ปรับขนาดอักษร

ความหมายของราชรถ ราชยาน

ความหมายของราชรถ  ราชยาน

                    ราชรถ  หมายถึงพาหนะแห่งองค์พระราชา ในสมัยโบราณน่าจะพัฒนามาจากเกวียนขนาดเล็กที่นั่งได้เพียงคนเดียว และเทียมด้วยม้า  หรือสัตว์อื่นเช่นวัว หรือลา หรือล่อ หรือแม้แต่คน ตัว รถะ ทำด้วยไม้ที่แกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม  เพื่อให้มีความสง่างามสมกับที่จะใช้เป็นราชพาหนะแห่งองค์พระราชา  อย่างไรก็ตาม  ตัว  รถะ  ได้มีการตกแต่งเพิ่มความอลังการมากขึ้นทุกที จนมีการปิดทองประดับกระจกและ อัญมณี  หรือมีการหุ้มด้วยแผ่นทองดุนลายดอกไม้ประดิษฐ์ในรูปแบบต่าง ๆ แทนการแกะสลักลงในเนื้อไม้โดยตรงดังที่พบอยู่ทั่วไป  ก็มีเพิ่มขึ้น  ดังจะพบชิ้นส่วนของเครื่องตกแต่งเช่นนี้อยู่มากมายเช่นกัน  ซึ่งจะพบได้ในมรดกทางวัฒนธรรมของอารยประเทศในอดีต  อาทิ  อินเดีย  อียิปต์  จีน เมโสโปเตเมีย  โรมัน  และเปอร์เซีย  เป็นต้น  สำหรับอารยประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็พบมาก  ทั้งในประเทศไทย พม่า กัมพูชา และอินโดนีเซีย  โดยมีหลักฐานที่เป็นเครื่องสนับสนุนการใช้ราชรถของพระราชา  จากภาพสลักตามโบราณสถาน  จากจิตรกรรมฝาผนัง  จากชิ้นส่วนเครื่องประดับตัวราชรถที่ทำด้วยโลหะที่มีค่า  และจากโบราณวัตถุตัวราชรถจริงที่หลงเหลืออยู่

                   ในสมัยโบราณการเดินทางไปในที่ต่าง ๆ จะใช้พาหนะในรูปแบบต่าง ๆ ตามฐานะของผู้ใช้     ซึ่งนอนจากจะเป็นการใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว  บางครั้งพาหนะนั้น ๆ จะเป็นเครื่องหมายแสดงตำแหน่งทางราชการของผู้เป็นเจ้าของด้วย  พาหนะในสมัยโบราณมีหลากลาย  อาทิ  พาหนะที่เป็นสัตว์  มีม้า  ช้าง  ลา  ล่อ  พาหนะที่เทียมด้วยสัตว์  มีเกวียน  ระแทะ  ซึ่งเทียมด้วยวัวหรือควาย  บางแห่งเทียมด้วยลาหรือล่อ  ที่แบกด้วยคนมี  เสลี่ยง  คานหาม ยั่ว  ยาน  สำหรับราชรถนั้นมีทั้งที่เทียมด้วยม้า และลากด้วยกำลังคน  ซึ่งราชรถที่เทียมด้วยม้ามักเป็นรถศึก  และรถที่พระราชาทรงใช้เมื่อเสด็จประพาสในที่ต่าง ๆ นอกพระราชวัง  สำหรับราชรถที่ลากด้วยคนนั้นจะมีขนาดใหญ่ และใช้ในการพระราชพิธีที่สำคัญ  คือ  พระราชพิธีพระบรมศพ

                    ราชยาน  คำว่า ยาน ตามความหมายกว้าง ๆ ซึ่งบัญญัติไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  หมายถึง เครื่องนำไป  หรือพาหนะต่าง ๆ เช่น รถ  เกวียน  เรือ  เป็นต้น  เมื่อนำมาสมาสกับคำว่า ราช  ซึ่งหมายถึงพระเจ้าแผ่นดิน แล้ว จะหมายถึงพาหนะสำหรับพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์  ได้แก่  ราชรถ     (รถพระที่นั่ง) ราชยาน  พระคชาธาร (ช้างพระที่นั่ง) ม้าต้น  และเรือพระที่นั่ง  เป็นต้น  แต่ถ้า พิจารณาจากคำเรียกขานโดยทั่วไปนับตั้งแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา จะเห็นว่าความหมายของ ราชยาน  ได้จำกัดวงแคบลงเฉพาะในกลุ่มของแคร่  วอ  เสลี่ยง  และคานหามของหลวงคือของพระเจ้าแผ่นดินเป็นส่วนใหญ่  ฉะนั้น  ในที่นี้จึงขอกล่าวถึงเฉพาะราชยานในกลุ่มหลังนี้เท่านั้น

                   ราชยาน เป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์  ส่วนยาน  เป็นเครื่องประกอบยศของบุคคลชั้นสูงในสังคมสมัยโบราณ  แสดงให้เห็นฐานะและอำนาจอันแตกต่าง        จากสามัญชนทั่วไป  จุดกำเนิดของยานคานหามต่าง ๆ นั้น น่าจะเกิดในกลุ่มสังคมที่เจริญก้าวหน้า    เป็นวัฒนธรรมเมืองแล้ว

                   หลักฐานเอกสารของไทยในสมัยอยุธยาเองที่กล่าวถึงราชยานคานหามมีหลายฉบับ  ได้แก่   กฎมณเฑียรบาล  พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่าง ๆ และเรื่อง กฎหมายสมเด็จพระบรมศพ เอกสารเหล่านี้ได้กล่าวถึงชื่อและการใช้ราชยานคานหามต่าง ๆ ไว้ค่อนข้างชัดเจน  โดยเฉพาะกฎมณเฑียรบาลได้แบ่งชั้นและประเภทพระราชยานสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์  และพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนได้กล่าวถึงผู้มีสิทธิ์ในการใช้ยวดยานคานหามของหลวง  ส่วนหลักฐานที่เป็นวัตถุหรือภาพจิตรกรรม  ซึ่งจะเป็นเค้าเงื่อนเกี่ยวกับรูปลักษณะของพระราชยานแบบต่าง ๆ นั้นมีน้อย  หลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ  ได้แก่  ยานมาศไม้แกะสลัก ๒ หลัง  หลังหนึ่งอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  พระนคร  อีกหลังหนึ่งอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช  จังหวัดพิษณุโลก  ส่วนอื่น ๆ นอกจากนี้เข้าในว่าบางส่วนคงสูญไปด้วยภัยสงครามครั้ง  พ.ศ. ๒๓๑๐  และบางส่วนคงปรักพังตามกาลเวลา ภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยาที่พบส่วนมากมักจะเป็นภาพเรือ  ราชรถ  และช้างม้าพระที่นั่ง

                   ถ้อยคำที่ใช้เรียกพระราชยานที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  กฎมณเฑียรบาลพระไอยการนาพลเรือน  และกฎหมายสมเด็จพระบรมศพ มีต่าง ๆ หลากหลาย ซึ่งน่าจะจัดกลุ่มตามประเภทได้ดังนี้

                   - พระราชยาน  พระราเชนทรยาน

                   -  พระยานมาศ  พระยานนมาศกลีบบัว

                   -  ทิพยานทอง  ทิพยานนาก

                   -  เทวียานมีมกรชู  ราชยานมีจำลอง

                   -  พระเสลี่ยง  พระเสลี่ยงหิ้ว  พระเสลี่ยงเงิน  พระเสลี่ยงงา

                   -  เสลี่ยงงา  เสลี่ยงกลีบบัว

                   -  คานหาม  คานหามเก้าอี้  คานหามเก้าอี้ทอง

                   -  ยั่ว  ยาน

 

                   สมัยรัตนโกสินทร์  พระราชยานซึ่งสร้างขึ้นเป็นเครื่องประกอบพระเกียรติยศพระบรมวงศานุวงศ์ ในยุคนี้มีหลายองค์  เข้าใจว่าสร้างตามแบบแผนพระราชประเพณีสมัยอยุธยา  แต่ได้ดัดแปลงและปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลสมัยและสภาพการใช้สอย คือ  ยังคงมีลักษณะอยู่ในเครื่องยานคานหาม ๔ ประเภท  ได้แก่

                   ยานมาศ          -  แบกสองลำคานขึ้นบ่า

                   เสลี่ยง             -  ที่นั่งโถงหามด้วยสาแหรกผูกคาน

                   วอ                -  ลักษณะอย่างเสลี่ยงแต่มีหลังคา

                   คานหาม         -  มีคานเดียวหาม ๒ คน

 

                   พระราชยานสมัยรัตนโกสินทร์ที่ปรากฏชื่อ  ปรากฏภาพ  และบางองค์ยังเหลือร่องรอยมาจนปัจจุบัน  ได้แก่

๑.      พระที่นั่งราเชนทรยาน

๒.      พระที่นั่งราชยานพุดตาลทอง

๓.      พระที่นั่งราชยานพุดตาลถม

๔.      พระราชยานทองลงยา

๕.      พระราชยานถม

๖.      พระราชยานงา

๗.      พระราชยานกง

๘.      พระยานมาศ

๙.      พระยานมาศสามลำคาน

๑๐.   พระเสลี่ยง / พระเสลี่ยงหิ้ว / พระเสลี่ยงน้อย / พระเสลี่ยงแว่นฟ้า / (เสลี่ยงหิ้ว)

๑๑.   พระวอประเวศวัง / พระวอสีวิกา / วอประเทียบ

 

