ค้นหา

จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 226 รายการ

         เหรียญรูปปูรณฆฏะและศรีวัตสะ สมัยทวารวดี          เหรียญรูปปูรณฆฏะและศรีวัตสะ จัดแสดงอาคารจัดแสดง ๒ ชั้น ๒ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          เหรียญเงินกลมแบน เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๕ เซนติเมตร มีรูปสัญลักษณ์มงคลทั้ง ๒ ด้าน แต่ละด้านมีรายละเอียด ดังนี้          ด้านที่ ๑ มีรูปปูรณฆฏะขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ตรงกึ่งกลางเหรียญ โดยมีลักษณะเป็นหม้อทรงกลม ป่องกลาง  คอคอด ปากกว้างผายออก มีลายพันธุ์พฤกษาห้อยลงมาทั้งสองข้าง ใต้หม้อมีสิ่งรองรับอาจเป็นใบไม้หรือดอกไม้ ขอบด้านนอกตกแต่งด้วยลายจุดกลมโดยรอบ          ด้านที่ ๒ มีรูปศรีวัตสะ และสัญลักษณ์มงคลอื่นๆ ประกอบ โดยมีศรีวัตสะอยู่ตรงกึ่งกลาง ลักษณะเป็นโครงลายเส้น โดยเส้นฐานล่างเป็นเส้นตรง เส้นด้านข้างทั้งสองด้านเชื่อมกับเส้นฐานล่าง ส่วนด้านบนตรงกึ่งกลางมีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ด้านในมีรูปวัชระ ลักษณะเป็นอาวุธมีปลายแฉกทั้ง ๒ ด้าน ส่วนบนด้านขวาเป็นรูปพระอาทิตย์ และด้านซ้ายเป็นรูปพระจันทร์ ถัดลงมาด้านขวามีรูปอังกุศ (ขอสับช้าง) ลักษณะเป็นแท่งยาวมีปลายแหลมยื่นออกมาที่ด้านข้าง ส่วนด้านซ้ายสันนิษฐานว่าเป็นภาพจามร (แส้) ลักษณะเป็นแท่งยาวมีพู่ ใต้ศรีวัตสะมีรูปปลาหันไปทางขวา           ลวดลายที่ปรากฏบนเหรียญเป็นสัญลักษณ์มงคลที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์และความอุดมสมบูรณ์ พบเหรียญตราในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี แต่มีรายละเอียดสัญลักษณ์มงคลบางประการแตกต่างกันออกไป ได้แก่ เหรียญรูปสังข์และศรีวัตสะ เหรียญรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะ เหรียญรูปภัทรบิฐและศรีวัตสะ เหรียญรูปสัตว์และศรีวัตสะ เป็นต้น          นอกจากเหรียญตราชิ้นนี้แล้ว ยังพบเหรียญรูปปูรณฆฏะและศรีวัตสะที่มีรายละเอียดของลวดลายแตกต่างกันบางประการอีกจำนวนหนึ่ง ที่เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม และแหล่งโบราณคดีบ้านพรหมทิน จังหวัดลพบุรี กำหนดอายุเหรียญตราชิ้นนี้ในสมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว       เอกสารอ้างอิง วิภาดา อ่อนวิมล. “เหรียญตราในประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๖”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๑.


         เหรียญรูปปูรณฆฏะและศรีวัตสะ สมัยทวารวดี          เหรียญรูปปูรณฆฏะและศรีวัตสะ จัดแสดงอาคารจัดแสดง ๒ ชั้น ๒ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          เหรียญเงินกลมแบน เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๕ เซนติเมตร มีรูปสัญลักษณ์มงคลทั้ง ๒ ด้าน แต่ละด้านมีรายละเอียด ดังนี้          ด้านที่ ๑ มีรูปปูรณฆฏะขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ตรงกึ่งกลางเหรียญ โดยมีลักษณะเป็นหม้อทรงกลม ป่องกลาง  คอคอด ปากกว้างผายออก มีลายพันธุ์พฤกษาห้อยลงมาทั้งสองข้าง ใต้หม้อมีสิ่งรองรับอาจเป็นใบไม้หรือดอกไม้ ขอบด้านนอกตกแต่งด้วยลายจุดกลมโดยรอบ          ด้านที่ ๒ มีรูปศรีวัตสะ และสัญลักษณ์มงคลอื่นๆ ประกอบ โดยมีศรีวัตสะอยู่ตรงกึ่งกลาง ลักษณะเป็นโครงลายเส้น โดยเส้นฐานล่างเป็นเส้นตรง เส้นด้านข้างทั้งสองด้านเชื่อมกับเส้นฐานล่าง ส่วนด้านบนตรงกึ่งกลางมีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ด้านในมีรูปวัชระ ลักษณะเป็นอาวุธมีปลายแฉกทั้ง ๒ ด้าน ส่วนบนด้านขวาเป็นรูปพระอาทิตย์ และด้านซ้ายเป็นรูปพระจันทร์ ถัดลงมาด้านขวามีรูปอังกุศ (ขอสับช้าง) ลักษณะเป็นแท่งยาวมีปลายแหลมยื่นออกมาที่ด้านข้าง ส่วนด้านซ้ายสันนิษฐานว่าเป็นภาพจามร (แส้) ลักษณะเป็นแท่งยาวมีพู่ ใต้ศรีวัตสะมีรูปปลาหันไปทางขวา           ลวดลายที่ปรากฏบนเหรียญเป็นสัญลักษณ์มงคลที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์และความอุดมสมบูรณ์ พบเหรียญตราในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี แต่มีรายละเอียดสัญลักษณ์มงคลบางประการแตกต่างกันออกไป ได้แก่ เหรียญรูปสังข์และศรีวัตสะ เหรียญรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะ เหรียญรูปภัทรบิฐและศรีวัตสะ เหรียญรูปสัตว์และศรีวัตสะ เป็นต้น          นอกจากเหรียญตราชิ้นนี้แล้ว ยังพบเหรียญรูปปูรณฆฏะและศรีวัตสะที่มีรายละเอียดของลวดลายแตกต่างกันบางประการอีกจำนวนหนึ่ง ที่เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม และแหล่งโบราณคดีบ้านพรหมทิน จังหวัดลพบุรี กำหนดอายุเหรียญตราชิ้นนี้ในสมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว       เอกสารอ้างอิง วิภาดา อ่อนวิมล. “เหรียญตราในประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๖”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๑.


