ปรับขนาดอักษร

พระเมรุมาศ, เทวราชา, พระโพธิสัตว์–พระอนาคตพุทธเจ้า

พระเมรุมาศ, เทวราชา,พระโพธิสัตว์–พระอนาคตพุทธเจ้า

 

โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุม

พระเมรุมาศสำหรับพิธีถวายเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ด้วยฐานันดรสูงสุด เรียกอย่างสามัญว่า ปราสาทยอด (เรียกตามศัพท์ว่า กูฏาคาร) พระเมรุมาศแวดล้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบริวาร เปรียบกับวัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา (ภาพที่ ๑) วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาช่วงปลาย รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โดยมีเจดีย์ทรงปรางค์เป็นประธานของวัด เสมือนเป็นพระเมรุมาศ เทียบกับภูเขาพระสุเมรุ มีบริเวณกั้นรอบขอบเขตด้วยระเบียงคด คดคือมุมทั้งสี่ของระเบียง ก่อแทรกไว้ด้วยเมรุ เรียกว่าเมรุประจำมุม ตอนกลางของระเบียงทั้งสี่ด้าน แทรกด้วยเมรุประจำทิศเมรุทั้งแปด เสมือนภูเขาสัตตบริภัณฑ์เป็นบริวาร ล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุ (ภาพที่ ๒, ๓) แม้ภายหลังก่อสร้างโดยไม่มีบริวาร ก็ยังเรียกว่าเมรุอยู่นั่นเอง โดยกลายมาเป็นเมรุเผาศพ

ภาพที่ ๑ ปรางค์ประธาน เสมือนพระเมรุมาศ แวดล้อมด้วยสิ่งก่อสร้างบริวาร - วัดไชยวัฒนาราม 

 

ภาพที่ ๒ ภูเขาพระสุเมรุ แวดล้อมด้วยบริวารภูเขาวงแหวนเจ็ดวง (ภูเขาสัตตบริภัณฑ์)

 

ภาพที่ ๓ ภาพตัดของภูเขาพระสุเมรุ และภูเขาบริวาร (สัตตบริภัณฑ์)

 

เทวราชา สมมติเทวราชาโลกทัศน์ไทยโบราณ ปรากฏอยู่ในหนังสือ ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้ พระยาธรรมปรีชา(แก้ว) เรียบเรียงไว้ เมื่อ พ.ศ.๒๓๔๕ มีที่กล่าวถึง ภูเขาพระสุเมรุคือแกนของจักรวาล สูงพ้นน้ำ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ (๑ โยชน์ เท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร) ภูเขาพระสุเมรุ จึงสูง ๑,๓๔๔,๐๐๐ กิโลเมตร ศูนย์กลางจักรวาลอยู่บนยอดภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี้ คือสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ที่ประทับของเทวราชา–พระอินทร์ (ภาพที่ ๔)คติสมมติเทวราชาของไทย นอกจากเทียบกับพระมหากษัตริย์กับพระนารายณ์แล้ว ยังเทียบกับพระอินทร์ ซึ่งอุปถัมป์ค้ำจุนพุทธศาสนา ตรงกับพระราชภารกิจหลักของพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นเช่นสมมติเทวราชา ประทับ ณ ศูนย์กลางพระราชอาณาจักรของพระองค์ เสมือนประทับ ณ ศูนย์กลางจักรวาลบนสวรรค์ดาวดึงส์ คำกล่าวที่ว่า ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย คงหมายถึงส่งเสด็จสวรรค์ดาวดึงส์ซึ่งอยู่บนยอดภูเขาพระสุเมรุโดยจำลองเป็น พระเมรุมาศ หลังถวายเพลิงพระบรมศพ พระอินทร์อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานในเจดีย์จุฬามณี บนสวรรค์ดาวดึงส์ (ภาพที่ ๔, ๕)

ภาพที่ ๔ พระอินทร์อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานในเจดีย์จุฬามณี บนสวรรค์ดาวดึงส์ (จิตรกรรมผนังอุโบสถ วัดดุสิต ธนบุรี)

 

