ปรับขนาดอักษร

วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ตามรอยพระบาทสยามบรมราชกุมารี

วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ตามรอยพระบาทสยามบรมราชกุมารี

           สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงตระหนักในคุณค่าของหนังสือ
โปรดการอ่าน  การศึกษาค้นคว้า  และการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง  อีกทั้งพระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยในวรรณคดีไทยและงานกวีนิพนธ์ ซึ่งเป็นผลมาจากทรงได้รับการปลูกฝังพระอุปนิสัย
ดังกล่าวมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเล่าเรื่องในวรรณคดีไทยพระราชทานมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ดังบทความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่” ว่า

********************************************

                  เมื่อตอนเล็กๆ ตั้งแต่เริ่มเรียนประถม  ท่านสอนภาษาไทย  โดยการให้อ่านวรรณคดี  เรื่องยืนโรง

สามเรื่อง คือ พระอภัยมณี  อิเหนา และรามเกียรติ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอิเหนา  ท่านให้ท่องกลอนตอนที่

เพราะๆ  เช่น “ว่าพลางทางชมคณานก   โผนผกจับไม้อึงมี่”  ฯลฯ

                  คงจะเป็นเพราะได้อ่านกลอนมาแต่เล็กๆ  ทำให้ข้าพเจ้าชอบเรียนวรรณคดีไทยชอบแต่งกลอน

********************************************

 และในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “ฉันชอบอ่านหนังสือ” พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า  

********************************************

                ... หนังสือทางวรรณคดีก็ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและความรู้อย่างกว้างขวาง  เช่น  หนังสือรามเกียรติ์  พระอภัยมณี ฯลฯ ก็มีเรื่องที่น่าสนใจมาก  นอกจากจะเป็นกลอนที่ไพเราะแล้ว 
ยังได้รับความรู้และคติเตือนใจ...

********************************************

              นอกจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงสนพระราชหฤทัยด้านวรรณคดีกวีนิพนธ์แล้ว ยังโปรดการอ่านหนังสือหลากหลายประเภท  ซึ่งทำให้ทรงรอบรู้ในศิลปวิทยาการหลายแขนง ทั้งยัง
มีพระปรีชาสามารถด้านการประพันธ์เป็นที่ประจักษ์  ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งประเภทสารคดี บันเทิงคดี และบทความต่างๆ ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ผลงานพระราชนิพนธ์มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ แสดงให้เห็นถึงความเอาพระราชฤทัยใส่ในความสำคัญของการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง รวมทั้งสาระความรู้และข้อคิด อันเป็นคุณประโยชน์แก่เยาวชนและผู้อ่าน  ทรงเห็นคุณค่าและความสำคัญของวรรณคดีไทยโบราณ  ตลอดจนการแต่งคำประพันธ์ตามขนบวรรณคดีทรงพระราชนิพนธ์บทกวีนิพนธ์ที่มีความไพเราะและทรงคุณค่าหลายเรื่อง เช่น กษัตริยานุสรณ์  คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมพระศรีนรารัฐราชกิริณี  คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างสำคัญ ๓ เชือก  กาพย์ขับไม้กล่อมช้างสำคัญ ๓ เชือก และฉันท์ดุษฎีสังเวยสมโภชพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร  นับว่าทรงอนุรักษ์และสืบทอดขนบการแต่งวรรณคดีโบราณให้คงอยู่สืบไป

            นอกจากนี้  การที่พระองค์โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ไปทอดพระเนตรงานด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย หรือได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจและทรงเยือนแหล่งโบราณสถาน  และพิพิธภัณฑสถานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ทำให้ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีอันเป็นเรื่องราวในอดีตของชนชาติไทย ดังนั้นเมื่อทรงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีในคณะอักษรศาสตร์  ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  พระองค์จึงทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอก  ทั้งยังทรงเข้าเป็นสมาชิกของชมรมประวัติศาสตร์  ชมรมภาษาไทย  ชมรมภาษาตะวันออก ชมรมวรรณศิลป์ ฯลฯ ทรงเป็นกรรมการจัดหาเรื่องลงพิมพ์ในหนังสือ “อักษรศาสตร์พิจารณ์”ของชุมนุมวิชาการอักษรศาสตร์  ในบางครั้งก็พระราชทานบทพระราชนิพนธ์ลงพิมพ์ในหนังสือนี้ด้วย เช่นเรื่อง “การเดินทางไปร่วมพิธีพระบรมศพ พระเจ้ากุสตาฟที่ ๖ อดอล์ฟ”และได้ทุนวิชาภาษาไทยจากทุนพระวรเวทย์พิสิฐ      อีกด้วย

             เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว  พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทในบัณฑิตวิทยาลัย
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต และมหาวิทยาลัยศิลปากรในสาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก  ทรงศึกษารอบรู้และมีพระปรีชาสามารถอย่างลึกซึ้ง  ได้ทรงพระราชนิพนธ์งานวิชาการ
ด้านประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลายเรื่อง อีกทั้งทรงพระมหากรุณารับเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์
แก่นักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  และทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองประวัติศาสตร์  ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์  โดยปรับให้นักเรียนฝึกหัดตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการคิดหาเหตุผลและมีสำนึกทางประวัติศาสตร์  ทรงปรับหลักสูตรให้นักเรียนนายร้อยมีความรู้ในประวัติศาสตร์บ้านเมือง  และตระหนักในคุณค่ามรดกสำคัญของชาติในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทย และเป็นบุคคลที่จะ
ทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของประเทศต่อไปในอนาคต เพื่อให้ได้รู้จักรากฐานของความเป็นชาติไทย
และมีความรู้ความเข้าใจสังคมไทยในปัจจุบันดีขึ้น  พร้อมทั้งสามารถเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในสังคมโลก  ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ให้การทำงานประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น  นอกจากทรงวางรากฐาน
และทรงบรรยายพระราชทานแก่นักเรียนนายร้อยแล้ว  ยังได้ทรงพานักเรียนไปทัศนศึกษาตามแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ทรงกำหนดสถานที่โดยทรงคำนึงถึงความรู้
ทางประวัติศาสตร์  โบราณคดี  รวมทั้งภูมิศาสตร์  สภาพสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละท้องถิ่น  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน

การดำเนินงานด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ตามรอยพระยุคลบาท

             สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ดำเนินภารกิจหลักในการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย แปลเอกสารต่างประเทศ และเรียบเรียงหนังสือและเอกสารทางวิชาการด้านภาษา  วรรณกรรม  ประวัติศาสตร์  และจารีตประเพณี รวมทั้งตรวจสอบชำระและจัดพิมพ์หนังสือในสาขาดังกล่าวออกเผยแพร่สู่สาธารณชน  เพื่อประโยชน์แก่วงวิชาการ  ตลอดจนอนุญาตให้หน่วยงานอื่นๆ และเอกชนนำต้นฉบับของ กรมศิลปากรออกพิมพ์เผยแพร่  เพื่อให้ในท้องตลาดมีหนังสือด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์สำหรับการศึกษาค้นคว้าอย่างเพียงพอและกว้างขว้างขึ้น  รวมถึงจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และความสำคัญของวรรณคดีกวีนิพนธ์  เช่น โครงการประกวดอ่านทำนองเสนาะ  โครงการส่งเสริมยุวกวี  ซึ่งจัดการประกวดแต่งคำประพันธ์ประเภทต่างๆ กิจกรรมส่งเสริมการใช้ภาษาไทยในการพูด อ่าน เขียน อย่างถูกต้อง เช่น โครงการประกวดสุนทรพจน์  โครงการประกวดคัดเขียนไทย และกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์ และจารีตประเพณี เช่น โครงการจัดสัมมนาและประชุมทางวิชาการ ซึ่งนักอักษรศาสตร์ของสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ทุกคนได้ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อธำรงรักษาส่งเสริม และสืบทอดมรดกศิลปวัฒนธรรมและทรัพย์ทางปัญญาของชาติให้รุ่งเรื่องและพัฒนาถาวร และต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่องานด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ของชาติตลอดมา

 

          งานด้านการส่งเสริมและสืบทอดวรรณคดีกวีนิพนธ์  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นกวีและทรงตระหนักถึงคุณค่าของวรรณคดีกวีนิพนธ์ มีพระราชประสงค์ให้คนไทยช่วยกันธำรงรักษาและสืบทอดไว้ให้งดงามยั่งยืน ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่กรมศิลปากร ความว่า

*******************************************

                   วรรณคดีกวีนิพนธ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและทำนุบำรุงมอบไว้ให้เป็นมรดกตกทอดที่ล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ จึงเป็นภาระหน้าที่และความภูมิใจของชาวไทยทั้งมวลที่ควรช่วยกันผดุงรักษาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมนี้ให้เจริญรุ่งเรือง และธำรงอยู่สืบไปชั่วกาลนาน

*******************************************

          นอกจากนี้  พระองค์ยังมีพระมหากรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดอ่านทำนองเสนาะ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๐ – ๒๕๓๗  ซึ่งสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ จัดขึ้นเป็นโครงการต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ศิลปะการอ่านร้อยกรองและส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงคุณค่ากวีนิพนธ์ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแต่งคำประพันธ์ในโครงการส่งเสริมยุวกวี การเสด็จพระราชดำเนินในงานดังกล่าว พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นประโยชน์แก่การดำเนินงานด้านวรรณกรรมของชาติ ซึ่งนับเป็นสิริมงคลและกำลังใจแก่ข้าราชการและบรรดาผู้เข้าประกวดอย่างยิ่ง ดังพระราชดำรัสที่พระราชทาน ความว่า

