ปรับขนาดอักษร

ฐานานุศักดิ์ราชรถ

 

ฐานานุศักดิ์ราชรถ

ฐานานุศักดิ์ราชรถ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พุทธศักราช ๒๕๒๕  ให้ความหมายไว้ดังนี้

          ฐานานุศักดิ์  ว.  ตามควรแก่เกียรติศักดิ์  เช่น โดยลำดับฐานานุศักดิ์ (พงศ์.เลขา) น.  ศักดิ์ที่พระราชาคณะมีอำนาจตั้งฐานานุกรมได้ คำว่าฐานานุกรมมาจากคำสองคำคือ  ฐานะ  กับอนุกรม  โดยพจนานุกรมได้ให้ความหมายไว้ว่า  “ฐานะ”  น.  ตำแหน่งหน้าที่;  เช่นในฐานที่เป็น  หรือในฐานะที่เป็นประธาน:หลักฐานลำดับความเป็นอยู่ในสังคม  “อนุกรม”  น.  ลำดับ ระเบียบ ชั้น เช่น  โดยอนุกรม  นามานุกรม  สารานุกรม  อักขรานุกรม  เมื่อรวมสองคำเข้าด้วยกันเป็น  ฐานานุกรม  ก็น่าจะมีความหมายว่า  ตำแหน่งหน้าที่ฐานะตามลำดับ  หรือฐานะตำแหน่งหน้าที่ตามลำดับ

ราชรถ หมายถึง  รถหลวงหรือรถของพระราชา  ในที่นี้หมายถึงรถลากมีรูปลักษณะคล้ายเกวียน  หรือพัฒนารูปแบบจากเกวียน  มีการตกแต่งให้วิจิตรงดงาม  และอาจมีขนาดสูงใหญ่มากขึ้น  มีทั้งที่มีเครื่องหลังคา  และไม่มีเครื่องหลังคา  แบบไม่มีเครื่องหลังคาเรียกราชรถโถง  คือราชรถโล่งนั่นเอง  เช่น ราชรถในภาพลายรดน้ำผนังตู้  ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์  เป็นลักษณะงานช่างสมัยรัชกาลที่  ๑  ดูภาพหมายเลข  ๒  ซึ่งเป็นภาพจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์  ตอนพระรามรบกับอินทรชิตแปลง

ภาพที่  ๒

แบบมีเครื่องหลังคาเรียกราชรถวอบ้าง  ราชรถวิมานบ้าง  หรือราชรถยอด  หากหลังคามีเครื่องยอด  เช่น ราชรถบุษบก เป็นต้น  ราชรถทั้งสองประเภทนี้  มีการขับเคลื่อนสองวิธีคือ หากเป็นราชรถขนาดใหญ่  มีลวดลายวิจิตร มีซุ้มเครื่องยอดสูงใหญ่  มีน้ำหนักมาก  มักใช้คนลาก  ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  เรียก พลชัก ฉุด  เนื่องจากต้องการให้เคลื่อนที่ไปอย่างนิ่มนวล  และสามารถเคลื่อนที่หรือหยุดได้อย่างนิ่มนวลด้วย  เพื่อป้องกันการชำรุดของลวดลายและมีความสง่างามในลีลาที่เคลื่อนไป

อีกวิธีหนึ่งใช้สัตว์มีม้าเป็นต้นเป็นกำลังชักลาก  และมีด้านหน้าด้านเดียวเนื่องจากส่วนมากเป็นราชรถขนาดเล็กถึงมีเครื่องหลังคาหรือซุ้มก็ไม่สูงใหญ่  มีน้ำหนักไม่มาก เมื่อเวลาจะหยุดรถไม่ต้องฉุดด้านหลัง  จึงมักใช้ม้าลาก  แต่ถ้าเป็นราชรถในวรรณคดีก็อาจใช้ราชสีห์  คชสีห์ฉุดลาก  เพื่อแสดงให้เห็นฤทธานุภาพของผู้บังคับรถ  หรือผู้ทรงรถ ว่าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์มากอาจสามารถบังคับ  สัตว์อันมีฤทธิ์มากมาใช้งานได้ตามประสงค์  และฐานานุศักดิ์ของราชรถนั้น  มีลักษณะคล้ายกับฉัตร คือมีมากมายหลายประเภท  แต่ละประเภทก็มีฐานะหรือลำดับชั้นต่างๆ กัน  จากขนาดของรถบ้าง  รูปริ้วขบวนบ้าง  เครื่องประกอบของอิสริยยศ  เครื่องสูงต่างๆ  บ้าง ตลอดจนรูปลักษณ์รายละเอียดขององค์ราชรถ  เช่น ราชรถในภาพที่  ๓  และภาพที่  ๔  ซึ่งเป็นงานช่างเขียนลายรดน้ำกำมะลอ  จากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒  เรื่องอิเหนาที่บานฉาก ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 

