเทศภายใต้การให้ความสนับสนุนของICCROMจะเป็นหนทางสำคัญถึงการยอมรับมาตรฐานการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยในระดับสากล มีผลสำคัญยิ่งต่อการประเมินแหล่งสมบัติวัฒนธรรมของชาติ (national property)ให้ก้าวขึ้นเป็นมรดกโลก (World Heritage site) ดังนั้นประเทศไทย โดยกรมศิลปากร ควรดำเนินการกำหนดทิศทางและเตรียมแผนงานการเจรจาความร่วมมือเพื่อการจัดตั้งศูนย์ฯดังกล่าวให้สำเร็จและมีโครงการ/กิจกรรมที่ชัดเจนในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง -IUCN เป็นองค์กรประเมินทางด้านมรดกธรรมชาติ แม้ว่าประเทศไทยยังมิได้เสนอแหล่งมรดกแบบผสม (Mixed Property)เพื่อเป็นมรดกโลกแบบผสม (World Mixed Heritage) มาก่อน แต่ IUCN ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการประเมินและเสนอความเห็นเอกสารการนำเสนอ (Nomination Dossier) ของแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เนื่องจากชื่อของแหล่งนี้ใช้คำว่า Park และเนื้อในแสดงแนวคิดที่เป็น Cultural Landscape และแสดงให้เห็นว่าอยู่ในพื้นที่สมบัติธรรมชาติ (Natural Property) ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดังนั้นจึงต้องได้รับการพิจารณาประเมินส่วนนี้ด้วย หากทางประเทศไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากรยังยืนยันคงชื่อเดิมและคงสาระแนวคิดการเป็น Cultural Landscape ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื้อเชิญเจ้าหน้าที่จาก IUCNมาให้คำแนะนำในการดำเนินการจัดทำ Nomination Dossier ใหม่ของแหล่งนี้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งกรมฯนี้ปัจจุบันได้จัดตั้งสำนักมรดกโลกทางธรรมชาติแล้ว เพื่อให้รับผิดชอบด้านการดำเนินงานมรดกโลกทางธรรมชาติโดยตรง แต่กรมศิลปากรยังไม่มีสำนัก/กองมรดกโลกทางวัฒนธรรม แต่งานมรดกโลกยังเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ในกรณีของแหล่งภูพระบาทหากปรับเปลี่ยนชื่อใหม่และเปลี่ยนแนวคิด (concept)ใหม่ กล่าวคือไม่ระบุเรื่อง Cultural Landscape) และสร้างแนวคิดใหม่เรื่อง Cross cultural boundaryร่วมกับแหล่งมรดกลักษณะเดียวกันนี้ในประเทศลาวตามข้อแนะนำใหม่ของ ICOMOS น่าจะแก้ปัญหาความยุ่งยากที่ต้องดำเนินตามผลการประเมินของ IUCN และทำให้เพิ่มคุณค่าความเป็นสากลตามแนวทางใหม่ ซึ่งจะมีความเป็นไปได้ที่จะไปสู่การได้รับการประเมินให้เป็นแหล่งมรดกโลกในอนาคต           -ICOMOS  แม้ว่าประเทศไทยจะมีองค์กรที่เรียกว่า อีโคโมส ประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งโดยได้รับการสนับสนุนจากกรมศิลปากรมาเป็นเวลานาน แต่ยังมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นหน่วยงานเครือข่ายของอีโคโมสสากล (ICOMOS International) และจะเอื้อประโยชน์ให้กันในการประเมินแหล่งมรดกโลก อันที่จริงอีโคโมสสากล (ICOMOS International) กับหน่วยงานอีโคโมสของแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยกับงานมรดกโลก ไม่เกี่ยวเนื่องหรือมีผลต่อการประเมินใดๆ และมิได้เป็นเครือข่ายกัน เพียงแต่มีแนวทางหรืออุดมการณ์ในการอนุรักษ์อย่างเดียวกันเท่านั้น อีโคโมสในแต่ละประเทศ ต่างดำเนินกิจกรรมโดยอิสระ ไม่ขึ้นกับอีโคโมสสากล และงานของอีโคโมสสากลในเรื่องมรดกโลกก็ไม่ใช่งานของอีโคโมสประเทศต่างๆแต่อย่างใด  การประเมินแหล่งมรดกโลกของอีโคโมสสากลในแต่ละประเทศเป็นอิสระและโปร่งใส ดังนั้นการขอความร่วมมือหรือความช่วยเหลือจากอีโคโมสสากลในการจัดทำTentative List/Nomination Dossier หรือความรู้ที่จะเป็นแนวทางให้ชุมชน/ผู้ดำเนินงานทราบและเข้าใจในการจัดทำเอกสารหรือหลักการในทางปฏิบัติจริงที่สอดคล้องกับเอกสารที่นำเสนอที่จะได้รับการประเมินจากอีโคโมสและหน่วยงานผู้รับผิดชอบเรื่องมรดกของประเทศเพื่อให้เป็นมรดกโลก หรือพิทักษ์ความเป็นมรดกโลกไว้มิให้ตกอยู่ในภาวะวิกฤต จึงต้องดำเนินงานประสานโดยตรงกับอีโคโมสสากล การประชุมกับอีโคโมสครั้งนี้จึงนับเป็นการประชุมเจรจาทาบทามครั้งแรกให้อีโคโมสสากลเข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำปรึกษาอย่างจริงจังเพื่อสามารถทำให้ปรับแก้ไขแหล่งที่อยู่ในTentative Listใหม่ให้เหมาะสมก่อนที่จะนำเสนอNomination Dossier เช่น แหล่งเมืองเชียงใหม่ และ แหล่งวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช แหล่งที่อยู่ในTentative List แล้วและได้จัดทำ Nomination Dossier เสนอและอีโคโมสประเมินแล้วว่ายังต้องแก้ไขเพราะขาดความสมบูรณ์อยู่มากเช่น แหล่งภูพระบาท หรือแหล่งที่ประสงค์จะนำเสนอให้อยู่ในTentative List และการก้าวไปสู่การจัดทำNomination Dossier ซึ่งเป็นเอกสารรับรอง(ภาคทฤษฎี)ที่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลจริงที่ดำเนินการปฏิบัติได้จริงตรงตามเอกสารรับรอง (Nomination Dossier)นั้น ดังนั้นกรมศิลปากรจะต้องจัดทำรายละเอียดแผนการขอความช่วยเหลือในการให้มาเป็นที่ปรึกษาฯ ระบุกิจกรรมที่จะให้เจ้าหน้าที่ของอีโคโมสมาช่วยเหลือดำเนินการ ทั้งกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายซึ่งประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเจ้าหน้าที่อีโคโมสตลอดกิจกรรม และค่าบริหารจัดการตามรายละเอียดการเจรจาต่อรองในเงื่อนไขที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายในข้อตกลงตามสัญญาร่วมกัน (a contractual agreement which would stipulate details) ซึ่งเจ้าหน้าที่อีโคโมสขอให้ทางผู้ร้องขอฯ (กรมศิลปากร)ร่างแผนงานขอความช่วยเหลือฯดังกล่าวและนำไปหารือกับคณะกรรมการของอีโคโมส (หมายถึงการเจรจาต่อรองและแสดงข้อตกลงตามเงื่อนไข)ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกต่อเนื่องที่กรุงปารีสในปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ ดังนั้นหน่วยงานรับผิดชอบการดำเนินการเรื่องTentative Listและ/หรือNomination Dossier ทั้งกรมศิลปากร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ หากประสงค์ได้รับความช่วยเหลือ การให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อสามารถจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ นำไปสู่ผลการประเมินที่จะเป็นไปในทางบวก จึงควรดำเนินการวางแผนรองรับเรื่องนี้และการจัดเตรียมงบประมาณเพื่อการนี้ไว้โดยเฉพาะและเตรียมความในการประสานการดำเนินงานร่วมกับคณะฯจากองค์กรที่ปรึกษาฯข้างต้น สำหรับการดำเนินการที่จะมีสัมฤทธิผลต่อไป           ๒.แหล่งมรดกโลกของประเทศไทยที่ปรากฏชื่อในTentative List สามารถปรับปรุงแก้ไขชื่อให้สอดคล้องกับคุณค่าความเป็นสากล(Outstanding Universal Value)ที่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบใหม่ได้และพิจารณาให้สอดคล้องกับขอบเขต(Boundary)ที่จะกำหนดไว้เพื่อการอนุรักษ์อย่างแท้จริงและสอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์และการคุ้มครอง หากขอบเขตมากหรือน้อยเกินไปหรือไม่ครอบคลุมตามชื่อที่ระบุ มีผลต่อการประเมินให้กลับมาแก้ไข และไม่สามารถให้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ องค์กรที่ปรึกษาและคณะกรรมการมรดกโลกเห็นสอดคล้องต้องกันว่า ยินยอมให้มีการปรับเปลี่ยนชื่อที่ปรากฏในTentative List หรือแม้เป็นWorld Heritage Listแล้วก็สามารถปรับแก้ไขชื่อได้หากจำเป็นต้องลดขอบเขตหรือต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้สอดคล้องกับการปฏิบัติด้านการอนุรักษ์ ตัวอย่างเช่น แหล่ง Nalanda Mahavihara คณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบตามข้อเสนอแนะขององค์กรที่ปรึกษาคืออีโคโมสโดยให้เปลี่ยนชื่อเป็น Archaeological Site of Nalanda Mahavihara และให้กำหนดขอบเขตเฉพาะแหล่งโบราณคดีซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของArchaeological Survey of India (ASI) สามารถดำเนินการตามขอบเขตที่ประกาศขึ้นทะเบียนไว้ได้ ไม่ต้องขยายขอบเขตไปในส่วนโบราณสถานอื่นๆหรือส่วนซ้อนทับกับชุมชนปัจจุบันที่ไม่อาจเข้าไปบริหารจัดการแก้ไขสภาพได้ อีกตัวอย่างคือ แหล่งBotanical Garden ของประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ก็ขอแก้ไขชื่อเพื่อให้จำกัดขอบเขตพื้นที่ให้แคบและชัดเจนขึ้น กรณีของประเทศไทยแหล่งมรดกโลกที่อยู่ในTentative List  แล้ว ที่ควรปรับเปลี่ยนชื่อคือ (๑)แหล่งเมืองเชียงใหม่ ควรปรับคำว่า Landscape ออกไปและหาคำอื่นที่แสดงความเป็น ประวัติศาสตร์ของเมือง เช่น Historical Sites และเลือกนำเสนอเฉพาะแหล่งโบราณสถานสำคัญของเมืองมากกว่าการใช้ตัวเมืองทั้งเมืองซึ่งมีปัญหาต่อการนำเสนอแผนการอนุรักษ์และการบริหารจัดการในภาคปฏิบัติที่จะขัดแย้งได้ (๒)แหล่งอุทยานภูพระบาท (Phu Phrabat Historical Park)ซึ่งเนื้อหาในNomination Dossier ระบุว่าเป็นCultural Landscape ทำให้ต้องนำไปผูกโยงกับการประเมินของIUCN ที่ประเมินไม่ให้ผ่าน ให้กลับไปทำเพิ่มเติมใหม่ เพราะIUCN เห็นว่า ยังขาดต้องแผนบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติ  ดังนั้นแหล่งอุทยานภูพระบาท จึงสมควรปรับเปลี่ยนชื่อเป็น Phu Phrabat Archaeological Sites  หรือ Archaeological Sites of Phu Phrabat and …….. (...ที่เว้นไว้เพื่อใส่ชื่อแหล่งของประเทศลาว) กรณีเสนอร่วมกับแหล่งของประเทศลาวที่พบหลักฐานแหล่งใบเสมาตามแนวเทือกเขาในประเทศลาวที่ต่อเนื่องเป็นเทือกเดียวกันกับภูพานที่ตั้งภูพระบาทของประเทศไทย ซึ่งยังต้องรอการสำรวจเก็บข้อมูลร่วมกันระหว่างไทย-ลาว อันเป็นแผนปฏิบัติการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมศิลปากรของประเทศไทยและกรมมรดกของประเทศลาว หลังจากการลงนามในหนังสือข้อตกลงความร่วมมือกันสองฝ่ายแล้ว จึงควรดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง    อีโคโมสสากลมีความเห็นว่า การนำเสนอแหล่งร่วมกัน-เชื่อมโยงกันเช่นนี้จะทำให้คุณค่าความเป็นสากล(Outstanding Universal Value) ปรากฏชัดเจนและมีน้ำหนักมากขึ้น           ๓.ความซับซ้อนและยุ่งยากของการดำเนินงานจากการทำTentative Listไปสู่ Nomination Dossierที่จะให้ได้รับการยอมรับในการประเมินจากองค์กรที่ปรึกษา (Advisory Bodies) และคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) จนได้รับการยอมรับให้ประกาศขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชี “เป็นมรดกโลก” (World Heritage List) ไม่ใช่เรื่องจะทำได้ง่ายๆกันในชั่วไม่กี่เดือน กี่ปี บางประเทศเมื่อเสนอเป็นTentative Listแล้วก็ไม่สามารถดำเนินการได้ บางประเทศดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน เช่นกรณีของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามีความพยายามเสนอแหล่งKey works of Modern Architecture by Frank Lloyd Wright จนมาเป็นปีที่ ๘ ในปีนี้แล้วก็ยังมีข้อบกพร่องที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับให้เป็นมรดกโลก ต้องนำมาแก้ไข ทั้งๆที่ประเทศนี้มีทั้งกำลังบุคลากร/ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จำนวนมากตลอดจนงบประมาณสนับสนุนอย่างมาก แต่ก็ยังไม่บรรลุจุดประสงค์ แหล่งมรดกโลกของหลายประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่ยังทำไม่สำเร็จ ก็มีอยู่มาก  เช่น ประเทศฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี แม้บางประเทศซึ่งเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมฯ กรณีประเทศตุรกีในปีนี้ ก็ยังไม่ถือว่าได้เปรียบในการนำแหล่งของประเทศตนให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนฯ ประเทศตุรกีควรนำแหล่งเมืองอีสตันบูล ซึ่งอยู่ในTentative list ประกาศขึ้นทะเบียนฯ แต่ได้รั้งรอไว้ เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า การอนุรักษ์ยังพร่องอยู่มาก แหล่งหลายแหล่งยังประสบปัญหาการครอบครองพื้นที่ของเอกชนซ้อนทับพื้นที่โบราณสถาน บางแห่งมีสิ่งปลูกสร้างทับอยู่บนโบราณสถาน จึงไม่ผลักดันที่จะนำเสนอแหล่งเมืองอีสตันบูลในปีนี้ จะรอต่อไปจนกว่าแก้ไขปัญหาให้ได้ก่อน ประเทศแคนาดาเป็นตัวอย่างที่ดีในการไม่ขอยอมรับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีนี้ตามการประเมินขององค์กรที่ปรึกษา เพราะเห็นว่า ยังไม่พร้อมเพียงพอในการจัดทำแผนการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ จึงขอรั้งรอไว้ก่อน และขอไม่ให้คณะกรรมการมรดกโลกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีนี้ รอจนกว่าแผนบริหารด้านการอนุรักษ์สามารถปฏิบัติได้จริง ประเทศเหล่านี้ล้วนตระหนักถึงความเข้มงวดของคณะกรรมการในการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก และคณะกรรมการฯได้มีการปรับวิธีการพิจารณา เน้นเรื่องคุณค่าความเป็นสากลที่ต้องมีคุณค่าระดับโลกจริงๆ ต้องมีมาตรฐานในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการดูแลรักษา การอนุรักษ์คุ้มครองไว้ได้จริงจังและตลอดไปและเคร่งครัดในการตรวจสอบแหล่งมรดกโลก ทั้งติดตาม เฝ้าระวัง การรายงานผลกระทบเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้พิจารณาว่าอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ อย่างไร  ดังนั้นปัจจุบันหลายประเทศในโลกนี้ จึงมีแนวโน้มที่จะไม่แข่งขันกันนำเสนอแหล่งให้อยู่ในTentative List หรือ เร่งรัดทำและนำเสนอNomination Dossier ที่ไม่สามารถจัดการได้จริงและนำไปสู่การตกอยู่ในสภาวะมรดกโลกในภาวะเกือบวิกฤต หรือ ภาวะวิกฤต ที่ส่งผลด้านลบต่อสายตาประชาคมโลก ตัวอย่างที่ชัดเจนในปีนี้คือ ทวีปอัฟริกามีประเทศรวมกันจำนวน ๕๑ ประเทศ แทบไม่เสนอแหล่งใดให้เป็นมรดกโลกเลย มีเพียงแหล่งเดียวคือแหล่ง Ennedi Massif: Natural and Cultural Landscapeของประเทศชาด(Chad) ซึ่งเพียรพยายามนำเสนอปรับปรุงแก้ไขแผนการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์มาหลายปีทั้งที่คุณค่าความเป็นสากลของแหล่งนี้โดดเด่นมาก คณะกรรมการมรดกโลกจึงเห็นว่า แม้การบริหารจัดการฯยังมีข้อต้องแก้ไข แต่ถ้าไม่ประกาศให้เป็นมรดกโลกในปีนี้ก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือในการแก้ไข และในปีนี้ก็จะไม่มีแหล่งมรดกโลกในทวีปอัฟริกาแม้แต่แหล่งเดียว จึงประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและมีเงื่อนไขให้นานาประเทศร่วมกันช่วยเหลือ โดยระดมทุนและทรัพยากรบุคคลเข้าไปช่วยด้านการอนุรักษ์เพื่อนำไปสู่การเป็นแหล่งมรดกโลกที่สมบูรณ์แบบต่อไป           ข้อมูลข้างต้นเป็นสิ่งเตือนให้ตระหนักว่า ประเทศไทยไม่ควรเร่งร้อนที่จะนำเสนอแหล่งใดๆก็ตามให้เป็นTentative Listจำนวนมาก และต้องผูกมัดกับสัญญาประชาคมและให้ความหวังกับประชาชนในพื้นที่ว่าจะเป็นมรดกโลกในเร็ววัน เพราะการทำเอกสารNomination Dossierให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงของแหล่งที่แสดงคุณค่าความเป็นสากลควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นมรดกโลกและมีแผนการจัดการด้านการอนุรักษ์อย่างไม่บกพร่องและยั่งยืนในสภาพของการพัฒนาในโลกปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่ได้ตามอุดมการณ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเนสโก (UNESCO sustainable development declaration)นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย มีความซับซ้อนยุ่งยากหลายประการในทางปฏิบัติ (ไม่ใช่เขียนครบถ้วนตามเอกสาร แต่สภาพจริงของแหล่งต้องเป็นไปตามนั้น และปฏิบัติได้ตามนั้น)และมีพันธะสัญญาที่ต้องยืนยันรับรองแข็งขันว่าจะปฏิบัติเช่นนั้นในการรักษาแหล่งตลอดไป  ดังนั้นหากประเทศไทยประสงค์เสนอแหล่งใดแหล่งหนึ่งไปสู่การขอขึ้นบัญชีและขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจึงควรดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้:  ๑)สอบค้นข้อมูลและพิจารณาศักยภาพของแหล่งอย่างรอบด้านตาม operation guidelineของศูนย์มรดกโลกในการพิจารณาว่าอยู่ในเกณฑ์ (criteria)ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร หากอยู่ในเกณฑ์อย่างเพียงพอ จึงเตรียมข้อมูลเพื่อจัดทำเอกสารการขอเป็นTentative List และเตรียมการดำเนินงานให้แหล่งอยู่ในสภาพที่สามารถดำเนินการเพื่อการนำเสนอเป็นมรดกโลกในเวลาต่อไป ๒)เชิญผู้เชี่ยวชาญระดับสากลจากองค์กรที่ปรึกษาของศูนย์มรดกโลก (ICCROM/ICOMOS/ IUCN) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องของแหล่งนั้นๆให้ร่วมพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของแหล่งข้างต้น ว่ามี คุณค่าความเป็นสากลและมีการดำเนินการด้านการอนุรักษ์พิทักษ์แหล่งอย่างดีพอ ทั้งที่ผ่านมาในอดีต ปัจจุบันและอนาคต (ควรต้องฟังความเห็นจากคนนอกประเทศที่มองเห็นคุณค่าความเป็นสากล เพราะใช้ความคิดเห็นเฉพาะคนในประเทศยอมมีอคติในการมองหรือพิจารณา) ๓)เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้ว จึงประสานการวางแนวทางในการเขียนTentative list โดยให้ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลตรวจสอบเอกสารTentative List ของแหล่ง โดยต้องสามารถกำหนดคุณค่าความเป็นสากล (Outstanding Universal Value)ของแหล่งนั้นๆได้อย่างชัดเจนและมีแผนงานอนุรักษ์ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ๔) ดำเนินการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกอย่างครบถ้วน เพื่อให้คุณค่าของแหล่งเด่นชัดขึ้น เช่น ถ้าเป็นแหล่งโบราณคดี (Archaeological site) จำเป็นต้องดำเนินงานทางโบราณคดีให้ได้ค่าอายุสมัย การกำหนดอายุสิ่งก่อสร้างทุกตำแหน่งของแหล่งและใช้ข้อมูลจากหลักฐานโบราณคดีทั้งหมดเชื่อมโยงเรื่องราวที่เปรียบเทียบได้กับแหล่งอื่นที่มีคุณค่าเป็นสากลได้เสมอกันหรือโดดเด่นยิ่งกว่า ถ้าเป็นสถาปัตยกรรม ต้องมีข้อมูลการออกแบบ แบบแปลนแผนผัง แนวคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในการออกแบบและก่อสร้าง ความครบถ้วนในข้อมูลประวัติ สาระจากรูปลักษณ์ที่สะท้อนคุณค่าความเป็นมนุษย์หรืออัจฉริยภาพ ๕)ดำเนินการด้านการอนุรักษ์ การฟื้นฟูสภาพแหล่ง ไม่ให้แหล่งตกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมทั้งทางกายภาพของแหล่งและการใช้มาตรการบังคับไม่ให้แหล่งถูกทำลาย เช่น มาตรการทางกฎหมาย การคุ้มครองด้วยกฎระเบียบ การประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองที่มิให้เปลี่ยนแปลงสภาพ หรือเคลื่อนย้ายสิ่งที่จะทำให้สภาพของแหล่งเสื่อมค่า เช่น ให้พื้นที่กันชนหรือขอบเขตของแหล่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมในการรักษาคุณค่าของแหล่ง ๖) จัดทำเอกสารอันเป็นข้อเขียนที่เกิดจากผลการศึกษาที่แสดงคุณค่าความเป็นสากล-ผลการอนุรักษ์ แสดงหลักฐานที่บ่งชัดถึงมาตรการคุ้มครองปกป้องอย่างมีประสิทธิภาพและถาวรในปัจจุบันและอนาคต เอกสารนี้เรียกว่าNomination Dossier ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิชาการโบราณคดีและการอนุรักษ์แหล่ง/สิ่งก่อสร้างในแหล่งมรดกนั้นๆเป็นผู้ดำเนินการเขียนและจัดทำเป็นภาษาอังกฤษ และประสานให้ผู้เชี่ยวชาญสากลขององค์กรที่ปรึกษาของศูนย์มรดกโลกตามที่กล่าวมาข้างต้นตรวจสอบ แก้ไข และได้รับการพิจารณาประเมินชั้นต้นว่าสมควรที่จะนำเสนอได้ ไม่มีข้อบกพร่องหรือบกพร่องเพียงเล็กน้อย ก่อนการนำเสนอตามขั้นตอน  ๗) นำเสนอNomination Dossierของแหล่งนั้นๆต่อคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อเอกสารมีความครบถ้วนสมบูรณ์เช่นเดียวกับแหล่งที่คงความครบถ้วนในภาคปฏิบัติตามที่เอกสารระบุสามารถให้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ๘)ต้องดำเนินกิจกรรมคู่ขนานกับการดำเนินงานในระหว่างการจัดทำTentative Listและ/หรือNomination Dossier คือการประชาสัมพันธ์ให้แหล่งเป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่น การจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องที่เกี่ยวกับแหล่งหรือเกี่ยวเนื่องถึงแหล่งที่จะนำเสนอฯ หายุทธวิธีที่กระตุ้นให้นักวิชาการทั้งในและนอกประเทศเขียนบทความทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับแหล่ง และให้ปรากฏการลงพิมพ์ในเอกสาร/หนังสือ/สื่อ ซึ่งแพร่หลายและรู้จักเป็นสากล สร้างความเป็นมาตรฐานและความเป็นที่รู้จักด้านการอนุรักษ์ของแหล่งนี้ เช่น การจัดตั้งศูนย์การอนุรักษ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ใช้แหล่งเป็นสนามปฏิบัติการ การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์ในระดับนานาชาติ การจัดตั้งYouth Forum หรือเยาวชนในท้องถิ่น/ในประเทศและนานาชาติเป็นกำลังพิทักษ์อนุรักษ์แหล่งฯ และสืบทอดภารกิจอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเหล่านี้ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีพัฒนาการและเป็นกิจกรรมระยะยาวที่ยั่งยืนและขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ  กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ควรกำหนดเป้าหมายการดำเนินการแหล่งใดแหล่งหนึ่งอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงจะเป็นผลดีมากกว่าการดำเนินการหลายแหล่งพร้อมๆกัน ควรยอมรับความจริงว่า แหล่งมรดกของชาติเราแม้มีอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่มีคุณค่าเพียงสมบัติชาติ (National Property)ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและต้องร่วมกันปกปักรักษาของคนในชาติอยู่แล้ว แต่เมื่อไปเทียบเคียงกับมรดกของชาติอื่นทั่วทั้งโลก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะนับได้ว่า พอจะก้าวไปสู่คุณค่าความเป็นสากล และการทำให้บังเกิดคุณค่าความเป็นสากลของแหล่งที่มีอยู่น้อยมากนี้ให้เป็นไปได้จำเป็นต้องดำเนินงานค้นหาข้อมูลทางโบราณคดีเพิ่มเติมอย่างมากและใช้เวลาอีกยาวนาน ทั้งยังต้องวางแผนในการจัดการคุ้มครองและอนุรักษ์แหล่งให้ได้มาตรฐานสากลด้วย จึงไม่ควรกำหนดให้ต้องนำเสนอแหล่งเพื่อขึ้นTentative Listทุกปีหรือปีละหลายแหล่งและต้องบังคับให้ดำเนินการอย่างเร่งรัดในการผลักดันให้ดำเนินการจัดทำNomination Dossierเพื่อไปถึงความเป็นมรดกโลกอันเป็นจุดมุ่งหมาย ท้ายที่สุดแล้วผลที่ได้คือ มีความเป็นไปได้มากที่จะได้รับการประเมินไม่ผ่านหรือให้กลับมาจัดทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก (ตัวอย่างของหลายประเทศที่ยกมาข้างต้นย่อมเป็นบทเรียนแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว) ดังนั้นจึงควรอยู่บนพื้นฐานการยอมรับความจริงดังกล่าว ในหนึ่งปี/สองปี/สามปี/หลายๆปี อาจมีเพียงแหล่งเดียวก็เพียงพอที่จะนำเสนอให้อยู่ใน Tentative List  และเริ่มดำเนินการแหล่งนั้นๆอย่างจริงจังและทุ่มเทให้บรรลุเป้าหมาย โดยดำเนินตามขั้นตอนที่นำเสนอข้างต้น จนสามารถจัดทำNomination Dossier ได้ก่อน ครั้นเมื่อได้รับการประกาศให้แหล่งนั้นๆเป็นมรดกโลกแล้วจึงจะวางแผนดำเนินการในแหล่งใหม่ที่ได้พิจารณาแล้วและได้รับการประเมินรับรองจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแล้วว่า เป็นแหล่งที่มีคุณค่าความเป็นสากลและมีคุณค่าแก่การอนุรักษ์และสามารถอนุรักษ์คุ้มครองได้ตามมาตรฐานในข้อกำหนดของความเป็นมรดกโลกต่อไป หากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเห็นว่า ยังไม่พร้อมเพียงพอ ก็ควรดำเนินการในส่วนที่บกพร่องให้ครบถ้วนเสียก่อนจึงจะนำเสนอเป็นTentative List หรือ Nomination Dossier ตามลำดับต่อไป   นางอมรา ศรีสุชาติ.......ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ก่อนกำเนิดแคว้นสุโขทัย           บริเวณที่ราบตอนล่างของลุ่มแม่น้ำยม ปิง น่าน ที่ราบลุ่มแม่น้ำเมย และที่ราบตอนบนของ       แม่น้ำป่าสัก เคยเป็นที่ชุมนุมของบ้านเมืองในแคว้นสุโขทัย ซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่     ๑๙-๒๑  บริเวณดังกล่าวนี้อยู่ระหว่างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และเจริญมาก่อน นั่นคืออาณาจักรพุกามทางด้านตะวันตกและอาณาจักรเขมร ในด้านตะวันออก           ก่อนกำเนิดแคว้นสุโขทัยซึ่งมีทั้งศิลาจารึกและโบราณสถานมากมาย เป็นเครื่องสนับสนุนความเป็นแว่นแคว้นที่ปรากฏขึ้นเมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นั้น ดินแดนสุโขทัยมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว เมื่อได้ศึกษาย้อนเวลาขึ้นไปอีกจากหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งพบเครื่องมือหินที่เขาเขน เขากา อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย หรือแม้กระทั่งการพบโครงกระดูกมนุษย์ที่บ้านบึงหญ้า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ได้พบเครื่องมือหินที่สัมพันธ์กับชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในแถบประเทศกัมพูชา ลาว และเวียดนาม           ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เหล่านี้ อาจอยู่ต่อเนื่องกันและตั้งเป็นบ้านเมืองขึ้นในเวลาต่อมา จนกระทั่งถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา ได้มีการติดต่อกับดินแดนอื่นแถบบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมแบบทวารวดีโดยได้พบโบราณวัตถุที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันได้แก่ การค้นพบลูกปัด เครื่องมือเครื่องใช้เหล็ก สำริด เหรียญเงินที่มีรูปพระอาทิตย์ รวมทั้งหลักฐานโครงกระดูกมนุษย์ที่วัดชมชื่น ในเขตเมืองเก่าศรีสัชนาลัย ซึ่งมีแท่งดินเผามีลวดลายปรากฏร่วมด้วย           การค้นพบโบราณสถานในศิลปะเขมรตั้งอยู่บนภูเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง ในแถบบ้านนาเชิง อำเภอคีรีมาศ เรียกตามปากชาวบ้านว่าปรางค์ปู่จานั้น เป็นหลักฐานการเข้ามาของวัฒนธรรมเขมรโบราณที่สำคัญ แต่การกำหนดอายุให้แน่นอนทำได้ลำบาก เนื่องจากลักษณะสำคัญได้ชำรุดสูญหายไปเป็นอันมาก อย่างไรก็ดีหากคิดว่าวัฒนธรรมเขมรผ่านเข้ามาทางเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ แสดงว่าดินแดนที่ต่อมาเป็นแคว้นสุโขทัยนี้ได้เคยมีการติดต่อกับอาณาจักรเขมรโบราณมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ แล้วก็ได้           การแผ่กระจายของวัฒนธรรมเขมรปรากฏเป็นระยะต่อเนื่องเรื่อยมา นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หลักฐานโบราณสถานที่เด่นชัดได้แก่ ศาลตาผาแดง ในเขตเมืองเก่าสุโขทัย เป็นโบราณสถานร่วมสมัยกับสมัยบายน ในศิลปะเขมร เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และดูเหมือนว่านี่เป็นพัฒนาการของเมืองในวัฒนธรรมเขมรในบริเวณที่ราบเชิงเขาประทักษ์เป็นครั้งแรก           ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในอาณาจักรเขมร เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายานและถือเป็นศาสนาหลักในราชอาณาจักรของพระองค์ การสร้างศาสนสถานซึ่งแต่เดิมประดิษฐานรูปเคารพในศาสนาฮินดู เริ่มเปลี่ยนแปลงไป  มีการนำเรื่องราวทางพุทธศาสนามาประดับสถาปัตยกรรมและใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแทน ลักษณะดังกล่าวนี้ยังปรากฏตามศาสนสถานในศิลปะเขมรที่พบในประเทศไทย ที่สร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันหลายแห่ง  ตัวอย่างเช่น ที่ปรางค์สามยอดกับปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุที่จังหวัดลพบุรี และที่ปราสาทวัดพระพายหลวงเมืองเก่าสุโขทัย เป็นต้น           ชุมชนที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเขมรแถบสุโขทัยยังคงอยู่สืบต่อกันมา เรื่องราวการตั้งตนขึ้นเป็นอิสระเพื่อปกครองสุโขทัยของกลุ่มชน ซึ่งต่อมาเป็นบรรพบุรุษของคนไทยในปัจจุบันได้เริ่มปรากฏขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เมืองสุโขทัย           ศิลาจารึกหลักที่ ๒ ซึ่งพบอยู่ในอุโมงค์วัดศรีชุม ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนอกเมืองสุโขทัยได้ให้เรื่องราวเกี่ยวกับสุโขทัยในระยะต้นว่า เมื่อพ่อขุนศรีนาวนำถุมเจ้าเมืองสุโขทัยสิ้นพระชนม์ลง ขอม สบาดโขลญลำพงได้เข้าครอบครองเมืองสุโขทัย พ่อขุนผาเมืองโอรสพ่อขุนศรีนาวนำถุมที่ครองเมืองราด ได้ชักชวนพระสหายคือพ่อขุนบางกลางหาว เข้าร่วมชิงเมืองสุโขทัยกลับคืนมาได้ แต่พ่อขุนผาเมืองกลับยกเมืองสุโขทัยของพระบิดา พร้อมกับได้มอบพระขรรค์ชัยศรีและพระนามศรีอินทรบดินทราทิตย์ของพระองค์ให้กับพระสหาย พ่อขุนบางกลางหาวจึงมีพระนามเป็นที่รู้จักกันว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้ปกครองกรุงสุโขทัยเป็นต้นราชวงศ์สุโขทัยสืบมา           สุโขทัยนามเมืองที่มีความหมายว่ารุ่งอรุณแห่งความสุขนั้น เมื่อสิ้นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พ่อขุนบานเมืองโอรสองค์ใหญ่ได้ปกครองต่อมา ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าในระยะต้นนี้ศูนย์กลางของเมืองยังคงอยู่ในบริเวณวัดพระพายหลวง ซึ่งมีพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมและมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ หรือย้ายมาที่เมืองใหม่ที่มีวัดมหาธาตุเป็นศูนย์กลางแล้ว แต่เมื่อพ่อขุนรามคำแหงพระอนุชาได้ขึ้นปกครองสุโขทัยต่อมา ข้อมูลจากศิลาจารึกหลักที่ ๑ บอกให้ทราบว่าได้ย้ายเมืองมาอยู่ตรงที่มีวัดมหาธาตุเป็นศูนย์กลางแล้ว ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ได้กล่าวถึงความเกรียงไกรของพ่อขุนรามคำแหงไว้มากมาย พระองค์ทรงเป็นนักรบผู้ปรีชาสามารถเอาชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ตั้งแต่พระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา อาณาเขตของแคว้นสุโขทัยในสมัยนี้แผ่ขยายไปถึงเมืองหลวงพระบางและสุดแหลมมลายู ในทางตะวันตกติดเขตแดนเมาะตะมะ   อาณาเขตที่กว้างใหญ่นี้นักวิชาการเชื่อว่า เป็นความสัมพันธ์ของเมืองสุโขทัยกับบรรดาเมืองน้อยใหญ่เหล่านี้ในลักษณะบ้านพี่เมืองน้อง           พ่อขุนรามคำแหงทรงนำพุทธศาสนาแบบเถรวาทที่กำลังเจริญอยู่ที่นครศรีธรรมราช เข้ามาเผยแพร่ที่สุโขทัย อันนับเป็นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความนับถืออย่างใหม่ให้แก่คนสุโขทัย พระองค์ทรงโปรดให้มีการฟังเทศน์ในวันธรรมสวนะ           ศิลาจารึกได้ให้ภาพความเป็นผู้นำของพ่อขุนรามคำแหงทั้งในทางโลกและทางธรรม กล่าวคือทรงมีความสามารถในการเป็นนักรบที่ปกครองไพร่ฟ้าให้มีความเป็นอยู่ที่ดี บ้านเมืองเป็นปกติสุข ประชาชนมีอิสระในการทำการค้า ถึงกับมีคำกล่าวว่า “เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า” พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พุทธศาสนา โปรดให้มีการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุกลางเมืองศรีสัชนาลัยอันเป็นเมืองคู่ของสุโขทัย และก่อสร้างอาราม พระพุทธรูปต่างๆขึ้นในสุโขทัย ในช่วงเทศกาลออกพรรษา พ่อขุนรามคำแหงทรงช้างขึ้นไปไหว้พระในเขตอรัญญิกที่วัดสะพานหินเพื่อกรานกฐิน พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้แก่กษัตริย์ไทยในเวลาต่อมา ความเป็นปึกแผ่นของเมืองสุโขทัยนอกจากจะมีกำลังที่เข้มแข็ง บ้านเมืองเป็นสุขดังกล่าวแล้ว ยังมีตำนานเล่ากันในสมัยหลังต่อมาว่า พระองค์คือผู้ที่ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้เป็นพระองค์แรกด้วย           เมื่อสิ้นรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหง สุโขทัยไม่สามารถดำรงความเป็นบ้านเมืองที่รุ่งเรืองมากเหมือนแต่ก่อนไว้ได้ อาจเป็นในสมัยของพระยาเลอไท โอรสของพ่อขุนรามคำแหงหรือภายหลังสมัยของพระยาเลอไทก็ได้  ที่เมืองต่าง ๆ ภายในแคว้นสุโขทัยได้แตกแยกกันเป็นอิสระปกครองกันเอง ไม่ยอมขึ้นกับเมืองสุโขทัยที่เคยเป็นศูนย์กลางเช่นเดิม  ดังนั้น เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๐ พระมหาธรรมราชาลิไท พระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งขณะนั้นครองเมืองศรีสัชนาลัย จึงนำกองทัพเข้ามาปราบจนเป็นผลสำเร็จ ได้ขึ้นครองสุโขทัย และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้แก่แคว้นสุโขทัยซึ่งประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง           ในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไทเมืองสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ได้อาราธนาพระมหาสามีสังฆราชจากนครพัน อันเป็นเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของพม่า ขณะนั้นพุทธศาสนาจากลังกากำลังเจริญอยู่ที่นั่น ด้วยความเลื่อมใสในพุทธศาสนา พระมหาธรรมราชาลิไทได้ออกผนวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามะม่วง ทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย พระองค์ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมทางพุทธศาสนาขึ้นเรียกว่า เตภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง เพื่อสั่งสอนอบรมประชาชนของพระองค์ ให้เลื่อมใสในพุทธศาสนาด้วย           ในสมัยนี้มีความเจริญรุ่งเรืองอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับพุทธศาสนา เพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากความเลื่อมใสศรัทธานั่นคือ ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมซึ่งมีความงดงาม เป็นเอกลักษณ์และสะท้อนถึงความรู้ทางเทคนิควิทยาการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมทีเดียว เช่น การสร้างพระพุทธรูปลีลาอันเป็นงานประติมากรรมลอยตัวที่หล่อได้อย่างวิเศษสุด เจดีย์ทรงดอกบัวตูมอันเป็นเอกลักษณ์ของทรงสถูปสุโขทัย ก็นิยมสร้างขึ้นในสมัยนี้จนเป็นแบบฉบับที่ลงตัว           พระมหาธรรมราชาลิไททรงพระปรีชาสามารถ ทรงเห็นคุณประโยชน์ของพุทธศาสนา จึงได้นำมาปรับใช้ในด้านการเมืองการปกครอง  โปรดให้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนของพระองค์ ตลอดจนคนต่างเมือง โดยเฉพาะแคว้นล้านนาและกรุงศรีอยุธยา มีโอกาสได้สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ การสร้างเจดีย์ทรงดอกบัวตูมซึ่งเป็นเสมือนเครื่องหมายความสัมพันธ์ทางการเมืองและศาสนาในเมืองต่างๆ จึงเกิดขึ้นในสมัยนี้ เช่น วัดบรมธาตุนครชุม กำแพงเพชร , วัดสวนดอก เชียงใหม่ , วัดเจดีย์ยอดทอง พิษณุโลก เป็นอาทิ (ปัจจุบันวัดที่กำแพงเพชรและเชียงใหม่ดังกล่าว ไม่มีเจดีย์ทรงดอกบัวตูมปรากฏให้เห็นแล้ว)   การสิ้นสุดของแคว้นสุโขทัย        ตั้งแต่ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา เกิดอาณาจักรที่มีอำนาจขึ้น ๒ อาณาจักร ทางเหนือของสุโขทัยมีอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ สามารถแผ่อาณาเขตมาถึงเมืองตากซึ่งเคยเป็นของสุโขทัย ส่วนทางใต้ของสุโขทัย คือ อาณาจักรอยุธยาที่ได้ สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ และสามารถควบคุมเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ได้ เป็นเหตุให้กษัตริย์ของสุโขทัยในระยะนี้ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก           ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ยกทัพมายึดเมืองสองแคว (พิษณุโลก) ไว้ได้ พระมหาธรรมราชาลิไทต้องถวายบรรณาการเพื่อขอเมืองคืน อาจเป็นเหตุให้พระองค์ต้องเสด็จไปประทับอยู่ที่นั่น เมื่อทรงได้รับคืนเมืองสองแควแล้ว และโปรดให้พระขนิษฐาของพระองค์ปกครองสุโขทัยแทน เหตุการณ์ตอนนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ราชบัลลังก์สุโขทัยได้ถูกทำลายคุณลักษณะในการเป็นที่ตั้งอำนาจอันชอบธรรมของผู้ที่จะปกครองแคว้นสุโขทัยทั้งมวลลงไป           ปรากฏหลักฐานว่า เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จสวรรคต เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๑ พระมหาธรรมราชาลิไททรงพยายามฟื้นฟูความเป็นเมืองศูนย์กลางของสุโขทัยอีกครั้งหนึ่ง ทรงเสด็จกลับสุโขทัยพร้อมไพร่พลบริวารที่เป็นเจ้าเมืองต่าง ๆ ของแคว้นสุโขทัยที่ยังจงรักภักดี แต่พระองค์ก็ไม่สามารถแสดงบทบาทด้านการเมืองต่อไปได้นาน พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๓ – ๑๙๑๔ อันเป็นเวลาที่ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (พ่องั่ว) ได้เสวยราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยา และส่งกำลังเข้ายึดเมืองสุโขทัยและเมืองอื่น ๆ ในแว่นแคว้นไว้ได้หมด           ประวัติศาสตร์แคว้นสุโขทัยในช่วงเวลาต่อไปประมาณครึ่งศตวรรษ เป็นเรื่องที่กษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิที่มีอำนาจอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาและสุพรรณบุรี พยายามที่จะเข้าครอบงำแคว้นสุโขทัยทีละเล็กทีละน้อย โดยการสมรสระหว่างเจ้านายของทั้งสองราชวงศ์ การใช้ระบบขุนนางเข้าแทรกซึม ตลอดจนการสนับสนุนด้านกำลังแก่เจ้านายสุโขทัยที่เป็นพรรคพวก เครือญาติ ที่ฝ่ายสุพรรณภูมิมีศักดิ์เหนือกว่า           ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏว่าอย่างน้อยก็เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๑ ที่แคว้นสุโขทัยทั้งหมด ได้กลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ที่ชาวอยุธยาเรียกว่าเมืองเหนือแล้ว เพราะในปีนี้เป็นปีที่ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (สมเด็จเจ้าสามพระยา) ได้ส่งโอรสที่สมภพจากพระชายาราชวงศ์สุโขทัย มาครองเมืองพิษณุโลก ในตำแหน่งพระราเมศวร อันเป็นตำแหน่งพระมหาอุปราช ปกครองกลุ่มเมืองเหนือทั้งมวล โดยขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาอีกทีหนึ่ง


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา ๑.      ชื่อโครงการ โครงการอบรมเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเครือข่ายชุมชนและเยาวชนในพื้นที่เมืองมรดกโลกอย่างยั่งยืน ๒.      วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วนได้ศึกษาเรียนรู้การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกอย่างมีระบบและยั่งยืน โดยศึกษาจากสถานที่และสถานการณ์จริง เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับใช้กับการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร ๓.      กำหนดเวลา วันที่ ๒-๕ สิงหาคม ๒๕๕๙ ๔.      สถานที่ ๑. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ (Angkor National Museum) ๒. ศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์  (L’artisan d’angkor) ๓. ปราสาทบันทายศรี ๔. ปราสาทนครวัด ๕. ปราสาทตาพรหม ๖. ปราสาทบายน   ๕.      หน่วยงานผู้จัด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน องค์การมหาชน สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร (อพท.๔) ๖.      หน่วยงานสนับสนุน – ๗.      กิจกรรม วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. ผู้ผ่านการสอบคัดเลือกและผู้เข้าร่วมเดินทางทั้งสิ้นจำนวน ๕๒ คน ประกอบไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานและองค์กรด้านการท่องเที่ยวในเขตเมืองมรดกโลกสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร นักเรียนในพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือก เจ้าหน้าที่จาก อพท.๔ พร้อมกันที่สำนักงาน อพท.๔ แล้วออกเดินทางสู่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ระหว่างทางมีการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจที่ต้องทำระหว่างศึกษาดูงาน ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา คือการสังเกตและศึกษากระบวนการใช้ประโยชน์และดูแลแหล่งมรดกโลก ตลอดจนการสื่อความหมาย การต่อยอดมรดกทางภูมิปัญญาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว                    วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๔.๓๐ น. โดยประมาณ คณะศึกษาดูงานเดินทางถึงอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แวะทำธุระส่วนตัวที่โรงแรมพร้อมรับประทานอาหารเช้า จากนั้นเดินทางไปด่านตรวจคนเข้าเมืองคลองลึกเพื่อข้ามพรมแดนเข้าราชอาณาจักรกัมพูชา เมืองปอยเปต จังหวัดบันทายมีชัย เปลี่ยนรถบัสแล้วเดินทางต่อไปยังจังหวัดเสียมเรียบ ใช้เวลาเดินทาง ๒ ชั่วโมง แวะพักครึ่งทางที่หมู่บ้านแกะสลักหินทรายของจังหวัดบันทายมีชัย                    เดินทางถึงเมืองเสียมเรียบเวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านโตนเลสาป ซึ่งเป็นภัตตาคารระดับสามดาว บริการอาหารแบบบุฟเฟต์ จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ (Angkor National Museum) ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ขุดค้นได้ในเมืองเสียมเรียบ ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุในยุคเมืองพระนคร โดยมีบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการก่อตั้ง ภายในอาคารจัดแสดงนอกจากมีโบราณวัตถุจัดแสดงกว่า ๓,๐๐๐ ชิ้นแล้ว ยังมีการให้ความรู้ผ่านระบบมัลติมีเดียผ่านจอภาพในห้องฉายวีดิทัศน์ที่จุผู้ชมได้ ๒๗ ที่นั่ง เรียกว่าห้อง Briefing room เพื่อแนะนำพิพิธภัณฑ์ การจัดแสดง การเข้าชมและเนื้อหาโดยสรุปของนิทรรศการทั้งหมด จากนั้นเป็นห้องจัดแสดงพิเศษ Exclusive Gallery หรือห้องจัดแสดงพระพุทธรูป ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งจัดแสดงพระพุทธรูปขนาดต่างๆ ศิลปะต่างๆ วัสดุต่างๆจำนวน ๑,๐๐๐ องค์ ต่อจากนั้นเป็นห้องจัดแสดง A-G ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ค้นพบในเมืองโบราณของเขตจังหวัดเสียมเรียบ นำเสนอประวัติศาสตร์ โบราณคดี คติความเชื่อ ศาสนา ค่านิยม รูปแบบศิลปกรรมและพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญของยุคเมืองพระนคร อาทิ รูปพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗และพระนางชัยราชจุฑามณี พบที่ชัยคีรีหรือปราสาทบายน เทวรูปพระวิษณุ ศิลปะสมัยพระนคร พบที่ปราสาทนครวัด เป็นต้น                    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์ ไม่อนุญาตให้มัคคุเทศก์นำชมภายในห้องจัดแสดงและไม่มีบริการนำชมโดยเจ้าหน้าที่ แต่มีบริการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ ๗ ภาษา คือ กัมพูชา เกาหลี ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ ฝรั่งเศสและไทย ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเช่าจากเคาเตอร์จำหน่ายบัตรได้ ในราคา ๒ ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ ๗๐ บาท ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาเรื่องเสียงดังรบกวนนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆในขณะบรรยายนำชม นอกจากนี้ หากนักท่องเที่ยวไม่ต้องการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ก็มีบริการปุ่มบรรยาย ๗ ภาษาเป็นบางจุด เพื่อสรุปเนื้อหาของนิทรรศการแต่ละห้องด้วย ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ยังมีร้านบริการเครื่องดื่มและของที่ระลึกด้วย                    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อังกอร์เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางท่องเที่ยวเมืองโบราณเสียมเรียบที่ดี เนื้อหานิทรรศการทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ สภาพเมือง รวมถึงคตินิยมในการสร้างเมืองได้ชัดเจนขึ้น ทั้งยังได้เห็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากโบราณสถานต่างๆ                    ข้าพเจ้าเลือกใช้บริการมัคคุเทศก์อิเล็กทรอนิกส์ พบว่าตัวเครื่องเป็นโทรศัพท์ติดตามตัวยี่ห้อ SAMSUNG แต่ปรับโปรแกรมให้กลายเป็น Audio guide สามารถกดรับฟังข้อมูลเป็นจุดๆตามหมายเลขที่ติดไว้ในห้องจัดแสดงหรือโบราณวัตถุ เนื้อหาของข้อมูลเป็นไปอย่างคร่าวๆ เน้นทำความเข้าใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจในวัฒนธรรมเขมรโบราณ เช่น พูดถึงคติการสร้างเทวรูป ประติมานวิทยาของเทวรูป  เป็นต้น                    แม้จะเป็นสถานที่อันควรแก่การเริ่มต้นเที่ยวชมเมื่อมาถึงเมืองเสียมเรียบ แต่เพราะค่าธรรมเนียมเข้าชมที่ค่อนข้างแพงคือ ๑๒ ดอลล่าร์สหรัฐและสถานที่ที่ค่อนข้างกว้างต้องใช้เวลาชมค่อนข้างนาน รวมถึงกฎการห้ามถ่ายภาพในห้องจัดแสดง ทำให้ยังมีจำนวนผู้สนใจเข้าชมค่อนข้างน้อย                    หลังจากนั้นคณะศึกษาดูงานเดินทางต่อไปยัง L’artisan d’angkor หรือศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์ ซึ่งเป็นศูนย์อบรมอาชีพด้านหัตถกรรมให้กับคนในพื้นที่ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ โดยภายในศูนย์มีการสาธิตการสร้างงานหัตถกรรมหลายชนิด อาทิ การทอผ้า การแกะสลักไม้และหิน เครื่องเงิน การเขียนลายบนผ้า การเขียนลายรดน้ำ เป็นต้น ซึ่งผลงานส่วนใหญ่เน้นการต่อยอดงานศิลปกรรมโบราณที่พบในเขตเมืองโบราณเสียมเรียบทำให้มีความปราณีต โดดเด่นและทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ลวดลายรวมถึงกรรมวิธีการสร้างสรรค์ สามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าขึ้นได้อีกมาก                    การเข้าชมศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรมอังกอร์จะมีมัคคุเทศก์พาชมขั้นตอนการทำงานแต่ละอย่างโดยละเอียด ทำให้เข้าใจกระบวนการสร้างและเห็นถึงความยากลำบากในการสร้างชิ้นงาน เมื่อชมกรรมวิธีการสร้างสรรค์ชิ้นงานจบแล้วสามารถเลือกซื้อสินค้าประเภทต่างๆได้ในร้านค้าของศูนย์ ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจกระบวนการทำงานและเข้าใจถึงราคาชิ้นงานที่ค่อนข้างสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป                    หลังจากนั้นรับประทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร Tonle Mekong Restaurant พร้อมชมการแสดงนาฏศิลป์กัมพูชา ซึ่งใช้นักแสดงที่ได้รับการอบรมพิเศษเป็นเยาวชนที่มีปัญหาครอบครัวหรือปัญหาความยากจน ซึ่งรัฐบาลจะสร้างโรงเรียนฝึกหัดนาฏศิลป์ขึ้นเพื่อให้การศึกษาด้านดนตรีนาฏศิลป์ รวมถึงจัดงานหางานให้แสดงนอกเวลาเรียนเพื่อสร้างรายได้และเป็นการฝึกหัดไปด้วย                     หลังจากนั้นจึงเข้าพักที่ Khemara Angkor Hotel เมืองเสียมเรียบ                     วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๙                    ออกเดินทางจากโรงแรมที่พักเวลา ๐๗.