*******************************************

การแต่งกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ หรือคำประพันธ์ร้อยกรองใดๆ บุคคลจะรู้รสไพเราะของกวี

นิพนธ์ได้ด้วยการอ่าน ฟังเสียง หรืออ่านเป็นทำนองเท่านั้น บทกวีของชนทุกชาติทุกภาษามีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันฉะนี้ การอ่านทำนองเสนาะจึงเป็นการทำให้บทร้อยกรองหรืองานนิพนธ์ของกวีมีชีวิตจิตใจขึ้น รวมทั้งทำให้ผู้ฟังเข้าถึงรสและท่วงทำนองของภาษากวีอีกด้วย

******************************************

                

           งานด้านประวัติศาสตร์  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงพระปรีชาสามารถในงานด้านประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง  โปรดที่จะร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในการประชุม และการสัมมนาทางประวัติศาสตร์  ที่หน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่างๆ  จัดขึ้น ดังเช่นการสัมมนาเรื่อง “หน้าประวัติศาสตร์ไทยจากเอกสารต่างประเทศ” ซึ่งสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรจัดขึ้น ณ โรงแรมโซฟิเทล ราชาออร์คิด จังหวัดขอนแก่น  ระหว่างวันที่  ๑๒ – ๑๔  มิถุนายน พุทธศักราช  ๒๕๔๐  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา  พร้อมทั้งทรงร่วมประชุมในวันแรกของการสัมมนา  ทรงฟังปาฐกถาพิเศษของศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ  ดิศกุล และเสวยพระกระยาหารกลางวัน  แล้วจึงเสด็จกลับ  ยังความปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่บรรดาข้าราชการผู้จัดงาน วิทยากร ตลอดจนผู้เข้าร่วมการสัมมนาโดยถ้วนหน้า

          นอกจากนี้ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ยังดำเนินงานสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ด้วยพระองค์ทรงตระหนักถึงคุณค่าของหนังสือและวรรณคดีโบราณ  มีพระราชดำริว่า หนังสือวรรณกรรมเก่าเหล่านี้ล้วนแต่จะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา ต่อไปจะไม่มีผู้ใดรู้จัก จึงพระราชทานแนวพระราชดำริให้กรมศิลปากรพิจารณาคัดเลือกหนังสือเก่าและต้นฉบับวรรณคดีโบราณมาจัดพิมพ์ให้แพร่หลายกว้างขวางทั้งนี้เพื่อสืบทอดอายุหนังสือที่ทรงคุณค่า และเพื่อให้เยาวชนได้อ่าน ได้เข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่าทางวรรณกรรมไทย  กรมศิลปากรจึงสนอง แนวพระราชดำริมาดำเนินการเป็น ๒ โครงการ  คือ โครงการจัดพิมพ์หนังสือเก่าหายาก  และโครงการตรวจสอบชำระวรรณคดีและประวัติศาสตร์ไทย โดยมอบให้สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบ

          โครงการจัดพิมพ์หนังสือเก่าหายาก สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์คัดเลือกหนังสือเก่าหายากที่มีคุณค่าด้านวรรณคดีและประวัติศาสตร์มาจัดพิมพ์เผยแพร่เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ  ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน  มีหนังสือเก่าที่พิมพ์เผยแพร่แล้วจำนวน ๖ เรื่อง คือ  ๑) ประชุมหนังสือเก่า ภาคที่ ๑ – ๒  ๒) โคลงเรื่องพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕   ๓) รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์  พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ  พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   ๔) สมุดมาลัยและสุบินกลอนสวด ๕) ประชุมเชิญขวัญ ๖) จดหมายเหตุเรื่องรับเสด็จแลสมโภชพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อเสด็จกลับจากยุโรปคราวแรก พ.ศ. ๒๔๔๐

          โครงการตรวจสอบชำระวรรณคดีและประวัติศาสตร์ไทย  สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ได้มอบหมายให้นักอักษรศาสตร์ดำเนินการศึกษาค้นคว้าวรรณคดีจากต้นฉบับสมุดไทย  รวมทั้งเอกสารประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่มาก่อน  มาดำเนินการตรวจสอบชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อให้เกิดความรู้ด้านวรรณคดีและได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน  นับเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดอายุวรรณคดีไทยและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตามแนวพระราชดำริ  

 

ที่มาข้อมูล : หนังสือสิปปธัช : พระผู้เป็นธงชัยแห่งสรรพศิลป์ (จัดพิมพ์เนื่องในโอกาส ๑๐๔ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร)