ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
หลากหลายแนวคิด อุกฤษ มงคลนาวิน เล่ม 2 บทบาทนักนิติศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2558. 124 หน้า.
รายละเอียดหนังสือเล่มนี้ รวบรวมมาจากการสัมมนานักนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2510 ตั้งแต่ วัตถุประสงค์และการจัดสัมมนา รายนามผู้ร่วมสัมมนา บทนำเรื่อง บทบาทของนักนิติศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ โดย ดร.อุกฤษ มงคลนาวินพร้อมข้อเสนอแนะ สรุปผลการสัมมนาความต่อเนื่องจากผลสรุปของการสัมมนา(จากปี 2510-พ.ศ. 2558) เช่นการให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านกฎหมาย และการจัดตั้งศาลปกครอง ปี พ.ศ 2510-2558 เป็นต้น บทส่งท้ายและภาคผนวก
อ 340.112 ห332
ห้องค้นคว้า เดือน ธันวาคม 2564
รายชื่อหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาใหม่ ห้องค้นคว้า
เดือน ตุลาคม 2564
หมวด 300 สังคมศาสตร์
กระทรวงศึกษาธิการ. รายงานการวิเคราะห์สมรรถนะและการปฏิบัติงานด้านการวัดและ
ประเมินของครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภา
การศึกษา, 2560. ( 371.1 ศ615ร ฉ.01-ฉ.02 )
._____. สภาการศึกษาเสวนา 2016-2017 บทบาทการศึกษาไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0.
กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2561. ( 370.9593 ศ615ส )
การพัฒนาต้นแบบระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต. กรุงเทพฯ :
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563. ( 378.17 ก494 ฉ.01- ฉ.02 )
การศึกษาและพัฒนาด้านระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา, 2560. ( 372.1021 ก522 )
รายงานผลการติดตาม การดำเนินงานตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติประจำปี
งบประมาณ 2562. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563. (
372.21 ร451 )
เรื่องเล่าจากโรงเรียน เล่มที่ 2 จิตวิญญาณสรรค์สร้างคน. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการ
สภาการศึกษา, 2562. ( 371.1 ร852 ฉ.01-ฉ.02 )
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. การติดตามและประเมินผล การบูรณาการองค์ความรู้
แบบสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา,
2563. ( 371.26 ล761ก ฉ.01-ฉ.02 )
._____. การศึกษาระบบเทียบโอนและระบบธนาคารหน่วยกิต : ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563. ( 371.218 ล761ก )
._____. การศึกษาและพัฒนาระบบและกลไกการขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิจ:ข้อเสนอ
สำหรับประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563. (
378.31618 ล761ก )
หมวด 300 สังคมศาสตร์
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมเอกสารจากหอ
หลวง. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2553. ( 929.303 ล761ค )
._____. แนวทางพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : สำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา, 2562. ( 371.3 ล761น ฉ.01- ล.02 )
._____. บทเรียนจากสถานศึกษาในการพัฒนาครูด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ
(PCL) สู่การพัฒนาผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ. กรุงเทพฯ : สำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา, 2562. ( 371.39 ล761บ )
._____. ปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรไทย ปี2562. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภา
การศึกษา, 2563. ( 370.09593 ส691ป )
._____. รายงานวิชาเพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเสริมสร้างผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ตาม
มาตรฐานการศึกษาของชาติพ.ศ.2561. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภา
การศึกษา, 2563. ( 379.158 ล761ร ฉ.01-ฉ.02 )
._____. สรุปสาระสำคัญ รายงานผลการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนการ
ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ช่วงปี พ.ศ. 2560-2562. กรุงเทพฯ :
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563. ( 379.593 ล761ส ฉ.01-ฉ.02 )
###################
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๔ พลโท สวราชย์ แสงผล แม่ทัพภาคที่ ๒ และคณะ เดินทางมาปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และเข้าตรวจเยี่ยมปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยมีหัวหน้าพิพิธภัณสถานแห่งชาติ สุรินทร์ บรรยายสรุปประวัติและความสำคัญ
ปราสาทตาควาย (ปราสาทตาวาย)ตั้งอยู่บริเวณช่องตาควาย บ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ ๑๗ ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นเทวสถาน เนื่องในศาสนาฮินดู ศิลปะเขมรแบบนครวัด-บายน พุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ หรือประมาณ ๙๐๐ - ๘๐๐ ปีมาแล้ว ปราสาทก่อด้วยหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีมุขยื่นออกไปทั้ง ๔ ด้าน เรือนยอดทรงพุ่มซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ๕ ชั้น ภายในห้องครรภคฤหะ มีหลักหินลักษณะคล้ายศิวลึงค์ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือเรียกว่า สวยัมภูลึงค์ (สัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ)
ปราสาทตาควายอยู่ในความดูแลร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมีหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๒๖ กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ ๒ ดูแลรักษาพื้นที่
**หมายเหตุ เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid 19 ปัจจุบันจึงยังไม่เปิดบริการให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชม
ผลการตรวจสอบการพบหลักฐานแหล่งโบราณคดีแบบใหม่คล้ายหินตั้งตามที่ได้รับแจ้งข้อมูล บริเวณบ้านนาราก ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา
-พื้นที่ที่พบหลักฐาน อยู่ในเขตบ้านนาราก หมู่ ๓ ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา มีการปลูกพืชผักสวนครัวและต้นไม้ขนาดเล็กในที่ดิน ที่มาของการพบหลักฐาน โดยผู้ครอบครองที่ดินได้ให้ข้อมูลว่าตนเองและชาวบ้านในพื้นที่ได้พบเห็นหลักฐานดังกล่าวนี้มานานหลายสิบปีแล้ว สืบเนื่องจากกิจกรรมในการไถพรวนปรับดินเพื่อเพาะปลูกในพื้นที่อยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่มีใครได้สนใจอะไร จนกระทั่งหลานชายได้เข้ามาถ่ายภาพหลักฐานและนำข้อมูลไปเผยแพร่ในสื่อเฟสบุ๊ค จนเป็นที่มาของการตรวจสอบครั้งนี้