๓๐ น. โดยประมาณ เพื่อทำบัตรเข้าชมปราสาท ซึ่งเป็นแบบ ๑ วัน ราคา ๒๐ ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งกำลังจะปรับขึ้นราคาเป็น ๓๗ ดอลล่าร์สหรัฐตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เป็นต้นไป แล้วเดินทางต่อไปอีก ๓๕ กิโลเมตรเพื่อเข้าชมปราสาทบันทายศรี                    นอกจากปราสาทแล้ว สิ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจในปราสาทบันทายศรีคือป้ายสื่อความหมายซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง ประกอบไปด้วยแผนผังปราสาท ป้ายอธิบายประวัติของปราสาท ป้ายเปรียบเทียบอายุการสร้างปราสาทเทียบกับโบราณสถานสำคัญๆของโลก เช่น พระราชวังแวร์ซาย ปิรามิดขั้นปันไดในอเมริกากลาง ปราสาทในญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ในระหว่างทางเดินไปชมปราสาทซึ่งสองข้างทางเป็นทุ่งนาของชาวบ้านก็มีป้ายอธิบายความสำคัญของข้าวและขั้นตอนการปลูกข้าว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นต้นข้าวและทุ่งนา หรือในบางฤดูกาลยังสามารถเห็นการทำนาและเกี่ยวข้าวได้จริงๆอีกด้วย นับว่าเป็นการสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก                    นอกจากนี้การจัดการเรื่องเส้นทางการเข้าชมปราสาทบันทายศรีและปราสาทอื่นๆบางหลังก็น่าสนใจ กล่าวคือ ทางเดินเข้าสู่ปราสาทและทางเดินออกจากปราสาท (ยกเว้นภายในตัวปราสาท) จะถูกจัดให้เป็นทางเดินระบบทิศทางเดียว (One way) และปลายสุดของทางออกจะเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึก ทั้งนี้เพื่อจัดระเบียบผู้เข้าชม รวมถึงการเปิดโอกาสให้บรรดาร้านค้าซึ่งมีคนพื้นถิ่นเป็นเจ้าของมีโอกาสสร้างรายได้อย่างเท่าเทียมกัน                    ออกจากปราสาทบันทายศรี คณะศึกษาดูงานเดินทางต่อไป โดยเปลี่ยนพาหนะเป็นรถจักรยานยนต์พ่วงสามล้อเพื่อเดินทางไปยังปราสาทนครวัด ปราสาทตาพรหมและปราสาทบายนตามลำดับ เพราะเขตโบราณสถานเหล่านี้ไม่อนุญาตให้รถเกิน ๔ ล้อขับขี่เข้าไป แต่ระหว่างชมปราสาทตาพรหมฝนได้ตกลงมาอย่างหนักจนทำให้เดินทางต่อไปได้ค่อนข้างล่าช้า ต้องยกเลิกกำหนดการเข้าชมปราสาทบาแคงซึ่งเป็นปราสาทสุดท้าย                    ในตอนค่ำ คณะศึกษาดูงานไปรับประทานอาหารกันที่ร้านปลายิ้ม ซึ่งเป็นร้านอาหารของนักธุรกิจชาวไทย และได้รับเกียรติจากนายลอง โกศล รองผู้อำนวยการองค์การอัปสรา (Authority for the Protection of the Site and Management of the Region of Angkor: APSARA Authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลพื้นที่โบราณสถานในเมืองพระนครแบบเบ็ดเสร็จมาร่วมรับประทานอาหารเย็นและตอบข้อซักถามของผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานด้วย                    นายโกศล เล่าว่าองค์การอัปสรา ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาให้ทำหน้าที่บริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพระนครซึ่งอยู่ในจังหวัดเสียมเรียบทั้งหมด ก่อนหน้านี้ผู้ได้รับสัมปทานคือรัฐบาลเวียดนาม ในพื้นที่เป็นโบราณสถานทรงคุณค่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลก มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมราว ๒๐ ล้านคนต่อปี ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา ทั้งการทรุดโทรมของโบราณสถาน ขยะและปัญหาการจราจรซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโบราณสถานมากที่สุด จึงต้องจัดการจราจรใหม่ด้วยกฎห้ามรถขนาดใหญ่เข้าไปในเขตโบราณสถาน ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงไปแล้ว                    นอกจากนี้ นายโกศลยังเล่าถึงการบริหารจัดการขององค์การอัปสราว่าเป็นการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ  องค์การอัปสรามีทั้งเครื่องมือหนักสำหรับดูแลพื้นที่เช่น รถเทรลเลอร์ รถบดถนน รถบรรทุก แรงงานกว่า ๖๐๐ คน นักวิชาการทั้งชาวกัมพูชาและนักวิชาการต่างชาติ นักโบราณคดี องค์การภายใต้การบริหารเพื่อการให้การศึกษา พิพิธภัณฑ์ไปจนถึงนักสถิติ ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบการท่องเที่ยวในเขตเมืองมรดกโลกในพื้นที่เสียมเรียบให้มีมาตรฐาน ภายใต้แนวคิดพัฒนาเพื่ออนุรักษ์ อนุรักษ์เพื่อพัฒนา และถือว่าประสบผลสำเร็จในการบริหารงานเป็นอย่างยิ่ง                    ข้าพเจ้าถามนายโกศลว่ามีวิธีการดูแลพิพิธภัณฑ์ภายใต้การบริหารงานขององค์การอัปสราอย่างไรบ้าง และมีปัญหาอะไรบ้างที่รู้สึกเป็นห่วง นายโกศลตอบว่า มีพิพิธภัณฑ์อยู่ในการดูแลขององค์การอัปสรา ๓ แห่งคือ Preah Norodom Sihanouk-Angkor Museum Ceramics Museum และ MGC Asian Traditional Textiles Museum ซึ่งยังมีปัญหาเรื่องจำนวนผู้เข้าชม ซึ่งนายโกศลเห็นว่าแม้เป็นปัญหาสำคัญแต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปรกติเพราะผู้คนที่เดินทางมาเสียมเรียบล้วนให้ความสำคัญกับโบราณสถานเป็นอันดับแรก โบราณวัตถุเป็นอันดับรองลงมา วิธีแก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไปคือการพยายามเชื่อมโยงโบราณสถานกับโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย เช่น มัคคุเทศก์ ผู้สื่อความหมาย เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ นักวิชาการ นักประชาสัมพันธ์และบริษัททัวร์ด้วย                     หลังจากนั้นเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น.จึงเดินทางกลับที่พัก                     วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๙                    เวลา ๐๘.๓๐ น.โดยประมาณ เดินทางออกจากที่พักในเมืองเสียมเรียบเพื่อกลับราชอาณาจักรไทย ผ่านจุดผ่านแดนคลองลึก สู่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รับประทานอาหารกลางวันบนรถ และระหว่างนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติถึงสิ่งที่พบเห็นและรู้สึกขณะอยู่ในเมืองเสียมเรียบ ผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานส่วนใหญ่พูดถึงความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานที่มีมากกว่าพื้นที่สุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร รวมถึงชื่นชมระบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเสียมเรียบที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง                    องค์การอัปสรานั้น ต้องยอมรับว่าที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดนั้น นอกจากวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีเส้นสายที่ดี นายลอง โกศลเองก็เป็นบุตรชายของรองนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอิทธิพลมากคนหนึ่งของราชอาณาจักรกัมพูชา   ๘.      คณะผู้แทนไทย ผู้ผ่านการทดสอบเพื่อประเมินความรู้ภายหลังการเข้ารับการอบรม (Post Test) ในโครงการอบรมเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของเครือข่ายชุมชนและเยาวชนในพื้นที่เมืองมรดกโลกอย่างยั่งยืน จำนวน ๓ หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการจัดการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลักสูตรการอนุรักษ์คุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมและหลักสูตรการออกแบบบริการเพื่อการบริหารประสบการณ์นักท่องเที่ยวต่อแบรนด์มรดกพระร่วง จำนวน ๓๐ คน ประกอบไปด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยว ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ครูและนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่การดำเนินงานของ อพท.๔   ๙.      สรุปสาระของกิจกรรม การเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ข้าพเจ้าและผู้เข้าร่วมศึกษาดูงานได้รับประโยชน์สูงสุดจากการได้สังเกตและศึกษาจากสถานที่ เหตุการณ์และบุคคลจริง ซึ่งมีประสบการณ์อย่างยิ่งในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญและรู้จักไปทั่วโลก ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเดินทางมาเยี่ยมชมทำให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษ ประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าและคณะเข้าใจสภาพปัญหาและกลวิธีแยบคายในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืนและเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อทั้งแหล่งมรดกโลกเอง ผู้คนในพื้นที่ ผู้คนในประเทศตลอดจนนักท่องเที่ยวเอง   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดเสียมเรียบ เป็นแหล่งมรดกโลกขนาดใหญ่ มีโบราณสถานตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกหลั่งไหลมาเยี่ยมชม แต่การบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกรวมถึงกลยุทธ์ในการรับมือกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาศาลเหล่านั้นเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบการจำหน่ายบัตรซึ่งคิดเป็นจำนวนวันในการเข้าชม ระบบการขนส่งมวลชนในแหล่งท่องเที่ยว ระบบการรักษาความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่แหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชรอย่างยิ่งถ้านำระบบเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่


รายงานการเดินทางไปราชการต่างประเทศ   ๑.     หัวข้อเรื่อง                    การประชุม ครั้งที่ ๗ และงานเทศกาลหุ่นอาเซียน ครั้งที่ ๖                      (7th Meeting and  6th ASEAN Puppetry Association : APA) ๒.     วัตถุประสงค์                    การเข้าร่วมประชุมศิลปะการแสดงหุ่นและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ๓.     กำหนดเวลา                    ระหว่างวันที่  ๓๐ พฤศจิกายน  –  ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ๔.     สถานที่ – ประเทศ                    ณ เมือง  MOJOKERTO, EAST JAVA   ประเทศ  INDONESIA ๕.     ผู้จัดการงาน                    ASEAN Puppetry Association : APA ๖.     กิจกรรม                              ร่วมประชุมและแสดงหุ่น กับสมาชิกในประชาคมอาเซียนคือ  ประเทศบรูไน กัมพูชา                อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย สรุปรายงาน ประชุมครั้งที่ ๗ ของสมาคมหุ่น ASEAN ณ เมือง Mojokerto ชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย                    เรื่องที่อ้างถึง                    ตามที่ลงมติไว้ในการประชุมครั้งที่ ๖ ของสมาคมหุ่น ASEAN ที่ฮานอยว่า การประชุมครั้งที่ ๗ จะมีที่กรุงเทพมหานคร ประมาณปี ๒๕๕๘ หรือ ๒๕๕๙ แต่ด้วยเหตุการณ์และสถานการณ์ในเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนการประชุมมาที่เมือง Mojokerto,  ชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซียระหว่างวันที่ ๑-๓  ธันวาคม ๒๕๕๙ เพื่อความต่อเนื่องของการประชุมและเพื่อฉลองครบรอบ ๑๐ ปี ของการก่อตั้งสมาคม การประชุมก็จะต่อด้วยเทศกาลหุ่น ASEAN งานทั้งหมดจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐ พ.ย. – ๖  ธ.ค.  ๒๕๕๙   ๑.      เปิดการประชุม                             เลขาธิการใหญ่ของสมาคมได้กล่าวเปิดประชุม และได้ต้อนรับ พร้อมทั้งได้ขอบคุณ                  ตัวแทนสมาชิกทั้ง ๑๐ ประเทศ ตลอดจนหวังว่าการประชุมนี้จะประสบความสำเร็จ                    การประชุมครั้งที่ ๗ นี้ มีตัวแทนจาก ประเทศบรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนม่า    ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และประเทศไทย ๒.               การเลือกตั้งองค์ประชุม                             ได้มีมติเลือก Mr. Danny Liwanag (ฟิลิปปินส์) และ Mr. Suparmin Sunjoyo                    (อินโดนีเซีย) เป็นประธานและรองประธานของการประชุม แล้วมีมติให้ Mr. Abdul Hakim (บรูไน) และ Mr. Hari Suwasono (อินโด) เป็นผู้จดรายงานของประชุม แล้วได้เลือก Mr. Ghulamar-Sarwar Yousof (มาเลเซีย) เป็นผู้ตรวจรายงาน ๓.      การยอมรับของวาระการประชุม                             ตรวจเอกสารและแก้ไขรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ลงมติยอมรับวาระการประชุมครั้งที่ ๖ (กรมศิลปากรเข้าร่วมครั้งแรก จึงต้องเห็นคล้อยตามที่เสนอมา) ๔.      กิจกรรม                             สรุปจากการประชุมที่ห้อง Plenary  มีดังต่อไปนี้                                       วันที่ ๓๐ พ.ย. การประชุมของสมาคมหุ่น ASEAN                                         วันที่ ๒ ธ.ค. การเปิดงานของสมาคมหุ่น ASEAN และ งานฉลองครบรอบ ๑๐ปี ของการก่อตั้งสมาคม ตามด้วยการแสดงเรื่องรามายาณะและการแสดงพื้นเมือง                                      วันที่ ๓ ธ.ค. ทัศนศึกษาเมือง Mojokerto, โบราณสถาน Jolotundo                                          และงานเทศกาลหุ่น ASEAN นักแสดงคือ: อินโดนีเซีย (กลุ่มเยาวชน), พม่า, สิงคโปร,์ ลาว, อินโดนีเซียแสดงทั้งคืน                                       วันที่ ๔ ธ.ค. การเยือนโบราณสถาน Trowulan และงานเทศกาลหุ่น ASEAN นักแสดงคือ: เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เขมร อินโดนีเซีย ไทย อินโดนีเซีย แสดง Wayang Wong (หุ่นคน)                                       วันที่ ๕ ธ.ค. การเยือน Fresh Green แล้วศูนย์อิสลาม Tebu Ireng  เพื่อร่วมแสดงแล้วชมการแสดงของนกเรียนจาก Tebu Ireng                                      งานเลี้ยงส่งและการแสดงพื้นบ้านโดยนายยกเทศมนตรีของ Mojokero                                       วันที่ ๖ ธ.ค. การเดินทางกลับของตัวแทนแต่ละประเทศ ๕.      การรายงานของเลขาธิการใหญ่ของสมาคม                             Mr. Suparmin Sunjoyo ได้รายงานถึงกิจกรรมของสมาคม                                                                                          a) ความคืบหน้าของสมาคมในการเข้าร่วมกับเลขาธิการ ASEAN                                       b) กิจกรรมของ APEX เป็นการติดตามมาจากประชุมครั้งที่ ๖ ที่ฮานอยปี ๒๕๕๗                                       c) การประชุมวาระพิเศษของประธานคณะกรรมการบริหารที่มะนิลา ฟิลิปปินส์                                       d) การเข้าร่วมของประเทศสมาชิกทั้งหมดของสมาคมหุ่น ASEAN ในการแสดงในวัน ASEAN แล้วฉลองครบรอบ ๔๘ ปีของ ASEAN วันที่ ๑๐ ส.ค. ๒๕๕๘ ที่ Jakarta โดยมีรองประธานาธิบดีของอินโดนีเซียเป็นประธาน ๖.      การอ่านสรุปการประชุมครั้งที่ ๖                             ประธานคณะกรรมการบริหารของสมาคม Mr.Danny Liwanag ได้รายงานการสรุปของการประชุมครั้งที่ ๖ ของสมาคมที่ฮานอย เวียดนามในปี ๒๕๕๗ ในแต่ละประเทศได้สรุปการดำเนินงานเกี่ยวกับ Puppetry ไว้ดังนี้                    - ประเทศบรูไน                              ๑. APA บรูไนเป็นเจ้าภาพการจัดงาน ASEAN Puppetry Exchange (APEX) ซึ่งมีประเทศที่เข้าร่วมงานได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ พม่า กัมพูชา และญี่ปุ่น เมื่อเดือนมกราคม ๒๐๑๕  Mr.Danilo Liwanag  เดินทางมาบรูไนเพื่อจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการแสดงหุ่น ที่ Black Theatre และโรงเรียนมัธยมในเขต  Belait                              ๒. APA บรูไน ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมงาน 48th  Anniversary of ASEAN ที่เมืองจาการ์ตา เมื่อ ๑๐ สิงหาคม ๒๐๑๕ และงาน UNESCO celebration ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ เดือนพฤษภาคม ๒๐๑๕                              ๓. APA บรูไน ยังได้ส่งศิลปินเข้าร่วมงานที่หนานหนิง ประเทศจีน ในปี ๒๐๑๕                              นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการแสดงหุ่นของกลุ่ม Kumpulan Putra Seni ซึ่งมีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ สำหรับเยาวชน หนึ่งในการจัดกิจกรรมดังกล่าวถูกจัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง Matohai Shopping Centre และ secondary at primary school at Dewan Bahasa and Pustaka                    - ประเทศกัมพูชา                              ๑. ปี ๒๐๑๔  ร่วมงาน Yunlin International Puppetry Festival  ณ.ประเทศไต้หวันโดยมีการจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และการแสดง                              ๒. ปี ๒๐๑๕  ร่วมงาน International Puppetry ณ.ประเทศเวียดนาม โดยได้รับรางวัลที่สอง ของการแสดงหนังเงาขนาดใหญ่ ในเรื่อง "Sokachak”                                       - ร่วมงาน Contemporary Dance & Puppet Festival ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมการแสดงหุ่น                                       - ร่วมงานเฉลิมฉลอง ASEANPuppetry Exchange (APEX) ครั้งแรก ณ.กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย                                       - ๑๖-๒๓ พฤศจิกายน จัดงาน APEX ขึ้นในประเทศกัมพูชา ใช้ชื่อว่า                                          APEX Fire โดยเชิญผู้ชมงานจากบริษัทิเอกชน ทูตและตัวแทนสถานทูตจากประเทศต่างๆ และ UNESCO เข้าร่วมชมการแสดง โดยได้รับการสนับสนุนจาก Japan Solidarity และ ASEAN Foundation ทั้งนี้ยังได้เชิญกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเทคโนโลยีสาระสนเทศ พร้อมทั้ง APSATA Authorization ด้วย                              ๓. ปี ๒๐๑๖  ร่วมงาน APEX-Earth ที่ประเทศพม่า                                       - ร่วมงาน APEX-Live  ที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย                                       - เดือนมิถุนายน Sovannaphum Art association ประสบปัญหาด้านการเงินแต่ก็ได้รับการแก้ปัญหาจากการระดมทุนด้วยการจัดการแสดงของ  Cambodian Youth's Group (Pleung Kob)                                       - ๒๕ พฤศจิกายน มีการเฉลิมฉลองการขึ้นทะเบียนมรดกที่จับต้องไม่ได้ของหุ่นเงา พร้อมทั้งได้รับทุน ๑๐,๐๐๐ USD. เพื่อการปรับปรุงและพัฒนา  Sovannaphum Art                                       - ๒๒-๒๓ พฤศจิกายน ได้เข้าร่วมประชุมโต๊ะกลมกับสถาบันการศึกษาด้านศิลปะ มีการพูดคุยเกี่ยวกับศิลปะและหาวิธีการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ                              กิจกรรมปัจจุบัน                              ๑. เข้าร่วมโครงการกับกระทรวงวัฒนธรรม                              ๒. เข้าร่วมโครงการกับภาคเอกชน                              ๓. เข้าร่วมโครงการกับสถาบันศิลปะ                              ๔. เข้าร่วมโครงการกับสื่อโทรทัศน์                              ความคาดหวัง                              ๑. การได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ                              ๒. การอนุรักษ์ตัวหนังรุ่นเก่า                              ๓. การส่งเสริมประชาสัมพันธ์                              ๔. สร้าง UNIMA's Cambodia                    - ประเทศอินโดนีเซีย                              ๑. จัดการประชุมครั้งที่ ๗ ของ Indonesia puppeteers Union/Organistion (PEPADI Pusat) เมื่อวันที่ ๓๐-๓๑ มีนาคม ๒๐๑๕  PEPADI PUSAT จัดการประชุมครั้งที่ 6 ขึ้นที่เมือง Pandaan ชวาตะวันออก โดยที่ประชุมตกลงที่จะแต่งตั้ง Mr. Kondang Sutrisnoเป็นประธานคนใหม่                              ๒. จัดการตีพิมพ์หนังสือ Indonesia Wayang by SENA WANGI (Chairman of Policy Council, Indonesia National Puppetry Secretariat :SENA WANGI)                               ๓. Mr. H. Solichin ได้จัดทำหนังสือ "Filsafat Wayang Systematis” เสร็จสมบูรณ์  และปรับปรุงหนังสือสาราณุกรม ตั้งแต่ เล่มที่ ๖ ถึงเล่มที่ ๙                              ๔. จัดงาน PEPADI และ SENA WANGI (The Indonesian main Wayang/Puppet              Organization namely Indonesian Puppeteers Union/ Organization :PEPADI    Pusat) ฉลองครบรอบ ๔๕ ปี ในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๐๑๖                              ๕. จัดงาน Indonesian National Puppet / Wayang Secretariat (SENA WANGI) ฉลองครบรอบ ๔๑ ปี ในวันที่ ๑๕  สิงหาคม ๒๐๑๖                              ๖. การแข่งขันนักเชิดหุ่นเยาวชน  PEPADI Pusat ได้ดำเนินการแข่งขัน นักเชิดหุ่นเยาวชน เป็นครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๐-๒๒ พฤศจิกายน ๒๐๑๕ ณ.พิพิธภัณฑ์ศิลปะและเซรามิก กรุงจาการ์ตา การแข่งขันระดับชาตินี้มีเยาวชนเข้าร่วมแข่งขัน ๒๒ คนจาก ๙ เมือง                              ๗. PEPADI Pusat ได้ดำเนินการแข่งขัน นักเชิดหุ่นเยาวชนครั้งที่ ๗ และการแข่งขัน นักเชิดหุ่นรุ่นใหม่ ครั้งที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๗-๒๐ พฤศจิกายน ๒๐๑๖ ณ.พิพิธภัณฑ์ศิลปะและเซรามิก กรุงจาการ์ตา โดยมีเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขัน ๒๘ คนจาก ๑๐ เมือง และนักเชิดหุ่นรุ่นใหม่ ๒๓ คน จาก ๑๑ เมือง                              ๘. การแสดงประจำ ณ. Theater Wayang Indonesia (TWI)                              ๙. การแสดงทุกเดือนของ Wayang Orang ณ. Theater of Kautaman SENA WENGI ได้รับการสนับสนุนโดย SENA WANGI, Indonesian Puppeteers Union Organization (PEPADI Pusat) และ Swargaloka Arts Department  รายการนี้ไม่ใช่เพื่อสำหรับศิลปินรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การดำเนินการทางวัฒนธรรม และยังอาจกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย                                 ๑๐. เทศกาล Indonesian Wayang Festival (FWI) เทศกาล Indonesian Wayang Festival (FWI) จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ กันยายน ๒๐๑๕  และ ๒๗-๒๘ พฤษภาคม ๒๐๑๖ ณ.Taman Fatahillah เมืองเก่าจาการ์ตา ในเทศกาลนี้ได้รวมเอาการแสดง Wayang ประเภทต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อฟื้นฟูการแสดง Wayang  เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างรายได้และเป็นเวทีเปิดกว้างให้กับศิลปินรุ่นใหม่ด้วย                    - ประเทศลาว                              ในปี ๒๐๑๕-๒๐๑๖ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายกิจกรรมในท้องถิ่นให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลทางตอนใต้ของประเทศลาว Vurnerable youth Development Association ได้ดำเนินกิจกรรมการแสดงหุ่นให้กับนักเรียนในท้องถิ่นทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษา โดยได้รับผลตามที่คาดหวังดังนี้                              ๑. การฝึกหัด ๘ ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมทั้งหมด ๑๐๐ คน ทั้งครูและนักเรียน                              ๒. นักเรียนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมได้สร้างหุ่นกว่า ๕๐ ตัว ด้วยกระดาษและวัสดุอื่นๆ ในท้องถิ่น                              ๓. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึกหัดและแสดง โดย ๑๐ โรงเรียนสอนการแสดงหุ่น ๓๐ ครั้ง และมีผู้ชมมากกว่า ๑๖,๐๐๐ คน                              ๔. การแสดงของนักเรียนได้รับการบันทึกลงใน DVD และเผยแพร่ให้กับโรงเรียน หน่วยงานของรัฐ รวมทั้งสถานี โทรทัศน์แลัวิทยุท้องถิ่น                              ๕.  การแสดงหุ่นของนักเรียนยังคงเผยแพร่การแสดงสู่สถานศึกษาในเขตอื่นๆในจังหวัดของพวกเขา                              บทเรียนที่ได้                              ๑. การแสดงหุ่นยังเป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นและผู้คนที่อยู่ห่างไกล คนในท้องถิ่น ควรได้รับการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และนำข้อมูลการเรียนรู้ต่างๆที่ส่งผ่านการแสดงหุ่น                              ๒. ชุมชนในท้องถิ่นได้เสนอให้ VYDA-Laos จัดการแสดงใหม่อย่างน้อยสามครั้งต่อปีในแต่ละโรงเรียน                    - ประเทศมาเลเซีย                              ๑. นิทรรศการของ Wayang Kulit Kelantan-puppets เป็นของ Prof. Ghulam  ณ.             University of Malaya เปิดขึ้นตั้งแต่ ๒๙ ธันวาคม ๒๐๑๕ มีหุ่นตั้งแต่ปี ๑๙๗๐ กว่า ๕๐ ตัวแสดงอยู่                              ๒. นักศึกษาหลายคนของ Prof. Ghulam กำลังศึกษาระดับ ปริญญาโท และปริญญาเอก ในเรื่อง Wayang Kulit Kelantan                    - ประเทศพม่า                              ๑. ปี ๒๐๐๖ เดือนพฤศจิกายน  HTWE OO Myanmar  โรงละครหุ่นจัดตั้งขึ้นโดย  Mr. KHIN MAUNG HTWE และ Ms. TIN TIN OO                              ๒. ปี ๒๐๑๒ เดือนพฤศจิกายน  เข้าร่วมงาน ASEAN PUPPET FESTIVAL ๒๐๑๒  ณ.ประเทศสิงโปร์ (เป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมงานใน ASEAN)                              ๓. ปี ๒๐๑๓ เดือนกุมภาพันธ์  ASEAN Enchanting Puppetry Festival ณ.เชียงใหม่ ประเทศไทย                              ๔. ปี ๒๐๑๔ เดือนมิถุนายน  การประชุม APA ครั้งที่ ๖ ณ. ประเทศเวียดนาม                                       - เดือนพฤศจิกายน  Harmony World Puppet Carnival ๒๐๑๔ ณ.กรุงเทพ ประเทศไทย (ได้รับรางวัล Best Animation Award)                                       - เดือนธันวาคม  ASEAN Enchanting Puppetry Festival ณ.เชียงใหม่ ประเทศไทย                              ๕. ปี ๒๐๑๕ เดือนพฤษภาคม  UNESCO Day and Puppet Conference  ณ.กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย                                       - เดือนตุลาคม  ร่วมงาน 4th  International Festival ณ.เมืองฮานอย                                       ประเทศเวียดนาม (ได้รับรางวัล Golden Award of Individual และ Silver award of Troup)                              ๖. ปี ๒๐๑๖ เดือนมกราคม puppet Exchange ณ.เมืองบันดาเสรีเบกาวัน บรูไน                                       - เดือนพฤษภาคม puppet Exchange ณ.เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า                                       - เดือนตุลาคม Puppet Exchange ณ.เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย                                       - เดือนพฤศจิกายน Thailand Puppet Forum ณ.กรุงเทพ ประเทศไทย                                       - เดือนธันวาคม ร่วมงาน 7th  APA Meeting & Puppet Festival ณ.เมืองโมโจเคอร์โต ชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย                              งานหลัก                              - จัดการแสดงโดยครอบครัวที่บ้านทุกวัน                              - มีการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรการจัดการหุ่นสำหรับประชาชน และชาวต่างชาติ                              - จัดการสอนเกี่ยวกับหุ่นสู่สถานศึกษา                     - ประเทศฟิลิปปินส์                              การพัฒนาการแสดงหุ่นในประเทศฟิลิปปินส์                              ๑. ศิลปะการแสดงละครหุ่นในประเทศฟิลิปปินส์มีความเข้มแข็งมากขึ้น  สมาคมแรกที่เกิดขึ้นในประเทศคือ Samahan ng mga Papetir ng Pilipinas และตามมาด้วยสมาคม Papetir's Club International ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อสี่ปีก่อน                              ๒.สามารถเห็นการแสดงละครหุ่น ตามสถานที่ต่างๆ อาทิ โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โรงละคร หรือการจัดงานวันเกิดส่วนตัว และมีหลายครั้งที่ได้รับความสนใจจากรายการโทรทัศน์                              ๓. กลุ่ม Teatro Itim ได้จัดการแสดงทุกวันที่พิพิธภัณฑ์มะนิลา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๐๑๔ ถึง กุมภาพันธ์ ๒๐๑๕ สำหรับนักเรียนนักศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่เข้าชมเพื่อการทัศนศึกษา                              ๔. เดือนมกราคม ๒๐๑๕ ประเทศฟิลิปปินส์ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ด้านละครหุ่น ณ.ประเทศบรูไน ด้วยการให้ความช่วยเหลือจาก Mr. Hakim Yassin โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้ารวมกิจกรรมนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีหุ่นหลากหลาบประเภทในครั้งนี้ และบทความของการจัดการประชุมได้รับการตีพิมพ์ถึงสองครั้ง ใน Brunei Time                              ๕. มีการจัดการประชุมนัดพิเศษระหว่างรองประธานและผู้ก่อตั้ง APA ณ.กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๐๑๕  มีประเด็นที่สำคัญในการพูดคุยกันในเรื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรและการหาทางออก ในบทความที่ ๗ และ ๑๑ เรื่องกฎระเบียบ ได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขใการประชุมครั้งต่อไปของกรรมการบริหาร สำหรับผู้เข้าร่วมฟังในกิจกรรมครั้งนี้ เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยโปลีเทคนิคฟิลิปปินส์ เพื่อได้เห็นถึงความแตกต่างของการแสดงหุ่นประเภทต่างๆ อาทิ หุ่นมือ หุ่น black theater เป็นต้น                              ๖. เมื่อเดือนกันยายน ๒๐๑๕ และ ๒๐๑๖ ฟิลิปปินส์ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน China-ASEAN Theater week ณ.เมืองหนานหนิง ประเทศจีน โดย Roppets Edutainment Production เป็นคณะตัวแทนจากฟิลิปปินส์  ในปี ๒๐๑๕ มีการจัดการแสดงร่วมกันระหว่างประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศบรูไน โดยนาย Mr.Seruddin และ Teatri Itim โดยการแสดงได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากเด็กๆและผู้ปกครอง  ในปี ๒๐๑๕ ฟิลิปปินส์ได้เสนอการแสดงทางวัฒนธรรมเรียกว่า Pandanggo sailaw ,การแสดงศิลปะฟองสบู่ และ black theater ประเทศในกลุ่ม ASEAN ได้เข้าร่วมประชุมที่จัดขึ้น โดย Mr. Fang Ning เพื่อเสนอรายงาน เกี่ยวกับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ศิลปะการแสดงของแต่ละประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการรวมตัวกันของการแสดงละครและการเต้นประเภทต่างๆเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและส่งเสริมความสมพันธ์ระหว่างประเทศ                      - ประเทศสิงคโปร์                              มีการแสดงหุ่นห้าประเภทในสิงคโปร์ ที่มีการจัดการแสดงทั่วไปต่อสาธารณะและได้รับการเผยแพร่                              - Finger Players                              - The Mascots and Puppet Specialists                              - Paper Monkey                              - Sri Warisan                              - Fun Play                                       The Finger Players และ Paper Monkey มักจะรวมเอาองค์ประกอบของการแสดงหุ่นและการผลิตละครไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการสร้างสรรค์การแสดงละครหุ่นเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้                                       The Mascots และ Puppet Specialists เป็นแบบหุ่นสาย ทุกกลุ่มการแสดงหุ่นในสิงคโปร์ มีการส่งเสริมการแสดงสู่โรงเรียนต่างๆ เพื่อสร้างผู้ชมรุ่นใหม่ และยังมีการแลกเปลี่ยนกันในระดับประเทศ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน โดยมีหน่วยงานของรัฐเข้าให้การสนับสนุนกิจกรรมของพวกเขา                     - ประเทศเวียดนาม                              ละครหุ่นแห่งชาติเวียดนาม มีการดำเนินการดังนี้                              ๑. สนับสนุนศิลปินท้องถิ่น และนักเรียนที่ศึกษาศิลปะการแสดงหุ่น                              ๒. ดำเนินการแสดงประมาณ ๑๐๐ การแสดง ทั้งหุ่นน้ำ และหุ่นบก                              ๓. เปิดการแสดงฟรี สำหรับเยาวชน และคนกลุ่มน้อย                              ๔. ผลิตการแสดงใหม่สำหรับการแสดงหุ่นบก                              ๕. เป็นเจ้าภาพผู้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับมืออาชีพ หนึ่งครั้ง                              ๖. เข้าร่วมงาน APEX ณ.ประเทศบรูไน และประเทศพม่า                              ๗. ร่วมจัดงาน APEX one ณ.เมืองฮานอย เมื่อ ๙-๑๘  ธันวาคม ๒๐๑๖                              ๘. จัดการแสดง ณ.ประเทศต่างๆ ๑๒ ครั้ง ภายใต้คำเชิญจากพันธมิตรและสถานฑูตต่างๆ                    ข้อสังเกตุ                    คณะหุ่นเวียดนามจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมในปี ๒๐๒๐ ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มเอกชนที่จะต้องสร้างสรรค์ผลงานที่ดีขึ้น พร้อมทั้งหาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่ออนาคตของคณะหุ่น                     - ประเทศไทย                              ได้แจ้งในที่ประชุมว่า ในประเทศไทยมีการแสดงหุ่นอยู่หลายคณะ ในลักษณะอาชีพที่ต่างกัน เช่นเพื่อการอนุรักษ์ การเผยแพร่ การค้า และการศึกษา ส่วนหน่วยงานกรมศิลปากรยังคงอนุรักษ์การแสดงและตัวหุ่นไว้ในแบบที่ได้รับการสืบทอดมาจากราชสำนัก ได้แก่หนังใหญ่ หุ่นหลวง หุ่นวังหน้าและหุ่นกระบอก ซึ่งปัจจุบันจะจัดแสดงเฉพาะในงานพระราชพิธีและรัฐพิธี และส่งเสริมการเรียนรู้ใน  สถานศึกษาลักษณะการบรรยายสาธิต ตลอดจนมีการเผยแพร่ในต่างประเทศตามที่ได้รับเชิญ ข้อสังเกตุ ๑.      สมาคมนี้ก่อตั้งมาได้ ๑๐ ปีแล้ว มีการประชุมตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศกันกับหน่วยงานเอกชนของไทยถึง ๖ ครั้ง มาในครั้งนี้ที่ทางกรมศิลปากรได้เข้ามาร่วมประชุมจึงยังไม่สามารถหยั่งลึกทิศทางของสมาคมนี้ได้ จากที่สังเกตุหุ่นแต่ละประเทศมีความหลากหลายในการดำเนินงาน ได้แก่หุ่นเพื่องานอนุรักษ์ หุ่นเพื่อการศึกษา หุ่นสำหรับเด็ก หุ่นสร้างสรรค์ตามสมัย เป็นต้น ทำให้ความเป็นอัตลักษณ์ในการแสดงบางประเทศยังไม่ชัดเจนเท่าเทียมหุ่นของไทย ๒.      สมาคมนี้เป็นของเอกชนร่วมกันก่อตั้ง ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากเงินบริจาคจากสถาบันต่างๆ แต่ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น APA Website เป็นต้น จึงต้องมีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม ประเทศละ ๕๐ ดอลล่าสหรัฐ (ประเทศไทยไม่ได้จ่ายให้ โดยให้เหตุผลว่า เรามาจากหน่วยงานรัฐบาล การใช้จ่ายเงินจำเป็นต้องมีหนังสืออนุมัติเบิกจ่ายในแต่ละครั้ง) ๓.      ศิลปินที่มาแสดงมีทั้งจากสายอาชีพและจากสมัครเล่น ทำให้ผลงานออกมาดูเหลื่อมล้ำกัน ๔.      ความพร้อมในการรับเป็นเจ้าภาพของการจัดงานประชุมและงานแสดงแต่ละประเทศมีศักยภาพไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ภาระงานจะตกไปอยู่ที่ประเทศที่มีทุนหรือกำลังความสามารถในการจัดการ ไม่ได้เวียนไปตามลำดับประเทศอย่างที่ควรจะเป็น เพราะองค์กรกลางยังมีทุนไม่มากพอที่จะส่งเสริมได้อย่างจริงจัง   ข้อเสนอแนะ ๑.      เมือง  MOJOKERTO, EAST JAVA   ประเทศ   INDONESIA นี้มีพิพิธภัณฑ์หุ่นของเอกชน ที่สะสมตัวหุ่นและตัวหนังไว้มากมีทั้งของเก่าที่มีประวัติสืบค้นได้ และหุ่นในยุคใหม่ที่มีการสร้างสรรค์ปรับปรุงไปตามสมัย ที่สำคัญสามารถจัดแสดงในงานต่างๆได้ นับเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์อย่างมีคุณภาพ เช่นเดียวกับบ้านตุ๊กตุ่นของไทย ซึ่งทางกรมศิลปากรเองก็มีการอนุรักษ์ แต่อยู่ในภาพรวมกับงานนาฏศิลป์ยังไม่มีการมอบหมายให้ส่งเสริมงานด้านนี้โดยเฉพาะ ๒.      กรมศิลปากรควรมีการส่งเสริมการเรียนรู้ในอัตลักษณ์การแสดงประเภทนี้ของไทย ให้กว้างขวางและแพร่หลาย ไม่ควรเป็นของหายาก จะได้ชมการแสดงเฉพาะในงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธีเท่านั้น


องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่านตั๋วเมืองน่ารู้...ร่วมอนุรักษ์และสืบสานอักษรธรรมล้านนาตอน "อาณาจักรหลักคำ" ***หมายเหตุ: ที่มาอักษรธรรมล้านนา คำว่า "อาณาจักรหลักคำ" สะกดตามตัวอักษรที่ปรากฎในเอกสารต้นฉบับ--- อาณาจักรหลักคำ หรือกฎหมายเมืองน่าน สร้างขึ้นและใช้ในพุทธศักราช ๒๓๙๖ - ๒๔๕๑ ลักษณะเป็นพับสา มีไม้ประกับสองด้าน จำนวน ๑ เล่ม ๖๑ หน้า ขนาด กว้าง ๑๑.๘ เซนติเมตร ยาว ๓๖.๕ เซนติเมตร หนา ๕ เซนติเมตร ต้นฉบับเป็นอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยยวน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ได้รับมอบจาก นางสุภาพ สองเมืองแก่น เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๐--- อาณาจักรหลักคำหรือกฎหมายเมืองน่าน นอกจากจะมีความสำคัญในเมืองน่านเมื่อครั้งอดีต ในปัจจุบันยังนับเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่มีคุณค่าความสำคัญจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "เอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก" ของประเทศไทย ส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙--- คำว่า "อาณาจักรหลักคำ" มีความหมายว่า "อาณาจักร" ในที่นี้หมายถึง "กฎหมาย" ดังปรากฎข้อความตอนหนึ่งในอาณาจักรหลักคำว่า "จึ่งได้หาเอาเจ้านายพี่น้องขัตติยราชวงสา ลูกหลานและท้าวพญาเสนาอามาตย์ ขึ้นเปิกสาพร้อมกันยังหน้าโรงไชย เจ้าพระยาหอหน้าเปิกสากันพิจารณา ด้วยจักตั้งพระราชอาณาจักรนั้นตกลงแล้ว”  และในอีกนัยหนึ่ง กล่าวว่า อาณา เป็นคำบาลีตรงกับ อาชญา ซึ่งเป็นคำสันสกฤต แปลว่า อำนาจการปกครอง  จักร แปลว่า ล้อ แว่นแคว้น  รวมความแล้วจึงหมายถึง อำนาจปกครองของบ้านเมือง  ส่วนคำว่า “หลักคำ” หมายถึง หลักอันมีค่าประดุจทองคำ  คำว่า อาณาจักรหลักคำ จึงอาจหมายถึง “กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองอันมีคุณค่าประดุจดั่งทองคำ”--- อาณาจักรหลักคำ เขียนขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๖ โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒ (ครองเมือง พ.ศ. ๒๓๙๕ - ๒๔๓๔) กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ใช้เฉพาะในเมืองน่าน และเมืองต่างๆที่ขึ้นกับเมืองน่าน เหตุที่ต้องมีการออกกฎหมายได้มีการกล่าวไว้ในตอนต้นของกฎหมายอาณาจักรหลักคำว่า บ้านเมืองในขณะนั้นเกิดความวุ่นวาย มีการลักขโมย การเล่นการพนัน ตลอดจนปัญหาต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนในเมือง เพื่อให้บ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงได้กำหนดกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา  โดยอาณาจักรหลักคำเป็นกฎหมายใช้เรื่อยมาในเมืองน่านและเมืองต่างๆที่ขึ้นกับเมืองน่านมาจนถึงพุทธศักราช ๒๔๕๑ ในสมัยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๓ (ครองเมือง พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๖๑) ได้ยกเลิกการใช้อาณาจักรหลักคำ และเปลี่ยนมาใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ของกรุงรัตนโกสินทร์แทน เนื่องด้วยในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีนโยบายในการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง จึงทรงปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพและส่งข้าหลวงจากส่วนกลางมาเป็นส่วนหนึ่งของเค้าสนามหลวงประจำอยู่ที่เมืองน่าน --- อาณาจักรหลักคำ มีลักษณะเป็นกฎหมายท้องถิ่น ซึ่งออกโดยเจ้าเมืองน่าน เจ้านายบุตรหลาน ขุนนาง และพ่อเมืองต่างๆร่วมกันออกตัวบทกฎหมายเพื่อใช้ภายในบ้านเมืองของตน โดยในการใช้กฎหมายนอกจากใช้ในเขตเวียงน่านโดยมีเค้าสนามหลวงดำเนินการแล้ว  ยังมีการกระจายอำนาจให้กับหัวเมืองต่างๆที่ขึ้นอยู่กับเมืองน่านให้มีอำนาจตัดสินคดีความ แต่หากคดีนั้นพิจารณาในหัวเมืองน้อยแล้วยังไม่ยอมความ สามารถที่จะฟ้องร้องต่อเค้าสนามในเวียงเพื่อพิจารณาคดีใหม่ได้  --- ในส่วนของเนื้อหากฎหมายในอาณาจักรหลักคำ อาจแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ได้แก่ กฎหมายในช่วงตอนต้นที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๙๕  และกฎหมายในช่วงตอนหลังที่ออกใน พ.ศ. ๒๔๑๘ ๑. กฎหมายที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๙๕ มีสาระสำคัญอยู่หลายมาตรา แต่ละมาตราจะมีรายละเอียดตัวบทกฎหมายและบทลงโทษผู้กระทำความผิดแตกต่างกันไป การทำความผิดในกรณีเดียวกันอาจรับโทษหนักเบาไม่เท่ากัน เนื่องจากมีการกำหนดระดับชนชั้นของผู้ที่กระทำความผิด คือ เจ้านาย ขุนนาง หรือไพร่ ชนชั้นสูงจะเสียค่าปรับมากกว่าสามัญชน กฎหมายที่สำคัญที่ลงโทษหนัก คือ การลักควาย ซึ่งในสมัยนั้นอาจมีการลักขโมยควายไปฆ่ากินอยู่บ่อยครั้ง จึงระบุโทษว่า ผู้ลักควายไปฆ่ากินจะมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต  เนื้อหาของกฎหมายในช่วงนี้มีเพียงตัวบทกฎหมายซึ่งมีการกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน แต่ไม่มีตัวอย่างคดีความที่เกิดขึ้นจริงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายปรากฏอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเนื้อความในกฎหมายก็ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการเมืองการปกครอง สภาพสังคมและเศรษฐกิจของเมืองน่านในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งกฎหมายส่วนใหญ่ในช่วงตอนต้นนี้มักจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองน่านในด้านต่างๆ ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การเก็บของป่า การแลกเปลี่ยนสินค้า การประมง การแบ่งชนชั้น ตลอดจนความเชื่อค่านิยมและประเพณี ดังเนื้อความที่ปรากฏในอาณาจักรหลักคำ เช่น การทำเครื่องมือจับปลาในแม่น้ำจะต้องเว้นช่องไว้ให้เรือผ่านได้สะดวก, การห้ามฟันไร่บริเวณต้นน้ำและริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดน้ำและนำน้ำเข้าสู่ไร่นา หากฝ่าฝืนมีโทษ เฆี่ยนหลัง ๓๐ แส้ และปรับเงิน ๓๓๐ น้ำผ่า นอกจากนั้นยังมีกฎหมายห้ามฆ่าค้างคาวในถ้ำ ห้ามเบื่อปลาในน้ำ และห้ามตัดต้นไม้บางชนิด , กฎหมายห้ามปลอมแปลงเงินตรา โดยมีโทษต้องเข้าคุก ปรับไหมและเฆี่ยนตี ความว่า “...คันว่าบุคคลผู้ใดเบ้าเงินแปลกปลอมและจ่ายเงินแปลกปลอมเงินดำคำเส้านั้น คันรู้จับตัวไว้จักเอาตัวเข้าใส่ราชวัตร ไว้แล้ว...จักไหม ๓๓๐ น้ำผ่า เฆี่ยน ๓๐ แส้...” เป็นต้น๒. กฎหมายในช่วงตอนหลัง มีลักษณะแตกต่างจากช่วงตอนแรก ประกอบด้วย กฎหมายที่ออกเพิ่มเติมขึ้นใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๑๘, พ.ศ. ๒๔๒๓ และบันทึกการตัดสินคดี พ.ศ. ๒๔๑๙ และบันทึกกฎหมายเก่าที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๘๗ นอกจากนี้ยังมีบันทึกเหตุการณ์ที่จดแทรกเข้ามา  ได้แก่ บันทึกเหตุการณ์เจ้าเมืองล้าส่งบรรณาการมาให้เจ้าเมืองน่าน (พ.ศ. ๒๔๒๑)  และจดบันทึกนาสักดิ์เจ้านาย ขุนนางและไพร่ แสดงให้เห็นว่าในช่วงตอนหลังการบันทึกในอาณาจักรหลักคำนอกจากกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว ยังมีการจดแทรกเพิ่มเติมเรื่องอื่นไว้ด้วยโดยไม่ได้ลำดับศักราชและเหตุการณ์  อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่ออกในช่วง พ.ศ. ๒๔๑๘ ก็มีความสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงต้องออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมให้ทันกับสถานการณ์บ้านเมือง คือ เรื่องห้ามสูบฝิ่น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก ๓ ปี และกฎหมายห้ามจับควายละเลิง (ควายป่า, ควายไม่มีเจ้าของ)  ที่มาของกฎหมายห้ามสูบฝิ่น แสดงให้เห็นถึงคนจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานค้าขายในเมืองน่านมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่คนจีนนำเข้ามาคือการสูบฝิ่น สืบเนื่องมาจากมีเจ้านายบุตรหลานเมืองน่านผู้หนึ่งติดฝิ่น สร้างปัญหาให้กับบิดา จึงได้มีการเสนอเรื่องนี้พิจารณาในระดับชั้นเจ้า ในที่สุดเจ้าเมืองน่านจึงพิจารณาโทษเจ้านายบุตรหลาน และต่อมาก็ออกกฎหมายประกาศใช้ทั่วไป และมีหนังสือบันทึกกฎหมายใหม่ส่งไปยังหัวเมืองต่างๆในการปกครองของเมืองน่านได้รับรู้ด้วย--- ปัจจุบัน อาณาจักรหลักคำ ซึ่งถูกจัดเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ได้มีโครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดทำโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน ได้บันทึกภาพอาณาจักรหลักคําไว้ในรูปไมโครฟิล์ม เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ และต่อมาจึงได้มีการปริวรรตโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ สรัสวดี อ๋องสกุล ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดในอาณาจักรหลักคำ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมตามเอกสารอ้างอิงได้ค่ะเอกสารอ้างอิง- สรัสวดี อ๋องสกุล. หลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนาจากเอกสารคัมภีร์ใบลานและพับหนังสา. เชียงใหม่: สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๓๔.#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน#อักษรธรรมล้านนา