                   จากหลักฐานที่ปรากฏทั้งทางด้านเอกสารและวัตถุทำให้ทราบว่า  ได้มีการสร้างพระราชยานขึ้นใช้ตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นต้นมาหลายองค์  ได้แก่  พระยานมาศ  พระยานมาศสามลำคาน และพระเสลี่ยงแบบต่าง ๆ  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไม่ปรากฏหลักฐานว่าโปรดให้สร้างพระราชยานใดขึ้นหรือไม่  ปรากฏเพียงว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์  ได้ทรงพระดำริเอาแบบแคร่กันยาของขุนนางไปสร้างเป็นวอดาดหลังคาด้วยผ้าขี้ผึ้งผูกม่านแพรสำหรับทรงเสด็จเข้าวัง  และพระเจ้าลูกยาเธอ  กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ก็ได้โปรดให้สร้างวอลักษณะดังกล่าวขึ้นสำหรับพระองค์บ้าง  พระราชทานนามว่า  วอประเวศวัง ต่อมาเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว  ได้พระราชทานวอประเวศวังแก่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้งมงกุฎ  ขณะที่ยังทรงผนวชอยู่

                   รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย)  ได้สร้างพระราชยานถม (เงิน)  และพระแท่นถม  นำเข้ามาน้อมเกล้าฯ ถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๑   นอกจากนี้ยังมีการแก้แบบแคร่ขุนนางในสมัยนี้ใหม่  เรียกว่า  แคร่กันยา  ใช้สำหรับขุนนางผู้ใหญ่สูงอายุ  มีลักษณะเป็นแคร่ที่ทำจากไม้จริง  มีเสามีกันยาหลังคากันแชงเตย  มีพนัก  และคานไม้ลำมะลอก  ส่วนขุนนางที่ได้รับพระราชทานเครื่องยศแค่ชั้นพานทองก็ใช้แต่แคร่เปล่าตัดหลังคากันยาออก  ซึ่งครั้งนั้น  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ  บุนนาค)  ได้คิดประดิษฐ์แคร่ให้งามยิ่งขึ้น  โดยสรรหาไม้ที่มีลายงามในตัวมาสร้างเป็นแม่แคร่  แล้วใช้ทองเหลืองหรือเงินหุ้มที่มุมแคร่  ไม้คานทำด้วยไม้แก้วบ้าง  ไม้ลายต่าง ๆ บ้าง  ไม้แสมสารหรือไม้กะพี้เขากระบือบ้าง และมีปลอกหุ้มคาน  จากนั้นได้กลายเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นสร้างขึ้นใช้ต่อมา

                   รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชยานงาขึ้นองค์หนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงสันนิษฐานว่าในรัชกาลที่ ๕  ได้มีการส่งพระราชยานงาองค์แรกไปถวายพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่งในยุโรป  และสร้างพระราชยานงาขึ้นใหม่แทนของเดิม  โดยโปรดให้พลเรือโท  พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นนายช่าง   นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเสลี่ยงกงขึ้นใช้ในรัชกาลของพระองค์ด้วย   พระเสลี่ยงกงดังกล่าวไม่ใช่พระราชยาน  เข้าใจว่ามีลักษณะดังพระเสลี่ยงทั่วไป   แต่มีพนักสำหรับพิงและมีกงสำหรับวางพระกร

                   ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีการสร้างพระราชยานขึ้นหลายองค์  ได้แก่  พระราชยานทองลงยา  พระราชยานพุดตาลถม  และพระราชยานงา  การสร้างพระราชยานทองลงยานั้น  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงอธิบายว่าอาจเป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่มาสำเร็จในรัชกาลที่ ๕  หรือเป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง  หรืออาจจะเป็นปรารภของผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยนั้นกราบทูลเสนอว่า  ควรจะสร้างพระราชยานด้วยของวิเศษขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติดังเช่นพระมหากษัตริย์รัชกาลก่อน ๆ ก็ได้   และเหตุที่สร้างเป็นพระราชยานนั้นก็เพราะอาจเทียบได้กับบายศรี  พระราชยานถมเงินในรัชกาลที่ ๓  เทียบได้กับบายศรีเงิน   พระราชยานงา  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเทียบได้กับบายศรีแก้ว  และพระราชยานทองลงยาเทียบได้กับบายศรีทอง  สร้างเป็นสำรับ ๓ องค์  พระราชยานทองลงยานี้สร้างขึ้นในต้นรัชกาลที่ ๕  ส่วนพระที่นั่งพุดตาลถมนั้น  เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม)  สร้างโดยนำช่างทองของพระยาเพชรพิชัย  (จีน)  ไปจากกรุงเทพฯ  นอกจากพระราชยานดังกล่าวมา  เข้าใจว่ามีพระราชยานที่สร้างในรัชกาลนี้อีกหลายองค์  เช่น  พระวอประเวศวัง  (มีจารึกปี ๑๑๖ ที่กระดานพิง)  และพระเสลี่ยงบางองค์  เป็นต้น  แต่ไม่มีบันทึกประวัติการสร้างไว้  ในรัชกาลต่อ ๆ มา  ไม่ปรากฏว่ามีการสร้างพระราชยานใดขึ้นอีก