"ชิ้นส่วนประติมากรรมรูปบุคคลนั่งชันเข่า พบที่ด้านทิศใต้ของเมืองศรีเทพ" ในปี 2561 อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพได้ความอนุเคราะห์จากคุณจุน แตงโสภา ชาวบ้านบ้านบึงนาจานมอบโบราณวัตถุที่ขุดพบโดยบังเอิญ จากการขุดสระน้ำแล้วนำดินที่ได้มาถมบ้าน ในราวปี 2543-2544 เป็นชิ้นส่วนประติมากรรมรูปบุคคลนั่งชันเข่า ขนาดกว้าง 20 ซม. ยาว 40 ซม. หนา 15 ซม. ตำแหน่งที่พบอยู่ทางด้านทิศใต้ของเมืองศรีเทพ อยู่ห่างประมาณ 700 เมตร ประติมากรรมชิ้นนี้สลักจากหินทรายสีเขียว เนื้อละเอียด สภาพไม่สมบูรณ์ เป็นประติมากรรมรูปเคารพประทับนั่งในท่ามหาราชลีลา (นั่งยกชันเข่าขวาขึ้น ส่วนขาซ้ายวางพับราบบนพื้น) หัตถ์ขวาทำปางประทานพร นุ่งผ้านุ่งสั้นเหนือพระชานุ รูปแบบของผ้านุ่งไม่ปรากฏริ้วผ้า ขอบผ้านุ่งบริเวณพระโสณีกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และมีชายผ้าอยู่ทางด้านหลัง ลักษณะของชายผ้ามีการแกะสลักริ้วผ้าบาง ๆ เสมือนกับของจริง นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกว่า มีการแกะสลักในส่วนของกล้ามเนื้อน่องอย่างชัดเจน แสดงถึงการเลียนแบบลักษณะทางกายวิภาคของร่างกายมนุษย์ได้เหมือนจริง เมื่อพิจารณาลักษณะผ้านุ่งพบว่ามีความคล้ายกับผ้านุ่งของกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่าที่พบในเมืองศรีเทพ โดยเฉพาะการปรากฏชายผ้าหางปลาทางด้านหลังนั้นมีลักษณะแบบเดียวกับประติมากรรมเทวรูปรุ่นเก่าบางองค์ เช่น พระวิษณุยืนเอียงกายแบบตริภังค์จากเมืองศรีเทพ (ปัจจุบันเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ดังนั้นประติมากรรมชิ้นนี้สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 แล้วบุคคลท่านนี้คือใคร??? ประติมากรรมที่มีท่านั่งชันเข่าแบบนี้พบอยู่หลายองค์ด้วยกัน เช่น ท้าวกุเวร ดร.อนุรักษ์ ดีพิมาย (อดีตนักโบราณคดีอุทยานฯ) ได้สันนิษฐานว่าอาจเป็นพระอัยนาร์ เทพผู้รักษาหมู่บ้านและสระน้ำ โดยเปรียบเทียบจากประติมากรรมพระอัยนาร์ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน ซึ่งมีการระบุว่าพบที่เมืองศรีเทพ สำหรับแอดมินก็ตอบได้ยากเช่นกันค่ะ ว่าประติมากรรมชิ้นนี้เป็นใคร แล้วทุกท่านล่ะคะ คิดว่าเป็นใคร มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ค่ะ **ในคอมเม้น แปะลิงก์ดาวโหลดวิทยานิพนธ์ของดร.อนุรักษ์ไว้นะคะ ไปตามอ่านกันได้ค่ะ


                   ลูกปัดรูปแบบนี้นิยมเรียนว่า “ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค (Indo-Pacific Beads)”หรือ “ลูกปัดลมสินค้า” (Trade winds beads) เนื่องจากได้มีการค้นพบลูกปัดรูปแบบนี้กระจายตัวอยู่ในบริเวณมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค โดยพบตามเมืองท่าโบราณต่างๆ ทั้งในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลูกปัดแก้วเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าที่มากับเรือเดินสมุทรซึ่งต้องอาศัยลมมรสุมในการเดินทางอันเป็นที่มาของชื่อ “ลูกปัดลมสินค้า”           ลูกปัดแก้วขนาดเล็กเหล่านี้ทำด้วยวิธีการนำแก้วมาหลอมโดยใช้ความร้อน จากนั้นจึงนำมาดึงยืดเป็นเส้นและตัดทีละลูกจึงทำให้ลูกปัดมีขนาดที่ต่างกัน           ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิคมีแหล่งกำเนิดและแหล่งผลิตหลักในประเทศอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ และได้แพร่กระจายไปยังดินแดนต่างๆ ทั้งในเอเชียตะวันตกและเอเชียตะวันออก สำหรับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ พบที่ประเทศอินโดนีเซียที่เกาะสุมาตรา ประเทศไทยพบในเมืองท่าโบราณของภาคใต้ และในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๑๖ พบในมาเลเซียและเวียดนาม           ในประเทศไทยมีการพบลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค ในหลายพื้นที่ทั้งในภาคกลางและภาคใต้ โดยพบในแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ อาทิ แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด (คลองท่อม) จังหวัดกระบี่ เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง จังหวัดระนอง เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ และแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร เจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓ – ๙ แหล่งโบราณคดีเหล่านี้เป็นแหล่งผลิตลูกปัดแก้วของภาคใต้ ดังได้พบลูกปัดแก้วที่อยู่ในขั้นตอนการผลิต เช่น ลูกปัดแก้วที่หลอมติดกัน และก้อนแก้วสีต่างๆ จึงกล่าวได้ว่าลูกปัดแก้วเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙           ลูกปัดแบบอินโด-แปซิฟิค ที่พบในแหล่งโบราณคดีคลองท่อม และแหล่งโบราณคดีภูเขาทอง จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการผลิตลูกปัดแก้วในแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน ความนิยมของผู้คนในสมัยนั้น และยังแสดงให้เห็นถึงการติดต่อระหว่างอินเดียและดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเมืองท่าโบราณต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย   ที่มาข้อมูล ผุสดี รอดเจริญ, “การวิเคราะห์ลูกปัดแก้วจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ในภาคกลางของประเทศไทย.” (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖. มยุรี วีระประเสริฐ. “คลองท่อม : แหล่งอุตสาหกรรมทำลูกปัดและสถานีขนถ่ายสินค้าสมัยโบราณบนชายฝั่งทะเลอันดามัน,”สารัตถะโบราณคดี บทความคัดสรรของ ๔ อาจารย์โบราณคดี.กรุงเทพ : สมาพันธ์, ๒๕๕๓: ๘๑-๑๐๑.


          โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข ๒ เป็นเจดีย์สมัยทวารวดีที่ตั้งอยู่บนเทือกเขารางกะปิด ในพื้นที่บ้านเขาพระ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สภาพปัจจุบันเหลือเพียงส่วนฐานก่ออิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกัน ๓ ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นหินที่เกิดจากการนำหินธรรมชาติมาถมปรับพื้นที่เพื่อรับน้ำหนักเจดีย์และเป็นลานประกอบกิจกรรม พบร่องรอยการก่อสร้างซ้อนทับกัน ๒ สมัย            จากการขุดแต่งพบโบราณวัตถุที่เป็นส่วนประกอบของเจดีย์ได้แก่อิฐและศิลาแลง พระพิมพ์ดินเผาประดับศาสนาสถาน ทั้งยังพบภาชนะดินเผาจำนวน ๓ ใบบรรจุโบราณวัตถุเนื่องในศาสนา ฝังอยู่ในพื้นหินที่ตั้งของโบราณสถาน            ในภาชนะดินเผาใบหนึ่งพบพระพิมพ์ดินเผามีจารึกอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ระบุนามกษัตริย์ผู้สร้างพระพิมพ์ จึงสันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์หรือชนชั้นปกครอง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาตามคติความเชื่อเรื่องการสร้างบุญกุศล มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ ต่อมาเจดีย์องค์นี้พังทลายลง จึงมีการสร้างเจดีย์สมัยที่ ๒ ครอบทับ            โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ พระพิมพ์ดินเผามีจารึก พระพิมพ์ดินเผาปิดทองคำเปลว พระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ แผ่นตะกั่วรูปพระโพธิสัตว์และแผ่นตะกั่วรูปสตรี ปัจจุบันโบราณวัตถุเหล่านี้จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง -----------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี-----------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง ปรัชญา รุ่งแสงทอง. ผลการขุดแต่งโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ กับการตอบคำถามเรื่อง “หินตั้ง”ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พุหางนาคและคอกช้างดินร่องรอยพุทธและพราหมณ์บนเขาศักดิ์สิทธิ์. สมุทรสาคร:บางกอกอินเฮ้าส์, ๒๕๖๑. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พระพุทธรูปและพระพิมพ์ทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.


อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park 10 มิถุนายน เวลา 08:58 น.  ·  องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : ไศวนิกายแบบปศุปตะ ณ ปราสาทพนมรุ้ง ปศุปตะ เป็นลัทธิไศวนิกายแบบแรก ๆ ที่กำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย สันนิษฐานว่าเจริญเติบโตขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘ โดยแสดงความเป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง ดั่งพระนามหนึ่งของพระศิวะ คือ “ปศุปติ” แปลว่า เจ้าแห่งสรรพสัตว์ หรือเจ้าแห่งปศุปตะ หรือเจ้าแห่งจิตวิญญาณ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์เก่าแก่ ไศวภาควัต มหากาพย์มหาภารตะ กล่าวถึงพวกปศุปตะว่านิยมบูชาพระศิวะในรูปศิวลึงค์ ทาตัวด้วยเถ้าถ่านจากการเผาศพเช่นเดียวกับพระศิวะ มีลาคุลิสะหรือนาคุลิสะ (Lakulisa or Nakulisa) เป็นศาสดาและเป็นผู้นำของนิกายนี้ เป็นผู้รจนา “ปศุปตะสูตร” (Pasupata Sutra) ซึ่งเป็นคัมภีร์หลักว่าด้วยการปฏิบัติตามลัทธิไศวนิกาย แบบปศุปตะ มีสานุศิษย์ที่สำคัญ ๔ ท่าน คือ คุสิกะ การ์กะ มิหิระ (มิตระ) และเการุสยะ (ภาพฤๅษี ๕ ตนที่ปราสาทพนมรุ้ง สันนิษฐานว่าอาจเป็นลาคุลิสะและสานุศิษย์ทั้ง ๔) โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า (พระศิวะ) ในทุกหนแห่ง ทั้งภายในและภายนอก ด้วยการเริ่มฝึกปฏิบัติภายนอก ได้แก่ การทรมานกาย การปฏิบัติโยคะ การปฏิบัติตนตามหลักของปศุปตะ ไปจนถึงการปฏิบัติภายใน ได้แก่ การฝึกบำเพ็ญสมาธิ จากการศึกษาศิลาจารึกหลักต่าง ๆ พบที่ปราสาทพนมรุ้ง จารึก K.๓๘๔ ซึ่งเป็นจารึกภาษาสันสกฤต มีข้อความหลายตอนกล่าวถึงการปฏิบัติโยคะของนเรนทราทิตย์และเหล่าโยคีที่อาศัยอยู่บนเขาพนมรุ้ง ที่สำคัญปรากฏคำว่า “ปศุปตะ” ดังความว่า “sthuladripasupata pada parayanena เป็นที่พึ่งของปศุปตะ แห่งสถูลาทริ (พนมรุ้ง)” นเรนทราทิตย์ ผู้สถาปนาปราสาทพนมรุ้ง ได้เลือกรับศรัทธาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แบบปศุปตะ อันเป็นนิกายที่เน้นการปฏิบัติโยคะและการบำเพ็ญพรตอย่างยิ่งยวด ดังความในจารึกว่า “เป็นเวลา ๗ เดือน พระองค์ผู้ทรงเสวยอาหารที่เป็นผลไม้และใบไม้ ปรากฏเสมอกับผู้บริโภคโภชนะและน้ำดื่ม อย่างมั่นคง เมื่อหมู่โยคีประพฤติตาม หมู่โยคีไม่สามารถที่จะอดอาหารเพราะความลำบาก...” และ “โดยการปฏิบัติการอดกลั้นถึง ๘ วัน รวมทั้งการกลั้นปัสสาวะ ฯลฯ บุคคลจึงจะถึงซึ่งความสนุกสนานในสวรรค์ชั้นฟ้าได้ทั้งหมด...” หลักฐานการบำเพ็ญพรตและวัตรปฏิบัติดังกล่าว ปรากฏอยู่ ณ ปราสาทพนมรุ้ง ทั้งที่เป็นจารึกและภาพแกะสลักประดับตามส่วนต่าง ๆ ของปราสาทพนมรุ้ง จากการศึกษาในภาพรวมนั้น ทำให้ทราบว่าปราสาทพนมรุ้ง เป็นสถานที่สำหรับฝึกปฏิบัติ ทำสมาธิ จาริกแสวงบุญของเหล่าผู้ศรัทธาในองค์พระศิวะ มีลักษณะเป็นสถานศึกษาและที่พำนักสำหรับผู้ที่ต้องการบรรลุเป็นหนึ่งเดียวกับพระศิวะ ผู้ที่มีความปรารถนาและผู้ที่สวดมนต์อ้อนวอนเพื่อขอพรให้พระผู้เป็นเจ้าประทานพรเพื่อให้สมความปรารถนา โยคีบางตนเมื่อถึงวาระอันสมควรก็จะภิกขาจารไปในป่า เพื่อปลีกวิเวก รอคอยการละสังขาร เพื่อรวมเป็นหนึ่งกับพระมหาเทพหรือพระศิวะในที่สุด เรียบเรียงโดย : นางสาวกมลวรรณ นิธินันทน์ นักโบราณคดีชำนาญการ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง : กมลวรรณ นิธินันทน์. ภาพสลักสลักโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง. บุรีรัมย์: อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร, ๒๕๖๓. เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. “จารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๑. พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, หม่อมราชวงศ์. ปราสาทพนมรุ้ง ศาสนบรรพตที่งดงามที่สุดในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๓๙.  


          ประติมากรรมดินเผารูปสิงห์ ขุนสุพรรณธานี อดีตนายอำเภออู่ทองมอบให้เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๐๙ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          ประติมากรรมดินเผารูปสิงห์ ขนาดกว้าง ๘ เซนติเมตร สูง ๘.๓ เซนติเมตร สิงห์มีใบหน้ากลม มีคิ้วเป็นสันนูนต่อกันคล้ายปีกกา ดวงตากลมโต จมูกใหญ่ อ้าปากแยกเขี้ยวยิงฟัน มีแผงคอเป็นเม็ดกลมเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม อยู่ในท่านอนหมอบเอี้ยวตัว สองเท้าหน้ายื่นออกมาวางชิดกัน สองเท้าหลังวางพาดมาด้านหน้าลำตัวโดยขาซ้ายทับขาขวา ด้านหลังมีแนวสันหลังยกเป็นสันต่อด้วยหางยาวม้วนมาด้านหน้าสอดอยู่ใต้ขาหลัง มีการเจาะรูกลมสองรูบริเวณต้นขาหน้าด้านซ้าย และด้านหลังต้นขาหน้าด้านขวา แต่รูดังกล่าวไม่ได้เจาะทะลุถึงกัน ด้านล่างของประติมากรรมเป็นฐานกลม โค้งมนรองรับประติมากรรม ด้านในฐานกลวง สันนิษฐานว่าอาจเป็นส่วนฝาของภาชนะ ดังนั้นประติมากรรมรูปสิงห์ชิ้นนี้จึงอาจเป็นประติมากรรมประดับบนฝาภาชนะหรือเป็นส่วนจุกของฝาภาชนะดินเผาก็เป็นได้ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว          ฝาภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี พบทั้งฝาขนาดเล็กที่ขึ้นรูปด้วยมืออย่างหยาบ ๆ และฝาที่ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ผลิตด้วยฝีมือประณีตและมีการตกแต่งอย่างงดงาม พบทั้งฝาที่มียอดเป็นปุ่มมนหรือแหลม และฝาที่มีประติมากรรมรูปสัตว์ประดับ นอกจากประติมากรรมรูปสิงห์ชิ้นนี้แล้ว ยังพบฝาภาชนะดินเผาที่มีรูปสิงห์ประดับที่เมืองโบราณซับจำปา จังหวัดลพบุรี จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี อีกด้วย          ประติมากรรมดินเผารูปสิงห์ชิ้นนี้ ผลิตขึ้นด้วยฝีมือประณีตและแสดงถึงอารมณ์ที่ปรากฏบนใบหน้าอย่างชัดเจน สิงห์ถือเป็นสัตว์มงคลที่พบมากในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดี ซึ่งพบทั้งบนตราดินเผา ประติมากรรมดินเผา และประติมากรรมปูนปั้นประดับศาสนสถาน จึงสันนิษฐานได้ว่า ประติมากรรมชิ้นนี้น่าจะเป็นประติมากรรมประดับฝาของภาชนะที่มีความสำคัญ อาจใช้สำหรับบรรจุของที่ใช้ในพิธีกรรม ที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา ความเชื่อ หรืออาจเป็นเครื่องใช้ของบุคคลชั้นสูง ก็เป็นได้-------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง-------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง ผาสุข อินทราวุธ. ดรรชนีภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, ๒๕๒๘. อนุสรณ์ คุณประกิจ. “การศึกษาคติและรูปแบบประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กสมัยทวารวดีที่พบในบริเวณ ภาคกลางของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัย ประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙.