-หลักฐานที่พบเป็นลักษณะของบ่อรูปทรงกลม จำนวนประมาณ ๖ – ๗ บ่อแต่พบว่ามีรูปทรงค่อนข้างสมบูรณ์จำนวน ๒ บ่อ ส่วนอีก ๔ – ๕ บ่อนั้นชำรุดแตกหัก และมีการขนย้ายมากองทับถมกัน บ่อที่ค่อนข้างสมบูรณ์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘๕ และ ๑๒๕ เซนติเมตร ขอบบ่อก่อด้วยดินและมีส่วนผสมของปูนรวมอยู่ด้วย สภาพปัจจุบันอยู่สูงขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ ๑๐ – ๒๐ เซนติเมตรไม่สามารถตรวจสอบความลึกได้ เนื่องจากภายในพื้นที่ตรงกลางของบ่อ มีดินและต้นไม้ทับถมอยู่ ที่บริเวณขอบบ่อด้านในมีคราบของปูนสีขาวเคลือบอยู่ จากการตรวจสอบบริเวณที่พบหลักฐานได้พบหลักฐานอื่นเพิ่มเติมได้แก่ ก้อนหินปูนสีขาว ๑ ก้อน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘.๕ เซนติเมตร
-ข้อมูลจากการสัมภาษณ์สรุปข้อมูลได้ในภาพรวมว่า บ่อดังกล่าวนี้เป็นบ่อหรือเตาที่ใช้ในการผลิตปูนกินหมาก ซึ่งมีการทำในพื้นที่นี้เมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา แต่ในระยะเวลาช่วงอายุของนางแอ๋วประมาณ ๗๐ กว่าปีที่ผ่านมานั้น ไม่เห็นว่ามีการผลิตกันแล้ว ข้อมูลที่ได้จึงเป็นข้อมูลที่เล่าสืบต่อกันมาจากผู้สูงอายุในพื้นที่ชุมชน ซึ่งเล่ากันมาว่าคนในอดีตรุ่นพ่อ แม่ ใช้พื้นที่ในการผลิตปูนกินหมาก โดยใช้ดินและปูนก่อและปั้นเป็นขอบบ่อหรือเตารูปทรงกลมขึ้น จากนั้นจะมีการนำก้อนหินปูนทรงกลมซึ่งมีส่วนผสมต่างๆ คลุกเคล้ารวมกันและปั้นเป็นก้อน ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่าประกอบด้วยวัตถุดิบอะไรบ้าง แต่ที่พอจะทราบชัดเจนคือส่วนผสมที่สำคัญ ได้แก่หินปูนสีขาว จากนั้นจะนำก้อนหินปูนมารวมในเตาและมีการใช้ความร้อนทำให้ก้อนปูนแตกเป็นผง จากนั้นจะผ่านกระบวนการกวน คลุกเคล้าให้ส่วนผสมต่างๆ กลายเป็นของเหลวที่มีความหนืด ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะมีการใช้น้ำเป็นส่วนผสมด้วย เมื่อกวนคลุกเคล้าจนได้ที่แล้ว จะได้ผลิตภัณฑ์ปูนกินหมากที่มีสีขาว จากนั้นจะตักขึ้นไปผสมคลุกเคล้ากับสีต่างๆ ตามแต่ต้องการ ซึ่งส่วนมากจะเป็นสีแดง จากนั้นจึงตักแบ่งใส่บรรจุภัณฑ์รูปแบบต่างๆ เพื่อนำไปขายในตลาดต่างถิ่นหรือนำไปกินกับหมากในพื้นที่ชุมชน
-จากข้อมูลโดยสรุป พิจารณาแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นแหล่งโบราณคดีที่พบหลักฐานสำคัญและมีปริมาณมากพอ ที่จะแสดงถึงกิจกรรมการอยู่อาศัยของคนในอดีตในช่วงระยะยาวนานหรือผ่านระยะเวลามายาวนาน เป็นเพียงแหล่งหรือสถานที่ประกอบกิจกรรมในลักษณะการผลิตวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชุมชนของคนในช่วงระยะเวลาเมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา
นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้รายงาน ผลการขุดแต่งทางโบราณคดีโบราณสถานวัดส้มสุก ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็น แหล่งโบราณสถานขนาดใหญ่ที่สุดในแอ่งที่ราบฝาง พบหลักฐานยืนยันอิทธิพลวัฒนธรรมสุโขทัย ที่แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนล้านนาโบราณเมื่อกว่า ๖๐๐ ปีมาแล้ว อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการขุดแต่งโบราณสถานวัดส้มสุก ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อจากระยะแรกเมื่อปี ๒๕๕๘ ในขณะนี้ มีโบราณสถานที่ดำเนินการขุดค้นแล้ว ได้แก่ เจดีย์ประธานทรงระฆังมีช้างล้อมรอบฐาน วิหารขนาดใหญ่ ซึ่งพบร่องรอยการปฏิสังขรณ์ ๓ ครั้ง ซุ้มประตูโขงและอาคารใหญ่น้อยอีกประมาณ ๑๐ หลัง พบโบราณวัตถุสำคัญ ได้แก่ พระพิมพ์เนื้อชินมีจารึกคาถา “จะภะกะสะ” ซึ่งเป็นคาถาที่ปรากฏในคัมภีร์วิชรสารัตนสังคหะ รจนาโดย พระรัตนปัญญาเถระภิกษุในนิกายวัดสวนดอกเมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๘ นอกจากนั้นยังพบจารึกอักษรฝักขามบนแผ่นอิฐหน้าวัวและอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทั้งที่จารเป็นอักษร ๑ – ๒ ตัว และเป็นข้อความหรือภาพลายเส้นเป็นลวดลายต่าง ๆ มากกว่า ๒๐๐ ก้อน จนอาจกล่าวได้ว่าวัดส้มสุกเป็นวัดที่มีจารึกมากที่สุดในประเทศไทย เบื้องต้น นักโบราณคดีได้จำแนกจารึกบนก้อนอิฐที่พบออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่เขียนเป็นข้อความ ส่วนใหญ่ระบุชื่อบุคคลที่อาจหมายถึงผู้ปั้นหรือผู้บริจาคอิฐก้อนนั้น ๆ และกลุ่มที่เขียนเป็นตัวอักษร ๑ - ๒ ตัว ซึ่งส่วนใหญ่พบบนอิฐหน้าวัว ที่ประกอบกันเป็นเสาอาคาร มีข้อสังเกตว่าในเสาต้นเดียวกันส่วนใหญ่จะเป็นการจารึกตัวอักษรตัวเดียวกัน เบื้องต้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการให้รหัสสำหรับการก่อสร้าง หรือเทคนิคการผลิต หรืออาจหมายถึงกลุ่มบุคคล กลุ่มข้าวัด หัววัด หรือศรัทธาวัดแต่ละหมู่บ้าน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันซ่อมสร้างวัดโบราณแห่งนี้ขึ้น อย่างไร ก็ตามจารึกทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ซึ่งจะมีสรุปรายงานผลการศึกษาทั้งหมดอย่างเป็นทางการต่อไป การขุดแต่งโบราณสถานวัดส้มสุก เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและชุมชน ในตำบลมะลิกา ที่ต้องการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของท้องถิ่น โดยในปีงบประมาณเดียวกันนี้ กรมศิลปากรยังได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมอีก ๑.๑ ล้านบาท สำหรับการขุดค้นและดำเนินการทางโบราณคดีให้ครบถ้วน เพื่อขยายผลการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งจะนำไปสู่การต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชาวอำเภอแม่อายได้ต่อไปในอนาคต
รายชื่อหนังสือสถาบันพระปกเกล้าใหม่ ห้องค้นคว้า
เดือน กรกฎาคม 2564
หมวด 100 ปรัชญา
นิพัทธ์ ทองเล็ก. กระบวนการสันติภาพในจังหวัดอาเจะฮ์อินโดนีเซีย. กรุงเทพฯ : สถาบัน
พระปกเกล้า, 2563. ( 172.42 น618ก ฉ.01 - ฉ.02 )
หมวด 300 สังคมศาสตร์
ไชยันต์ ไชยพร. ความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองกับการพัฒนาประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ
: สถาบันพระปกเกล้า, 2563. ( 324.2593 ช941ค ฉ.01 - ฉ.02 )
ดวงมณี เลาวกุล. คู่มือการประเมินผลลัพธ์ทางสังคมของโครงการพัฒนาท้องถิ่น. กรุงเทพฯ :
สถาบันพระปกเกล้า, 2564. ( 307.14 ด218ค ฉ.01 - ฉ.02 )
โดม ไกรปกรณ์. เส้นทางประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, 2563. (
320.9593 ด926ส ฉ.01 -ฉ.02 )
ถวิลวดี บุรีกุล. การศึกษาพฤติกรรมความเป็นพลเมืองสำหรับสังคมไทย. กรุงเทพฯ : สถาบัน
พระปกเกล้า, 2563. ( 323.6 ถ282ก ฉ.01 - ฉ.02 )
ถวิลวดี บุรีกุล…[และคนอื่นๆ]. บทบาทของรัฐบาลในสายตาประชาชน. กรุงเทพฯ สถาบัน
พระปกเกล้า, 2563. ( 351.593 ถ282บ ฉ.01 - ฉ.02 )
บรรเจิด สิงคะเนติ. ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมกับการพัฒนาประชาธิปไตยไทย.
กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, 2563. ( 347 บ153ค ฉ.01 - ฉ.02 )
วุฒิสาร ตันไชย. เมืองเปลี่ยน ประเทศเปลี่ยน : เมืองกับฉากทัศน์การพัฒนา. กรุงเทพฯ :
สถาบันพระปกเกล้า, 2563. ( 352.14 ว874ม ฉ.01 - ฉ.02 )
สถาบันพระปกเกล้า. ความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆและความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะ
พ.ศ. 2562 และสรุปผลการสำรวจ พ.ศ 2545 – 2562. กรุงเทพฯ : สถาบัน
พระปกเกล้า, 2563. ( 351.593 พ343ค ฉ.01 - ฉ.02 )
._____. จากวิกฤติสู่โอกาสของสังคมไทยในยุค Covid- 19. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า,
2563. ( 303.44 พ343จ ฉ.01 - ฉ.02 )
._____. สรุปการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 21 ประจำปี 2562 : การลด
ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ : สถาบัน
พระปกเกล้า, 2563. ( 320.9593 พ343ส ฉ.01 -ฉ.02 )
หมวด 900 ภูมิ-ประวัติศาสตร์
ณัชชาภัทร อมรกุล. ผู้นำปัญญาเชิงปฏิบัติ : ผู้ปลดแอกแอฟริกาใต้. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, 2563. ( 923.168 ณ259ผ )ปรีชญาณ์ นักฟ้อน. ผู้นำปัญญาเชิงปฏิบัติ : พี่ตูน กับก้าวที่กล้าของเขา. กรุงเทพฯ : สถาบัน
พระปกเกล้า, 2563. ( 927.82 ป466ผ ฉ.01 - ฉ.02 )
ปุรวิชญ์ วัฒนสุข. ผู้นำปัญญาเชิงปฏิบัติ : ลุงเนวิน ผู้พลิกโฉมบุรีรัมย์ด้วยกีฬา. กรุงเทพฯ :
สถาบันพระปกเกล้า, 2563. ( 923.2593 ป672ผ ฉ.01 - ฉ.02 )
$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$
องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทยเรื่อง ตุงล้านนา
ตุงล้านนา ซึ่งคำว่า ตุง เป็นภาษาถิ่นประจำภาคเหนือ แปลว่าธงที่ใช้สำหรับแขวนแบบหนึ่งในศิลปะล้านนา สามารถพบเห็นได้ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยคนทางภาคเหนือ จะนำตุงมาใช้เป็นเครื่องประดับ หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งทางศาสนา ประเพณี งานเทศกาล หรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ วัตถุที่นำมาทำตุงในล้านนามีหลากหลายรูปแบบ ลักษณะที่แผ่นวัตถุทำจากผ้า กระดาษ ไม้ โลหะ ทองเหลือง หรือใบลาน โดยนำไม้ส่วนปลายแขวนห้อยเป็นแผ่นยาวลงมา ตามคติความเชื่อของคนล้านนาเกี่ยวกับตุงที่ทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ใช้ในงานพิธีทางศาสนา ทั้งในงานมงคลและอวมงคล โดยมีขนาดรูปทรงและรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง ตามความเชื่อพิธีกรรม ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น อย่างไรก็ดีคนล้านนามีความเชื่อว่า การถวายหรือทานตุงนั้นจะได้รับผลบุญและอานิสงค์ เพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขเป็นอย่างมาก หรือบางตำรามีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า เมื่อตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์หรือเมื่อตกนรกชายตุงจะแกว่งฉุดวิญญาณขึ้นมาจากนรกให้ขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์
นอกจากนี้การใช้ตุงทางภาคเหนือ ได้ปรากฏหลักฐานตามตำนานพระธาตุดอยตุง โดยกล่าวถึงการสร้างพระธาตุไว้ว่า เมื่อพระมหากัสสปเถระเจ้าได้นำเอาพระบรมธาตุพระรากขวัญเบื้องซ้ายขององค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถวายแด่พระยาอนุตราชกษัตริย์ลำดับที่ ๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ พระองค์ทรงขอเอาที่แดนของพระยาลาวจก (ราชวงศ์ลวจังคราช) ในหมู่เขาสามเสียงเส้าเป็นที่ก่อสร้างสถูปบรรจุพระบรมธาตุเมื่อจะสร้างพระมหาสถูปนั้นให้ทำ "คุงตะขาบใหญ่" ยาวถึงพันวาปักไว้บนยอดดอยปู่เจ้า หางตุงปลิวไปเพียงใดกำหนดหมายไว้เป็นฐานสถูปเพียงนั้น (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๔๕: ซีดี-รอม)
ส่วนประเภทของตุงล้านนา มีมากมายหลากหลายประเภทด้วยกัน แต่ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ จะเป็นตุงล้านนาเป็นที่นิยมในปัจจุบันที่ใช้ประกอบในงานพิธีมงคลเท่านั้น
๑. ตุง ๑๒ ราศี หรือตุง ๑๒ นักษัตร จะใช้ในงานช่วงปีใหม่ หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า ตุงปี๋ใหม่เมือง ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาพร้อมกับเจดีย์ทรายในประเพณีปีใหม่เมือง วัสดุที่ทำผืนตุงส่วนใหญ่มักจะทำด้วยกระดาษว่าว หรือกระดาษสา มีหลากหลายสีบางคนเลือกสีตามวันเกิด แต่ที่สำคัญจะมีรูป ๑๒ นักษัตร บนผืนตุงทั้งสองด้านเหมือนกันหมด เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้เป็นสิริมงคลกับตนเอง
๒. ตุงดอกบ้อง หรือตุงไส้หมู ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาพร้อมกับเจดีย์ทรายในประเพณีปีใหม่เมือง เช่นเดียวกับตุง ๑๒ ราศี หรือ ตุง ๑๒ นักษัตร หรือใช้ประดับตกแต่งงานพิธีบุญต่าง ๆ วัสดุที่ทำผืนตุงส่วนใหญ่มักจะทำด้วยกระดาษว่าว หรือกระดาษสา มักทำเป็นพวงประดิษฐ์รูปร่างคล้ายจอมแหหรือปรางค์ตัดเป็นรูปลวดลายสวยงาม
๓. ตุงทราย ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาที่ใช้ปักเจดีย์ทรายช่วงในประเพณีปีใหม่เมือง มีหลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ทำเป็นรูปเทวดา โดยจุดมุ่งหมายก็เพื่อทำบุญถวายเทพเทวดาที่รักษาดูแลรักษาตัวเรา และขอขมาสิ่งที่ได้ล่วงเกินในปีที่ผ่านมา และนำไปไปปักบนเจดีย์ทรายพร้อมกับตุงอื่นๆ เช่น ตุงช่อน้อย ซึ่งเมื่อโดนลมก็จะปลิวไสวสวยงามอยู่บนเจดีย์ทราย