          อาณาจักรหลักคำ หรือกฎหมายเมืองน่าน สร้างขึ้นและใช้ในพุทธศักราช ๒๓๙๖ - ๒๔๕๑ ลักษณะเป็นพับสา มีไม้ประกับสองด้าน จำนวน ๑ เล่ม ๖๑ หน้า ขนาด กว้าง ๑๑.๘ เซนติเมตร ยาว ๓๖.๕ เซนติเมตร หนา ๕ เซนติเมตร ต้นฉบับเป็นอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยยวน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ได้รับมอบจาก นางสุภาพ สองเมืองแก่น เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๐           อาณาจักรหลักคำหรือกฎหมายเมืองน่าน นอกจากจะมีความสำคัญในเมืองน่านเมื่อครั้งอดีต ในปัจจุบันยังนับเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่มีคุณค่าความสำคัญจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "เอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก" ของประเทศไทย ส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙           คำว่า "อาณาจักรหลักคำ" มีความหมายว่า "อาณาจักร" ในที่นี้หมายถึง "กฎหมาย" ดังปรากฎข้อความตอนหนึ่งในอาณาจักรหลักคำว่า "จึ่งได้หาเอาเจ้านายพี่น้องขัตติยราชวงสา ลูกหลานและท้าวพญาเสนาอามาตย์ ขึ้นเปิกสาพร้อมกันยังหน้าโรงไชย เจ้าพระยาหอหน้าเปิกสากันพิจารณา ด้วยจักตั้งพระราชอาณาจักรนั้นตกลงแล้ว” และในอีกนัยหนึ่ง กล่าวว่า อาณา เป็นคำบาลีตรงกับ อาชญา ซึ่งเป็นคำสันสกฤต แปลว่า อำนาจการปกครอง จักร แปลว่า ล้อ แว่นแคว้น รวมความแล้วจึงหมายถึง อำนาจปกครองของบ้านเมือง ส่วนคำว่า “หลักคำ” หมายถึง หลักอันมีค่าประดุจทองคำ คำว่า อาณาจักรหลักคำ จึงอาจหมายถึง “กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองอันมีคุณค่าประดุจดั่งทองคำ”          อาณาจักรหลักคำ เขียนขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๖ โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒ (ครองเมือง พ.ศ. ๒๓๙๕ - ๒๔๓๔) กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ใช้เฉพาะในเมืองน่าน และเมืองต่างๆที่ขึ้นกับเมืองน่าน เหตุที่ต้องมีการออกกฎหมายได้มีการกล่าวไว้ในตอนต้นของกฎหมายอาณาจักรหลักคำว่า บ้านเมืองในขณะนั้นเกิดความวุ่นวาย มีการลักขโมย การเล่นการพนัน ตลอดจนปัญหาต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนในเมือง เพื่อให้บ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงได้กำหนดกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา โดยอาณาจักรหลักคำเป็นกฎหมายใช้เรื่อยมาในเมืองน่านและเมืองต่างๆที่ขึ้นกับเมืองน่านมาจนถึงพุทธศักราช ๒๔๕๑ ในสมัยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๓ (ครองเมือง พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๖๑) ได้ยกเลิกการใช้อาณาจักรหลักคำ และเปลี่ยนมาใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ของกรุงรัตนโกสินทร์แทน เนื่องด้วยในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีนโยบายในการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง จึงทรงปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพและส่งข้าหลวงจากส่วนกลางมาเป็นส่วนหนึ่งของเค้าสนามหลวงประจำอยู่ที่เมืองน่าน           อาณาจักรหลักคำ มีลักษณะเป็นกฎหมายท้องถิ่น ซึ่งออกโดยเจ้าเมืองน่าน เจ้านายบุตรหลาน ขุนนาง และพ่อเมืองต่างๆร่วมกันออกตัวบทกฎหมายเพื่อใช้ภายในบ้านเมืองของตน โดยในการใช้กฎหมายนอกจากใช้ในเขตเวียงน่านโดยมีเค้าสนามหลวงดำเนินการแล้ว ยังมีการกระจายอำนาจให้กับหัวเมืองต่างๆที่ขึ้นอยู่กับเมืองน่านให้มีอำนาจตัดสินคดีความ แต่หากคดีนั้นพิจารณาในหัวเมืองน้อยแล้วยังไม่ยอมความ สามารถที่จะฟ้องร้องต่อเค้าสนามในเวียงเพื่อพิจารณาคดีใหม่ได้          ในส่วนของเนื้อหากฎหมายในอาณาจักรหลักคำ อาจแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ได้แก่ กฎหมายในช่วงตอนต้นที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๙๕ และกฎหมายในช่วงตอนหลังที่ออกใน พ.ศ. ๒๔๑๘            ๑. กฎหมายที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๙๕ มีสาระสำคัญอยู่หลายมาตรา แต่ละมาตราจะมีรายละเอียดตัวบทกฎหมายและบทลงโทษผู้กระทำความผิดแตกต่างกันไป การทำความผิดในกรณีเดียวกันอาจรับโทษหนักเบาไม่เท่ากัน เนื่องจากมีการกำหนดระดับชนชั้นของผู้ที่กระทำความผิด คือ เจ้านาย ขุนนาง หรือไพร่ ชนชั้นสูงจะเสียค่าปรับมากกว่าสามัญชน กฎหมายที่สำคัญที่ลงโทษหนัก คือ การลักควาย ซึ่งในสมัยนั้นอาจมีการลักขโมยควายไปฆ่ากินอยู่บ่อยครั้ง จึงระบุโทษว่า ผู้ลักควายไปฆ่ากินจะมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต เนื้อหาของกฎหมายในช่วงนี้มีเพียงตัวบทกฎหมายซึ่งมีการกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน แต่ไม่มีตัวอย่างคดีความที่เกิดขึ้นจริงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายปรากฏอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเนื้อความในกฎหมายก็ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการเมืองการปกครอง สภาพสังคมและเศรษฐกิจของเมืองน่านในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งกฎหมายส่วนใหญ่ในช่วงตอนต้นนี้มักจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองน่านในด้านต่างๆ ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การเก็บของป่า การแลกเปลี่ยนสินค้า การประมง การแบ่งชนชั้น ตลอดจนความเชื่อค่านิยมและประเพณี ดังเนื้อความที่ปรากฏในอาณาจักรหลักคำ เช่น การทำเครื่องมือจับปลาในแม่น้ำจะต้องเว้นช่องไว้ให้เรือผ่านได้สะดวก, การห้ามฟันไร่บริเวณต้นน้ำและริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดน้ำและนำน้ำเข้าสู่ไร่นา หากฝ่าฝืนมีโทษ เฆี่ยนหลัง ๓๐ แส้ และปรับเงิน ๓๓๐ น้ำผ่า นอกจากนั้นยังมีกฎหมายห้ามฆ่าค้างคาวในถ้ำ ห้ามเบื่อปลาในน้ำ และห้ามตัดต้นไม้บางชนิด , กฎหมายห้ามปลอมแปลงเงินตรา โดยมีโทษต้องเข้าคุก ปรับไหมและเฆี่ยนตี ความว่า “...คันว่าบุคคลผู้ใดเบ้าเงินแปลกปลอมและจ่ายเงินแปลกปลอมเงินดำคำเส้านั้น คันรู้จับตัวไว้จักเอาตัวเข้าใส่ราชวัตร ไว้แล้ว...จักไหม ๓๓๐ น้ำผ่า เฆี่ยน ๓๐ แส้...” เป็นต้น            ๒. กฎหมายในช่วงตอนหลัง มีลักษณะแตกต่างจากช่วงตอนแรก ประกอบด้วย กฎหมายที่ออกเพิ่มเติมขึ้นใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๑๘, พ.ศ. ๒๔๒๓ และบันทึกการตัดสินคดี พ.ศ. ๒๔๑๙ และบันทึกกฎหมายเก่าที่ออกใน พ.ศ. ๒๓๘๗ นอกจากนี้ยังมีบันทึกเหตุการณ์ที่จดแทรกเข้ามา ได้แก่ บันทึกเหตุการณ์เจ้าเมืองล้าส่งบรรณาการมาให้เจ้าเมืองน่าน (พ.ศ. ๒๔๒๑) และจดบันทึกนาสักดิ์เจ้านาย ขุนนางและไพร่ แสดงให้เห็นว่าในช่วงตอนหลังการบันทึกในอาณาจักรหลักคำนอกจากกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว ยังมีการจดแทรกเพิ่มเติมเรื่องอื่นไว้ด้วยโดยไม่ได้ลำดับศักราชและเหตุการณ์ อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่ออกในช่วง พ.ศ. ๒๔๑๘ ก็มีความสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงต้องออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมให้ทันกับสถานการณ์บ้านเมือง คือ เรื่องห้ามสูบฝิ่น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก ๓ ปี และกฎหมายห้ามจับควายละเลิง (ควายป่า, ควายไม่มีเจ้าของ) ที่มาของกฎหมายห้ามสูบฝิ่น แสดงให้เห็นถึงคนจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานค้าขายในเมืองน่านมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่คนจีนนำเข้ามาคือการสูบฝิ่น สืบเนื่องมาจากมีเจ้านายบุตรหลานเมืองน่านผู้หนึ่งติดฝิ่น สร้างปัญหาให้กับบิดา จึงได้มีการเสนอเรื่องนี้พิจารณาในระดับชั้นเจ้า ในที่สุดเจ้าเมืองน่านจึงพิจารณาโทษเจ้านายบุตรหลาน และต่อมาก็ออกกฎหมายประกาศใช้ทั่วไป และมีหนังสือบันทึกกฎหมายใหม่ส่งไปยังหัวเมืองต่างๆในการปกครองของเมืองน่านได้รับรู้ด้วย           ปัจจุบัน อาณาจักรหลักคำ ซึ่งถูกจัดเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ได้มีโครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดทำโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน ได้บันทึกภาพอาณาจักรหลักคําไว้ในรูปไมโครฟิล์ม เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ และต่อมาจึงได้มีการปริวรรตโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ สรัสวดี อ๋องสกุล ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดในอาณาจักรหลักคำ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมตามเอกสารอ้างอิง------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน https://www.facebook.com/1116844555110984/posts/3728196513975762------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง - กรมศิลปากร. เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ, ๒๕๓๗. - ชฎาพร จีนชาวนา. การวิเคราะห์สังคมเมืองน่านจากกฎหมายอาณาจักรหลักคำ (พ.ศ. ๒๓๙๕ – ๒๔๕๑). ปริญญานิพนธ์ ศศ.ม. (ประวัติศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๔๙. - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน. มรดกท้องถิ่นน่านเล่มที่ ๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน และโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ. น่าน: องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน, ๒๕๔๗. - สรัสวดี อ๋องสกุล. หลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนาจากเอกสารคัมภีร์ใบลานและพับหนังสา. เชียงใหม่: สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๓๔.


บนผืนแผ่นดินไทยอันงดงาม ทอดตัวยาวตามแนว เทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เราจะพบเห็นร่องรอยของ อารยธรรมขอมโบราณ อันยิ่งใหญ่ นั่นคือ ปราสาทหิน โบราณสถานเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรมที่วิจิตรตระการตา แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงการเข้ามาของอารยธรรมขอมบนผืนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน และเป็นความภาคภูมิใจในฐานะ มรดกของชาติไทย ที่ได้รับการดูแลและขึ้นทะเบียนมาอย่างยาวนาน   รากฐานแห่งอารยธรรมบนแผ่นดินสยาม ปราสาทหินที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของไทย เป็นเครื่องยืนยันถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณที่แผ่ขยายมายังดินแดนแห่งนี้ สถาปัตยกรรมที่โอ่อ่า การแกะสลักหินที่ประณีตงดงาม และความเชื่อทางศาสนาที่ฝังลึกอยู่ในตัวปราสาท ล้วนสะท้อนถึงความรุ่งเรืองทางศิลปะและวัฒนธรรมในอดีต อารยธรรมขอมได้หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ชาติไทย ปราสาทเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ "ของกัมพูชา" แต่เป็น มรดกร่วมทางอารยธรรม ที่นักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญชาวไทยได้ศึกษา บำรุงรักษา และนำเสนอมาอย่างยาวนาน เป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยกับความรุ่งเรืองของอารยธรรมในภูมิภาค   ปราสาทชายแดน : มรดกที่ท้าทายและเป็นข้อพิพาท แม้ว่าปราสาทหินเหล่านี้จะเป็นมรดกอันล้ำค่า แต่หลายแห่งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีประเด็นข้อพิพาทหรือเคยเป็นพื้นที่อ่อนไหวระหว่างสองประเทศ • ปราสาทเขาพระวิหาร: เป็นกรณีที่โด่งดังที่สุด ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ได้ตัดสินให้ตัวปราสาทอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาในปี พ.ศ. 2505 และมีคำตัดสินเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2556 [1] อย่างไรก็ตาม พื้นที่โดยรอบปราสาทยังคงเป็นจุดที่มีความอ่อนไหวและมีการถกเถียงเรื่องเขตแดน • กลุ่มปราสาทตาเมือน (ตาเมือนธม, ตาเมือนโต๊ด, ตาเมือน) จังหวัดสุรินทร์: กรมศิลปากรของไทยได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 [1] และยืนยันว่าเป็นดินแดนของไทย 100% [3.1, 3.2] แต่ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2568 กัมพูชาได้ประกาศว่าจะนำประเด็นเรื่องปราสาทตาเมือนธม, ตาเมือนโต๊ด, ตาควาย และพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก) เข้าสู่ศาลโลกอีกครั้ง [2.1, 2.3] ซึ่งสร้างความตึงเครียดตามแนวชายแดน • ปราสาทตาควาย (จังหวัดสุรินทร์): เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มปราสาทตาเมือน และกำลังเป็นเป้าหมายที่กัมพูชาเตรียมนำเข้าสู่ศาลโลกเช่นกัน [2.1] • ปราสาทโดนตวล (จังหวัดศรีสะเกษ): ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้แนวชายแดน มีรายงานข่าวล่าสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 เกี่ยวกับการเสริมกำลังทหารของกัมพูชาใกล้ปราสาทโดนตวล [5.1, 5.3, 5.4] ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดและประเด็นเรื่องเขตแดน นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารด้วย [5.2] • อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม (จังหวัดสระแก้ว): ปราสาทแห่งนี้อยู่ในอาณาเขตของประเทศไทยอย่างชัดเจน และกรมศิลปากรได้ดำเนินการอนุรักษ์มาโดยตลอด [4.2] แม้จะเคยถูกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษาในบริบทความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แต่ปัจจุบันไม่มีข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย   การยืนยันความเป็นชาติไทยผ่านการพิทักษ์มรดก ประเทศไทย โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญของโบราณสถานเหล่านี้มาโดยตลอด จึงได้ดำเนินการ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติไทย อย่างเป็นทางการ ภายใต้พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นการยืนยันสิทธิในการดูแล บำรุงรักษา และอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ในฐานะส่วนหนึ่งของแผ่นดินไทย ดังตัวอย่างที่ชัดเจน • ปราสาทเขาพระวิหาร: แม้คำตัดสินศาลโลกจะทำให้ตัวปราสาทอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา แต่ประเทศไทยยังคงรักษาผลประโยชน์ในพื้นที่โดยรอบที่เป็นส่วนหนึ่งของไทย และเป็นผู้ดูแลเส้นทางขึ้นสู่ปราสาทมาอย่างยาวนาน • กลุ่มปราสาทตาเมือน (ตาเมือนธม, ตาเมือนโต๊ด, ตาเมือน) จังหวัดสุรินทร์: กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2478 [1] มีการประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษา [2] และกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง • ปราสาทตาควาย (จังหวัดสุรินทร์): ได้รับการดูแลและอยู่ภายใต้การกำกับของกรมศิลปากรในฐานะโบราณสถานของไทยเช่นกัน [3] การดำเนินการทางกฎหมายและการบริหารจัดการพื้นที่ได้ยืนยันถึงความรับผิดชอบของประเทศไทย • ปราสาทโดนตวล (จังหวัดศรีสะเกษ): การดูแลปราสาทโดนตวลนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่ไทยมีต่อมรดกขอมโบราณบนผืนแผ่นดินของตน [3, 4]   โบราณสถานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความเป็นชาติไทยในหลายมิติ • มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า: เป็นหลักฐานแสดงถึงความหลากหลายและวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม รวมถึงอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองบนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน • ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่จับต้องได้: เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่แสดงถึงการขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงของอาณาจักรต่างๆ ในภูมิภาค และปฏิสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ • แหล่งเรียนรู้และสร้างความตระหนัก: เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดีที่สำคัญยิ่ง สำหรับคนไทยทุกยุคสมัยได้เข้าใจรากเหง้า อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ • การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน: ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกทั้งยังสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม • ความภาคภูมิใจและเอกราชของชาติ: การดูแลรักษาและอนุรักษ์ปราสาทเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เป็นการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในมรดกของชาติ และความรับผิดชอบต่อคนรุ่นหลัง ซึ่งสะท้อนถึงอธิปไตยและความสามารถของประเทศไทยในการพิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินของตน   การที่ประเทศไทยได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนและดูแลรักษาปราสาทโบราณเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการยืนยันถึงสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นผู้ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้บนแผ่นดินของตน และเน้นย้ำถึงความเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชาติไทย ที่แม้กาลเวลาจะผ่านไป ปราสาทหินเหล่านี้ยังคงยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์และความภาคภูมิใจของคนไทยตลอดไป   สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับ โบราณสถานในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และความรู้รูปแบบทางศิลปะของปราสาทเหล่านี้ได้ที่ #ห้องค้นคว้า ชั้น 2 หอสมุดเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เราขอแนะนำหนังสือบางส่วนที่น่าสนใจดังนี้ 1.ชื่อหนังสือ : ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 3 จังหวัดสุรินทร์. เลขทะเบียนหนังสือ : ศก 959.334025 ศ528ท บรรณานุกรม : กรมศิลปากร.  กองโบราณคดี.   ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 3 จังหวัดสุรินทร์.  กรุงเทพฯ: กรม, 2538. อ่านออนไลน์ : https://digitalcenter.finearts.go.th/ebook/6450bac38d7c5   2.ชื่อหนังสือ : ปราสาทขอมในดินแดนไทย ความเป็นมาและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ  เลขทะเบียนหนังสือ : 959.3  ร636ป บรรณานุกรม : รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง.  ปราสาทขอมในดินแดนไทย ความเป็นมาและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ.  กรุงเทพฯ: มติชน, 2551.   3.ชื่อหนังสือ : ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 4 จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ   จังหวัดอุบลราชธานี เลขทะเบียนหนังสือ : ศก 959.33025 ศ528ก ล.4 บรรณานุกรม : กรมศิลปากร.  สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ.  งานกลุ่มวิจัยพัฒนาโบราณคดีและพิพิธภัณฑสภานแห่งชาติ.  ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 4 จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี.  กรุงเทพฯ: กรม, 2539. อ่านออนไลน์ : https://digitalcenter.finearts.go.th/ebook/6450bac9744aa   4.ชื่อหนังสือ : คู่มือท่องเที่ยว-เรียนรู้ ปราสาทหิน พิมาย-พนมรุ้ง-เมืองต่ำ-ตาเมือน-เขาพระวิหาร  เลขทะเบียนหนังสือ : ศก 959.3 ธ395ค  บรรณานุกรม : ธวัชชัย องค์วุฒิเวทย์.  คู่มือท่องเที่ยว-เรียนรู้ ปราสาทหิน พิมาย-พนมรุ้ง-เมืองต่ำ-ตาเมือน-เขาพระวิหาร.  กรุงเทพฯ: มิวเซี่ยมเพรส, 2550.   5.ชื่อหนังสือ : ประวัติศาสตร์-โบราณคดี กัมพูชา เลขทะเบียนหนังสือ : ศก 959.6 ศ528ป  บรรณานุกรม : กรมศิลปากร.  กองโบราณคดี.  ประวัติศาสตร์-โบราณคดี กัมพูชา.  กรุงเทพฯ: กรม, 2536. อ่านออนไลน์ : https://digitalcenter.finearts.go.th/ebook/6450f5f92e268   อ้างอิง: [1] สำหรับกรณีปราสาทเขาพระวิหารและกลุ่มปราสาทตาเมือน (ขึ้นทะเบียนโดยไทย): • ปราสาทเขาพระวิหาร: o International Court of Justice (ICJ). (1962). Case Concerning the Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand), Merits, Judgment of 15 June 1962, I.C.J. Reports 1962, p. 6. o ICJ: Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand) - Merits (1962) o International Court of Justice (ICJ). (2013). Request for interpretation of the judgment of 15 June 1962 in the case concerning the Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand) (Cambodia v. Thailand), Judgment of 11 November 2013, I.C.J. Reports 2013, p. 257. o ICJ: Request for Interpretation of the Judgment of 15 June 1962 in the Case concerning the Temple of Preah Vihear (2013) • กลุ่มปราสาทตาเมือน (ขึ้นทะเบียนโดยไทย):  o กรมศิลปากร. (2478, 8 มีนาคม). ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 , หน้า 3712.  o https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2478/D/3679.PDF    [2] สำหรับประเด็นการอ้างสิทธิ์ล่าสุดของกัมพูชา (ต้นเดือนมิถุนายน 2568): • [2.1] ผู้จัดการออนไลน์. (2568, 5 มิ.ย.).  เขมรเบี้ยว! ถก JBC 14 มิ.ย.ไม่คุยปมชายแดนกับไทย อ้างเตรียมขึ้นศาลโลกแล้ว o เขมรเบี้ยว! ถก JBC 14 มิ.ย.ไม่คุยปมชายแดนกับไทย อ้างเตรียมขึ้นศาลโลกแล้ว - ผู้จัดการออนไลน์ (เผยแพร่ 5 มิ.ย. 2568) • [2.2] ไทยรัฐออนไลน์. (2568, ). ทัพภาค 2 แจงข้อพิพาทเขตแดน ปราสาทตาเมือน-ช่องบก รอดูผลเจรจา. https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2862743 • [2.3] PPTV HD 36. (2568, มิ.ย.). กัมพูชาเตรียมยื่น ICJ ขอคำวินิจฉัยพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม-ตาควาย.  o ปราสาทชายแดนร้อน! กัมพูชาอ้างสิทธิ์ 3 โบราณสถาน 1 พื้นที่ฝั่งไทย - Thai PBS (เผยแพร่ 1 มิ.ย. 2568 - จาก Thai PBS)   [3] สำหรับการยืนยันความเป็นดินแดนของไทย (กลุ่มปราสาทตาเมือน): •  กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). ข้อมูลโบราณสถาน: ปราสาทตาเมือน.  o ปราสาทตาเมือน - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)   [4] สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม (จังหวัดสระแก้ว): • [4.1] กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม.  o อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม - กรมศิลปากร • [4.2] วารสารวิชาการ มรดกโลกและวัฒนธรรม. (ม.ป.ป.). บทความที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปราสาทสด๊กก๊อกธมในบริบทของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา.  o SADOK KOK THOM 2 INSCRIPTION: SIGNIFICANT EVIDENCE of ANCIENT KHOM - KHMER HISTORY - วารสารวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร   [5] สำหรับปราสาทโดนตวล (จังหวัดศรีสะเกษ): • [5.1] TOP NEWS LIVE  (2568, 13 พฤษภาคม.) สะพัด!ชายแดน เขมรขยับกำลังประชิด "ปราสาทโดนตวล" กระตุกไทยขึ้นลำปืน เสริมกำลังทันควัน   https://www.youtube.com/watch?v=oKUpmlOpEBY  • [5.2] ไทยรัฐออนไลน์. (2568, 12 พฤษภาคม). ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทโดนตวล.  o ชายแดนไทย-กัมพูชายังตึงเครียด! ล่าสุดเสริมทหารใกล้ปราสาทโดนตวล - PPTV HD 36 (เผยแพร่ 12 พ.ค. 2568 - จาก PPTV HD 36) • [5.3] PPTV ออนไลน์ (2568, 12 พฤษภาคม). ชายแดนไทย-กัมพูชายังตึงเครียด! ล่าสุดเสริมทหารใกล้ปราสาทโดนตวล o http://pptv36.news/1ra0 . เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำโดย นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน ออกแบบกราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย  บรรณารักษ์ปฏิบัติการ