ภาพที่ ๕ ภูเขาพระสุเมรุ แวดล้อมด้วยภูเขาบริวาร (สัตตบริภัณฑ์) จิตรกรรมผนังวัดเกาะสุทธาราม  จังหวัดเพชรบุรี 

 

สวรรค์ ดุสิต ที่สถิตย์ของพระโพธิสัตว์คติที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเสมือน พระโพธิสัตว์ (ความหมายเดียวกับ เสมือน พระอนาคตพุทธเจ้า) มีหลักฐานมาแล้วในสมัยสุโขทัย พบในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงคราวที่พญาลิไททรงผนวช พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “...อาตมาอยากขอมอบอาตมาปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า...” คำเรียกแทนตัวเรา เมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์พระมหากษัตริย์ว่า ข้าพระพุทธเจ้า คงมีมาอย่างช้าก็ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสืบมาในสมัยปัจจุบันด้วย

ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์ประจำรัชกาลที่ ๑ และประจำรัชกาลที่ ๒ ประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ถวายพระนามองค์ประจำรัชกาลที่ ๑ ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระนามประจำรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุราลัย(ภายหลัง เปลี่ยนในรัชกาลที่ ๔ เป็น พระพุทธเลิศหล้านภาลัย) จึงกล่าวได้ว่าคติโบราณของเราเทียบพระมหากษัตริย์เมื่อมีพระชนม์ชีพทรงเสมือนเป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อเสด็จสวรรคตก็จะเสด็จสู่สวรรคาลัย เพื่อรอเสด็จลงมาตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า

ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาระบุว่า สวรรค์ชั้น ดุสิต เป็นที่สถิตของ พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พุทธบิดา พุทธมารดา หรือบรรดาที่มีวาสนาบารมีมาก เช่นพระบรมวงศ์ชั้นสูง หลังเสด็จสวรรคตพระมหากษัตริย์ ด้วยสถานะแห่งพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงสถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต สวรรค์ชั้นนี้อยู่สูงขึ้นไปจากสวรรค์ดาวดึงส์ ผ่านสวรรค์ชั้น ยามา จึงขึ้นถึง สวรรค์ดุสิต นับเป็นสวรรค์ชั้นที่สี่ ในบรรดาสวรรค์ทั้งหมดหกชั้น (ภาพที่ ๖)

ภาพที่ ๖ (จากภาพที่ ๕) แสดงลำดับของสวรรค์ และเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

 

เมื่อเชื่อมโยงคติเรื่องสวรรค์ชั้นดุสิตกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ให้ประเด็นคิดดังนี้

พระราชวังโบราณในพระนครศรีอยุธยานี ราชธานีเก่า มีพระมหาปราสาทสำคัญห้าองค์ องค์ที่ชื่อพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ เคยเป็นประดิษฐานพระบรมศพของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันชำรุดเหลือซากเพียงเล็กน้อย แต่ยังมีเค้าว่าเป็นพระใต้ถุนสูง หรือพระที่นั่งสองชั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้อิงแบบมาสร้างในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามพระที่นั่ง ดุสิตมหาปราสาท เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๒ (ภาพที่ ๗)

 

ภาพที่ ๗ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้าง 

 

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จออกว่าราชการที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาระหว่างรอการก่อสร้างหมู่พระมหามณเฑียร ในรัชกาลของพระองค์ เมื่อพระบรมวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์สิ้นพระชนม์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสวรรคต ก็อัญเชิญพระบรมศพมาประดิษฐาน ต่อมาจึงเป็นธรรมเนียมที่จะประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อๆ มาที่พระที่นั่งองค์นี้ รวมทั้งสมเด็จพระอัครมเหสี และบางโอกาสก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ตั้งพระศพพระบรมวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์คติโบราณจึงย่อมมีด้วยว่า เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต พระองค์เสด็จขึ้นไปสถิต ณ สวรรค์ดุสิตอันเป็นที่สุด

 

ที่มาของข้อมูล : เอกสารประกอบในกิจกรรม พิพิธภัณฑ์เสวนา ครั้งที่ ๔  เรื่อง “สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ” เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

เอกสารประกอบการเสวนา