๔. ตุงช่อน้อย หรือตุงจ้อน้อย ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาในงานปอยหลวง งานกฐิน หรือพิธีสืบชะตา วัสดุที่ทำผืนตุงทำด้วยกระดาษสีต่าง ๆ มักเป็นกระดาษสา กระดาษว่าว และตัดให้มีลายต่าง ๆ ได้ตามใจ เพื่อเพิ่มความสวยงามของตุง ส่วนมากมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก และนิยมตัดขอบตุงเป็นขั้นบันได เปรียบเสมือนการสั่งสมความดีไปเรื่อยๆ เพื่อก้าวขึ้นสู่สวรรค์ โดยหากมีขนาดใหญ่หน่อยก็เรียกว่า ตุงช่อจ๊าง หรือตุงจ้อช้าง
๕. ตุงไชย หรือตุงไจย เป็นตุงที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการรบของทหาร ในขณะที่ทำการรบชนะข้าศึกก็จะทำการปักตุงเพื่อแสดงว่าได้รับชัยชนะจากข้าศึกทำให้เกิดขวัญและกำลังใจ ซึ่งก็หมายความว่าธงชัย สำหรับในปัจจุบันไม่ได้ทำการรบกันก็จะนำมาใช้ประกอบงานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานบุญกฐิน โดยทำการปักเรียงรายตามสองข้างทางเข้าสู่วัด หรือหน้าพระประธานในวิหารหรือโบสถ์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระพุทธเจ้า เพื่อให้เจ้าของตุงหรือผู้ร่วมถวายได้หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร หรือการเวียนว่ายตายเกิด เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน วัสดุที่ทำผืนตุงส่วนใหญ่มักจะทอจากเส้นด้าย เส้นไหม หรือผ้าชนิดต่างๆ จะมีสีเดียวหรือสลับสีกัน ลวดลายที่ใช้จะเป็นลวดลายที่เป็นมงคล
กล่าวโดยสรุปชาวล้านนาหรือคนภาคเหนือส่วนส่วนใหญ่นิยมนำตุงใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งทางศาสนา ประเพณี งานเทศกาล หรือเฉลิมฉลองต่างๆ และยังมีตุงที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น ตุงผ้า หรือตุงทอ และตุงช่อ หรือตุงจ้อ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีแนวโน้มการใช้ตุงที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เนื่องจากมักนิยมใช้ตุงประดับตามสถานที่จัดงานเพื่อความสวยงาม โดยไม่ได้รู้ถึงความหมาย และวัตถุประสงค์ของการนำตุงมาใช้อย่างแท้จริง สาเหตุหลักที่สำคัญอีกประการก็คือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของชาวล้านนา จากเดิมในอดีตบรรพบุรุษของชาวล้านนาได้ประดิษฐ์ตุงล้านนา เพื่อไว้ใช้ในงานหรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง จึงเป็นการแสดงออกถึงการอนุรักษ์ศิลปะ ภูมิปัญญาของชาวล้านนาตามคติความเชื่อเกี่ยวกับการนำตุงมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ทั้งนี้ผู้เขียนจึงอยากเห็นถึงการอนุรักษ์ รูปแบบคติความเชื่อ วัฒนธรรมเกี่ยวกับนำตุงล้านามาใช้เพื่อสืบทอดต่อรุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคตให้เท่าทันกับยุคสมัยใหม่ สมกับคำว่า "ตุงล้านนากับวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย”
ผู้รวบรวมและเรียบเรียง : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่
แหล่งอ้างอิง :
เข้ม ข่าวค่ำ. รายงานพิเศษ ตุงล้านนา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://www.youtube.com/watch?v=xheidFvi90U&t=202s, ๒๕๕๘.
เชียงใหม่นิวส์. ตุงไส้หมู กับ วันพญาวัน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/688862/, ๒๕๖๑.
ผู้จัดการออนไลน์. รอบรู้เรื่องเที่ยว : ไปเชียงราย ไหว้ดอยตุง ทำ "ตุงล้านนา" ที่บ้านครูจารินทร์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://mgronline.com/travel/detail/9620000052700, ๒๕๖๒.
ศิลปหัตถกรรมไทย. ตุงล้านนา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://sites.google.com/site/silphatthkrrmthiy/phakh-henux/tung-lan-na.
โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา. สารคดีส่งเสริมความรู้ชุดปัญญาพื้นถิ่น ตอน ตุงล้านนา. [ซีดี-รอม]. เชียงใหม่ : โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๔๕.
องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทยเรื่อง ตุงล้านนา
ตุงล้านนา ซึ่งคำว่า ตุง เป็นภาษาถิ่นประจำภาคเหนือ แปลว่าธงที่ใช้สำหรับแขวนแบบหนึ่งในศิลปะล้านนา สามารถพบเห็นได้ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยคนทางภาคเหนือ จะนำตุงมาใช้เป็นเครื่องประดับ หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งทางศาสนา ประเพณี งานเทศกาล หรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ วัตถุที่นำมาทำตุงในล้านนามีหลากหลายรูปแบบ ลักษณะที่แผ่นวัตถุทำจากผ้า กระดาษ ไม้ โลหะ ทองเหลือง หรือใบลาน โดยนำไม้ส่วนปลายแขวนห้อยเป็นแผ่นยาวลงมา ตามคติความเชื่อของคนล้านนาเกี่ยวกับตุงที่ทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ใช้ในงานพิธีทางศาสนา ทั้งในงานมงคลและอวมงคล โดยมีขนาดรูปทรงและรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง ตามความเชื่อพิธีกรรม ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น อย่างไรก็ดีคนล้านนามีความเชื่อว่า การถวายหรือทานตุงนั้นจะได้รับผลบุญและอานิสงค์ เพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขเป็นอย่างมาก หรือบางตำรามีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า เมื่อตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์หรือเมื่อตกนรกชายตุงจะแกว่งฉุดวิญญาณขึ้นมาจากนรกให้ขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์
นอกจากนี้การใช้ตุงทางภาคเหนือ ได้ปรากฏหลักฐานตามตำนานพระธาตุดอยตุง โดยกล่าวถึงการสร้างพระธาตุไว้ว่า เมื่อพระมหากัสสปเถระเจ้าได้นำเอาพระบรมธาตุพระรากขวัญเบื้องซ้ายขององค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถวายแด่พระยาอนุตราชกษัตริย์ลำดับที่ ๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ พระองค์ทรงขอเอาที่แดนของพระยาลาวจก (ราชวงศ์ลวจังคราช) ในหมู่เขาสามเสียงเส้าเป็นที่ก่อสร้างสถูปบรรจุพระบรมธาตุเมื่อจะสร้างพระมหาสถูปนั้นให้ทำ "คุงตะขาบใหญ่" ยาวถึงพันวาปักไว้บนยอดดอยปู่เจ้า หางตุงปลิวไปเพียงใดกำหนดหมายไว้เป็นฐานสถูปเพียงนั้น (โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๔๕: ซีดี-รอม)