รายชื่อคณะเดินทางจากกรมศิลปากร ๑.นายปณิธาน เจริญใจ                                สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม ๒.นางเหมือนแก้ว จารุดุล วชิระเธียรชัย               ภูมิสถาปนิกปฏิบัติการ สำนักสถาปัตยกรรม   ๑. ชื่อโครงการ โครงการออกแบบอาคารหอเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน   ๒. วัตถุประสงค์ สำรวจพื้นที่และเก็บข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการจัดทำแบบและรูปแบบรายการอาคารและ ภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบอาคารหอเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน     ๓. กำหนดเวลา   ระหว่างวันที่ ๗ – ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ๔. สถานที่   เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน   ๕. หน่วยงานผู้จัด กรมราชองครักษ์ ๖. หน่วยงานสนับสนุน เทศบาลเมืองหนิงโป   ๗. กิจกรรม มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ พบคณะผู้ร่วมเดินทางจากกรมราชองครักษ์ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เวลา ๒๑.๐๐ น. เพื่อเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เที่ยวบินเวลา ๐๐.๓๐ น.         วันที่ ๘  กรกฎาคม ๒๕๕๙ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ประมาณ ๕.๔๕ น. คุณอัญชลี ด้วงชุม เลขานุการและล่าม  ของMr.Yao Hong  ซึ่งเป็น CEO จากบริษัท Shanghai Tairan Investment group co.,LTD  ผู้ประสานงานกับทางรัฐบาลจีนมารอรับ เพื่อเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวไปกับคณะผู้ร่วมเดินทางจากกรมราชองครักษ์ไปยังเมืองหนิงโป ใช้ระยะเวลา ๔ ชั่วโมงจากสนามบิน เพื่อเข้าพบทางการเมืองหนิงโป ประกอบด้วย นายอำเภอ, BOI chairman ,ฝ่ายกิจการท่องเที่ยว ฯลฯ   พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน   เวลา ๑๒.๓๐ น. เดินทางสำรวจพื้นที่โครงการ ถึงเวลา ๑๔.๐๐ น. พื้นที่โครงการก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ และ ภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างเมืองไทยจำลอง ณ บริเวณตอนใต้ของเมืองหนิงโป โดยทางจีนได้มีการนำเสนอพื้นที่ เพื่อประกอบการพิจารณาเลือกเพื่อดำเนินการในโครงการเป็นจำนวน ๓ จุด   วันที่ ๙  กรกฎาคม ๒๕๕๙ เช็คเอาท์จากที่พัก เวลา ๑๐.๐๐ เดินทางเข้าสู่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ถึงเวลา ๑๔.๐๐           เริ่มประชุมเวลา ๑๔.๓๐ น. ที่  บริษัท เซี่ยงไฮ้ ไท้ยั๋น อินเวสท์เมนท์ จบการประชุมเวลา ๑๘.๐๐ น.                              ภายในการประชุมมีการนำเสนอพื้นที่ก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ เบื้องต้น และผังการใช้พื้นที่โครงการโดยรอบประกอบ (ดังภาพ )                 จากนั้นเดินเดินทางไปประชุมที่ บริษัท Shanghai Longyu Construction Group CO.,Ltd. เริ่มประชุม ๑๘.๓๐ น. จบการประชุม ๑๙.๑๕ น.                 เดินทางไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท เซี่ยงไฮ้ ไท้ยั๋น อินเวสท์เมนท์ เวลา ๑๙.๓๐ น.และเข้าเช็คอินที่โรงแรมเวลา ๒๒.๐๐ น. วันที่ ๑๐  กรกฎาคม ๒๕๕๙           เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเช็คเอาท์จากโรงแรมเวลา ๑๑.๐๐ น.  แวะไหว้ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ อายุ ๖๐๐ ปี รับประทานอาหารในบริเวณใกล้เคียง           ๑๔.๐๐ น. เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เพื่อเดินทางกลับสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย เที่ยวบินเวลา ๑๗.๒๕ น. วันที่ ๑๐  กรกฎาคม ๒๕๕๙           เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย โดยเช็คเอาท์จากโรงแรมเวลา ๑๑.๐๐ น.  แวะไหว้ศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ อายุ ๖๐๐ ปี รับประทานอาหารในบริเวณใกล้เคียง           ๑๔.๐๐ น. เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง เพื่อเดินทางกลับสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย เที่ยวบินเวลา ๑๗.๒๕ น.     ๘. คณะผู้แทนไทย ๑. นายปณิธาน เจริญใจ                      สถาปนิกชำนาญการ      กรมศิลปากร ๒. นางเหมือนแก้ว จารุดุล วชิระเธียรชัย    ภูมิสถาปนิกปฏิบัติการ    กรมศิลปากร                 ๓. พลเอกคณิต เพิ่มทรัพย์          รองสมุราชองครักษ์        กรมราชองครักษ์                 ๔. นางสุชาภา ผลชีวิน                       ตัวแทนบริษัท เซี่ยงไฮ้ ไท้ยั๋น อินเวสท์เมนท์                                                           แมเนจเมนท์ จำกัด ผู้จัดทำโครงการ เมืองไทยหนิงโป                 ๕. ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน                      สมาชิกสภาปฏิรูป กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา             ๖. นางบุศยรัตน์ เพิ่มทรัพย์                  ภรรยารองสมุหราชองครักษ์                 ๗. ผศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ                ผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสื่อสารสังคม                                                           มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ           ๘. นายคเณศวร์ เพิ่มทรัพย์                   อาจารย์พิเศษด้านดนตรี   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์     ๙. สรุปสาระของกิจกรรม            สำรวจพื้นที่โครงการเบื้องต้น และเก็บข้อมูลเพื่อพิจารณาเลือกพื้นที่โครงการ ฯ และจัดทำแบบก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ และภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบเพื่อนำไปดำเนินการต่อไป                 สรุปข้อเท็จจริง                บริษัทShanghai Tairan Investment group co.,LTD  โดยมี CEO  มร.เหยา หง (Mr.Yao Hong ) และ นางสุชาภา ผลชีวิน ตัวแทนบริษัทฝ่ายประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินโครงการก่อสร้างเมืองไทย - หนิงโป ซึ่งเป็นโครงการที่จะจำลองสิ่งก่อสร้าง วัฒนธรรม ประเพณี และการท่องเที่ยวในเมืองไทย ให้บริการโดยคนไทย โดยมีพื้นที่สำคัญคืออาคารหอเฉลิมพระเกียรติ ฯ หอนาฬิกา และภูมิทัศน์โดยรอบ ซึ่งประกอบด้วยลานเฉลิมพระเกียรติและนาฬิกาแดด เพื่อสะท้อนถึงความตรงต่อเวลาของพระองค์ท่าน                ทั้งนี้ ทางบริษัทShanghai Tairan Investment group co.,LTD ยังมิได้มีการออกผังแม่บทการใช้พื้นที่ในโครงการ (Masterplan ) ซึ่งเป็นตัวกำหนดบริบท (Context )โดยรอบอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ ที่แน่นอน มีแต่เพียงการนำเสนอพื้นที่ ๓ บริเวณ เพื่อพิจารณาเลือกในแผนแม่บทใหญ่เท่านั้น (ภาพประกอบตามเอกสารแนบ ๒ )                บริเวณที่ ๑ เป็นพื้นที่ลึกเข้าไปด้านในของโครงการเมืองไทย-หนิงโป อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ส่วนอื่นๆ  ทางเข้าออกมีจำกัด พื้นที่มีขนาดจำกัดเนื่องจากเป็นผาหินทอดลงสู่ทะเล มีความเป็นส่วนตัวสูง                บริเวณที่ ๒ เป็นพื้นที่มีหน้าหาดกว้าง และยาวหลายร้อยเมตร ทรายมีสีน้ำตาลอ่อน เม็ดละเอียด เป็นหาดทรายที่ดีที่สุดในเมืองหนิงโป มุมมองทอดสู่มหาสมุทร มีความเป็นส่วนตัว เข้าถึงได้ง่ายกว่าในบริเวณพื้นที่ที่ ๑ ปัจจุบันพื้นที่มีการใช้งานของเอกชน                บริเวณที่ ๓ เป็นพื้นที่บริเวณด้านหน้าภูเขา หันหน้าออกสู่ทะเล ด้านหน้าเขาเป็นพื้นที่ราบใช้ในการเกษตรกรรม มีถนนและเขื่อนสูง ๖ เมตรกั้นบริเวณหาดเลนและมหาสมุทร พื้นที่หากเลือกตั้งอยู่บนเนินเขาจะมีความเป็นส่วนตัว แต่อาจมีการรบกวนจากกิจกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมด้านหน้าที่จะพัฒนาเป็นตลาดน้ำ ๔ ภาค และอื่น ๆ                   สรุปสถานการณ์โครงการ ฯ                 พื้นที่โครงการ ฯ และกิจกรรมที่จะเกิดโดยรอบอาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ ยังไม่ระบุแน่นอน ทั้งนี้ทางบริษัทShanghai Tairan Investment group co.,LTD ยังต้องรอผลการยืนยันทางเอกสารจากทางการจีนเรื่องการจดทะเบียนเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อดำเนินโครงการนี้ และเพื่ออนุมัติที่ดินในการดำเนินโครงการ   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม การเดินทางจากสนามบินไปถึงพื้นที่โครงการใช้เวลามาก ทำให้ระยะเวลาในการสำรวจพื้นที่เก็บข้อมูลดำเนินการได้เท่าที่เวลาจะอำนวย รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการออกแบบที่ประเทศจีนมีจำกัดเนื่องด้วยภาษา เช่น วัสดุในท้องถิ่น พรรณไม้พื้นถิ่น ฯลฯ  


นักสูบหน้าใหม่.. ในเมืองจันท์ เอกรัฐ คำวิไล.นักสูบหน้าใหม่..ในเมืองจันท์..จันท์ยิ้ม.11.สิงหาคม 2559.   ฟังแล้วขออนุญาตตกใจ..กับยอดนักสูบหน้าใหม่ที่อยู่ในข่าย เยาวชนของประเทศไทย ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 300,000 คน ในแต่ละปี ยังไม่ นับรวมกับนักสูบควันเติมทั่วประเทศที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 15 ล้านชีวิต ซึ่งยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 คนในแต่ละชั่วโมงวันละ 142 ศพ ปีละ 52,000ราย ไม่นับรวมผู้ที่เจ็บป่วยจากการสูบบุหรีที่มีผลกระทบทั้งตัวเองและบุคคล ในครอบครัวอันเกิดมาจากการสูบบุหรี !!! จากตัวเลขนักสูบหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีและมีแนวโน้ม เพิ่มมากขึ้นคงต้องหันมามองเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติในจังหวัดจันทบุรี ด้วยความเป็นห่วง เพราะจากหลากหลายมาตรการที่รัฐบาลได้งัดออกมาคุม ปริมาณนักสูบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงจํากัดช่องทางการซื้อขาย และการคุ้มครองผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ จากควันมรณะ แต่จำนวนสิงห์อมควันกลับไม่ได้สติสิงเลย และยังมี เยาวชนที่เป็นนักสูบมือใหม่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ดังกล่าวที่ประชากร 13 ล้านคน สูบบุหรี่ ในจำนวนนี้ครึ่งต่อครึ่งเป็นการสูบบุหรี่จากโรงงาน และ สูบบุหรี่แบบ มวนเอง การรณรงค์ให้คนเหล่านี้โดยเฉพาะชาวจันทบุรีที่สูบบุหรี่หันมาเลิก โดยหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายนั้น จะได้ผลอย่างไร คงไม่น่ากังวลเท่ากับจำนวนวัยรุ่นในจังหวัดจันทบุรีที่กําลังจะเดินหน้าเข้ามา คีบมวนบุหรี่คาบที่ปากแล้วน้ําสารพัดสารที่มีมากกว่า 100 ชนิดซึ่งแฝงตัว อยู่ในม่านควันสีเทาผ่านหลอดลมไปสู่ปอด ก่อให้เกิดผลกระทบที่จะ ตามมา สิ่งที่เยาวชนควรระมัดระวังไม่ให้ตัวเองได้เป็นนักสูบหน้าใหม่ ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การติดบุหรี่ที่สําคัญคือ อยากลอง.. สิ่งที่ยังไม่เคยได้ทํามองเป็นความท้าทายอาจเกิด ความอยากสักหนที่จะสูบ โดยมีความคิดที่ว่า “ครั้งเดียวคงไม่ติด” สุดท้ายผู้ที่คิดแบบนี้ก็คือ 1 ใน 13 ล้านคน ที่สูบบุหรี่และเลิกไม่ได้ ตามเพื่อนเพื่อนในวัยรุ่นมักมีอิทธิพลมาก พ่อแม่ ครู อาจารย์ บอกอย่างไรไม่ค่อยเชื่อฟังแต่ถ้าเพื่อนสนิทเอาไงเอากันเลย ก็ว่าได้ และถ้าเพื่อนในกลุ่มชักชวนสูบบุหรี่ล่ะ???????? ค่านิยมที่ว่าเก่ เท่ แมน ดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม แต่ผลจากการสอบถามความคิดเห็นเพศหญิงในเมืองจันท์ต่อวัยรุ่นชาย ที่สูบบุหรี่พบว่า ไม่ชอบ ร้อยละ 90 ส่วนที่เหลือบอกว่า เฉย ๆ สภาพแวดล้อม...ถ้าบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่ โอกาสเกิด นักสูบหน้าใหม่ไม่ยากเลย และที่สําคัญเมื่อเตือนบุตรหลานไม่ให้ ไปริลองสูบบุหรี่น้ำหนักความเชื่อคงดูลดน้อยลงไปในเมื่อตนเองทําให้เห็น ไม่ทราบแน่ชัดว่าในเมืองจันท์ปีนี้ จะมีเยาวชนสูบบุหรี่เพิ่มเป็น จำนวนเท่าใด แต่ที่รู้แน่นอนแล้วคือ ถ้าสูบบุหรี่เข้าปอดที่ทําหน้าที่ นําออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย จะมีผลกระทบที่ร้ายแรง เพียงใด เพราะนอกจาก “โรคมะเร็ง ที่รู้กันดีอยู่แล้ว ทั้งมะเร็งที่ปอด หลอดอาหาร ปาก Fฮ ยังมีของแถมที่หลายคนโดยเฉพาะเยาวชน จันทบุรีควรรู้เพิ่มคือ โรคหัวใจ ที่เกิดจากควันบุหรี่ทําให้หลอดเลือด หัวใจตีบ อัมพาตและสมองเสื่อม ถุงลมโป่งพองโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ แต่ผลข้างเคียงที่เยาวชนควรระวังเพิ่มและน่ากลัวในวัยรุ่นได้แต่ ของปาก เพราะควันบุหรี่ทําให้เหงือกร่น ฟันผุ ฟันด้ปากคํา มีกลิ่นปาก เป็นที่รังเกียจของคนรอบข้างและเพศตรงข้าม เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ... เส้นเลือดเส้นประสาทที่ควบคุม การแข็งตัวของอวัยวะเพศชายถูกสารในควันบุหรี่ทําให้หลอดเลือดตีบ แคบลง การทํางานจึงเสื่อม ทั้งยังพบปริมาณตัวอสุจิสตลงด้วย เรียวแรงถิตลง เล่นกีฬาเหนื่อยง่ายขึ้น เนื่องจากปอดทํางาน ได้ไม่เต็มสภาพ ก็มาจากผลข้างเคียงของควันบุหรี่ เสียบุคลิกภาพ...การพ่นควันเป็นที่รําคาญของบุคคลรอบข้าง การไอดี ๆ เนื่องจากระคายเคืองหลอดลม ทําให้สติความสมาร์ทแมน ลงไปเยอะเลย คงไม่ต้องทําการพิสูจน์ว่าผลกระทบดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ โดยการทดลองกับตัวเองโดยการสูบ เพราะผลที่กระทบที่จะเกิดขึ้น เป็นมรดกของการสูบบุหรีจะก่อให้เกิติการสูญเสียที่คํานวณค่าได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อบุหรี่ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการรักษา การสูญสียที่ คํานวณค่าได้ยาก เช่น เวลา ค่าแรงงานของผู้ดูแลยามเจ็บป่วย การสูญเสีย ทางเศรษฐกิจ และคํานวณค่าไม่ได้ เช่น คุณภาพชีวิตของผู้สูบบุหรี่ ครอบครัว ความทุกข์ทรมาน ความรําคาญของบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าอย่างไรคงต้องฝากบอกเยาวชนในจันทบุรี เชิญชวนหันมา ทํากิจกรรมที่สร้างสรรค์อ่านหนังสือ เล่นกีฬา ออกกําลังกายดูหนังฟังเพลง เล่นดนตรี เดินห้างสรรพสินค้า เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค มีหลากหลาย ให้เลือก หรือแม้แต่การไล่เก็บ “โปเกมอน โก” ก็ยังดีกว่า เก็บสตางค์ เป็นค่าใช้จ่ายตอนเจ็บป่วยด้วยพิษภัยของควันบุหรี่ ทั้งนี้เพื่อเป็น ภูมิคุ้มกันให้ตนเองไม่ต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางของนักสูบหน้าใหม่ซึ่งจะ พัฒนาไปเป็นผู้ติตบุหรี่เต็มตัว


รายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยหนังสือใบลานในประเทศสมาชิกอาเซียน (Workshop on the Manuscripts Palm Leaf in ASEAN Countries) ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ ณ โรงแรม Vientiane Plaza เมืองเวียงจันทน์  ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   --------------------------------------   ๑.  ผู้เข้าร่วมประชุม           ชื่อ / นามสกุล             นางสุภาณี  สุขอาบใจ                                                           ตำแหน่งปัจจุบัน           บรรณารักษ์ ระดับชำนาญการพิเศษ                                  หน่วยงาน                  กลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ   ชื่อ / นามสกุล             นายจุง  ดิบประโคน                                                             ตำแหน่งปัจจุบัน           นักภาษาโบราณ ระดับชำนาญการพิเศษ                             หน้าที่ความรับผิดชอบ     กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ   ๒.  หัวข้อการประชุม           “Workshop on the Manuscripts Palm Leaf in ASEAN Countries”   ๓.  วัตถุประสงค์การประชุม           ๓.๑  เพื่อแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ต้นฉบับหนังสือใบลานของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน           ๓.๒  เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความรู้ของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน   ๔. ประโยชน์ที่ได้รับ บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์หนังสือใบลาน ของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนได้แลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็น ปัญหาที่พบ ทำให้เกิดเครือข่ายในการพัฒนาการทำงานร่วมกัน   ๕.  ระยะเวลา    วันที่ ๑๔-๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘   ๖.  สถานที่ประชุม โรงแรม Vientiane Plaza Sailom Road, Hatsady Village Vientiane Capital, Lao PDR E-mail: dosm@vientianeplazalao.com เมืองเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   ๖.  หน่วยงานผู้จัด           กระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   ๗.  หน่วยงานสนับสนุน           ASEAN National Committee on Culture and Information (ASEAN National COCI)   ๘.  จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม           ตัวแทนจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน จำนวน ๒๐ คน จาก ๑๐ ประเทศ และตัวแทนจาก ASEAN Secretary จำนวน ๑ คน รวมทั้งสิ้น ๒๑ คน   ๗.  กิจกรรม วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ เวลา ๘.๓๐ น. -  พิธีเปิดการประชุม (Opening ceremony) โดย H.E. Mr. Boua Ngeun  Xaphouvong รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการ  ท่องเที่ยว                           -  ASEAN Anthem                           -  กล่าวต้อนรับ (Welcoming  Speech) โดย Mr. Thongbay Phothisane รองปลัดกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว -  ผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนพร้อมผู้บริหารกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วิทยากร บรรณารักษ์หอสมุดแห่งชาติลาว ถ่ายภาพร่วมกัน           เวลา ๑๐.๑๐ น. – ๑๑.๓๕ น. เริ่มการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ Mrs. Kongdeuane Nettavong ที่ปรึกษาสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศลาว บรรยายเรื่อง “Preservation of Lao Manuscripts Programme (PLMP) 1992-2002: The Lao-German Cooperation” ในปี ค.ศ. 1992-2002 มีการดำเนินการตาม โครงการความร่วมมือ ลาว-เยอรมัน โดยหลักการพื้นฐานของโครงการจะเป็นการเพิ่มวิธีการและขั้นตองที่จะดำเนินการอนุรักษ์ ประกอบด้วย           ๑.  การทำความสะอาดโดยการปัดฝุ่น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เปลี่ยนผ้าคลุมโดยใช้ผ้าฝ้ายสีขาวและเปลี่ยนสายผูกพันเพิ่ม           ๒.  การสำรวจและบันทึกข้อมูลไว้ที่แหล่งจัดเก็บ           ๓.  ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับคัมภีร์ใบลาน ประวัติศาสตร์ ศาสนา และศิลปะโดยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการทำงานด้านการอนุรักษ์           ๔.  ดำเนินการไมโครฟิล์มเก่าของเอกสารโบราณและหนังสือหายากประมาณ ประมาณ   ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ของไมโครฟิล์มทั้งหมดที่ต้องดำเนินการอนุรักษ์           ๕.  ดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ และสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือของผู้นำท้องถิ่นโดยเชิญชวนผู้นำท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่เข้าร่วมประชุม           ๖.  การเผยแพร่ในรูปแบบงานเขียน ได้รับการสนับสนุนจากนักวิจัยรุ่นใหม่โดยการแปลผลงาน ต่าง ๆ ได้แก่ คำสอนทางพุทธศาสนา วรรณกรรมเก่า บทกวี เป็นต้น           ๗.  