พระพิมพ์ดินเผาแสดงภาพพุทธประวัติ ตอน “มหาปาฏิหาริย์” มีจารึกคาถาเย ธมฺมา จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           พระพิมพ์ดินเผาสันนิษฐานว่าเป็นภาพพุทธประวัติตอนมหาปาฏิหาริย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี โดยประทับบนดอกบัวที่เนรมิตขึ้นโดยราชานาคนันทะและอุปนันทะ มีพระอินทร์ พระพรหม และเหล่าเทวดาทั้งหลายลงมาเฝ้า //รูปแบบศิลปกรรมเป็นพระพิมพ์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าทำรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิราบบนดอกบัว มีรูปบุคคลถือก้านบัวอยู่ด้านล่างสันนิษฐานว่าเป็นราชานาค ชื่อนันทะ และอุปนันทะ แวดล้อมด้วยรูปบุคคลต่างๆ สันนิษฐานว่าคือพระอินทร์ พระพรหมและเหล่าเทวดา ด้านบนสุดที่มุมทั้ง ๒ ด้านมีรูปบุคคลอยู่ในวงกลม สันนิษฐานว่าคือพระอาทิตย์และพระจันทร์ ด้านหลังพระพิมพ์จารึกคาถาเย ธมฺมา ด้วยตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ด้วยลายมือเขียน ความว่า “เย ธมฺมา เหตุปปฺภวาเยสํเหตุํตถาคโต อาห เตสญฺจโย นิโร โธเอวํ วาที มหาสมโณ” แปลว่า “ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตได้ตรัสถึงเหตุเหล่านั้น           เมื่อสิ้นเหตุเหล่านั้นจึงจักดับทุกข์ได้ พระมหาสมณะมีวาทะตรัสสอนเช่นนี้เสมอ” คาถาเย ธมฺมา ถือเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นคาถาที่สรุปใจความสำคัญของอริยสัจสี่ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เอาไว้ครบถ้วน และยังเป็นคาถาที่พระอัสชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์ตรัสแก่พระสารีบุตรจนเกิดความเลื่อมใสในพุทธศาสนา และชักชวนสหายคือพระโมคคัลลานะออกผนวช จนได้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า จึงเชื่อกันว่าคาถาเย ธมฺมา สามารถทำให้คนนอกศาสนา เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา แม้กระทั่งอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้ายยังออกผนวชด้วยคาถาบทนี้ สมัยทวารวดีจึงนิยมจารึกคาถาเย ธมฺมา ไว้บนพระพิมพ์เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาด้วย           พระพิมพ์ดินเผารูปแบบดังกล่าวถึงนี้ จัดเป็นพระพิมพ์ยุคแรกของสมัยทวารวดี กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือราว ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว พบบริเวณภาคกลางของประเทศไทย เช่น จังหวัดนครปฐม และราชบุรี บางองค์มีจารึกคาถาเย ธมฺมา ที่ด้านหลังเช่นเดียวกัน เอกสารอ้างอิงธนกฤต ลออสุวรรณ. การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา. วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์))--มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. นิติพันธุ์ ศิริทรัพย์.พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีที่นครปฐม. วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์))--มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๔. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง.มรดก ๑,๐๐๐ ปีเก่าที่สุดในสยาม. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๖. ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี https://www.facebook.com/153378118193282/posts/1290167404514342/


   “แห้ว” พืชเศรษฐกิจคู่เมืองสุพรรณ แต่คำว่า แห้ว อาจทำให้บางคนเรียกแทนการอกหักรักคุด   จึงทำให้พืชชนิดนี้เป็นที่ไม่นิยมของคนบางกลุ่มที่ติดกับความเชื่อที่ว่าเป็นชื่อของสิ่งที่มีความหมายไม่ดี ถึงขั้นมีการเรียกคำแทนใหม่ว่า “สมหวัง” แต่ความจริงแล้ว แห้วเป็นพืชที่มีประโยชน์มากมายและรสชาติอร่อย    ผู้เรียบเรียง : นางภควรรณ คุณากรวงศ์  บรรณารักษ์ชำนาญการ #ข้อมูลอ้างอิง “นาแห้วสุพรรณบุรี” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.suphan.biz/waternut.htm. (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔) มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร.  “แห้ว” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.saranukromthai.or.th (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔)  ไมตรี ระงับพิศม์.(๒๕๒๖). เศรษฐกิจการผลิตแห้วจีนในจังหวัดสุพรรณบุรี.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต) (วท.ม.) กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี.  ข้อมูลการผลิตและการตลาดแห้วจีน จังหวัดสุพรรณบุรี.  สุพรรณบุรี : สำนักงานพาณิชย์ จังหวัดสุพรรณบุรี. ๒๕๓๗. “แห้ว กับประวัติที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน พร้อมชวนมากินแห้วที่ไม่แห้วอย่างที่คิด” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://kaset.today (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔)


เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหาคม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ขอนำเสนอองค์ความรู้เรื่อง "ตุ๊กตาดินเผารูป "แม่" (?) และเด็ก " ------------------------------ ในอดีตการสร้างตุ๊กตามักทำเป็นรูปคนหรือสัตว์ สันนิษฐานว่ามีมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และปรากฏหลักฐานชัดเจนในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยนี้นิยมทำตุ๊กตาดินเผาขนาดเล็ก พบอยู่ทั่วไปตามเมืองโบราณหรือแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี เช่น เมืองโบราณซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น โดยตุ๊กตาที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ ตุ๊กตารูปคนจูงลิง แต่มีตุ๊กตาที่น่าสนใจอีกกลุ่มหนึ่ง คือ . ๑. ตุ๊กตารูปผู้หญิงอุ้มเด็กหรือผู้หญิงให้นมบุตร ลักษณะเป็นรูปผู้หญิงนั่ง ใบหน้ากลม ตาโปน จมูกใหญ่ ปากแบะ แบบพื้นเมือง หน้าอกใหญ่ และรูปร่างอ้วน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ อยู่ในท่าอุ้มเด็กคล้ายกำลังให้นมบุตร ซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์เช่นกัน ตุ๊กตารูปผู้หญิงอุ้มเด็กชิ้นนี้อาจเป็นรูปของแม่กับลูกหรือผู้อุปการะเด็ก หากตุ๊กตาชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อท้องถิ่น อาจเทียบได้กับรูปแม่ซื้อในคติความเชื่อของไทย ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนชีวิตและความผาสุกของเด็กทารกเมื่อแรกเกิด นอกจากนี้ บางท่านสันนิษฐานว่าอาจหมายถึงรูปนางหาริตี ซึ่งเป็นยักษิณีทำหน้าที่คุ้มครองเด็กตามคติในพุทธศาสนามหายาน . ๒. ตุ๊กตารูปผู้หญิงกับเด็กหญิงถือชามหรือเด็กหญิงหลังค่อม ประกอบด้วย รูปผู้หญิงในอิริยาบถยืน ใบหน้ากลม ตาโปน จมูกใหญ่ ปากแบะ แบบพื้นเมือง เกล้าผมเป็นมวยอยู่ที่ท้ายทอย สวมต่างหูกลม นุ่งผ้ายาวกรอมเท้า เหน็บชายผ้าไว้ที่เอว มีชายผ้าพาดเฉียงด้านหน้า แขนขวาแนบลำตัว ไม่สวมเครื่องประดับ แขนซ้ายสวมกำไลจำนวนมาก มือซ้ายมีของถือยกมือขึ้นระดับอก อีกรูปหนึ่งเป็นรูปเด็กผู้หญิงยืนอยู่ขางซ้าย เกล้าผมและนุ่งผ้าแบบเดียวกัน แต่ไม่สวมเครื่องประดับ มือซ้ายยกขึ้นถือภาชนะคล้ายชาม และมีแผ่นหลังนูนคล้ายกับเด็กพิการหลังค่อม บางท่านสันนิษฐานว่าอาจเป็นรูปเด็กกำลังขอทานจากผู้หญิง แต่บางท่านสันนิษฐานว่าอาจเป็นรูปของแม่และเด็ก โดยการปั้นรูปเด็กหลังค่อมอาจใช้เป็นรูปแทนตัวบุคคลหรือตุ๊กตาสะเดาะเคราะห์เพื่อแก้เคล็ดเรื่องโรคภัยที่เกิดกับเด็ก . ตุ๊กตาดินเผาสมัยทวารวดีมีรูปแบบหลายหลาย แต่ละชิ้นอาจมีความหมายเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละท่าน แม้ปัจจุบันจะยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าตุ๊กตาดินเผาเหล่านี้ทำขึ้นเพื่ออะไร และแต่ละชิ้นมีความหมายอย่างไร อาจสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นของเล่นหรือใช้ประกอบพิธีกรรมความเชื่อในระดับท้องถิ่น เพราะตุ๊กตาเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับรูปเคารพในศาสนา แต่ปัจจุบันมีข้อสันนิษฐานที่ยอมรับกันทั่วไปว่า น่าจะทำขึ้นเพื่อใช้สำหรับการสะเดาะเคราะห์ หรือบางรูปอาจใช้สำหรับอุทิศถวายให้เป็นข้าทาสแก่ศาสนสถานหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับวัตถุประสงค์การสร้างตุ๊กตาขนาดเล็กในปัจจุบันที่นอกจากจะใช้เป็นของเล่นแล้ว ยังถูกนำไปไว้ในศาลปู่ตาหรือศาลพระภูมิด้วย โดยตุ๊กตาในศาลเหล่านี้อาจถวายให้เป็นของเล่นของผีบรรพบุรุษ หรือถวายเพื่อเป็นข้าทาสของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทนที่จะใช้มนุษย์จริง ๆ ------------------------------ อ้างอิง . ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๔๒. . เพ็ญพรรณ เต็มสุข. “ตุ๊กตาสมัยต่าง ๆ ที่พบในประเทศไทย.” ศิลปากร ๑๗, ๒ (กรกฎาคม ๒๕๑๖) : ๗๕-๘๔. . รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. มรดก ๑,๐๐๐ ปี เก่าที่สุดในสยาม. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๖. . ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมพุทธศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๔๗. . อนุสรณ์ คุณประกิจ. “การศึกษาคติและรูปแบบประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กสมัยทวารวดีที่พบในบริเวณ ภาคกลางของประเทศไทย.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๐. ------------------------------ ตุ๊กตาดินเผา ศิลปะ/อายุ : ศิลปะทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งพิมานมงกุฎ ชั้น ๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ------------------------------ เรียบเรียง : นายกฤษฎา นิลพัฒน์ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ #ตุ๊กตาดินเผา #MuseumInsider ------------------------------ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ เปิดให้บริการ วันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ปิดให้บริการ วันจันทร์ - วันอังคาร