ส่วนประเภทของตุงล้านนา มีมากมายหลากหลายประเภทด้วยกัน แต่ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ จะเป็นตุงล้านนาเป็นที่นิยมในปัจจุบันที่ใช้ประกอบในงานพิธีมงคลเท่านั้น
๑. ตุง ๑๒ ราศี หรือตุง ๑๒ นักษัตร จะใช้ในงานช่วงปีใหม่ หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า ตุงปี๋ใหม่เมือง ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาพร้อมกับเจดีย์ทรายในประเพณีปีใหม่เมือง วัสดุที่ทำผืนตุงส่วนใหญ่มักจะทำด้วยกระดาษว่าว หรือกระดาษสา มีหลากหลายสีบางคนเลือกสีตามวันเกิด แต่ที่สำคัญจะมีรูป ๑๒ นักษัตร บนผืนตุงทั้งสองด้านเหมือนกันหมด เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้เป็นสิริมงคลกับตนเอง
๒. ตุงดอกบ้อง หรือตุงไส้หมู ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาพร้อมกับเจดีย์ทรายในประเพณีปีใหม่เมือง เช่นเดียวกับตุง ๑๒ ราศี หรือ ตุง ๑๒ นักษัตร หรือใช้ประดับตกแต่งงานพิธีบุญต่าง ๆ วัสดุที่ทำผืนตุงส่วนใหญ่มักจะทำด้วยกระดาษว่าว หรือกระดาษสา มักทำเป็นพวงประดิษฐ์รูปร่างคล้ายจอมแหหรือปรางค์ตัดเป็นรูปลวดลายสวยงาม
๓. ตุงทราย ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาที่ใช้ปักเจดีย์ทรายช่วงในประเพณีปีใหม่เมือง มีหลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ทำเป็นรูปเทวดา โดยจุดมุ่งหมายก็เพื่อทำบุญถวายเทพเทวดาที่รักษาดูแลรักษาตัวเรา และขอขมาสิ่งที่ได้ล่วงเกินในปีที่ผ่านมา และนำไปไปปักบนเจดีย์ทรายพร้อมกับตุงอื่นๆ เช่น ตุงช่อน้อย ซึ่งเมื่อโดนลมก็จะปลิวไสวสวยงามอยู่บนเจดีย์ทราย
๔. ตุงช่อน้อย หรือตุงจ้อน้อย ใช้ถวายเป็นพุทธบูชาในงานปอยหลวง งานกฐิน หรือพิธีสืบชะตา วัสดุที่ทำผืนตุงทำด้วยกระดาษสีต่าง ๆ มักเป็นกระดาษสา กระดาษว่าว และตัดให้มีลายต่าง ๆ ได้ตามใจ เพื่อเพิ่มความสวยงามของตุง ส่วนมากมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก และนิยมตัดขอบตุงเป็นขั้นบันได เปรียบเสมือนการสั่งสมความดีไปเรื่อยๆ เพื่อก้าวขึ้นสู่สวรรค์ โดยหากมีขนาดใหญ่หน่อยก็เรียกว่า ตุงช่อจ๊าง หรือตุงจ้อช้าง
๕. ตุงไชย หรือตุงไจย เป็นตุงที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการรบของทหาร ในขณะที่ทำการรบชนะข้าศึกก็จะทำการปักตุงเพื่อแสดงว่าได้รับชัยชนะจากข้าศึกทำให้เกิดขวัญและกำลังใจ ซึ่งก็หมายความว่าธงชัย สำหรับในปัจจุบันไม่ได้ทำการรบกันก็จะนำมาใช้ประกอบงานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานบุญกฐิน โดยทำการปักเรียงรายตามสองข้างทางเข้าสู่วัด หรือหน้าพระประธานในวิหารหรือโบสถ์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระพุทธเจ้า เพื่อให้เจ้าของตุงหรือผู้ร่วมถวายได้หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสาร หรือการเวียนว่ายตายเกิด เพื่อเข้าสู่พระนิพพาน วัสดุที่ทำผืนตุงส่วนใหญ่มักจะทอจากเส้นด้าย เส้นไหม หรือผ้าชนิดต่างๆ จะมีสีเดียวหรือสลับสีกัน ลวดลายที่ใช้จะเป็นลวดลายที่เป็นมงคล
กล่าวโดยสรุปชาวล้านนาหรือคนภาคเหนือส่วนส่วนใหญ่นิยมนำตุงใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งทางศาสนา ประเพณี งานเทศกาล หรือเฉลิมฉลองต่างๆ และยังมีตุงที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น ตุงผ้า หรือตุงทอ และตุงช่อ หรือตุงจ้อ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีแนวโน้มการใช้ตุงที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เนื่องจากมักนิยมใช้ตุงประดับตามสถานที่จัดงานเพื่อความสวยงาม โดยไม่ได้รู้ถึงความหมาย และวัตถุประสงค์ของการนำตุงมาใช้อย่างแท้จริง สาเหตุหลักที่สำคัญอีกประการก็คือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของชาวล้านนา จากเดิมในอดีตบรรพบุรุษของชาวล้านนาได้ประดิษฐ์ตุงล้านนา เพื่อไว้ใช้ในงานหรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง จึงเป็นการแสดงออกถึงการอนุรักษ์ศิลปะ ภูมิปัญญาของชาวล้านนาตามคติความเชื่อเกี่ยวกับการนำตุงมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ทั้งนี้ผู้เขียนจึงอยากเห็นถึงการอนุรักษ์ รูปแบบคติความเชื่อ วัฒนธรรมเกี่ยวกับนำตุงล้านามาใช้เพื่อสืบทอดต่อรุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคตให้เท่าทันกับยุคสมัยใหม่ สมกับคำว่า "ตุงล้านนากับวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย”
ผู้รวบรวมและเรียบเรียง : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่
แหล่งอ้างอิง :
เข้ม ข่าวค่ำ. รายงานพิเศษ ตุงล้านนา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://www.youtube.com/watch?v=xheidFvi90U&t=202s, ๒๕๕๘.
เชียงใหม่นิวส์. ตุงไส้หมู กับ วันพญาวัน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/688862/, ๒๕๖๑.
ผู้จัดการออนไลน์. รอบรู้เรื่องเที่ยว : ไปเชียงราย ไหว้ดอยตุง ทำ "ตุงล้านนา" ที่บ้านครูจารินทร์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://mgronline.com/travel/detail/9620000052700, ๒๕๖๒.
ศิลปหัตถกรรมไทย. ตุงล้านนา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔, จาก https://sites.google.com/site/silphatthkrrmthiy/phakh-henux/tung-lan-na.
โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา. สารคดีส่งเสริมความรู้ชุดปัญญาพื้นถิ่น ตอน ตุงล้านนา. [ซีดี-รอม]. เชียงใหม่ : โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๔๕.
องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทยเรื่อง ฟ้อนเจิง
ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนของผู้ชาย นับเป็นการรำอาวุธชนิดหนึ่ง คือการร่ายรำด้วยเชิงดาบและมือเปล่าในท่าทางต่างๆ ซึ่งมักจะแสดงออกในลีลาของนักรบ ซึ่งท่าในการฟ้อนเจิงนี้มีหลายสิบท่า รวมทั้งใช้ดาบและมือเปล่า สำหรับการใช้ดาบนั้นก็ใช้ตั้งแต่ดาบเดี่ยว ดาบคู่ และใช้ดาบ ๔ เล่ม ๘ เล่ม ๑๒ เล่ม ซึ่งผู้ฟ้อนจะต้องมีความสามารถเป็นพิเศษ และก่อนที่จะมีการฟ้อนเจิง ก็ต้องมีการฟ้อนตบมะผาบเสียก่อน การฟ้อนตบมะผาบ เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่าที่ใช้ลีลาท่าทางยั่วเย้าให้คู่ปรปักษ์บันดาลโทสะ ในสมัยก่อนการรบกันใช้อาวุธสั้น เช่น ดาบ หอก แหลน เข้าโหมรันกัน โดยเหล่าทหารหาญจะรำดาบเข้าประชันกันเป็นคู่ๆ หรือเป็นพวกๆ ใครมีชั้นเชิงดีก็ชนะ ด้วยการรำตบมะผาบในท่าทางต่างๆ โดยถือหลักว่าคนที่มีโทสะจะขาดความยั้งคิด และเมื่อนั้นย่อมจะเสียเปรียบคนที่ใจเย็นว่า เมื่อมีการรำตบมะผาบแล้ว ก็จะมีการฟ้อนเจิงประกอบอีกด้วย เมื่อเห็นว่ามีความกล้าหาญพอแล้วก็เข้าปะทะกันได้ และการฟ้อนเจิงนั้น อาจจะใช้มือเปล่าได้ในท่าทางต่างๆ ที่ต้องใช้ความรวดเร็วว่องไว การเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นการปลุกตัวเองไปก่อนที่จะเริ่มต่อสู้จริงๆ (หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๓๒ : ๒๒)
ฟ้อนเจิง เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทางภาคเหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว ซึ่งเมื่อครั้งอดีตผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหาเรียนรู้ “เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออกที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา ยากในการที่จะทำความเข้าใจ ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน เอาชนะกันอย่างมีชั้นเชิงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑. ฟ้อนเจิงมือเปล่า ๒. ฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เป็นต้น (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๓๗)
สำหรับการเรียนฟ้อนเจิงนั้น ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มีความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะสมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงในวงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน และหากเรียนจนสำเร็จแล้ว ครูเจิง อนุญาตให้นำวิชาไปใช้ได้เรียกว่าปลดขันตั้ง โดยทำพิธียกขันตั้งคือพานเครื่องสักการะจากหิ้งผีครู แจกธูปเทียนดอกไม้จากในพานให้แก่ศิษย์ เป็นเสร็จพิธี (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๕๐)
กล่าวโดยสรุปวัฒนธรรมการฟ้อนเจิง คือ ท่าทางที่ใช้ในการแสดงอย่างมีชั้นเชิง มีทั้งท่าทางที่เป็นการร่ายรําตามกระบวนท่าต่าง ๆ ตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ หรือเพื่อใช้ในการแสดง โดยท่ารํามีทั้งที่เป็นหลักสากล หรือท่ารําของแต่ละคนใช้ความสามารถในการแสดงเฉพาะตัว พลิกแพลง ดัดแปลง ประยุกต์ให้ดูสวยงาม ทั้งนี้สามารถฟ้อนโดยปราศจากอาวุธ หรือประกอบอาวุธ เช่น หอก ดาบ และไม้ค้อน เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเป็นศิลปะของชาวล้านนาไม่ว่าจะใช้แสดงในงานบวช หรือประเพณีสำคัญต่าง ๆ จึงควรคู่แก่การอนุรักษ์ไว้ให้กับลูกหลานได้เรียนรู้และสืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน
เรียบเรียงและรวบรวมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่
แหล่งอ้างอิง :แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๑). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.youtube.com/watch?v=3mL29vzCxlY, ๒๕๖๐.แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๒). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.youtube.com/watch?v=zGmd19oUvmQ , ๒๕๖๐.แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๓). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.youtube.com/watch?v=S-LpC0M9C6I, ๒๕๖๐.สนั่น ธรรมธิ. นาฏดุริยการล้านนา. เชียงใหม่ : สุเทพการพิมพ์, ๒๕๕๐.สนั่น ธรรมธิ (บรรณาธิการ). ฟ้อนเชิง : อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนล้านนา. เชียงใหม่ : โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๗.สนั่น ธรรมธิ และธนชัย มณีวรรณ์. สื่อเพื่อการเรียนรู้ภูมิปัญญาล้านนา ตอน ฟ้อนเชิง. [ซีดี - รอม]. เชียงใหม่ : โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๔๕.หอสมุดแห่งชาติ. ระบำ รำ ฟ้อน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๓๒.หอสมุดแห่งชาติ. ระบำ รำ ฟ้อน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/7209-ระบำ-รำ-ฟ้อน, ๒๕๖๐.
องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทยเรื่อง ฟ้อนเจิง
ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนของผู้ชาย นับเป็นการรำอาวุธชนิดหนึ่ง คือการร่ายรำด้วยเชิงดาบและมือเปล่าในท่าทางต่างๆ ซึ่งมักจะแสดงออกในลีลาของนักรบ ซึ่งท่าในการฟ้อนเจิงนี้มีหลายสิบท่า รวมทั้งใช้ดาบและมือเปล่า สำหรับการใช้ดาบนั้นก็ใช้ตั้งแต่ดาบเดี่ยว ดาบคู่ และใช้ดาบ ๔ เล่ม ๘ เล่ม ๑๒ เล่ม ซึ่งผู้ฟ้อนจะต้องมีความสามารถเป็นพิเศษ และก่อนที่จะมีการฟ้อนเจิง ก็ต้องมีการฟ้อนตบมะผาบเสียก่อน การฟ้อนตบมะผาบ เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่าที่ใช้ลีลาท่าทางยั่วเย้าให้คู่ปรปักษ์บันดาลโทสะ ในสมัยก่อนการรบกันใช้อาวุธสั้น เช่น ดาบ หอก แหลน เข้าโหมรันกัน โดยเหล่าทหารหาญจะรำดาบเข้าประชันกันเป็นคู่ๆ หรือเป็นพวกๆ ใครมีชั้นเชิงดีก็ชนะ ด้วยการรำตบมะผาบในท่าทางต่างๆ โดยถือหลักว่าคนที่มีโทสะจะขาดความยั้งคิด และเมื่อนั้นย่อมจะเสียเปรียบคนที่ใจเย็นว่า เมื่อมีการรำตบมะผาบแล้ว ก็จะมีการฟ้อนเจิงประกอบอีกด้วย เมื่อเห็นว่ามีความกล้าหาญพอแล้วก็เข้าปะทะกันได้ และการฟ้อนเจิงนั้น อาจจะใช้มือเปล่าได้ในท่าทางต่างๆ ที่ต้องใช้ความรวดเร็วว่องไว การเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นการปลุกตัวเองไปก่อนที่จะเริ่มต่อสู้จริงๆ (หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๓๒ : ๒๒)
ฟ้อนเจิง เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทางภาคเหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว ซึ่งเมื่อครั้งอดีตผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหาเรียนรู้ “เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออกที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา ยากในการที่จะทำความเข้าใจ ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน เอาชนะกันอย่างมีชั้นเชิงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑. ฟ้อนเจิงมือเปล่า ๒. ฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เป็นต้น (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๓๗)
สำหรับการเรียนฟ้อนเจิงนั้น ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มีความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะสมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงในวงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน และหากเรียนจนสำเร็จแล้ว ครูเจิง อนุญาตให้นำวิชาไปใช้ได้เรียกว่าปลดขันตั้ง โดยทำพิธียกขันตั้งคือพานเครื่องสักการะจากหิ้งผีครู แจกธูปเทียนดอกไม้จากในพานให้แก่ศิษย์ เป็นเสร็จพิธี (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๕๐)
กล่าวโดยสรุปวัฒนธรรมการฟ้อนเจิง คือ ท่าทางที่ใช้ในการแสดงอย่างมีชั้นเชิง มีทั้งท่าทางที่เป็นการร่ายรําตามกระบวนท่าต่าง ๆ ตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ หรือเพื่อใช้ในการแสดง โดยท่ารํามีทั้งที่เป็นหลักสากล หรือท่ารําของแต่ละคนใช้ความสามารถในการแสดงเฉพาะตัว พลิกแพลง ดัดแปลง ประยุกต์ให้ดูสวยงาม ทั้งนี้สามารถฟ้อนโดยปราศจากอาวุธ หรือประกอบอาวุธ เช่น หอก ดาบ และไม้ค้อน เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเป็นศิลปะของชาวล้านนาไม่ว่าจะใช้แสดงในงานบวช หรือประเพณีสำคัญต่าง ๆ จึงควรคู่แก่การอนุรักษ์ไว้ให้กับลูกหลานได้เรียนรู้และสืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน
เรียบเรียงและรวบรวมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่
แหล่งอ้างอิง :แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๑). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.youtube.com/watch?v=3mL29vzCxlY, ๒๕๖๐.แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๒). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.youtube.com/watch?v=zGmd19oUvmQ , ๒๕๖๐.แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๓). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.youtube.com/watch?v=S-LpC0M9C6I, ๒๕๖๐.สนั่น ธรรมธิ. นาฏดุริยการล้านนา. เชียงใหม่ : สุเทพการพิมพ์, ๒๕๕๐.สนั่น ธรรมธิ (บรรณาธิการ). ฟ้อนเชิง : อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนล้านนา. เชียงใหม่ : โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๗.สนั่น ธรรมธิ และธนชัย มณีวรรณ์. สื่อเพื่อการเรียนรู้ภูมิปัญญาล้านนา ตอน ฟ้อนเชิง. [ซีดี - รอม]. เชียงใหม่ : โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๔๕.หอสมุดแห่งชาติ. ระบำ รำ ฟ้อน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๓๒.หอสมุดแห่งชาติ. ระบำ รำ ฟ้อน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/7209-ระบำ-รำ-ฟ้อน, ๒๕๖๐.
ชื่อเรื่อง : เวทมนตร์ดูแลผู้สูงวัย ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม
ผู้แต่ง : โฮลดิงส์, ฮะเซะโก ซีเนียร์
สำนักพิมพ์ : นานมีบุ๊คส์
ปีพิมพ์ : 2563
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-04-4785-5
เลขเรียกหนังสือ : 616.83 ฮ944ว
ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1
สาระสังเขป : โลกในปัจจุบันหลายๆ ประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงวัย ประชากรภายในประเทศมีช่วงอายุอยู่ในวัยสูงอายุเพิ่มมากขึ้นกว่าประชากรในวัยต่างๆ การดูแลผู้สูงอายุนั้นบ่อยครั้งที่สร้างความหนักใจให้แก่ทั้งผู้ดูแลและผู้สูงอายุ ทั้งตัวผู้สูงอายุเองที่รู้สึกหดหู่กับสภาพร่างกายที่ค่อยๆ ร่วงโรยตามเวลา และรู้สึกไร้ความหมายเมื่อไม่อาจทำสิ่งที่เคยทำได้เหมือนเมื่อก่อน ทั้งผู้ดูแลที่ต้องเฝ้าระวังผู้ป่วยสูงวัยตลอดเวลาในขณะที่มีภาระหน้าที่อีกมากมายที่ต้องจัดการเช่นกัน "เวทมนตร์ดูแลผู้สูงวัย ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม" จะแบ่งปันความรู้และเรื่องราวการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยสมองเสื่อม ด้วยแนวคิดการดูแลผู้สูงวัยแนวใหม่ โดยหน่วยบุกเบิกรอยยิ้มและความสบายใจ จากสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุและผู้ป่วยสมองเสื่อมกว่า 10 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีสุดแห่งหนึ่งในโลก โดยหัวใจของแนวคิดนี้อยู่ที่ตามหารอยยิ้มงดงามที่สุดของผู้สูงอายุแต่ละคน บันทึก จดจำ แล้วแบ่งปันข้อมูล เพราะสิ่งจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ แต่ยังเป็นการค้นพบความหมายของชีวิตและได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ในช่วงวัยที่ร่างกายทำสิ่งต่างๆ ได้น้อยลง ซึ่งจะเสนอเคล็ดลับดูแลผู้ป่วยพร้อมการปฏิบัติหลายแบบ เช่น ลองฝึกคาดการณ์อันตรายจากตัวอย่างอุบัติเหตุ / เปลี่ยนมุมมองจากอุบัติการณ์สู่รอยยิ้ม / รำลึกความทรงจำช่วยเปิดใจ / การดูแลแบบสวิตซ์ออนเวลาลุกยืนและกินข้าว/ สิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง / การสังเกตและวิธีรับมือภาวะสมองเสื่อม เป็นต้น และยังมีแผนการดูแลโดยใช้รอยยิ้มและความสบายใจ กระดาษบันทึกอารมณ์ให้ได้บันทึกสังเกตการณ์ พร้อมสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ได้ประสบพบเจอ รวมไปถึงแนวทางปฏิบัติและทฤษฎีที่มีประโยชน์ต่อทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแล โดยเปลี่ยนความเครียดเป็นรอยยิ้ม เปลี่ยนภาระหนักใจเป็นความสบายใจ และเปลี่ยนสิ่งที่ทำไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมผู้สูงวัย
กรมศิลปากร ได้กำหนดให้ข้าราชการที่บรรจุใหม่ (ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. 2553 เป็นต้นไป) ต้องได้รับการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการและการพัฒนา ดังนี้
1. ทดลองการปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง และ
2. ได้รับการพัฒนาในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ใน 3 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 ต้องได้รับการปฐมนิเทศ
ส่วนที่ 2 การเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามที่ ก.พ. กำหนด (HRD e-learning)