   

ภาพที่  ๓

                                             

ภาพที่  ๔

ในภาพที่  ๓  จะเห็นราชรถที่กษัตริย์ทรง มีเครื่องหลังคาบุษบก  ประดับหน้าบันแถลง นาคปัก  บราลี  ผูกม่านทองครบ  แต่ในภาพที่  ๔  เป็นนางกษัตริย์  หรือเจ้านายฝ่ายหญิงเครื่องประดับหลังคาบุษบก  ลดรายละเอียดลงไม่ประดับบราลีและไม่ผูกม่าน  หรือในภาพที่  ๕  เป็นภาพประกอบลายประดับหน้าบันพระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม  กรุงเทพฯ  เป็นภาพพระจันทร์ทรงรถ  ซึ่งพระจันทร์จัดเป็นเทพชั้นผู้ใหญ่องค์หนึ่งประทับรถบุษบกวิมาน  ประดับบราลี  แต่ในภาพที่  ๖  เป็นภาพเขียนสีผนังพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรื่องรามเกียรติ์  ตอน  พระฤาษีนารอดแรกนาพบนางสีดา  แล้วเชิญเข้าเมืองโดยขบวนอิสริยยศโดยประทับราชรถวอจตุรมุขพิมานพร้อมกับพระดาบส  หากสังเกตดีๆ ก็จะแลเห็นการจัดลำดับของราชรถตามอิสริยยศของผู้ใช้ไว้อย่างแยบยล  และน่าสนใจยิ่ง  และเริ่มจะเห็นแนวการจัดลำดับของราชรถ

 

    

ภาพที่  ๕

                                    

ภาพที่  ๖

แม้ราชธานีใช้ประกอบการแสดงโขนละครก็ยังมีการจัดลำดับศักดิ์หรือแฝงความหมายไว้ในรูปลักษณ์ของราชวงศ์นั้นๆ เช่น ราชรถที่ใช้ประกอบการแสดงโขนซึ่งเป็นวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ มักจะปราฏราชรถทรงของพระราม พระลักษณ์ หรือทศกัณฐ์  และอินทรชิต ฯลฯ มักทำเป็นราชรถโถงมีสีทองหรือปิดทองล่องชาด เช่น ราชรถในภาพที่ ๗ แตกต่างกับราชรถที่ใช้แสดงละครเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม ซึ่งเป็นสงครามระหว่างเทพฝ่ายธรรมะกับเทพฝ่ายอธรรมหรืออสูร เป็นเทวดาแบบสามัญไม่ใช่อย่างพระราม ที่เป็นพระนารายณ์อวตาร หรือทศกัณฐ์ซึ่งเดิมเป็นพรหมพงศ์ จึงต้องใช้ราชรถทรงปิดทองล่องชาด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นการละเล่นการแสดง ครูบูรพาจารย์ในอดีตจึงเพียงแต่แกะสลักลายไม่ปิดทองล่องชาด  ไม่ประดับรูปเทพ รูปครุฑ เพราะจะเป็นการเทียบศักดิ์เสมอพระมหากษัตริย์จริง  หรือเป็นราชรถจริงที่ใช้ในราชการ ฉะนั้นราชรถในภาพที่ ๘ เป็นราชรถทรงของเทวดาสามัญจึงไม่ปิดทองล่องชาด

    