บทความออนไลน์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี “หลวงพ่อทวารวดี พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองศรีมโหสถ”           หลวงพ่อทวารวดีหรือพระพุทธรูปปางแสดงธรรม ขุดพบในนิคมโรคเรื้อน หรือ คามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ใกล้กับโบราณสถานหมายเลข ๒๒๓ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยพบร่วมกับธรรมจักรหินทรายอีกหนึ่งชิ้นด้วย          ประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๗ ตอนที่ ๑๖๖ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๓ หน้า ๓๗๒๙          ปัจจุบันเก็บรักษาและประดิษฐานเพื่อให้ประชาชนสักการะที่วิหารด้านหน้าที่ว่าการอำเภอศรีมโหสถ           ลักษณะของหลวงพ่อทวารวดี           หลวงพ่อทวารวดีหรือพระพุทธรูปปางแสดงธรรม เป็นพระพุทธรูปหินทราย ขนาดสูง ๒ เมตร สลักติดเป็นชิ้นเดียวกับฐานดอกบัวรูปวงกลม พระบาทและข้อพระบาทสลักเป็นนูนสูงติดกับแผ่นหลัง พระพุทธรูปครองจีวรห่มคลุมบางแนบพระวรกาย ชายจีวรด้านหน้าห้อยตกลงมาเป็นวงโค้ง ส่วนชายจีวรด้านหลังเป็นรูปสี่เหลี่ยม พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงเป็นสันต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรปลายชี้ขึ้น พระนาสิกโต พระโอษฐ์หนา ขมวดพระเกศาใหญ่ พระอุษณีษะนูนเล็กน้อย พระกรทั้งสองข้างตั้งแต่ข้อศอกลงมายื่นออกมาทางด้านหน้าในระดับพระอุระ นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่งอเข้าหาพระอังคุฐ (นิ้วโป้ง) แตะลงที่ฝ่าพระหัตถ์           วิตรรกมุทราสองพระหัตถ์ ลักษณะเฉพาะของศิลปะทวารวดี           พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรมสองพระหัตถ์ (วิตรรกมุทรา) จัดเป็นปางที่เกิดขึ้นเฉพาะและแพร่หลายอย่างมากของพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่พัฒนาสืบต่อมาจากพระพุทธรูปในศิลปะอินเดียตอนใต้และศิลปะลังกาและได้ดัดแปลงลักษณะบางส่วนจนมีรูปแบบของอิทธิพลพื้นเมือง สามารถแยกได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ           ๑. วิตรรกมุทราแบบจีบนิ้วพระหัตถ์ เป็นพระพุทธรูปแสดงมุทราโดยใช้ปลายพระอังคุฐ (นิ้วโป้ง) แตะกับปลายพระดัชนี (นิ้วชี้) จีบนิ้วพระหัตถ์เป็นวง ส่วนนิ้วพระหัตถ์อื่น ๆ ชี้ขึ้น ซึ่งพบมากในกลุ่มพระพุทธรูปยืนสำริด และพบเล็กน้อยในกลุ่มพระพุทธรูปยืนหินในรุ่นแรก ๆ ของศิลปะสมัยทวารวดีตอนกลาง           ๒. วิตรรกมุทราแบบงอนิ้วพระหัตถ์ เป็นพระพุทธรูปที่แสดงวิตรรกมุทราอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่งอเข้าหาพระอังคุฐ (นิ้วโป้ง) แตะลงที่ฝ่าพระหัตถ์ อาจจะได้รับแรงบันดาลใจและมีต้นแบบมาจากการแสดงวิตรรกมุทรา-กฏกมุทรา ในศิลปะอมราวดีตอนปลายและศิลปะลังกาสมัยอนุราธปุระ และอาจจะมีที่มาจากเงื่อนไขและข้อจำกัดในการใช้วัสดุของงานช่าง รวมทั้งอาจเกิดขึ้นจากความนิยมในความสมมาตรของช่างในสมัยทวารวดี           หลักฐานทางพระพุทธศาสนาในเมืองศรีมโหสถ           หลักฐานเนื่องในพุทธศาสนาพบทั้งภายในตัวเมืองและภายนอกตัวเมืองศรีมโหสถ โดยพบร่วมกับหลักฐานเนื่องในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู แต่จะพบหนาแน่นภายนอกเมือง โดยเฉพาะกลุ่มโบราณสถานสระมรกต ทางด้านทิศใต้ของเมืองศรีมโหสถ หลักฐานทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏได้แก่ พระพุทธรูปปางแสดงธรรมและธรรมจักร ที่พบในนิคมโรคเรื้อนใกล้กับโบราณสถานหมายเลข ๒๒๓ พระพุทธรูปนาคปรก พบจากโบราณสถานหมายเลข ๕ พระไภสัชยคุรุไวฑูรยประภา พบจากโบราณสถานหมายเลข ๑๑ และกลุ่มโบราณสถานสระมรกตที่พบทั้งพระพุทธรูปปางสมาธิ รอยพระพุทธบาทคู่ และจารึกเนินสระบัว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนากับลังกาอีกด้วย           การอนุรักษ์หลวงพ่อทวารวดี           เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๘ วิหารประดิษฐานหลวงพ่อทวารวดีเกิดเหตุไฟไหม้ ทำให้พระพุทธรูปได้รับความเสียหาย และเนื่องจากความร้อน ผิวหน้าของหินจึงเกิดการขยายตัว และเมื่อถูกละอองน้ำจากการดับเพลิง ทำให้วัตถุเย็นตัวอย่างรวดเร็ว พระพุทธรูปจึงแตกกะเทาะที่แขนทั้งสองข้างจดถึงชายผ้า มีรอยร้าวที่พระเศียร พระพักตร์ เป็นทางยาว มีรอยร้าวเล็ก ๆ ที่พร้อมจะกะเทาะด้านหลัง รวมทั้งมีคราบเขม่าและฝุ่นจับหนาบนองค์พระพุทธรูป           ต่อมากรมศิลปากรจึงได้เข้ามาดำเนินการอนุรักษ์หลวงพ่อทวารวดี ใช้เวลาประมาณ ๒ สัปดาห์จึงแล้วเสร็จ           วิธีการและขั้นตอนในการอนุรักษ์หลวงพ่อทวารวดีประกอบไปด้วย           - รวบรวมชิ้นส่วนที่แตกกะเทาะตกกระจัดกระจาย พร้อมทั้งนำมาทำความสะอาดคราบสิ่งสกปรกออก           - บริเวณที่รอยแตกร้าวเสริมความแข็งแรงด้วยการฉีดสารละลายพาราลอยด์ B72 ที่ละลายใน Acetone เข้มข้น 1%           - ประกอบชิ้นส่วนที่กะเทาะเข้าด้วยกันด้วยกาว ในกรณีที่เป็นชิ้นส่วนเล็กส่วนชิ้นขนาดใหญ่ น้ำหนักมากจำเป็นต้องใช้แกนสแตนเลสเจาะรูเพื่อช่วยในการรับน้ำหนัก แล้วยึดชิ้นส่วนให้แน่นด้วยเชือก เพื่อป้องกันการเลื่อนออกจากตำแหน่ง           - ในกรณีที่ชิ้นส่วนไม่ครบ เติมด้วยปูนพลาสเตอร์ผสมน้ำ ลงไปบริเวณที่หายไป ตกแต่งและขัดให้เรียบ           - เติมสีบนปูนพลาสเตอร์ให้ใกล้กับสีเดิมขององค์พระ เอกสารอ้างอิง : - กรมศิลปากร. รายงานการขุดค้นและขุดแต่งโบราณสถานสระมรกต. กรุงเทพฯ : กองโบราณคดี, ๒๕๓๔. - กรมศิลปากร. รายงานการอนุรักษ์พระพุทธรูปหิน. ๒๕๓๘. (เอกสารอัดสำเนา). - กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองศรีมโหสถ. กรุงเทพฯ : ทริปเปิล บีเพลส, ๒๕๔๘. - เชษฐ์ ติงสัญชลี. การวิเคราะห์การแสดงวิตรรกมุทราสองพระหัตถ์ของพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๔. - ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒. ผู้เรียบเรียบ: นายเพิ่มพันธ์ นนตะศรี ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี


         เขาโคคุดจำหลักรูปพระพุทธรูป          สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕          สมบัติเดิมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระตำหนักแดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          เขาโคคุดจำหลักรูปพระพุทธรูปปางมารวิชัยไว้สามด้าน ฐานเขากลม เขามีส่วนโค้งเว้า ปลายคดงอ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระรัศมีทรงกรวยขนาดใหญ่ อุษณีษะนูน พระเศียรเรียบ พระเนตรปิด พระนาสิกโด่ง พระวรกายครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ประทับขัดสมาธิราบ ไม่ปรากฏประวัติที่มาของเขาโค แต่จากบัญชีโบราณวัตถุ “บาญชีสิ่งของพิพิธภัณฑ์ในศก ๑๑๖” (พ.ศ. ๒๔๔๐) ระบุไว้ว่า “[รายการที่] ๑๒๔ เฃางัวแกะเป็นพระติดกัน ๓ องค์ [จำนวน] ๑ องค์”          ความเชื่อเกี่ยวกับ “เขาโค” ในสังคมไทย มีตัวอย่างปรากฏใน “ตำราโค” ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงลักษณะโคมงคล ๘ ชนิด รวมทั้งลักษณะเขาโคที่มี สี การให้คุณให้โทษ และราคาต่างกันออกไป อาทิ เขาสีดำนิลถือเป็นของมงคล กันอุบาทว์ทั้งปวง (บางฉบับกล่าวว่าแก้ปวดเมื่อยได้) ราคาทอง ๙ ตำลึง, เขาสีเหลือง มีคุณบันดาลให้เกิดสวัสดิ์มงคล อยู่เรือนผู้ใดผู้นั้นจะเป็นเศรษฐี ราคาทอง ๘-๑๐ ตำลึง, เขาสีขาวดั่งงาช้าง มีอานุภาพป้องกันไฟ ราคาทอง ๑ บาท ฯลฯ ดังนั้นเขาโคจึงเป็นสิ่งมงคลตามความเชื่อในสังคมไทย ผู้ที่ศึกษาตามตำราเกี่ยวกับลักษณะโค ย่อมรู้ว่าเขาโคลักษณะใดเป็นเขาที่ดี* ดังพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เรื่องตามเสด็จไทรโยค ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “เรื่องเขาโคเปนของผู้รู้วิธี  ชั่วแลดีเลือกทำตามตำรา”           สำหรับเขาโคคุด เป็นสิ่งที่ถือกันว่าไม่ปรกติ (คำว่าคุด หมายถึง งอกงออยู่ภายในไม่โผล่ออกมาตามปรกติ) และเป็นของที่ถือกันว่า “ทนสิทธิ์” คือมีอานุภาพเกิดขึ้นเองสถิตอยู่ในวัตถุนั้น ๆ จัดเป็นเครื่องรางประเภทหนึ่ง อาทิ เขี้ยวสัตว์ เขาสัตว์ นอ งา  คด แร่ หินธรรมชาติต่าง ๆ ฯลฯ วัตถุเหล่านี้มักจะนำมาลงอักขระหรือแกะเป็นรูปมงคลต่าง ๆ รวมถึงพระพุทธรูป นอกจากนี้เขาโคยังเป็นสิ่งมงคลที่ใช้ตกแต่งในพิธี มีตัวอย่างปรากฏในบันทึกเกี่ยวกับแบบแผน “พระราชพิธีฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล”** กล่าวถึงการจัดสถานที่ภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย สำหรับพิธีเทศมหาชาติ ๑๓ กัณฑ์ ซึ่งจัดขึ้นในเดือน ๑๑ (ราวเดือนตุลาคม) กล่าวว่าบริเวณระหว่างเสาร่วมในฝั่งทิศใต้ถัดจากที่ประทับตั้งโต๊ะกลมวางเครื่องนอระมาดเขาโคเขาต่าง ๆ หลังโต๊ะผูกงาพลายปราบดัษกรสวมปลอกทองคำ           มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับตำราลักษณะวัวไว้บ้างแล้ว อาทิ จตุพร บุญประเสริฐ. การวิเคราะห์ตำราวัว. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาภาษาไทย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖.  ซึ่งในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเนื้อหาในตำราลักษณะวัวที่เก็บรักษาในหอสมุดแห่งชาติ และเอกสารที่พบในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งสิ้น ๒๐ ฉบับ  **ตำราฉบับนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า กรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์ทรงพระนิพนธ์ขึ้นไว้ เนื่องด้วยพระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาการพระราชพิธีของวังหน้า ในสมัยรัชกาลที่ ๔     อ้างอิง จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. กลอนไดเอรีซึมทราบกับตามเสด็จไทรโยค. พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๐. สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า โปรดให้พิมพ์ประทานช่วยพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าหญิงผ่อง ในงานทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชันษาครบ ๖๐ ปี บริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐. มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ ๒๖ ภาค เล่ม ๑ ภาคที่ ๑-๑๓. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ, ๒๕๕๘. พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ. “ตำราโค : ศาสตร์แผนโบราณของไทย” ศิลปากร ๔๑, ๓ (พฤษภาคม-มิถุนายน๒๕๔๑), ๗๓-๙๒. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร.๕ น.๔๙.๒/๑. เอกสารกระทรวงนครบาล รัชกาลที่ ๕. เรื่อง บัญชีสิ่งของพิพิธภัณฑ์ (๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๐).


         พระพุทธรูปจีวรลายดอกปางห้ามสมุทร          ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๔๓๔          ได้รับจากวัดวิเศษการ กรุงเทพมหานคร          ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องธนบุรี-รัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          พระพุทธรูปจีวรลายดอก ทรงยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างแสดงปางห้ามสมุทร พระพักตร์กลม รัศมีเป็นเปลวสูง พระอุษณีษะใหญ่ นิ้วพระหัตถ์ยาวเสมอกัน ทรงจีวรห่มเฉียง จีวรพาดพระกรซ้ายและทิ้งชายลงทางด้านซ้าย จีวรเป็นลายดอกพิกุล ทรงยืนบนฐานแปดเหลี่ยม มีอักษรภาษาไทยจารึกว่า “ พระองค์นี้ แม่รอดมารดา แม่ปุ้ยบุตร ทร่างไว้...าหนา (ศัก) ราชหล้วง ๒๔๓๔ ”          การสร้างพระพุทธรูปจีวรลายดอก ปรากฎมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฎในเอกสารเรื่องการถวายผ้าแพรอย่างดีแด่พระพุทธปฏิมาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ครั้งรัชกาลที่ ๑ ความว่า “ทรงพระกรุณาให้เอาแพรลายย้อมครั่ง ทรงพระพุทธรูปในวิหารทิศ พระระเบียงวิหารคดการบุเรียน พระมหาธาตุเจดีย์ใหญ่น้อยสิ้นแพรร้อยพับ แต่พระพุทธรูปเทวะปฏิมากรในพระอุโบสถ ทรงผ้าทับทิมชั้นใน ตาดชั้นนอก”           จีวรลายดอกได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ ๓ พุทธศาสนิกชนมีศรัทธานำผ้าย่ำตะหนี่ [Jamdani -ผ้าฝ้ายเนื้อบางละเอียด ทอลายดอกไม้ขนาดเล็กทั้งผืน] ผ้ามัสลินเนื้อดี มีราคาค่อนข้างสูง นำเข้าจากเบงกอลมาถวายพระสงฆ์ ลักษณะของผ้าย่ำตะหนี่ ที่นำมาถวายยังคงยึดถือตามพระวินัยโดยเป็นผ้าทอลายดอกขนาดเล็ก จากพระวินัยปิฎก มหาวรรค  จีวรขันธกะ ระบุว่าพระฉัพพัคคีย์ครองจีวรชายเป็นลายดอกไม้ ชาวบ้านพากันติเตียนว่าเหมือนคฤหัสถ์  พระพุทธเจ้าจึงตรัสห้ามว่า  “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...ภิกษุไม่พึงทรงจีวรมีชายเป็นลายดอกไม้...รูปใดทรง ต้องอาบัติทุกกฎ ” และปรากฏต่อมาในหนังสือ วินัยมุข พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายว่า “จีวรนั้น ไม่โปรดให้เป็นของกาววาว [แวววาว ฉูดฉาด] จึงทรงห้ามไม่ให้ใช้จีวรดอกเป็นลายรูปสัตว์ เป็นลายดอกไม้ เว้นไว้แต่เป็นดอกเล็ก ๆ ที่ไม่กาววาว เช่นดอกเม็ดพริกไทย หรือเป็นริ้ว เช่นแพรโล่ ”          ลวดลายบนไตรจีวรสะท้อนผ่านจิตรกรรมฝาผนังที่พระวิหารพระไสยาสน์ วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ช่างเขียนรูปพระพุทธเจ้าทรงจีวรลายดอกขนาดใหญ่ ส่วนพระสงฆ์ครองจีวรลายดอกขนาดเล็ก ซึ่งนอกจากผ้าย่ำตะหนี่แล้ว ยังนิยมถวายผ้าแพรจีนที่มีลายดอกดวงต่าง ๆ ตัดเย็บเป็นจีวรถวายพระสงฆ์เช่นกัน จากความนิยมนี้เอง ส่งผลให้ช่างหล่อพระพุทธรูปครองจีวรลายดอกดวงชนิดต่าง ๆ          ในสมัยรัชกาลที่ ๕ การถวายจีวรลายดอกแด่พระภิกษุสงฆ์เสื่อมความนิยมลงและไม่ค่อยปรากฎหลักฐานเท่าไหร่นัก คงมีแต่การถวายผ้าห่มพระพุทธรูปทำจากผ้าแพรลายดอก หรือผ้านำเข้าเป็นผ้าที่ตกแต่งให้มีความสวยงาม ส่วนการหล่อพระพุทธรูปยังคงปรากฎเช่นเดิมว่ายังมีนิยมทรงจีวรลายดอกและสร้างต่อเนื่องมาจนปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๕ หรือเมื่อราว ๗๐ ปีที่ผ่านมา     อ้างอิง อานุภาพ นันติ. รูปแบบและกรรมวิธีการสร้างพระพุทธรูปครองจีวรลายดอกสมัยรัตนโกสินทร์. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๒. พิริยะ ไกรฤกษ์. ลักษณะไทย พระพุทธปฏิมา อัตลักษณ์พุทธศิลป์ไทย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๑. มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ และอรรถกถา. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕. วชิรญาณวโรรส. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. วินัยมุข เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓๑. กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๔๓.   เรียบเรียง: นายปภังกร คงถาวรเจริญกิจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนโรงเรียนกสิณธรเซนต์ปีเตอร์  นักเรียนจิตอาสา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ๒๕๖๗ ตรวจแก้: ภัณฑารักษ์ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  