ส่วนที่ 3 การอบรมสัมมนาร่วม เพื่อปลูกฝังการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นข้าราชการที่ดี
การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการและการพัฒนาข้าราชการ ตามข้อ 1 และ 2 ต้องแล้วเสร็จภายในระยะเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ขั้นตอนการส่งแบบประเมินทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ
1. ให้ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการจัดทำแบบประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามแบบฟอร์มที่กรมศิลปากร กำหนด ดังนี้
1.1 กรณี ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ที่มีผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 1 ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด/และผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครบ 6 เดือน ให้จัดทำ
1) แบบมอบหมายงานการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ : แบบทดลอง ศก. 1 2) แบบบันทึกผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (สำหรับผู้ดูแล) : แบบทดลอง ศก. 2
3) แบบประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (สำหรับผู้บังคับบัญชา) : แบบทดลอง ศก. 3
4) แบบประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (สำหรับคณะกรรมการ) : แบบทดลอง ศก. 4
5) แบบรายงานการประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (สำหรับประธาน) : แบบทดลอง ศก. 5
1.2 กรณี ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ที่มีผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 2 ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และกรมศิลปากรมีคำสั่ง ให้ขยายเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้จัดทำ
1) แบบบันทึกผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (สำหรับผู้ดูแล กรณีขยายเวลา): แบบทดลอง ศก. 6
2) แบบประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (สำหรับผู้บังคับบัญชา กรณีขยายเวลา) :แบบทดลอง ศก. 7
3) แบบประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (สำหรับคณะกรรมการ กรณีขยายเวลา) : แบบทดลอง ศก. 8
4) แบบรายงานการประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (สำหรับประธาน กรณีขยายเวลา) : แบบทดลอง ศก. 9
2. ให้จัดส่งแบบประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการตามข้อ 1 ไปยังสำนักบริหารกลาง (กลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล) จำนวน 1 ชุด เมื่อ
2.1 ผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครั้งที่ 1 ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด (ข้อ 1.1)
2.2 ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครบ 6 เดือน (ข้อ 1.1) และ
2.3 ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ครบ กำหนดระยะเวลาที่ขยาย (ข้อ 1.2)
พร้อมแนบ คำสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการ แบบรายงานการพัฒนาผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ สำเนาผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง และผลการฝึกอบรมสัมมนาร่วม
ทั้งนี้ให้จัดทำสำเนาแบบประเมินฯ จำนวน 1 ชุด จัดเก็บไว้ที่ต้นสังกัดของผู้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย
3. ก่อนจัดส่งแบบประเมินฯ ไปยังสำนักบริหารกลาง (กลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล) ให้ตรวจสอบความถูกต้องของแบบประเมินฯ ด้วย
ข้าราชการผู้อยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการสามารถดาวน์โหลด แบบประเมินทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ (แบบทดลอง ศก. 1-9) และแผนภูมิสรุปผู้รับผิดชอบในกิจกรรมการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ที่ไฟล์ข้อมูลแนบท้ายนี้
รายชื่อหนังสือใหม่ ห้องค้นคว้า
เดือน มีนาคม-เมษายน 2564
หมวด 200 ศาสนา
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. มรดกภูมิปัญญา จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์วัดราชสิทธาราม วัดสุวรรณาราม และวัดทองธรรมชาติ. กรุงเทพฯ : กลุ่มสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2563. ( อ 294.31875 ว394 ฉ.1-ฉ.2 )
วนิดา พึ่งสุนทร. ไทยอย่างสร้างสรรค์ เล่ม 3 พุทธศักราช 2553-2560. กรุงเทพฯ : สถาบันศิลป สถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2561. ( อ 294.31872 ว169ท ฉ.1 -ฉ.2 )
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์. เทวสถาน มรดกวัฒนธรรมบนแผ่นดินไทย หนังสือที่ระลึกโครงการ บูรณปฏิสังขรณ์เทวสถาน สำหรับพระนคร. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2556. ( อ 294.509593 ท642ท )
หมวด 300 สังคมศาสตร์
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. มรดกวัฒนธรรมภาคใต้. กรุงเทพฯ : กลุ่มสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2562. ( อ 306.09593 ว394ม ฉ.1-ฉ.2 )
กรมสรรพากร. รายงานประจำปี 2553 กรมสรรพากร. กรุงเทพฯ : กรมสรรพากร, ม.ป.ป. ( อ 352.4 ส338ร [53] )
จุมพล หนิมพานิช. นโยบายสาธารณะ การจัดการและการพัฒนา : การบริหารและกรณีตัวอย่าง. นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2562. ( อ 320.6 638 จ638น )
บุญเตือน ศรีวรพจน์. ประเพณีสงกรานต์. กรุงเทพฯ : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2564.
( 394.2623 บ452ป ฉ 01 -ฉ.02 )
มหาวิทยาลัยศิลปากร. ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทระยะยาว พ.ศ.2552-2579/2599. นครปฐม
: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ม.ป.ป. ( อ 378.16 ศ529ย )
สรุปผลการวิจัย เรื่อง การศึกษาค่าใช้จ่ายต่อหัวสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรง
พิมพ์อักษรไทย(น.ส.พ. ฟ้าเมืองไทย), 2549. ( อ 372.1206 ส323 )
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์. มั่นพัฒนา บนเส้นทางแห่งความยั่งยืน. กรุงเทพฯ :
ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่นส์, 2552. ( อ 352.209593 ท163ม )
หมวด 700 ศิลปะและบันเทิง
นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนน
เจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร 7 -29 ตุลาคม พุทธศักราช 2553 เวลา 09.00น. – 16.00
น. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการจัดการประกวดศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทยครั้งที่
10, 2553. ( อ 731.2 น594 )
ปริญญา ชูแก้ว. คู่มือการดูแลรักษาศาสนาสถาน. กรุงเทพฯ : สำนักงานทรัพย์สินส่วน
พระองค์, 2559. ( อ 726.1 ป458พ ฉ.01, ฉ.02-ฉ.03)
20 อัตลักษณ์สร้างสรรค์ จากอัตลักษณ์ไทยของนักออกแบบทั่วประเทศ. กรุงเทพฯ : สถาบัน
พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สพว.), ม.ป.ป. ( อ 745.2 ย318 )
หมวด 900 ภูมิศาสตร์ - ประวัติศาสตร์
สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง. เมืองโบราณอู่ทอง : รายงานสรุปผลการขุดศึกษาโบราณสถานที่เนิน
พลับพลาในปี 2560. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย
ศิลปากร, 2560. ( อ 959.373 ส3693ม ฉ.1 -ฉ.2 )
/////////////////////////////////////////
รายชื่อหนังสือใหม่ภาษาอังกฤษ ห้องค้นคว้า
เดือน เมษายน 2564
Mahidol University. Tumour Registry Siriraj Cancer Center. Bangkok : Siriraj Cancer
Center Siriraj Hospital, 2004. ( R 616.9940212 M214t [2004] )
National Cancer Institute Department of Medical Services Ministry of Public Health.
Cancer Registry 2002. Bangkok : Nation Cancer Institute, 2002. ( R
616.994021 N277c [02] )
////////////////////////////////////
วันเสาร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. เครือข่ายเชียงใหม่เขียวสวยหอม ร่วมกับหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "วางแผนการดำเนินงานเครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม ประจำปี ๒๕๖๔" และสรุปประสบการณ์ของนักศึกษาฝึกงานในองค์กร ณ ห้องประชุม หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่