ดำเนินการโครงการสนับสนุนการศึกษาด้านพุทธศาสนาในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาพระสงฆ์  ผู้อำนวยการโครงการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติลาว (Mr. David Warton) บรรยายเรื่อง เอกสารโบราณดิจิทัลของหอสมุดแห่งชาติลาว โดยมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโตโยต้า มีการจัดประชุมให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพของเอกสารโบราณในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศลาว รูปแบบการประชุมมีการเชิญวิทยากรผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญของชุมขนต่าง ๆ มาบรรยายพร้อมเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดเก็บเอกสารโบราณ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้แก่ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย ประชาชนในชุมชน พระสงฆ์ นักวิชาการ มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์เอกสารโบราณที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาให้ถูกต้อง โดยการจัดทำโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานที่เป็นภาษาลาวในหกจังหวัดในภาคตะวันตกของประเทศลาว ซี่งโครงการนี้ใช้เวลาดำเนินการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๔๗ สามารถดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานในรูปแบบดิจิทัลแล้วเสร็จ รวมจำนวน 128,000 ผูก           ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หอสมุดแห่งชาติลาว ได้เริ่มดำเนินการโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณโดยการแปลงสภาพเป็นแบบไมโครฟิล์ม จำนวน 1,000 รายการ และแบบดิจิทัล จำนวน ๑๒,๐๐๐ ผูก รวมทั้งภาพเอกสารโบราณด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ภาพ และสามารถสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ ผู้อำนวยการโครงการเอกสารโบราณ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บรรยาย เรื่องการอนุรักษ์และสงวนรักษาคัมภีร์  ใบลานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยใบลานถูกนำมาใช้ทำเอกสารต้นฉบับตัวเขียนเพื่อบันทึกความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมากกว่าสมุดไทยและหิน (ศิลาจารึกในภาษาไทย) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ในอดีต พระภิกษุสงฆ์ใช้วิธีการเขียนใบลานเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาธรรมะในวัด ผู้นำในชุมชนใช้สำหรับการฝึกซ้อมพิธีต่าง ๆ ขณะที่แพทย์สมุนไพรใช้ใบลานเพื่อบันทึกความรู้ทางการแพทย์ นอกจากนี้ ผู้ชายควรศึกษาความรู้จากใบลานก่อนที่จะบวชเรียน การใช้ใบลานอย่างหลากหลายทำให้จำนวนของการถ่ายถอดอักษรบนใบลานในวัดเพื่อเผยแพร่ความรู้มีจำนวนมากขึ้น           การอนุรักษ์และจัดเก็บใบลาน แต่ละวัดเป็นผู้จัดเก็บเอกสารต้นฉบับใบลานและพัฒนาประเภทของผ้าต่าง ๆ ที่ใช้ห่อใบลานเพื่อป้องกันฝุ่นและแมลง และมัดด้วยเชือกเพื่อจัดเก็บตามรูปแบบและเรื่องราวที่แตกต่างกัน จากนั้นเก็บเอกสารต้นฉบับใบลานเหล่านี้ในหีบและตู้หนังสือธรรมะด้วยวิธีการต่างๆของการเก็บรักษาการใบลานทำให้เกิดเป็นศิลปะของการอนุรักษ์ใบลานในแต่ละพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนที่สวยงามจะเห็นว่าเอกสารต้นฉบับเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวพุทธอย่างแรงกล้าในพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ ใบลานจึงใช้ในการศึกษาธรรมะ เพื่อทำความเข้าใจเอกสารต้นฉบับใบลาน ผู้ที่สนใจและผู้เรียนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับธรรมะ ภาษาไทยน้อยและอักษรขอมเป็นภาษาที่ใช้ในการบันทึกความรู้และภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองลงบนใบลาน           ต่อมาระบบการศึกษาของไทยซึ่งกำหนดให้เนื้อหาเดียวกันทั่วประเทศตำราทั้งหมดจะต้องใช้ภาษาราชการและพิมพ์ด้วยภาษาภาคกลางของไทย ดังนั้น ดังนั้นความจำเป็นในศึกษาความรู้จากเอกสารต้นฉบับใบลานจึงมีความสำคัญน้อยลง ใบลานจึงถูกละเลยและเก็บไว้เป็นเอกสารที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตาม ใบลานไม่ได้ถูกนำมาใช้บ่อยนักในอดีตที่ผ่านมานอกจากพระภิกษุสงฆ์ เอกสารต้นฉบับเหล่านี้กลายเป็นที่น่าสนใจอีกครั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่หลังจากที่การศึกษาเรื่องราวในท้องถิ่นถูกรวมเข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ           การอนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารคัมภีร์ใบลาน ดำเนินการโดยหน่วยงานหลัก ๓ หน่วยงาน คือ           ๑. วัด           วัดเป็นสถานที่แรกที่มีการสงวนรักษาเอกสารต้นฉบับตัวเขียนใบลานทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าอาวาสแต่ละวัด การเก็บรักษาเอกสารโบราณจะแตกต่างกันไป อาจเก็บแบบดีที่สุด ปานกลาง หรือปล่อยปละละเลย เพื่อป้องกันการถูกทำลายจากแมลง ดังนั้นเอกสารโบราณทั้งหมดจะเก็บรักษาในหอพระไตรปิฎกนอกจากนี้วัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่ได้รับการพิจารณาว่ามีเอกสารโบราณที่มีการจัดเก็บเป็นอย่างดี ได้แก่ วัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร, วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม และวัดไตรภูมินิมิต จังหวัดร้อยเอ็ด           ๒.  สถาบันการศึกษาขั้นสูง สถาบันการศึกษาหลายแห่งที่สนใจศึกษาเอกสารโบราณที่เกี่ยวกับชุมชนและขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้าน วัฒนธรรม และสาขาอื่นๆ รวมทั้งคัมภีร์ใบลาน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๓๐ มีโครงการสำรวจและจัดเก็บคัมภีร์ใบลานในจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดใกล้เคียงโดยมีวิทยาลัยครูที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ รับผิดชอบทำการสำรวจ ผลการสำรวจทำให้สามารถจัดทำบัญชีคัมภีร์ใบลานได้ จำนวน 13 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา พิธีทางศาสนาในท้องถิ่นนั้น           ๓. หอสมุดสมุดแห่งชาติ           หอสมุดแห่งชาติ เป็นหน่วยงานภาครัฐมีการทำงานอย่างเป็นระบบในการอนุรักษ์และสงวนรักษาคัมภีร์ใบลานที่ได้รับจากสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศ ปัจจุบันเริ่มมีการอนุรักษ์เอกสารโบราณในรูปแบบดิจิทัลบางรายการ ซึ่งเอกสารเหล่านี้มีการเผยแพร่ความรู้แก่นักวิชาการ พระภิกษุสงฆ์และผู้สนใจ อีกทั้งมีการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ประชาชนในท้องถิ่นด้วย บทบาทของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการสงวนรักษาคัมภีร์ใบลาน           สังคมไทยในปัจจุบันตระหนักรู้ถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น มหาวิทยาลัยมหาสารคามเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การศึกษาคัมภีร์ใบลานเป็นส่วนสำคัญของการรักษาวัฒนธรรมให้กับชุมชนและสังคม จึงได้จัดตั้งโครงการสงวนรักษาคัมภีร์ใบลานขึ้น ในปี พ.ศ. 2546 โดยศาสตราจารย์ภาวิช ทองโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามในขณะนั้น และผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ ผู้อำนวยการโครงการ เป็นผู้ให้การส่งเสริม สนับสนุนและแนะนำพื้นที่ในการศึกษา ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องปัจจุบันโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ           1. อนุรักษ์และจัดเก็บคัมภีร์ใบลานเพื่อการศึกษาและวิจัย           2. ถ่ายถอดคัมภีร์ใบลานเป็นอักษรไทยสมัยใหม่เพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า           3. เพื่ออนุรักษ์อักษรโบราณไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า           4. เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาภูมิปัญญาของคัมภีร์ใบลาน และเผยแพร่ความรู้           5. เพื่อบันทึกและถ่ายถอดความรู้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ฉันทนา เวชโอสถศักดา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บรรยาย เรื่อง Preservation of rare books in Thailand คำว่า “หายาก” มีความหมายถึง สิ่งทีมีคุณค่า หนังสือบางเล่มถูกพิจารณาโดยเกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างกัน เช่น จำนวนหนังสือที่มีน้อยจะไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณา เนื้อหาของหนังสือ ลักษณะทางกายภาพของหนังสือ (ข้อมูลและสถานที่พิมพ์) หนังสือบางเล่มมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมในท้องถิ่นหรือชุมชน หนังสือหายาก คือ หนังสือที่มีเนื้อหาสำคัญ อาจเป็นเอกสารต้นฉบับตัวเขียน ศิลปกรรม หนังสือที่มีเนื้อหาสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือหนังสือที่ทำจากวัสดุที่น่าสนใจ (กระดาษ กระดาษหนัง หนังสือแกะหรือหนังลูกวัว หิน ดินเหนียว) หนังสือหายากส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและเก็บรักษาในห้องสมุด หอจดหมายเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียหาย หนังสือบางเล่มต้องทำการสงวนรักษาเพื่อให้มีอายุการใช้งาน หนังสือหายากในประเทศไทย           ตามเอกสารประวัติศาสตร์ของหอสมุดแห่งชาติอังกฤษ อธิบายว่าหนังสือหายากของประเทศไทยที่มีในพิพิธภัณฑ์อังกฤษจะเป็นเอกสารทางด้านประวัติศาสตร์ที่มีการติดต่อทางการค้าและการเผยแพร่ศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๓๗๘-๒๔๓๓ ซึ่งจัดเก็บรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอังกฤษ นอกจากนี้หอสมุดแห่งชาติอังกฤษมีการจัดมุมหนังสือหายากไว้ภายในหอสมุดด้วยโดยการรวบรวมหนังสือก่อนศตวรรษที่ ๒๐ หนังสือส่วนใหญ่เป็นภาษาไทยด้านวรรณกรรม ศาสนา การท่องเที่ยว รายงานการสำรวจ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม โดยนักเขียนไทย ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาอนุมานราชธน และสุนทรภู่ เป็นต้น นอกจากหนังสือแล้วยังรวบรวมวัสดุหายากสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ แผนที่ หนังสือพิมพ์ ภาพถ่าย แสตมป์ เป็นต้น การพิจารณาว่าหนังสือใดเป็นหนังสือหายากมีการใช้เกณฑ์ ดังนี้           ๑. หนังสือฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก           ๒. พิจารณาตามความสำคัญ ได้แก่ สถานที่เฉพาะ องค์กร หรือเหตุการณ์สำคัญ           ๓. หนังสือที่มีจำนวนเล่มน้อย           ๔. หนังสือที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ลักษณะของหนังสือหายาก           ๑. หนังสือที่หายาก (หนังสือเก่าหายาก) พิจารณาเป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกและเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาประวัติการพิมพ์           ๒. หนังสือหายากที่เป็นประวัติการพิมพ์ของแต่ละประเทศ           ๓. หนังสือที่พิมพ์จำนวนน้อย มีเนื้อหาดี รูปภาพสวยงาน หรือศิลปะท้องถิ่น หรือการออกแบบหรือเพลงท้องถิ่น           ๔. หนังสือหายากที่มีคุณค่าของเนื้อหาหรือใช้ภาษาคลาสสิก           ๕. หนังสืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เช่น หน้าปกและภาพประกอบมีสภาพดี           ๖. หนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือราชอาณาจักร หรือผู้นำของชาติ ผู้นำศาสนา หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น   ประเทศบรูไน ดารุสซาราม นำเสนอโดย Mr. Haji Mohamed Jefri Bin                     การสงวนรักษาแบบดั้งเดิม เช่น การใช้น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันการบูร หรือน้ำมันตะไคร้บนพื้นผิวของใบลานเพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปราะบางและการใช้คาร์บอนสีดำผสมกับน้ำมันบนใบลาน ลักษณะของใบลาน ใบลานที่มีความพร้อมมีลักษณะดังนี้           - หนา เส้นใยแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น หากมีอายุมากความยืดหยุ่นจะลดลง           - มีแนวโน้มถูกทำลายด้วยแมลง (เพลี้ยแป้ง ปลวก และเชื้อรา)           - ใบมีรูปแบบเป็นเส้นแนวนอน (ลักษณะและขนาดของใบแตกต่างกันไปตั้งแต่ 15 ซม. - 160 ซม. / ความกว้างระหว่าง 3 ซม. - 12 ซม.)           - ตัด (เปิดครึ่งของใบที่อ่อน) - ทำให้แห้ง - ตัดให้ได้ขนาดที่ต้องการ - ต้มในน้ำ - ทำให้แห้งในที่ร่มหรือแสงแดดอ่อน (ผึ่งให้แห้ง) - นำส่วนที่นูนอก - กด ทำให้เป็นเงาและตัดให้ได้ขนาด - ทำเช่นเดียวกันกับด้านอื่น - สอดเชือกผ่านรูบนใบลาน - นำแผ่นไม้วางขนาดใบลานทั้งด้านบนและด้านล่าง - เก็บไว้ในที่แห้ง - จำนวนใบลานที่ใช้ขึ้นอยู่กับเนื้อหา           - ระบบการผูก : ไม่สามารถผูกเหมือนหนังสือ - เก็บใบลานไว้ระหว่างแผ่นไม้ 2 แผ่น (Acacia confusa) ที่มีขนาดใหญ่กว่าใบลานเล็กน้อย - ไม้กระดานบางครั้งมีการทาสีหรือตกแต่ง - เพื่อเก็บใบลานไว้ด้วยกันด้วยการเจาะรูตรงกลางใบเป็นรูเล็ก ๆ - นำเชือกสอดผ่านรูและผูกรอบต้นฉบับตัวเขียน           - ไม้จะถูกขัดด้วยน้ำมันที่มีคุณสมบัติในการฆ่าแมลง เช่น แล็กเกอร์ และแร่ธาตุอื่น ๆ (เช่นดินเบา ดินขาว และกำมะถัน) - นำมามัดหรือห่อด้วยผ้า           - มีความทนทานในการเขียนที่สามารถอยู่ได้หลายร้อยปีหากมีการดูแลรักษาที่เหมาะสม           - ฝึกอบรมการเขียนโดยนักวิชาการ และ scribers / lipikaras           - ต้นฉบับตัวเขียนเก่าที่ถูกเผาไหม้ในน้ำมันเนยหรือโยนลงไปในแม่น้ำ           - ต้นฉบับตัวเขียนมีอายุการใช้งานประมาณ 300-350 ปี           - เทคนิคในการจารบนใบลานด้วยเข็มจารโลหะเป็นลักษณะเด่นในอินเดียใต้ ใช้เขม่าหรือผงถ่านสีดำผสมกับน้ำมันในการเขียนเพื่อให้สามารถมองเห็นและอ่านตัวอักษรได้ง่ายขึ้น การลงทะเบียน Aksara – ANB/MS.1990.318           - ขนาด 44 ซม. x 3 ซม. (กล่องไม้สำหรับใส่ใบลานขนาด 47 ซม. x 5.5 ซม. x 12 ซม. กล่องไม้จะไม่ได้รับการตกแต่งด้วยยกเคลือบทองขึ้นรูปเครื่องประดับดอกไม้)           - ไม่มีผ้าทอมือห่อต้นฉบับตัวเขียน           - สายผูกปมยาว 125 ซม. จะมีใบลาน 137 ใบ           - เป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤต การดำเนินการดิจิไทซ์           - การถ่ายภาพใบลานและเก็บรักษาในหอจดหมายเหตุ           - การจัดทำฐานข้อมูลและออนไลน์ผ่าน e-Arkib           - การจัดทำชื่อ ขนาด จำนวนใบ ความละเอียดของกล้องและการวิเคราะห์ข้อมูลรายการอื่น ๆ ประกอบกับไฟล์ภาพ           - จำเป็นต้องมีทักษะในเรื่องอักขรวิทยาและการสะกดการันต์ เป็นทักษะที่ต้องใช้ในการคัดลอกและเตรียมใบลานที่เป็นภาษาบาหลีและฮินดู คนที่สามารถอ่านใบลานได้เริ่มมีจำนวนน้อยลง   ประเทศกัมพูชา นำเสนอโดย Ms. Sam Thida   การอนุรักษ์เอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติกัมพูชา ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เจตนารมณ์ ของสมเด็จพระเรียมนโรดม บุปผาเทวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การบูรณะรวบรวมเอกสาร ที่ได้รับการจัดเก็บและคุ้มครองหลังจากสถาบันพุทธศาสนาถูกรื้อค้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และศาสนาในกัมพูชา ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน FondsD’edition des Manuscripts du Cambodge ภายใต้โปรแกรม Écolefrançaised'Extrême-Orient : EFEO ของประเทศฝรั่งเศส การรวบรวมเอกสารโบราณหลังการปกครองของเขมรแดงในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ มีการรวบรวม Satra ที่วัด SvayChrum ในเพดานของโรงเรียนสอนภาษาบาลีซึ่งต้นฉบับซ่อนอยู่ ในสถูป การสงวนรักษาเอกสารโบราณ ๑. ต้นฉบับตัวเขียนที่ติดกันโดยมูลนกพิราบและรา การแช่จะทำให้เอกสารแยกออกจากกัน ๒. งานบูรณะเอกสารโดย EFEO-FEMC ที่วัด SvayChrum ๓. ประสานกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศสมาชิกในอาเซียนซึ่งมีประสบการณ์ในการอนุรักษ์เอกสารโบราณ   ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นำเสนอโดย Ms. Mira Puspitarini   การจัดการเอกสารโบราณของอินโดนีเซีย           - การจัดหาเอกสาร           - การอธิบายเอกสารและการจัดการ           - การเข้าถึงเอกสารสำคัญในคอลเล็คชั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้ผ่านระบบและเครือข่ายของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ คัมภีร์ใบลานในประเทศอินโดนีเซียเรียกว่า Lontar           ต้นฉบับคัมภีร์ใบลานมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 15 ในช่วง Majapahit หรือก่อนหน้านั้น เช่น the Arjunawiwaha, the Smaradahana, the Nagarakretagama and the Kakawin Sutasoma ซึ่งถูกค้นพบบนเกาะใกล้เมืองบาหลี เอกสารโบราณในหอสมุดแห่งชาติอินโดนีเซีย           ในปี 1989 ได้นำเอกสารโบราณ Lontar จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ มาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติมีจำนวนต้นฉบับตัวเขียนประมาณ 10,634 ต้นฉบับตัวเขียนอักษร อราบิค ยาวี Pegon ชวา พุทธ Sundanese Batax, Bugis, dll ต้นฉบับตัวเขียนในภาษา Melayu, Javanese, Sundnese, Bugis, Batak, Aceh, และอื่น ๆ ต้นฉบับตัวเขียนที่ทำจากกระดาษ Lontar, dluwang, nipah leaf, bamboes, wood leather and tree bark เอกสารโบราณ Lontar ในปัจจุบันได้ดำเนินการอนุรักษ์ในรูปแบบไมโครฟิล์ม โดยความมือของมูลนิธิฟอร์ด ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้แก่ - Sono Budaya ; Babad Tanah Jawi, Babad Mataram, Babat Surakarta,Babad Amangkurat และอื่น ๆ                     - Dipanegara (ลงทะเบียนเป็น Unesco as Memory of The World ในปี พ.ศ. 2๕๕๖)                     - ต้นฉบับตัวเขียนจาก Makasar ; I La Galigo (ลงทะเบียนเป็น Unesco as Memory of The World ในปี พ.ศ. 2๕๕๔)   ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นำเสนอโดย Mr. Bounchan Phanthavong             ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประเทศที่มีวรรณกรรม ประเพณี จำนวนมาก ย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 15-6ผลงานส่วนใหญ่ทำด้วยมือได้รับการสืบทอดมาในรูปแบบของต้นฉบับใบลานเก็บรักษาไว้ในตู้ไม้ที่ห้องสมุดของวัด           ความคิดริเริ่มที่น่าสังเกตคือการทำงานของสภาพุทธจันทร์ทะบูลี (Chanthabouly Buddhist Council) ภายใต้การนำของ Chao Phetsarat ซึ่งได้สอบถามเจ้าอาวาสในประเทศที่จะส่งรายชื่อผู้ถือครองต้นฉบับตัวเขียนระหว่างปี 1934-36           ต้นฉบับตัวเขียนส่วนมากถูกเขียนอักษรธรรม และมีเขียนในภาษา Lao Bhhan, Lik Tai Nuea และ Khom ขณะที่เอกสารบางส่วนเขียนโดยอักษร Central Thai และ Thai Dam ประวัติการสำรวจคัมภีร์ใบลานของลาว การสำรวจหาข้อมูลเกี่ยวกับต้นฉบับตัวเขียนในลาวเริ่มในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ และส่วนใหญ่ดำเนินการโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสและผู้ช่วยชาวลาว           การสำรวจเอกสารที่วัดและห้องสมุดถือครองโดยไม่ได้ดำเนินการใน ๙ จังหวัด จำนวน ๙๔ วัด จำนวนต้นฉบับตัวเขียน ๑,๙๐๐-๑,๙๗๓ รวม ๓,๖๗๘ ชิ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มูลนิธิโตโยต้าจัดการประชุมที่เมืองเวียงจันทน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นฉบับตัวเขียนมีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยพระสงฆ์ นักวิชาการและผู้สนใจเพื่อหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นฉบับตัวเขียนในประเทศลาว ในปี ๒๕๓๗ การสำรวจเอกสารในเวียงจันทน์ และจังหวัดต่าง ๆ รวม ๖ จังหวัดในลาว พบเอกสารจำนวน 128,000 มัด จาก ๒๕๐ วัด การสงวนรักษาต้นฉบับตัวเขียนอักษรลาว (PLMP) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยช่วยให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอนุรักษ์มรดกวรรณกรรมของชาติ ต้องการให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเอกสารเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสารได้ และเพื่อการค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่ทรัพยากรเอกสารต้นฉบับตัวเขียน   โครงการและการสำรวจ           โครงการดำเนินการในระยะเวลา10 ปี โดยสำรวจเอกสารในวัดทางพุทธศาสนา จำนวน 800 วัด และเอกสารที่ภาครัฐและเอกชนถือครองใน 17 จังหวัด ประโยชน์ที่ได้รับ           - Microfilming ของเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม           - การฟื้นฟูวรรณกรรมดั้งเดิมทางศาสนาโดยบูรณาการเข้ากับระบบการศึกษาสมัยใหม่           - การสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคเช่นฐานข้อมูลวัสดุการศึกษา ตำรา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอื่นๆ   ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย นำเสนอโดย Mr. EffahlmtiazZainol             หอสมุดแห่งชาติมาเลเซีย ดำเนินการอนุรักษ์เอกสารโบราณประเภทต่าง ๆ ได้แก่ งานที่เขียนด้วยลายมือที่เป็นภาษายาวีซึ่งผลิตในปลายศตวรรษที่ ๑๕ และ ๑๖ จนถึงก่อนศตวรรษที่ ๒๐ มีวิธีดำเนินการโดยใช้อุปกรณ์ในการอนุรักษ์ดังนี้           ๑. กระดาษที่ใช้มีการนำเข้าจากกลุ่มประเทศด้านตะวันตก ซึ่งเป็นกระดาษที่มีลายน้ำและคุณภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวนาน           ๒. กระดาษที่ใช้อีกส่วนหนึ่งได้นำเข้ามาจากกลุ่มประเทศอาหรับและประเทศจีน ซึ่งเป็นกระดาษที่มีเนื้อบาง น้ำหนักเบาแม้จะมีคุณภาพต่ำและไม่มีลายน้ำ           ๓. Gleichenia Linearis ๔. ต้นตาวซึ่งเป็นไม้ตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Arengga Pinnata)           ๕. ขนนกไม้ไผ่ และหมึกสีดำที่ทำจากการผสมเขม่าและไข่ขาว และที่ทำจากถ่านป่น ปัจจัยที่ทำให้เอกสารโบราณเสื่อมสภาพ ได้แก่ การกระทาของมนุษย์โดยการสัมผัส การกระแทก หรือการเคลื่อนย้าย ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ แสง และเชื้อรา           การเก็บรักษาเอกสารโบราณจะเก็บไว้ในห้องที่อุณหภูมิ18-20 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ที่ 50RH-60RH โดยมีขั้นตอนการอนุรักษ์ดังนี้           ๑. การอบฆ่าเชื้อ เพื่อฆ่าแมลงที่พบในเอกสารโบราณ           ๒. ทดสอบค่า PH ความเป็นกรดด่าง ทดสอบความคงทนของหมึก           ๓. การใช้เทคนิคแบบ Stay ink, Leafcasting และ Faded ink, Tissue repairing           ๔. การทำความสะอาด การซ่อมแซม และการเก็บรักษา           4. การ Digitize เอกสารโบราณ โดยการสแกน จัดทำเป็นไฟล์ jpg, pdf, จัดเก็บลงแผ่น CD และ Server                    ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ นำเสนอโดย Ms. Swe SweMyint  หอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นหน่วยงานภายใต้กรมห้องสมุดและการวิจัยทางประวัติศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์มี ๒ แห่ง คือ ตั้งอยู่ที่เมืองเนปิดอว์ และเมืองย่างกุ้ง           การอนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์ มีการจัดเก็บรวบรวมเอกสารต้นฉบับของ Barnard Free Library ให้บริการฟรี โดยการรวบรวมจาก Kinwin Mingyi และ Bagan Wundauk U Tin ซึ่งเป็นเอกสารต้นฉบับตัวเขียนหายาก นอกจากนี้หอสมุดแห่งชาติยังได้รวบรวมเอกสารโบราณที่มีคุณค่าอื่น ๆ ได้แก่ เอกสารโบราณที่เขียนเป็นอักษรพม่า คัมภีร์ใบลาน และสมุดข่อยซึ่งมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับพุทธศาสนา การแพทย์แผนโบราณ โหราศาสตร์ วรรณกรรมและประวัติศาสตร์พม่าต้นฉบับคัมภีร์ใบลานมีอายุอย่างน้อย ๑๐๐ ปี ขึ้นไป บางส่วนมีอายุถึง 200 ปี หอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์มีการสงวนรักษาเอกสารโบราณเหล่านี้ไว้ในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิ           การสงวนรักษาและการอนุรักษ์เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของฝ่ายมรดกทางวัฒนธรรมและวรรณกรรมเมียนมาร์ หอสมุดแห่งชาติพยายามอนุรักษ์เอกสารต้นฉบับตัวเขียนที่มีอยู่ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ คัมภีร์ใบลาน และสมุดข่อย คัมภีร์ใบลานเขียนโดยการใช้เข็มจารลงบนใบลาน สำหรับสมุดข่อยถูกเขียนลงบนกระดาษพับสีขาวหรือสีดำด้วยหินสบู่ คัมภีร์ใบลานและสมุดข่อยเหล่านี้จำนวนมากมีอายุเก่าแก่และเก็บสะสมโดยบุคคล และได้จัดเก็บไว้ในห้องสมุดของวัดเก่าแก่ ในประเทศเมียนมาร์มีเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลานที่มีอายุนานเป็นเวลานับพันปี แต่เนื่องจากการทำลายของสภาพภูมิอากาศ แมลง เชื้อรา ไฟ และการทำลายโดยมนุษย์ทำให้เอกสารโบราณมีความเสียหาย ขั้นตอนการอนุรักษ์สงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติ           ขั้นตอนที่ ๑ ใช้แปลงขนอ่อนทำความสะอาดคัมภีร์ใบลานทุกหน้า           ขั้นตอนที่ ๒ ใช้น้ำมันตะไคร้เช็ดด้วยผ้านุ่มหรือแปรงขนอ่อน เพื่อให้พื้นผิวสะอาดสามารถที่จะอ่านได้ น้ำมันตะไคร้มีลักษณะร้อนและทำหน้าที่เหมือนยาทาที่จะทำให้เส้นใยของใบลานมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง และกลิ่นของน้ำมันตะไคร้ช่วยป้องกันแมลง หลังจากนั้นเก็บเอกสารไว้ในที่แห้งและเย็น            ขั้นตอนที่ ๓ การนำเอกสารโบราณอนุรักษ์ในรูปแบบไมโครฟิล์ม และสแกนในรูปแบบดิจิทัลเป็นไฟล์ PDF   ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นำเสนอโดย Ms. Melody M. Madrid พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ กำหนดหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์คือ ทำหน้าที่เป็น คลังสิ่งพิมพ์และมรดกทางวัฒนธรรมที่มีการบันทึกไว้ และวรรณกรรมที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา การจัดหาทรัพยากรเพื่อให้ประชาชนในชาติสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเพิ่มพูนทรัพย์สินทางปัญญาของคนในชาติ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต หอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์ในฐานะเป็นคลังมรดกทางวัฒนธรรม ดำเนินการจัดหาวัสดุที่เกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์ผ่านการจัดซื้อ การบริจาค และการแลกเปลี่ยนและทำหน้าที่รักษาทรัพยากรที่เกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์ ได้แก่ หนังสือทั่วไป สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง หนังสือหายาก และเอกสารโบราณ เอกสารราชการทั้งในรูปแบบสิ่งตีพิมพ์และสิ่งไม่ตีพิมพ์ นอกจากนี้ยังทำหน้าทีสงวนรักษาเอกสารโบราณประเภทต่าง ๆ โดยมีการออกพระราชบัญญัติสาธารณะ No. 10066 ขึ้น เพื่อสำหรับป้องกันและการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เสริมสร้างคณะกรรมการวัฒนธรรมและศิลปะแห่งชาติ (the National Commission for Culture and the Arts : NCCA) และสร้างเครือข่ายหน่วยงานทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์เอกสารโบราณ           กำหนดนโยบาย ประเมินและจัดลำดับความสำคัญเอกสารโบราณกรณีฉุกเฉินและเกิดภัยพิบัติ ดังนี้           ๑. การเตรียมความพร้อมการลงทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของประเทศ           ๒. จัดตั้งกองทุนแห่งชาติและระหว่างชาติเพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรมให้ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เอกสารโบราณชองชาติ           ๓. การทำข้อเสนอหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์ด้านการอนุรักษ์เอกสารโบราณ องค์ประกอบการเสื่อมสภาพของเอกสารโบราณ           ๑. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม (ปัจจัยทางด้านภูมิอากาศ)           ๒. ปัจจัยทางชีวภาพ           ๓. ปัจจัยทางเคมี           ๔. ปัจจัยเกี่ยวกับมนุษย์           ๕. ปัจจัยเกี่ยวกับภัยพิบัติ การจัดการการสงวนรักษา           รวมถึงนโยบาย การประเมิน ระบบการจัดลำดับความสำคัญ การจัดสรรทรัพยากร กรณีฉุกเฉิน การวางแผนภัยพิบัติ           ๑. การเตรียมความพร้อมการลงทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์           ๒. กองทุนแห่งชาติและระหว่างชาติเพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรม           ๓. การทำข้อเสนอหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์   ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ นำเสนอ โดย Ms. Phyllis Koh Zhen Qi  National Heritage Board จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อ ๑. จัดเก็บและอนุรักษ์สิ่งประดิษฐ์และงานศิลปะภายใต้การดูแลของ NHB ๒. เป็นศูนย์กลางในการอนุรักษ์สงวนรักษา การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ การทดสอบและวิจัย ๓. สนับสนุนการจัดนิทรรศการต่าง ๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ของ NHB ๔. เป็นแหล่งรวมคัมภีร์ใบลานแห่งชาติ การอนุรักษ์เอกสารโบราณ           เอกสารโบราณที่รวบรวมไว้ประกอบด้วย คัมภีร์ใบลาน จำนวน จำนวน ๒๖ ชิ้น ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๘ ถึงศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนใหญ่มาจากประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา เมียนมาร์ และไทย นอกจากนี้ยังได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ เอกสารโบราณได้ทำการวิเคราะห์และประเมินเป็น ๔ ระดับ           - CR1: มีสภาพดี ไม่จำเป็นต้องทำการสงวนรักษา    ๔๒ %           - CR2: ต้องทำการดูแลรักษา น้อยกว่า ๕ ชั่วโมง     ๒๗ %           - CR3: ต้องทำการดูแลรักษา ๖-๔๒ ชั่วโมง           ๑๕ %           - CR4: ต้องทำการดูแลรักษา มากกว่า ๔๒ ชั่วโมง   ๑๖ % การอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสารโบราณ           ๑. การเก็บรักษา - โดยการจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม การเฝ้าระวัง การจัดการเชื้อรา                    - ต้นฉบับตัวเขียนทั้งหมดเก็บในชั้นที่ออกแบบให้มีการควบคุมอุณหภูมิ                    - ต้นฉบับตัวเขียนทั้งหมดเก็บในกล่องหรือห่อด้วยกระดาษที่ปราศจากกรดและผูกด้วยเชือกทีทำจากผ้าฝ้าย           ๒. การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ เป็นการดูแลรักษาโดยการควบคุมอากาศด้วยการนำวัสดุใส่ไว้ในถุงที่มีการควบคุมอากาศ การแช่แข็ง การเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือ ๓. การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม                     - ควบคุมสิ่งแวดล้อมในทุกห้องปฏิบัติการที่มีการจัดเก็บและสงวนรักษา ใช้ความชื้นสัมพัทธ์ 50-6๐ % และอุณหภูมิ 21-23 องศาเซลเซียส                     - มีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับ                     - มีการอ่านวิเคราะห์เพื่อตั้งค่าพารามิเตอร์                     - มีการตรวจสอบสภาพอากาศและเครื่องมือในการควบคุมสภาพอากาศ ๔. การกำจัดเชื้อรา แผนปฏิบัติการโครงการอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสาร           - Rehousing options กล่องและผ้าห่อในการจัดเก็บที่ดีขึ้น           - การดูแลรักษา กำจัดเชื้อรา การรักษาเสถียรภาพในการสนับสนุนและความร่วมมือ           - พิจารณา ตรวจสอบ และวิธีการ           - การทำดิจิไทซ์ต้นฉบับตัวเขียน           - ทำงานร่วมกับภัณฑารักษ์เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาและเนื้อหาของเอกสารโบราณการเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือการเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือ   ประเทศไทย นำเสนอโดย นางสุภาณี  สุขอาบใจ บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ การอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของหอสมุดแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติได้ดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานเก่าที่เสียหายจากความชื้น เชื้อรา ปลวก และ มีการละเลยการดูแลรักษา คัมภีร์ใบลานเหล่านี้ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่แสดงให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม หลักฐานต่าง ๆ ที่รุ่งเรืองในอดีต ที่สามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า เอกสารโบราณเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเอกสารที่มีอายุกว่าหนึ่งร้อยปี ส่วนมากจะอยู่ในสภาพที่ชำรุด เปื่อย แตกหัก เป็นไปสภาพของลักษณะภูมิประเทศ  ที่เก็บรักษา สภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสภาพภูมิอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนที่ทำให้เอกสารเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้เอกสารเก่าเสียหายเสื่อมสภาพ ได้แก่ วัสดุที่ใช้ทำความสะอาด เช่น สำลี ก็อาจทำให้เอกสารเสียหายได้ เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจและเรียนรู้ในเรื่องการรักษาสภาพเอกสารโบราณโดยเฉพาะคัมภีร์ใบลาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เอกสารโบราณแต่ละประเภทอยู่ในสภาพคงเดิมมากที่สุด เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เอกสารที่เก่า มีคุณค่า ให้มีสภาพเหมือนเดิม และใช้ได้นานที่สุด และเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องดำเนินการอนุรักษ์ เพื่อป้องกันและหยุดการเสื่อมสภาพถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยที่ผู้ปฏิบัติงานดูแลรักษา เอกสารจะต้องศึกษาวิเคราะห์หา ของสาเหตุที่ทำให้เอกสารเสื่อมสภาพ หาวิธีการซึ่งอาจต้องใช้กรรมวิธีการทางธรรมชาติ และวิธีวิทยาศาสตร์ โดยประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเอกสาร ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้เอกสารโบราณโดยเฉพาะคัมภีร์ใบลานที่จะใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าที่สำคัญของประเทศและนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน  ขั้นตอนการดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน ๑.   สำรวจปริมาณงานทั้งหมด หาพื้นที่สำหรับปฏิบัติงาน บริเวณที่ว่างภายในวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยการสำรวจแหล่งเอกสารโบราณทั้งหมดที่มีอยู่ เมื่อมั่นใจว่าสำรวจครบแล้ว จึงนำเอกสารมารวมกัน ๒.  ตรวจสอบสภาพ ทำการคัดแยก เอกสารที่มีสภาพสมบูรณ์ ชำรุด มีเชื่อรา เอกสารที่มีร้อยฉีกขาด จัดลำดับความสำคัญ  ส่วนที่สมบูรณ์ดำเนินการจัดทำทะเบียน ส่วนที่ชำรุด เสื่อมสภาพดำเนินการอนุรักษ์ ๓.  แยกเอกสารตามอักษร เพื่อความสะดวกต้องคัดแยกเอกสารตามรูปแบบอักษรที่บันทึกเช่น อักษรขอม  อักษรอื่น ๆ ๔.  ทำความสะอาด โดยการใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ ๙๕% หมาด ๆ ลูบไล้ไปที่พื้นผิวของคัมภีร์   ใบลาน ๕.  ทำการซ่อมแซมคัมภีร์ใบลานให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ๕.  จัดหมวดหมู่ตามหลักวิชาการ ๖.  อ่านวิเคราะห์ชื่อเรื่อง และชื่อแบบฉบับ ๗.  บันทึกข้อมูลลงในแบบลงทะเบียนภาคสนาม ๘.  ให้เลขที่ ตามลำดับการลงทะเบียน ๙.  จัดเข้ามัด ๑๐.  เขียนป้ายหน้ามัดคัมภีร์ ๑๑.  ห่อผ้า มัดด้วยเชือก จัดเก็บพร้อมให้บริการ   ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นำเสนอโดย Mrs. Le Thi Thanh ha ปัจจุบัน การสงวนรักษาวัสดุที่มีค่าเป็นงานสำคัญของหอสมุดแห่งชาติเวียดนาม สถานที่เก็บรักษาจำนวนมากได้รับการสร้างหรือพัฒนา เจ้าหน้าที่จำนวนมากได้รับการฝึกอบรมภายในประเทศหรือต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเวียดนามเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ความเสียหายจากสงครามที่ยาวนาน ความรู้เกี่ยวกับการสงวนรักษาถูกจำกัด การเอาชนะผลกระทบจากการเสื่อมสภาพของวัสดุเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญของการสงวนรักษาในเวียดนามในวันนี้ 1. การสงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติเวียดนาม           หอสมุดแห่งชาติเวียดนามก่อตั้งขึ้นในปี 1917 เป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทรัพยากรมากกว่า 2.5 ล้านรายการที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เขียนโดยภาษาเวียดนาม อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย มีทรัพยากรภาษาเวียดนามและภาษาต่างประเทศจำนวนหลายพัน เช่น หนังสือพิมพ์ แผนที่ แผนภาพ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ไมโครฟอร์ม โสตทัศนวัสดุและมัลติมีเดีย ห้องสมุดรวบรวมวัสดุที่ประกอบด้วยกระดาษเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคาบสมุดอินโดจีนที่พิมพ์ตั้งแต่ปี 1653 ถึง 1954 (หนังสือ 67,000 เล่ม หนังสือพิมพ์และนิตยสาร 1,700 ฉบับ), Sino-Nom collection (5,000 ชื่อเรื่อง) ซึ่งเขียนในภาษาเวียดนามโบราณบนกระดาษ “Do” เป็นวัสดุแบบโบราณของเวียดนามตั้งแต่ศตวรรษที่ 6-16 หอสมุดแห่งชาติเวียดนามเป็นสถานที่เก็บรักษาทรัพยากรที่มีคุณค่าและหายากรวมถึงแผนที่ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และไมโครฟิช (มีประมาณ 1,000 ชื่อเรื่องที่พิมพ์ในเวียดนามก่อนปี 1945 บริจาคโดยสถานทูตฝรั่งเศส) ทรัพยากรเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดและเป็นข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม ทรัพยากรจำนวนมากมีเพียงหนึ่งเล่มเท่านั้น เนื่องจากเวลาและเหตุการณ์ที่ผ่านมา จึงทำให้เอกสารมีสภาพทรุดโทรม           ลักษณะทางกายภาพของทรัพยากรหายากมีอายุและระดับการสึกกร่อนที่แตกต่างกัน การสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง, การเปลี่ยนสี, การฉีกขาด, การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวของวัสดุ, ความเปราะบางของกระดาษ และรา วัสดุที่สำรวจส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดดังข้างต้น การเปลี่ยนสีและซีดจางของวัสดุส่วนมากจะเกิดขึ้นบางส่วนหรือทั้งหมด           มีหลายเหตุผลทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมการเปลี่ยนสีของวัสดุอาจเกิดจากน้ำ ของเหลว หนอนหนังสือ และแมลงอื่นๆ เช่น แมลงสาบ หนู นอกจากนี้ การใช้วัสดุและวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็เป็นสาเหตุ เช่น การใช้กระดาษและกาวในปริมาณที่ไม่ถูกต้องทำให้พื้นผิวของวัสดุเปลี่ยนแปลง กาวยังเป็นสาเหตุทำให้กระดาษเปราะบางและเปลี่ยนสี เทปพันสายไฟสามารถทำให้เนื้อหาในเอกสารบางส่วนเกิดการจางและเบลอ           ในความเป็นจริงของสถานการณ์  โครงการการอนุรักษ์และสงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามในระยะยาวได้รับการวางแผนและดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อการอนุรักษ์และรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติสำหรับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการดูแลรักษาป้องกัน การสงวนและรักษา และแปลงเป็นดิจิทัล 1.1 Prevent preservation ในปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้กลยุทธ์ที่ครอบคลุมถึงความจำเป็นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการอนุรักษ์ในทุกการจัดเก็บข้อมูล           การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการสภาพแวดล้อมของสถานที่เก็บทรัพยากรซึ่งเป็นสถานที่ที่ทรัพยากรจะถูกเก็บรักษา เข้าถึง และจัดแสดงได้ จะต้องใช้กลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่แน่นอนและง่ายที่สุดที่สามารถนำมาใช้ในการทำให้ทรัพยากรมีอายุการใช้งานยาวนาน มาตรการป้องกันจะต้องพิจารณาถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้องที่สุดในการป้องกันและรักษาทรัพยากรจากการเสื่อมสภาพและความเสียหายที่เกิดจากสาเหตุทั้งภายในและภายนอกสภาพสิ่งแวดล้อมที่มีเครื่องปรับอากาศและเครื่องอบแห้ง (desiccative)เพื่อลดผลกระทบของอุณหภูมิภายนอกให้ความมั่นใจในสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพในสถานที่เก็บรักษา การเก็บรักษาทั้งหมดในห้องสมุดมีการติดตั้งเครื่องอ่านค่าในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในอากาศในช่วงเวลาของวันที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง 18-23 องศาเซลเซียสความชื้นจาก45-55%           ผลกระทบของการมีแสงภายในน้อย การปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน นอกจากนี้ การทำงานของแสงในพื้นที่แตกต่างกันในบางส่วนของพื้นที่ที่จะได้รับความสว่างของแสงตามความจำเป็น           ฝุ่นเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมสภาพของวัสดุ หอสมุดแห่งชาติเวียดนามระบบการจัดเก็บที่มีคุณภาพเพื่อรักษาและป้องกันวัสดุหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มีผลกระทบที่ไม่ดีเช่นแสงฝุ่นแมลง           นอกเหนือจากการรักษาสภาพอากาศให้มีมาตรฐานและมีเสถียรภาพในการควบคุมประชากรแมลงการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของโปรแกรมการจัดการศัตรูพืชต้องมีการเฝ้าสังเกตกิจกรรมศัตรูพืช หอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้กับดักกาวเหนียวซึ่งใช้กันมากที่สุดในการเฝ้าสังเกตแมลงจำนวนมาก เช่น แมลงสามง่าม เหาหนังสือ (booklice)ปลวกแมลงแมลงสาบและหนู สารเคมีเป็นสิ่งที่พบบ่อยในการควบคุมแมลงรวมถึงจะนำกระดาษการบูรใส่ในหนังสือ (เป็นการป้องกันมากกว่าฆ่าแมลง)           การสำรวจ           การสำรวจเป็นงานหนึ่งของการอนุรักษ์ สงวนรักษา วัตถุประสงค์ของการสำรวจคือการตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่ทรัพยากรถูกเก็บไว้ สภาพทั่วไปของทรัพยากร ปัญหาที่พบบ่อยความรู้ในการพัฒนาการเก็บรักษาและสิ่งแวดล้อมและหาแนวทางในการเก็บรักษาและการอนุรักษ์ ส่วนแรกของกระบวนการคือการเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด การสร้างแผ่นเก็บรวบรวมข้อมูลของแต่ละคนและปรับให้ใช้กับทรัพยากรที่แตกต่างกันได้ เป็นวิธีการที่ใช้เก็บข้อมูลคุณภาพของทรัพยากรและการเสื่อมสภาพการอนุรักษ์หรือการเก็บรักษาการรักษาก่อนหน้านี้           การฝึกอบรม           ในกลยุทธ์ของการป้องกันการเก็บรักษาหอสมุดแห่งชาติเวียดนามจัดหลักสูตรการฝึกอบรมในการดูแลและการจัดการของทรัพยากรเพื่อช่วยบรรณารักษ์ทั่วไปและผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สงวนรักษา - โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถที่จะเพิ่มความตระหนักรู้ในกับอาชีพและขยายไปสู่ผู้อ่าน 1.2 Remedial preservation หอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้วิธีการพิเศษหลายวิธีในระหว่างการปรับปรุงการอนุรักษ์สงวนรักษา           - Deacidification and de-water method : ธรรมชาติเปราะบางของเอกสารทำให้เกิดความกังวลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุส่วนใหญ่การสัมผัสแสง สภาพสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนกระบวนการและวัสดุที่จะนำมาใช้ในการผลิตกระดาษ เพื่อเพิ่มสภาพกระดาษ การใช้การลดกรด(deacidification)และการรีดน้ำ (de-water) นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ค่าความเป็นกรดด่างของกระดาษเป็นกลางและเพิ่มอัลคาไลน์ที่ยับยั้งทำซ้ำของกรดในระยะเวลานาน           - Leaf-casting methodวิธีการนี้ใช้สำหรับการซ่อมแซมกระดาษที่เสียหายโดยการเติมช่องว่างระหว่างเยื่อกระดาษกระบวนการใช้เครื่องอัดอากาศและสูญญากาศในการดำเนินการ เยื่อกระดาษที่จะได้รับการเติมเต็มในวัสดุที่ฉีกขาดและเสริมให้แข็งแรงโดย CMCขณะนี้วิธีนี้เป็นวิธีการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสำหรับวัสดุที่มีการฉีกขาดและมีปริมาณมาก การใช้วิธีนี้พื้นผิวของวัสดุจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ได้คุณภาพที่แน่นอน หอสมุดแห่งชาติเวียดนามได้พยายามใช้วิธี Leaf-castingในคอลเลกชันของSino-Nom ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าทรัพยากรจะเกิดความเสียหายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับน้ำ ผลที่ได้เป็นที่ยอมรับ แต่ก็มีการอธิบายเพิ่มเติมว่าวิธีนี้ควรจะนำมาใช้ในวัสดุที่หายากและมีค่าเพราะราคาเยื่อกระดาษค่อนข้างสูง           - นอกเหนือจากวิธี Leaf-casting แล้ววิธีการซ่อมแซมด้วยการใช้โต๊ะที่แสงสามารถส่องสว่างภายในโต๊ะยังใช้ในการรักษาอนุรักษ์ แสงไฟจะส่องผ่านวัสดุโดยตรงเพื่อตรวจสอบโครงสร้างของกระดาษขอบเขตของความเสียหายและการแสดงผลของการซ่อมแซม และยังใช้วิธีนี้ในการซ่อมแซมลายฉลุ 1.3 Digitizing for preservation           โปรแกรมห้องสมุดดิจิตอลมีบทบาทสำคัญในห้องสมุดที่ทันสมัยต่างๆการอนุรักษ์โดยการแปลงเป็นดิจิทัล สำหรับทรัพยากรหายากของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามจะถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อที่จะปรับปรุงและการอนุรักษ์ขั้นสูง และการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อจำกัดการใช้ทรัพยากรต้นฉบับที่ทำการอนุรักษ์ และจะจัดเก็บทรัพยากรต้นฉบับแยกต่างหาก นอกจากนี้แปลงเป็นดิจิทัลทำให้มีทรัพยากรสำรองในกรณีที่เกิดภัยพิบัติที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับทรัพยากรต้นฉบับเดิม 2. การแชร์ประสบการณ์           2.1 วัสดุ           เอกสารทั้งหมดที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และสงวนรักษาในระยะยาว วัสดุที่ใช้จะต้องปราศจากกรดและมีคุณภาพตามมาตรฐาน วัสดุที่นำเข้ามักมีราคาแพงเกินงบประมาณของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามดังนั้นจึงมีการใช้วัสดุในท้องถิ่นที่มีคุณภาพและเหมาะสมในการการรักษาอนุรักษ์ "Do" เป็นกระดาษซึ่งทำจากเส้นใย Liber เป็นกระดาษทำด้วยมือแบบดั้งเดิมเวียดนามมีความแข็งแรงด้วยเส้นใยที่ยาว มี "ขน" ที่ช่วยในการซ่อมแซมการฉีกขาดเพื่อให้รอยฉีกขาดสามารถเชื่อมต่อกัน "Do" เป็นกระดาษที่มีน้ำหนักเหมาะสมกับวัสดุที่ต้องการซ่อมแซมจากงานวิจัยพบว่ามีการใช้กระดาษ “Do” มาเป็นเวลาประมาณ 100 ปี             2.2 สารเคมี           สารเคมีที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการลดกรดจะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เป็นสารเคมีที่มีราคาแพง การใช้ปูนขาว (Slaked lime) สูตรทางเคมีคือ Ca(OH)2 (Calcium hydroxide) ในกระบวนการลดกรดซึ่งจะทำให้ค่าความเป็นกรดด่างเป็นกลาง ซึ่งขึ้นอยู่กับความค่าความเป็นกรดด่างของกระดาษก่อนการอนุรักษ์ วิธีการนี้สามารถใช้ได้สองแบบ คือ การฉีดสเปรย์และ Mas de-acidification 3. ข้อสรุป           แม้ว่าการอนุรักษ์และสงวนรักษาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม แต่ก็มีคือการพัฒนาไปทีละน้อยและห้องสมุดส่วนใหญ่ในประเทศให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ตั้งแต่ที่มีการตระหนักรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น ห้องสมุดมีการลงทุนที่ทันสมัยและผู้เชี่ยวชาญในการสงวนรักษา และทำงานแข่งกับเวลาเพื่อรักษาลายลักษณ์อักษรมรดกทางวัฒนธรรมที่มีน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการสงวนรักษาสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องจักรและวัสดุที่ใช้ในการสงวนรักษาโดยเฉพาะ นอกเหนือนี้จากการพัฒนาทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำหรับการอนุรักษ์สงวนรักษาในเวียดนาม  ข้อเสนอแนะ           การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดเก็บ รวบรวม และอนุรักษ์เอกสารโบราณ หนังสือหายาก ในกลุ่มประเทศอาเซียนในรูปแบบดิจิทัลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  


black ribbon.