ภาพที่  ๗

 ภาพที่  ๘

เมื่อพิจารณาถึงตรงนี้ก็เริ่มจะเห็นร่องรอยลักษณะการจัดลำดับหรือประเภทของราชรถได้บ้างแล้ว เรื่องฐานานุศักดิ์ของราชรถนี้  ในปัจจุบันไม่ปรากฏหรือระบุฐานะชั้นยศของราชรถไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  หรือกฎเกณฑ์ใดๆ  อย่างตายตัว  คงใช้ตามประเพณีที่เคยเห็น  เคยใช้ต่อๆ กันมาเป็นสำคัญต่อไปจะพิจารณาจากรูปลักษณะของราชรถที่ใช้ในราชการจริง เช่น ใช้ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระราชทานเพลิงพระศพในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เท่าที่ปรากฏหลักฐานทางวัตถุ  ในปัจจุบันมีราชรถที่แสดงพระเกียรติยศอย่างสูงสุดเป็นราชรถบุษบกใช้ชักลากมีทั้งหมด ๕ องค์

๑. พระมหาพิชัยราชรถ

๒. เวชยันตราชรถ

๓. ราชรถเล็ก

๔. ราชรถน้อยมี ๒ องค์

พระมหาพิชัยราชรถและเวชยันตราชรถใช้ประดิษฐานพระบรมโกศและพระโกศเพื่ออัญเชิญไปสู่พระเมรุหลวง  ราชรถเล็ก เดิมพระบรมวงศ์ประทับในขบวนอัญเชิญและโยงพระศพ  ราชรถน้อยองค์หนึ่งสำหรับสมเด็จสังฆราชหรือพระมหาเถระอ่านพระอภิธรรมนำพระบรมศพหรือพระศพ  ราชรถน้อยอีกองค์หนึ่งอาจใช้เป็นราชรถตาม บางท่านกล่าวว่าเป็นราชรถพระโกศจันทน์

หากจะพิจารณาลักษณะของราชรถทั้ง ๕ องค์นี้ ก็จะเห็นรายละเอียดของรูปลักษณ์และลวดลายชั้นเชิงต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในองค์ราชรถทุกองค์

๑. พระมหาพิชัยราชรถเป็นราชรถขนาดใหญ่สุด มีบุษบกพิมานเป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศเครื่องหลังคาบุษบกประกอบเป็นชั้นหลังคา ๕  ชั้นเชิงกลอน ทุกมุมของชั้นเชิงกลอนย่อไม้ เรียกย่อไม้สิบสอง ชั้นเชิงกลอนทุกชั้นประดับลายหน้ากระดานชั้นกระจัง หน้าบันแถลงนาคปักและบราลีครบทุกชั้นตามตำรายอดสุดประดับพุ่มข้าวบิณฑ์เงิน เชิงกลอนชั้นล่างสุดห้อยเฟื่องระย้าเงิน โดยรอบมีเสาไม้สิบสอง รองรับเครื่องหลังคา ผูกม่านทองแผ่ลวดพื้นตาดทองประดับเรือนบุษบก ฐานบุษบกประดับรูปเทพประนมประจำชั้นหน้ากระดานฐานสิงห์ รองรับด้วยชั้นเบญจามีพนักโปร่งล้อมรอบ ตั้งกระจังปฏิญาณประกอบชั้นเกริน หน้าหลังลดหลั่นรองรับ ๓ ชั้น ชั้นเบญจาทุกชั้นย่อไม้สิบสอง ฐานเบญจาชั้นล่างสุดทำเป็นหน้ากระดานฐานสิงห์ขนาดใหญ่รองรับตั้งอยู่เหนือฐานเขียงหรือเหนือแคร่ ราชรถประกอบด้วยกงล้อขนาดใหญ่ประดับรวม ๔ กงล้อ พร้อมแปรกประกับกงล้อ มีงอนราชรถรูปนาค ๓ เศียรเป็นงอนเอกอยู่ตรงกลาง มีงอนรูปนาคเศียรเดียวเป็นงอนรองอยู่สองข้าง ทุกงอนติดธงสามชายลายทองแผ่ลวด ดูภาพที่ ๙