          ตราดินเผารูปบุคคลถืออาวุธ สมัยทวารวดี           ตราดินเผารูปบุคคลถืออาวุธ จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ตราดินเผาทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๖ เซนติเมตร ผิวหน้ามีรอยประทับนูนต่ำรูปบุคคล ๒ คน ภาพบุคคลทั้ง ๒ เป็นเพียงเค้าโครงอย่างง่าย ไม่แสดงรายละเอียดที่ชัดเจน บุคคลที่ ๑ อยู่ด้านหน้า มีขนาดใหญ่กว่าคนด้านหลังเล็กน้อย กำลังทำท่าก้าวเดินไปด้านหน้า โดยหันศีรษะไปมองคนด้านหลัง ส่วนบุคคลที่ ๒ เดินตามคนด้านหน้า มือซ้ายอาจจับแขนคนด้านหน้า ส่วนมือขวายกขึ้นเหนือศีรษะ ชูวัตถุเรียวยาว อาจเป็นอาวุธประเภทดาบ กระบอง หรือวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง            รูปบุคคลบนตราดินเผานี้ ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นรูปบุคคลใด หรือเป็นเหตุการณ์ใด เนื่องจากไม่มีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับรูปบุคคลได้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะการถืออาวุธของบุคคลที่ ๒ อาจสันนิษฐานได้ว่าบุคคลที่ ๒ กำลังจะใช้อาวุธทำร้ายบุคคลที่ ๑ อาจเป็นภาพที่แสดงเหตุการณ์การต่อสู้ การละเล่น การประกอบพิธีกรรม หรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการใช้อาวุธก็เป็นได้ ตราดินเผารูปบุคคลในอิริยาบถต่าง ๆ พบมาแล้วในศิลปะอินเดีย ในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีนอกจากตราดินเผาชิ้นนี้ ยังพบตราดินเผารูปบุคคลอีกหลายแบบ เช่น รูปบุคคลปีนต้นไม้ พบที่เมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ รูปบุคคล ๒ คนขี่ม้าตีคลี พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม และเมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น            สันนิษฐานว่าตราดินเผาชิ้นนี้น่าจะผลิตขึ้นในท้องถิ่นโดยคนพื้นเมืองทวารวดี โดยรับอิทธิพลทางด้านรูปแบบและคติความเชื่อมาจากอินเดีย สันนิษฐานว่าอาจเป็นการนำเหตุการณ์สำคัญ หรือเหตุการณ์ที่พบเห็นประจำ มาสร้างสรรค์เป็นลวดลายต้นแบบบนตราประทับ เพื่อใช้สำหรับเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวบุคคลหรือกลุ่มคน อาจเป็นชนชั้นปกครองก็เป็นได้ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว      เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. ณัฏฐภัทร  จันทวิช. “อารยธรรมโบราณที่อู่ทอง”. ศิลปากร ๔๐, ๔ (กรกฎาคม - สิงหาคม ๒๕๔๐) :  ๖๓ - ๘๓.  อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗.


     แผ่นอิฐจำหลักรูปมกร       จากเจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง      แผ่นอิฐจำหลักรูปมกร พบจากเจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง      แผ่นอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๑๖ เซนติเมตร ยาว ๒๒ เซนติเมตร หนา ๗.๕ เซนติเมตร ด้านหน้าจำหลักเป็นรูปใบหน้าของสัตว์ในมุมมองด้านข้าง เป็นรูปตา จมูกและปากของสัตว์กำลังแยกเขี้ยวยิงฟันเห็นเขี้ยวรูปสามเหลี่ยมและฟันรูปสี่เหลี่ยมเรียงเป็นแถบ สันนิษฐานว่าเป็นสัตว์ผสมที่เรียกว่า “มกร” ด้านหลังแบนเรียบ มีร่องรอยแกลบข้าวในเนื้อดิน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอิฐที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี      มกร เป็นสัตว์ผสมในจินตนาการระหว่างสัตว์บกกับสัตว์น้ำ มีลำตัวและปากคล้ายจระเข้  มีงวงเหมือนช้าง  มีหางเหมือนปลา ถือเป็นสัตว์มงคล และเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ คติเรื่องมกรปรากฏทั้งในพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีความเชื่อว่า มกร เป็นสัตว์ผู้พิทักษ์และเป็นพาหนะของเทพเจ้า ได้แก่ พระวรุณ พระคงคา เป็นต้น      ศิลปกรรมรูปมกร ปรากฏขึ้นครั้งแรกในศิลปะอินเดียโบราณ และได้รับการสืบทอดต่อมา โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามรสนิยมของแต่ละยุคสมัย ทั้งนี้ได้อิทธิพลให้กับศิลปะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย กัมพูชา พม่า และไทย โดยพบรูปมกรทั้งในงานประติมากรรมและสถาปัตยกรรม  ในสมัยทวารวดี พบการใช้รูปมกรประดับส่วนปลายพนักพุทธบัลลังก์ของพระพุทธรูปประทับห้อยพระบาท จากวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม ประดับมุมส่วนฐานเจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม และตกแต่งกรอบซุ้มประดับสถาปัตยกรรมที่เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี เป็นต้น      แผ่นอิฐจำหลักรูปมกรแผ่นนี้ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นส่วนประกอบของรูปมกรที่ประดับเจดีย์ ซึ่งอาจใช้ประดับส่วนฐานในลักษณะเดียวกับมกรที่เจดีย์จุลประโทน หรืออาจเป็นใช้ประดับปลายกรอบซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปที่ติดอยู่บนผนังของเจดีย์ก็เป็นได้    เอกสารอ้างอิง ธงกิจ นานาพูลสิน. “คติความเชื่อและรูปแบบ “มกร” ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ในประเทศไทย”.  วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒. วิภาดา  อ่อนวิมล. “อิฐมีลวดลายในสมัยทวารวดี”. เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖.


black ribbon.