ภาพที่  ๙

๒. เวชยันตราชรถเป็นราชรถขนาดใหญ่สุดอีกองค์หนึ่ง มีความสูงของยอดบุษบกต่ำกว่าพระมหาพิชัยราชรถเล็กน้อยพอให้รู้ได้ว่าเป็นราชรถรอง คล้ายกับเรือพระที่นั่งกิ่งในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาที่มีทั้งเรือพระที่นั่งกิ่งเอกและเรือพระที่นั่งกิ่งรองแต่มีขนาดไม่แตกต่างกันมากนัก ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ ในคราวเชิญพระศพสมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์ ประดิษฐานพระโกศกุดั่นน้อย ออกพระเมรุพร้อมกับพระศพสมเด็จกรมพระยาเทพสุดาวดี มีพระโกศกุดั่นใหญ่ทรงพระศพประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถ ในคราวเดียวกัน ทำให้สังเกตได้ว่าเวชยันต์ราชรถเป็นรองพระมหาพิชัยราชรถ  แต่ในคราวใดจำเป็นต้องใช้เวชยันตราชรถอันเชิญพระบรมศพ ก็จะเรียกขานราชองค์นี้ว่าพระมหาพิชัยราชรถเช่นเดียวกัน ทำนองเดียวกับเรือพระที่นั่งกิ่งรอง หากพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปประทับเป็นเรือประธานในริ้วขบวน ก็จะเรียกเรือพระที่นั่งลำนั้นว่าพระมหาพิชัยนาวา

เราไม่สามารถสังเกตความแตกต่างของราชรถทั้งสององค์ได้ด้วยขนาด เพราะมีขนาดใกล้เคียงกันมาก เพราะแนวพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๑ ต้องการให้ราชรถสององค์นี้ใช้ร่วมกันหรือใช้แทนกันได้ตามโอกาสที่ต้องการ แต่เราสามารถสังเกตได้จากลวดลายเศียรนาคที่ประดับเกรินหน้าและท้ายเกริน พระมหาพิชัยมีลายประดับเศียรนาคตรงหงอนของนาคเป็นแบบลายช่อเปลว(กนกเปลว) ลายกระจังปลายบัด(กระจังรวน) ประดับท้องเกรินเริ่มตรงกลางด้านข้างขององค์ราชรถแล้วบัดปลายกระจังให้ปลายไปทางด้านหน้าของราชรถ  และบัดปลายกระจังไปทางท้องราชรถเป็นระยะเท่ากัน แต่เวชยันตราชรถมีลายประดับหงอนนาคและลายประดับท้ายเกรินเป็นลายเปลวหางไหล(กนกหางไหล) ลายกระจังปลายบัด(กระจังรวน) บัดปลายไปทางด้านหลังราชรถตั้งแต่ด้านหน้าสุดไปจนถึงท้ายสุดเป็นแนวเดียวกัน เมื่อราชรถทั้งสององค์นี้เข้าที่สลับกันก็สามารถทราบได้ว่าเป็นองค์ไหน

          ๓. ราชรถเล็ก (ปัจจุบันเรียกราชรถน้อย) เหตุที่ผู้เขียนเรียก ราชรถเล็ก เพราะความหมายในภาษาไทยนั้น เล็กมีขนาดใหญ่กว่าน้อย ถ้าตั้งชื่อบุคคลใครมีบุตรคนแรกมักชื่อโต คนถัดมาชื่อเล็ก และคนหลังชื่อน้อย เล็กจึงเป็นพี่ของน้อย ในลำดับของพระโกศ ก็มีพระโกศทองใหญ่มีเกียรติสูงสุด รองลงมาคือพระโกศทองเล็ก และพระโกศทองน้อยตามลำดับ พระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตราชรถเป็นราชรถองค์ใหญ่ มีชั้นเบญจาราชรถ  ๓  ชั้น ดูภาพที่ ๑๐ คือ ราชรถเล็กมีขนาด  เล็กกว่ามากแต่ก็มีเบญจา  ๓  ชั้น  อย่างเดียวกับพระมหาพิชัยราชรถ   และเวชยันตราชรถที่มีขนาดเล็กกว่าเพราะต้องการให้มีขนาดเหมาะสมกับพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศ์ซึ่งเป็นบุคคลมีชีวิตนั่ง แต่รูปลักษณ์ของราชรถเหมือนกันกับราชรถใหญ่ จึงควรจะตรงกับคำว่าเล็ก  และมีอยู่เพียงองค์เดียว ดูภาพที่ ๑๑

    

ภาพที่  ๑๐ 

ภาพที่  ๑๑

          ๔. ราชรถน้อย มี ๒ องค์ มีขนาดสัดส่วนและลวดลายเหมือนกัน มีขนาดเล็กกว่าราชรถเล็ก ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ มีชั้นเบญจาราชรถรองรับบุษบกเพียง ๒ ชั้น ดูภาพที่ ๑๓ แสดงให้เห็นว่ามีเกียรติยศต่ำกว่าหรือรองลงไปจากราชรถทั้ง ๓ องค์ข้างต้น ปัจจุบันใช้สำหรับสมเด็จพระสังฆราชหรือพระมหาเถระนั่งอ่านพระอภิธรรมนำพระศพ แต่ราชรถน้อยมี ๒ องค์ ในอดีตมักกล่าวไว้ว่าขบวนพระบรมศพใช้ราชรถหลายองค์ใช้เป็นราชรถรับภูษาโยงพระศพ อาจใช้เป็นราชรถรององค์หนึ่งหรือในคราวใดอัญเชิญพระศพพระบรมวงศ์ออกพระเมรุพร้อมกันถึง  ๒  พระศพ อาจต้องใช้ราชรถโยงพร้อมกันถึงสององค์ก็เป็นได้ ภาพที่ ๑๒ ส่วนที่ว่ามีราชรถประดิษฐานพระโกศจันทน์และฟืนจันทน์นั้นผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นราชรถโถง เพราะของสองสิ่งนี้มีศักดิ์เป็นฟืนไม่ใช้องค์เจ้านายพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศ์ที่ต้องทรงราชรถบุษบก ดูภาพที่ ๙ - ๑๓

     

ภาพที่  ๑๒

ภาพที่  ๑๓

พอจะสังเกตได้ว่าราชรถบุษบกเป็นรถที่แสดงรูปลักษณ์วิจิตร หมายถึง เกียรติยศสูงมากหรือสูงสุด ส่วนราชรถที่ปรากฏรูปลักษณ์รองลงมา ได้แก่ ราชรถโถงดังกล่าวข้างต้นแล้วว่าอาจใช้เชิญพระโกศจันทน์หรือฟืนจันทน์ ในการพระบรมศพหรือพระศพพระบรมวงศ์ นอกจากนี้ยังมีราชรถโถงอื่นๆ อีก  อาจใช้เชิญพระศพเจ้านายตามฐานานุศักดิ์ต่างๆ  ตามอย่างราชประเพณีที่ปฏิบัติ

          ราชรถโถงนี้มีรูปลักษณะใกล้เคียงราชรถบุษบกมากที่สุด เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าราชรถบุษบก และส่วนบนสุดเหนือชั้นเบญจาราชรถ ทำเป็นบัวปากฐานสำหรับรองรับพระโกศ เช่น ราชรถโถงที่อยู่บริเวณพาไลระเบียงหมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ราชรถแบบนี้มีทั้งที่เป็นราชรถลากและราชรถม้า  ดูภาพที่ ๑๔ และ ๑๕

     

ภาพที่  ๑๔

ภาพที่  ๑๕

          ราชรถโถงในภาพที่ ๑๔ และ ๑๕ นี้ หากเอาบัวปากฐานออกแล้วตั้งบุษบกก็เกือบจะเหมือนราชรถบุษบก เช่น พระมหาพิชัยราชรถและราชรถเล็ก ราชรถน้อย ต่างกันตรงไม่มีล้อประดับและแปรกบังคับดุมเท่านั้น หากใส่ล้อประดับกับแปรกก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากราชรถน้อยเลย ผู้เขียนจึงเห็นว่าน่าจะมีฐานานุศักดิ์รองจากราชรถน้อยลงมา เท่าที่เคยเห็นยังมีราชรถโถงอีกแบบหนึ่งอยู่ที่พาไลระเบียงด้านทิศตะวันตกของพระที่นั่งพรหมเมศรังสรรค์ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) ใกล้ๆ กับราชรถในภาพที่ ๑๔, ๑๕ มีรูปลักษณะต่างจากราชรถที่กล่าวผ่านมาแล้วทั้งหมด คือเป็นราชรถที่ไม่มีชั้นเบญจา แต่มีแท่นประดิษฐานที่มีลักษณะคล้ายบัลลังก์หรือพระยานมาศ แต่มีชั้นเชิงรายละเอียดต่าง ๆ ใกล้ไปทางบัลลังก์สมเด็จพระสังฆราชเพียงแต่ไม่มีหน้ากระดานฐานสิงห์รองรับท้องไม้เท่านั้น และที่ต่างกับบัลลังก์หรือพระแท่นเศวตฉัตรสมเด็จพระสังฆราชก็ตรงที่ทำเป็นเก็จหน้าหลังตรงชั้นฐานสิงห์  และแท่นนี้ตั้งอยู่บนพื้นล่างของราชรถที่ทำเป็นแคร่ราบต่อแคร่ยื่นออกทั้งด้านหน้า ด้านหลังย่อมุมอย่างเกริน มีแนวหน้ากระดานประดับแนว ลายกระหนกลายกระจังอย่างเกรินหน้า  ท้ายเกรินราชรถโถง ดูภาพที่ ๑๖

ภาพที่  ๑๖

จากรูปลักษณะของราชรถโถงองค์นี้ทำให้ทราบทันทีว่ามีฐานานุศักดิ์หรือเกียรติยศต่ำกว่าราชรถโถงในภาพที่ ๑๔ และภาพที่ ๑๕ แต่พระแท่นหรือแท่นที่ปรากฏอยู่บนราชรถองค์นี้ ยังแสดงชั้นเชิงของอิสริยยศตามรูปแบบพระราชประเพณีอยู่ คือมีรูปลักษณะพร้อมรายละเอียดอย่างของหลวงสร้าง คือ มีชั้นเชิงดังต่อไปนี้
ดูภาพที่ ๑๗ ซึ่งเป็นพระแท่นองค์เดียวกับพระแท่นในภาพที่ ๑๖

ภาพที่  ๑๗

๑.                                                                                                                                                 ชั้นหน้ากระดานบน หรือหน้ากระดานปากฐาน

๒.                                                                                                                                                 ชั้นท้องไม้

๓.                                                                                                                                                 ชั้นลูกแก้วในภาพนี้เรียกลูกแก้วอกไก่

๔.                                                                                                                                                 ชั้นฐานสิงห์มีบัวหลังสิงห์

๕.                                                                                                                                                 ชั้นหน้ากระดานล่าง, หน้ากระดานเชิงฐาน

 

ภาพที่  ๑๘

หากจะเทียบกับพระแท่นพระยานมาศในภาพที่ ๑๘ ก็จะเป็นดังนี้

๑.                     ชั้นหน้ากระดานบน หรือหน้ากระดานปากฐาน

๒.                     ชั้นท้องไม้ประดับลายราชวัตร

๓.                     ชั้นหน้ากระดานชั้นบัวแวง

๔.                     ชั้นฐานสิงห์

๕.                     ชั้นหน้ากระดานล่าง, หน้ากระดานเชิงฐาน

    

     

ภาพที่  ๑๙

ภาพที่  ๒๐

หากเราจะพิจารณารูปลักษณ์ของพระแท่นในภาพที่ ๑๗ และ ๑๘ เปรียบเทียบกันก็จะเห็นดังนี้ พระแท่นทั้งสององค์นี้มีหน้ากระดานเหมือนกัน แต่แผงพนักต่างกันคือ พนักของพระแท่นในภาพที่ ๑๗  เป็นแบบแผงพนักแบบลูกมะหวดหรือลูกกรง แต่พระแท่นในภาพที่ ๑๘ มีแผงพนักเป็นแผงฉลุและแกะสลักลายพระแท่นสององค์นี้มีชั้นท้องไม้เหมือนกัน แต่พระแท่นที่ ๑๗ มีลูกแก้วอกไก่ ประดับคาดทับชั้นท้องไม้ ส่วนพระแท่นในภาพที่ ๑๘ ทำชั้นท้องไม้เป็นลายฉลุแบบลายราชวัตร ไม่มีลูกแก้วอกไก่ แต่มีชั้นหน้ากระดานชั้นบัวแวงซึ่งพระแท่นในภาพที่ ๑๗ ไม่มี พระแท่นทั้งสององค์นี้มีชั้นฐานสิงห์ตั้งเหนือชั้นหน้ากระดานล่างเหมือนกัน เมื่อเราเห็นความเหมือนความต่างของพระแท่นทั้งสององค์นี้แล้วก็ยังไม่สามารถชี้ชัดลงได้ว่าองค์ใดมีเกียรติยศหรือฐานนานุศักดิ์สูงกว่ากัน แต่ถ้าเราจะเปรียบเทียบพระแท่นเศวตฉัตรของสมเด็จพระสังฆราชกับพระแท่นเศวตฉัตรของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าหรือสมเด็จพระสังฆราชเจ้าแล้วจะทราบว่าพระแท่นแบบในภาพที่ ๑๗ ซึ่งมีลูกแก้วอกไก่ประดับท้องไม้มีฐานนุศักดิ์ต่ำกว่า ดูภาพที่ ๑๙ ซึ่งเป็นพระแท่นของสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นสามัญชนมีลูกแก้วอกไก่ประดับท้องไม้ส่วนพระแท่นในภาพที่ ๒๐ เป็นพระแท่นเศวตฉัตรของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ มีชั้นหน้ากระดานประดับท้องไม้ฐานบัลลังก์ ๒ ชั้นอย่างเดียวกับพระราชบัลลังก์ เพียงแต่ไม่ประดับรูปเทพประนมและรูปครุฑยุดนาคเท่านั้น และพระแท่นทั้งสององค์มีขนาดเท่ากัน การมีพระแท่นเศวตฉัตรหรือพระแท่นบัลลังก์นี้ในประเทศไทยปรากฏอยู่สองตำแหน่งเท่านั้นคือ

      

ภาพที่  ๒๑

ภาพที่  ๒๒

พระแท่นเศวตฉัตรหรือพระแท่นราชบัลลังก์ประจำตำแหน่งพระมหากษัตริย์ (ยกเว้นพระแท่นเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวเพราะได้รับพระบวรราชาภิเษกเทียบเท่าพระมหากษัตริย์)กับพระแท่นเศวตฉัตรหรือพระแท่นบัลลังก์ของสมเด็จพระสังฆราชทั้งที่เป็นพระราชวงศ์และสามัญชนปรากฏอยู่สองอย่างเท่านั้น ดูภาพที่ ๒๑ และภาพที่ ๒๒ และพระแท่นเศวตฉัตรของสมเด็จพระสังฆราชในภาพที่ ๑๙ กับ ๒๒ ก็มีลักษณะเกือบจะเหมือนกับพระแท่นบนราชรถในภาพที่ ๑๖ และ ๑๗ เพียงแต่พระแท่นบนราชรถลดชั้นหน้ากระดานรองท้องไม้ออก ตั้งท้องไม้เหนือบัวหลังสิงห์เลยทีเดียวเพราะต้องการลดความสูงเวลาเชิญพระโกศจะได้ไม่โงนเงน ลักษณะเดียวกับพระยานมาศ (สามลำคาน) ก็มีลักษณะเหมือนพระแท่นราชบัลลังก์  แต่ทำชั้นแคบลงเพื่อลดความสูง (ภาษาช่างเรียกกระแทกชั้น) ไม่ให้โงนเงนเวลาเชิญพระโกศหามแห่เท่านั้น

เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ นางวิจิตร  ไชยวิชิต หัวหน้าช่างแกะสลัก กลุ่มประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้มาขอให้ไปช่วยดูราชรถที่จะใช้อัญเชิญพระศพสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งราชรถนี้ได้เก็บรักษาอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ผู้เขียนได้ร่วมเดินทางไปกับหัวหน้าช่างแกะสลัก พบราชรถองค์ดังกล่าว อยู่ชั้นล่างของเรือนพระนนทิการ ภายในพระราชวังสนามจันทร์ มีลักษณะเป็นราชรถโถง ไม้แกะสลักปิดทองล่องแดง มีแท่นที่ใช้ประดิษฐานตั้งอยู่บนแคร่ของราชรถในลักษณะเดียวกับราชรถในภาพที่ ๑๖ มีลวดลายแนวเกรินทำนองเดียวกัน ลักษณะการแกะสลักลายไม่งาม คล้ายฝีมือช่างชาวบ้าน แต่เก็บลายเศียรนาคของเก่า ติดประดับไว้ทางด้านหน้าของราชรถหน้ากระดานแม่แคร่ร่วมกับแนวเกรินหน้า หลังเป็นลายไข่ปลาเรียงห่างๆ กันบนพื้นสีแดง แท่นรองรับโกศทำเป็นสองชั้น ชั้นล่างมีลักษณะคล้ายแท่นจิตกาธานแบบสำเร็จที่นิยมใช้ทั่วไป เป็นแท่นที่มีผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ต่ำลงไปทำเป็นลายราชวัตร แบบที่นิยมเรียกกันว่า ราชวัตรล่องถุน ตรงไม้ตารางทาสีแดงประดับลายดอกสี่กลีบหรือลายประจำยาม ปิดทองทั้งสี่ด้าน คล้ายฐานเมรุแบบเก่าที่ชาวบ้านใช้ ผู้เขียนเคยเห็นเมรุไม้ที่วัดห้วยตะโก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ก็เป็นลักษณะนี้ ฐานชั้นบนทำเป็นบัวปากฐาน มีบัวปากปลิงลอย ไม่รับกับท้องฐานคล้ายตัดต่อ มีผังเป็นแบบย่อไม้สิบสองแกะสลักปิดทองประดับกระจก ฝีมือไม่งามคล้ายชาวบ้านทำ ทราบว่าใช้เชิญพระศพสมเด็จพระสังฆราชและปูชนียวัตถุอื่นๆ (ดูภาพที่ ๒๔)

   

ภาพที่  ๒๔

ภาพที่  ๒๕

ภาพที่ ๒๕  ตราประจำตำแหน่งพระสังฆราช เป็นรูปราชรถบุษบก มีเบญจาราชรถ ๓ ชั้นรองรับองค์บุษบกพร้อมเครื่องสูงประกอบลายเครือเถาเปลวอยู่ในวงกลม

      ราชรถวอ ส่วนใหญ่เป็นราชรถม้า มีเครื่องหลังคา เป็นหลังคาทรงโรงอย่างสีวิกา หรือวอที่มีหลังคาทำเป็นทรงจัตุรมุข จัตุรมุขมีเครื่องยอดอย่างปราสาทก็มี แต่ฐานล่างไม่มีชั้นเบญจา ทำเป็นพระแท่นเตี้ยๆ คล้ายแท่นลาหรือแท่นกัญญา น่าจะเป็นราชรถสำหรับเจ้านายที่ฐานานุศักดิ์รองลงมาอีกระดับหนึ่ง อาจกึ่งถึงเจ้านายชั้นราชวงศ์หรือราชนิกุล เพราะไม่มีแท่นเบญจาหรือบัลลังก์รองรับพระโกศ การจัดลำดับน่าจะเรียงลำดับฐานานุศักดิ์ตามรูปลักษณะของเครื่องหลังคาอย่างเดียวกับพระโกศพระศพที่มีฝาเป็นทรงมงกุฎบ้าง ทรงปราสาทบ้าง ทรงมัณฑ์ ทรงปริก อย่างโกศขุนนางสมัยโบราณ หรือที่ปัจจุบันรียกโกศโถ ซึ่งมีหลายลักษณะก็อาจเป็นได้ ราชรถวอแบบต่าง ๆ ดูภาพที่ ๒๖ - ๒๙

   

ภาพที่  ๒๖

ภาพที่  ๒๗

     

ภาพที่  ๒๘

ภาพที่  ๒๙

 

ผู้เขียน : นายนิยม กลิ่นบุบผา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (ช่างสิบหมู่)

ที่มาของข้อมูล : หนังสือ ๑๐๓ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร