ปรับขนาดอักษร

การจัดสร้างงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ เพื่อใช้ประกอบในพระราชพิธีและประกอบพระเมรุมาศ

การจัดสร้างงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ เพื่อใช้ประกอบในพระราชพิธีและประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดย นายอำพล สัมมาวุฒธิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม(วิจัยและพัฒนาศิลปกรรม) สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร

          สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร มีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดพระราชพิธีออกพระเมรุมาศตลอดมา  ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ได้รับภารกิจในการดำเนินงาน ดังนี้

๑. ประติมากรรมประดับพระเมรุมาศ ได้แก่ รูปหล่อ เทวรูป สัตว์หิมพานต์ เป็นต้น

๒. จิตรกรรมฉากบังเพลิงและจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ

๓. การจัดสร้างพระโกศจันทน์

๔. ฉัตรประดับพระเมรุมาศ  ฉัตรโลหะกลีบบัว ฉัตรฉลุลายโลหะ(โปร่ง) ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น  

๕. การจัดสร้างพระโกศพระบรมอัฐิ

๖. การออกแบบเครื่องสังเค็ด

๗. การซ่อม สร้างเครื่องประกอบราชยาน (ผ้าระบายฉัตรพระมหาพิชัยราชรถ พระวิสูตรพระมหาพิชัยราชรถ ธงสามชายงอนราชรถ)

 

รูปประติมากรรมประดับพระเมรุมาศ

รูปประติมากรรมที่สำนักช่างสิบหมู่ดูแลการสร้างนี้ใช้ประดับตกแต่งบนพระเมรุมาศและบริเวณปริมณฑลของพระเมรุมาศ โดยเฉพาะบนพระเมรุมาศเมื่อพิจารณาตามผังแบบของพระเมรุมาศ จะประกอบด้วยชั้นต่าง ๆ ดังนี้ จากชั้นที่หนึ่ง คือ พื้นล่างสุดที่ติดกับถนนรอบ ๆ พระเมรุมาศ ถัดขึ้นมาเป็นฐานไพทีชั้นที่ หนึ่ง สอง สาม ต่อขึ้นไปเป็นองค์มณฑปที่เป็นอาคารพระเมรุทรงมณฑปหรือบุษบกขนาดใหญ่ ประติมากรรมที่สถาปนิกผู้ออกแบบได้กำหนดพื้นที่จัดตั้งไว้ตามผังแบบ ดังนี้

ภาพ : ผังแสดงที่ตั้งประติมากรรมประดับบนพระเมรุมาศ

 

มหาเทพ ๔ พระองค์ ได้แก่

๑. พระอิศวร (พระศิวะ) พระองค์ทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม

๒. พระนารายณ์ (พระวิษณุ) การอวตารของพระนารายณ์มามีชีวิตบนโลกเพื่อปราบยุคเข็ญ

๓. พระอินทร์ พระผู้สามารถบันดาลความสุขให้แก่โลก ได้แก่ บันดาลให้เกิดฝนตกตามฤดูกาล  บันดาลให้พืชพรรณงดงาม

๔. พระพรหม พระผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์

 

มหาเทพทั้ง ๔ เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรค์ พระมหาเทพทั้งสี่พระองค์ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สาม ล้อมรอบองค์พระเมรุมาศ

 

จตุโลกบาล ๔ พระองค์ ได้แก่

๑. ท้าวธตรฐ ดูแลรักษาโลกด้านทิศตะวันออก

๒. ท้าววิรุฬหก ดูแลรักษาโลกด้านทิศใต้

๓. ท้าววิรูปักษ์ ดูแลรักษาโลกด้านทิศตะวันตก

๔. ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสวัณ หรือท้าวเวสสุวรรณ ดูแลรักษาโลกด้านทิศเหนือ

ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ เป็นเทวดาผู้ป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่มนุษย์โลกไว้ทั้ง ๔ ทิศ  เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรค์  ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ พระองค์ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง บริเวณมุมล้อมรอบองค์พระเมรุมาศ

 

พระพิเนก พระพินาย

ภาพ : เขียนแบบโดย นายสุดสาคร ชายเสม

 

พระพิเนก หรือพระพิฆเนศวร เป็นบุตรแห่งองค์พระอิศวรและพระอุมาเทวี เป็นเทพแห่งความสำเร็จ ทรงฉลาดลอบรู้ในทุกศิลปะและวิทยา แสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชที่ทรงรอบรู้และทรงใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนเสมอมา องค์พระพิฆเนศวร ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สองในตำแหน่ง หน้าบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สามด้านทิศเหนือ

พระพินาย คือพระโกญจนาเนศวร พระพินายะ หรือ พระพินาย มีอีกนามว่า พระโกญจนาเนศวร เป็นโอรสของพระอิศวร มีศักดิ์เป็นน้องของพระพิฆเนศวร มีพระพักตร์เป็นช้างเช่นเดียวกับพระพิฆเนศวร เป็นเทพเจ้าแห่งช้างทุกชนิด เป็นผู้สร้างช้างเอราวัณ ช้างคิริยเมขละไตรดายุค และช้างเผือกในโลกและด้วยในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีช้างเผือกบังเกิดขึ้นหลายเชือกเป็นมหามงคล    แก่ประเทศไทย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแก่ประชาชนทรงจัดตั้งกองทุนการศึกษาขึ้นมากมาย เพื่อสร้างบุคลากรอันมีค่าเปรียบเช่นช้างเผือกที่อยู่ในป่านำมากลั่นกรองหล่อหลอมให้เป็นผู้มีคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง องค์พระโกญจนานศวรได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สองในตำแหน่ง หน้าบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สาม ด้านทิศเหนือคู่กับองค์พระพิฆเนศ  มหาเทพทั้งสองพระองค์ คือ พระพิเนกและพระพินาย จัดสร้างพระรูปมาประหนึ่งรับเสด็จสู่สรวงสวรรค์

เทวดานั่งอัญเชิญบังแทรก/พุ่ม

สำหรับรูปเทวดานั่งอัญเชิญบังแทรก/พุ่ม นี้ ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง สอง และสาม รวมทั้งสิ้น  ๕๖ องค์ แบ่งหน้าที่ในการอัญเชิญคือประกอบติดตั้ง ฉัตรและบังแทรกตามที่สถาปนิกกำหนด

เทวดายืนอัญเชิญฉัตร

สำหรับรูปเทวดายืนอัญเชิญฉัตรนี้ ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สาม ติดกับบันไดทางขึ้นพระมณฑปพระเมรุมาศ รวมทั้งสิ้น  ๘ องค์

 

 

 

สัตว์สำคัญประจำทิศ

สัตว์สำคัญประจำทิศที่สำนักช่างสิบหมู่จัดสร้างขึ้น เพื่อติดตั้งบริเวณบันไดทางขึ้นของฐานไพทีแต่ละชั้น ซึ่งจะเรียงตามลำดับเปรียบดังทางขึ้นเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยป่าหิมพานต์ จนถึงชั้นระดับสูงที่เป็นที่อยู่ของครุฑ โดยเริ่มจากสัตว์มงคลสีประเภทที่เป็นที่เกิดของแม่น้ำสี่สาย

 

ป่าหิมพานต์หรือเขาหิมพานต์

ป่าหิมพานต์  มีสระสำคัญๆ อยู่ ๗ สระ  สระอโนดาตเป็นสระหนึ่งในสระทั้ง ๗ ที่มีธารน้ำทั้งหลายไหลลงมาที่สระนี้  พื้นสระอโนดาต เป็นแผ่นหินกายสิทธิ์ ชื่อมโนศิลา บริเวณที่เป็นดิน ก็เป็นดินกายสิทธิ์ชื่อหรดาล  (ใช้ถูตัวได้ดี) น้ำใสสะอาด ท่าอาบน้ำมีมากมาย เป็นที่สรงสนานแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย รวมถึงเหล่าผู้วิเศษผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย เช่น ฤๅษี วิทยาธร ยักษ์ นาค เทวดา เป็นต้น

ภาพ : ป่าหิมพานต์หรือเขาหิมพานต์

 

รอบสระอโนดาต มียอดเขารายรอบอยู่ ๕ ยอดเขา ได้แก่

๑. ยอดเขาสุทัสสนะ เป็นทองคำ รูปทรงโค้งตามแนวสระอโนดาต และปลายยอดเขา มีสัณฐานโค้งงุ้มดังปากกา โอบปิดด้านบนสระอโนดาตไว้ ไม่ให้โดนแสงอาทิตย์ แสงจันทร์

๒. ยอดเขาจิตตะ เป็นรัตนะ

๓. ยอดเขากาฬะ  เป็นแร่พลวง หินแห่งยอดเขาสีนิล  

๔. ยอดเขาคันธมาทน์  ด้านบนยอดเขา เป็นพื้นราบเรียบ อุดมไปด้วยไม้หอมนานาพันธุ์

๕. ยอดเขาไกรลาส เป็นภูเขาเงิน  วิมานฉิมพลีแห่งพญาครุฑ ก็อยู่ที่เขาไกรลาสนี้

ยอดเขาทั้ง ๕ (รูปทรงคล้ายยอดเขาสุทัสสนะ คือ มีสัณฐานโค้งงุ้มดังปากกา โอบปิดด้านบน          สระอโนดาตไว้ ไม่ให้โดนแสงอาทิตย์ แสงจันทร์) ตั้งตระหง่านรายล้อมสระอโนดาตไว้ และมีเทวดารวมถึงนาค เป็นผู้ดูแลรักษา ธารน้ำทั้งหลาย จากเขาหรือป่าหิมพานต์ทุกสารทิศจะไหลมาผ่านยอดเขา ๕ ลูกนี้ (ลูกใดลูกหนึ่ง) จากนั้นก็จะไหลรวมลงสู่สระอโนดาต (เหตุที่ได้ชื่อว่า อโนดาต ก็เพราะมีเงื้อมผาโค้งงุ้มดังปากกา โอบบังแสงไว้ด้านบน ทำให้แสงอาทิตย์และแสงจันทร์ ไม่สามารถส่องผ่านไปโดนน้ำได้ แสงเพียงลอดเข้าด้านข้าง ในแนวเหนือใต้ ตรงระหว่างรอยต่อยอดเขากับยอดเขาเท่านั้น สระนี้ จึงได้ชื่อว่า “อโนดาต”แปลว่า ไม่ถูกแสงส่องให้ร้อน)  จากสระอโนดาตจะมีปากทางให้น้ำไหลระบายออกอยู่สี่แห่ง ทิศละแห่ง คือ

๑. สีหมุข   ปากแม่น้ำแดนราชสีห์ (เป็นถิ่นที่ราชสีห์อาศัยอยู่มาก)

๒. หัตถีมุข ปากแม่น้ำแดนช้าง (เป็นถิ่นที่ช้างอาศัยอยู่มาก)

๓. อัสสมุข ปากแม่น้ำแดนม้า (เป็นถิ่นที่ม้าอาศัยอยู่มาก)

๔. อุสภมุข ปากแม่น้ำแดนโคอุสภะ (เป็นถิ่นที่โคอาศัยอยู่มาก)

ทำให้เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่สี่สาย ไหลล่อเลี้ยงรอบนอกของเขาหิมพานต์ ก่อนลงสู่มหาสมุทร ดังนั้น      สัตว์มงคล ๔ ประเภท จึงได้แนวความคิดมาจากปากแม่น้ำสำคัญทั้งสี่สายและถิ่นที่อาศัยของสัตว์เหล่านี้

ภาพ : แบบร่างราชสีห์ ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดทางขึ้นซ้าย-ขวาของฐานไพทีชั้นที่หนึ่งทางทิศตะวันออก รวมสองรูป

 

ภาพ : แบบร่างช้าง ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดทางขึ้นซ้าย-ขวาของฐานไพทีชั้นที่หนึ่งทางทิศเหนือ รวมสองรูป

 

ภาพ : แบบร่างม้า ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดทางขึ้นซ้าย-ขวาของฐานไพทีชั้นที่หนึ่งทางทิศตะวันตก รวมสองรูป

 

ภาพ : แบบร่างโคอุสภราช ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดทางขึ้นซ้ายขวาของฐานไพทีชั้นที่หนึ่งทางทิศใต้ รวมสองรูป

 

บริเวณพื้นด้านข้างของรูปสัตว์สำคัญจากด้านข้างหนึ่งของรูปสัตว์ชนิดหนึ่ง ผ่านมุมพระเมรุมาศสู่ด้านข้างอีกหนึ่งของรูปสัตว์อีกชนิดหนึ่งจะตกแต่งเป็นสระน้ำ เขามอที่ประดับไปด้วยพันธุ์พืชสวยงาม รูปปั้นสัตว์ขนาดย่อส่วนลงสีของสัตว์สำคัญเป็นลักษณะต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับเรื่องราวความเป็นป่าหิมพานต์ โดยได้ความร่วมมือจากเครือข่ายปฏิบัติงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์  วิทยาเขตเพาะช่าง  และคณะช่างอาสาสมัคร จังหวัดเพชรบุรี โดยการนำของคุณสมชาย บุญประเสริฐ ในความดูแลของกรมศิลปากร

 

คชสีห์ และ ราชสีห์

สัตว์ทั้งสองเป็นสัตว์ใหญ่ที่ทรงพลังอำนาจอยู่เหนือกว่าสัตว์ทั้งปวงในป่าหิมพานต์ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แทนของข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันได้แก่     คชสีห์ เป็นตราประจำเสนาบดีที่สมุหกลาโหม เป็นสัญลักษณ์ผู้พิทักษ์แผ่นดินและพระมหากษัตริย์ แทนเหล่าทหารและตำรวจทุกเหล่าทัพ ราชสีห์ เป็นตราประจำเสนาบดีที่สมุหนายก เป็นคุณลักษณะที่ข้าราชการพลเรือนพึงมีในการปกครองดูแลทุกข์สุขของราษฎรแทนข้าราชการในทุกภาคส่วน

ภาพ : แบบร่างคชสีห์ ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดด้านขวาของทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สองทุกทิศของพระเมรุ

ภาพ : แบบร่างราชสีห์ ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดด้านซ้ายของทางขึ้นฐานชั้นที่สองทุกทิศของพระเมรุ

 

ครุฑ

ครุฑจะมีที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุในลักษณะเป็นวิมาน(วิมานฉิมพลี) และครุฑก็มีความสำคัญที่เป็นราชพาหนะแห่งองค์พระนารายณ์

ภาพ : แบบร่างครุฑ ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สาม ด้านซ้าย-ขวาของในทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ ของพระเมรุ รวม ๖ รูป

 

ส่วนประดับตกแต่งราวบันได

สำหรับส่วนประดับตกแต่งราวบันไดทางขึ้นของฐานไพทีแต่ละชั้น โดยประดับเป็นรูปพญานาค ดังนี้

- บันไดทางขึ้นอาคารซ่างและหอเปรื่องเครื่อง  นาค  ๑  เศียร   

- บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่  ๑  นาค  ๑  เศียร  ขนาด  ๗๐ ซม. ยาว  ๑๕๐  ซม.

- บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่  ๒  นาค  ๓  เศียร  ขนาด  ๗๐ ซม. ยาว  ๒๕๐  ซม.

- บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่  ๓  นาค  ๕  เศียร  ขนาด  ๗๐ ซม. ยาว  ๓๕๐  ซม.

- บันไดทางขึ้นพระมณฑปกลางของพระเมรุ  นาค ๕ เศียร ขนาด  ๗๐ ซม. ยาว  ๕๑๐  ซม.

 

การดำเนินงานสร้างเพื่อใช้งานในครั้งนี้  กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายปฏิบัติงาน จากสถาบันสิริกิติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถคือ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด และศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง ในการควบคุมอาจารย์สุดสาคร  ชายเสม

ภาพ : แบบลายเส้นบันไดทางขึ้นอาคารซ่างและหอเปรื่องเครื่อง

 

ภาพ : แบบลายเส้นบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ ๑ นาค ๑ เศียร

 

ภาพ : แบบลายเส้นบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ ๒ นาค ๓ เศียร

 

ภาพ : แบบลายเส้นบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ ๓ นาค ๕ เศียร

 

ภาพ : แบบลายเส้นบันไดทางขึ้นพระมณฑปกลางของพระเมรุ นาค ๕ เศียร (เศียรหน้าพระ)

 

ภาพ : บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ ๓ นาค ๕ เศียร

 

ภาพ : การดำเนินงานสร้างรูปแบบของราวบันไดนาคโดยศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด และศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง

 

ส่วนประดับตกแต่งที่ฐานบัวเชิงบาตรของพระเมรุมาศ

ส่วนประดับตกแต่งฐานท้องไม้เชิงบาตรต้องดำเนินการ  ๓ รายการ ในการดำเนินงานสร้างต้นแบบ  โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายปฏิบัติงาน จากสถาบันสิริกิติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถโดยศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดและศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง ในการควบคุมอาจารย์สุดสาคร  ชายเสม เช่นเดียวกัน ประกอบด้วย

๑. เทพชุมนุม รอบฐานท้องไม้เชิงบาตรฐานไพทีชั้นที่สามของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง ๖๐ เซนติเมตร จำนวน ๑๐๘ องค์

๒. เทพพนม  ประดับรอบท้องไม้เชิงบาตรของฐานมณฑปกลางของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง ๖๐ เซนติเมตร จำนวน ๒๘ องค์  

๓. ครุฑยุดนาค  ประดับรอบท้องไม้เชิงบาตรของฐานมณฑปกลางของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง ๖๐ เซนติเมตร จำนวน ๒๘ รูป  

 

เสาครุฑ

เสาครุฑติดตั้งอยู่บนฐานไพที ชั้นที่ ๒ และชั้นที่ ๓ บริเวณมุมไพทีทั้งสี่ด้าน รวม ๘ เสา เหนือครุฑตั้งฉัตรโลหะฉลุลาย

 

คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง

คุณทองแดงเป็นสุนัขเพศเมีย เป็นลูกของแดง ซึ่งเป็นสุนัขจรจัดบริเวณถนนพระราม ๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงนำมาเลี้ยงไว้ พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ “เรื่องทองแดง  (The Story of Tongdaeng)” ออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ    การสร้างต้นแบบรูปคุณทองแดงนี้ได้รับความร่วมมือจากอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านประติมากรรมของสำนักช่างสิบหมู่ คือ นายชิน ประสงค์ เป็นผู้ดำเนินการปั้นต้นแบบ

 

จิตรกรรมฉากบังเพลิงและจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ

จิตรกรรมฉากบังเพลิงและจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบโดยมอบหมายให้ นายมณเฑียร  ชูเสือหึง ตำแหน่งจิตรกรเชี่ยวชาญ และ นายเกียรติศักดิ์  สุวรรณพงศ์ ตำแหน่งจิตรกรชำนาญการพิเศษ ดำเนินการ ประกอบด้วยฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ มีทั้งหมด ๔ ทิศ ดังนี้

จิตรกรรมฉากบังเพลิง ด้านทิศเหนือ ออกแบบโดยนายเกียรติศักดิ์   สุวรรณพงศ์

- นารายณ์อวตารปางที่ ๒ กูมาวตาร เป็นเต่าทอง

- นารายณ์อวตารปางที่ ๑ มัสยาวตาร เป็นปลากรายทอง

- โครงการพระราชดำริหมวดน้ำ ๔ โครงการ และเทวดาชุมนุม ออกแบบโดยนายมณเฑียร   ชูเสือหึง

 

จิตรกรรมฉากบังเพลิง ด้านทิศใต้ ออกแบบโดยนายเกียรติศักดิ์   สุวรรณพงศ์

- นารายณ์อวตาปางที่ ๗ รามาวตาร เป็นพระรามในรามเกียรติ

- นารายณ์อวตารปางที่ ๖ ปรศุรามาวตาร เป็นพราหมณ์ชื่อปรศุราม(รามผู้ถือขวาน)

- โครงการพระราชดำริหมวดไฟ ๔ โครงการ และเทวดาชุมนุม ออกแบบโดยนายมณเฑียร   ชูเสือหึง

 

จิตรกรรมฉากบังเพลิง ด้านทิศตะวันออก ออกแบบโดยนายมณเฑียร   ชูเสือหึง

- นารายณ์อวตารปางที่ ๔ นรสิงหาวตาร เป็นนรสิงครึ่งคน

- นารายณ์อวตารปางที่ ๓ วราหาวตาร เป็นหมูป่าเอกเขี้ยวเพชร

- โครงการพระราชดำริหมวดดิน ๔ โครงการ และเทวดาชุมนุม ออกแบบโดยนายมณเฑียร   ชูเสือหึง

 

จิตรกรรมฉากบังเพลิง ด้านทิศตะวันตก ออกแบบโดยนายมณเฑียร   ชูเสือหึง

- นารายณ์อวตารปางที่ ๑๐ กัลยาวตาร เป็นบุรุษขี่ม้าขาว

- นารายณ์อวตารปางที่ ๘ กฤษณาวตาร เป็นพระกฤษณะ

- โครงการพระราชดำริหมวดลม ๔ โครงการ และเทวดาชุมนุม ออกแบบโดยนายมณเฑียร   ชูเสือหึง

 

จิตรกรรมโครงการพระราชดำริ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม

จิตรกรรมโครงการพระราชดำริ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบโดย นายมณเฑียร ชูเสือหึง ตำแหน่งจิตรกรเชี่ยวชาญ  โดยความร่วมมือกันระหว่างสำนักช่างสิบหมู่  สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง ในการดำเนินงานเขียนจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม ประกอบด้วย 

          ภาพจิตรกรรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำแหน่งที่ ๑ (บริเวณผนังกึ่งกลางพระที่นั่งทรงธรรม)ประกอบด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดำเนินการโดยสำนักช่างสิบหมู่

           ภาพจิตรกรรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำแหน่งที่ ๒ บริเวณด้านทิศใต้ของอาคารพระที่นั่งทรงธรรม  ประกอบด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่ภาคกลางดำเนินการโดยวิทยาลัยเพาะช่าง

          ภาพจิตรกรรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำแหน่งที่ ๓ บริเวณด้านทิศเหนือของอาคารพระที่นั่งทรงธรรมประกอบด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ภาคเหนือ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ดำเนินการโดยวิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

 

การจัดสร้างพระโกศจันทน์และช่อไม้จันทน์

พระโกศจันทน์และช่อไม้จันทน์ในครั้งนี้ ออกแบบโดยนายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่ง  นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

พระโกศจันทน์  เป็นโกศแปดเหลี่ยม มียอดประกอบด้วย โครงลวดตาข่ายประดับลายฉลุเป็นลายไม้ซ้อนทั้งองค์ องค์พระโกศจันทน์สามารถถอดแยกได้เป็น ๓ ส่วน สำหรับประกอบกันเป็นองค์พระโกศ  พระโกศจันทน์เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติแก่พระบรมศพและพระศพ จะถูกใช้เมื่ออัญเชิญพระโกศพระบรมศพหรือพระศพประดิษฐานยังพระจิตกาธานภายในพระเมรุ หลังจากเปลื้องพระลองชั้นนอกออกแล้ว เจ้าพนักงาน  จะนำพระโกศจันทน์เข้าประกอบพระโกศลองใน ซึ่งประดิษฐานบนตะแกรงเหล็กช่วงรัดเอวของพระจิตกาธาน เพื่อถวายพระเพลิง

การประดิษฐ์พระโกศจันทน์ เริ่มจากการใช้ลวดโครงเหล็กตัดตามรูปร่างและขนาดตามแบบมาเชื่อมกัน แล้วจึงนำตะแกรงลวดตาข่ายมาบุทับโครงภายนอกเพื่อไว้ติดลวดลายไม้จันทน์ ซึ่งจะนำไม้จันทน์ที่เป็นท่อน    ซอยเป็นแผ่นบาง ๆ ตามขนาดที่ต้องการ เพื่อใช้ฉลุลวดลายตามขนาดที่กำหนด เช่น แปรรูปเป็นแผ่นรูปโค้งตามลักษณะลวดบัวต่าง ๆ ตามแบบ รวมทั้งทำการกลึงไม้เป็นยอดพระโกศจันทน์

พระโกศจันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร       มหาภูมิพลอดุลยเดช มีรูปลักษณะใกล้เคียงกับพระโกศจันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ ประกอบด้วย ๒ ส่วน  ได้แก่ ส่วนบนเป็นพระโกศทรงแปดเหลี่ยมมีฝาเป็นทรงมงกุฎ ส่วนล่างเป็นพระหีบรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าปากผาย มีความแตกต่างอยู่ที่ลวดลายที่ใช้ในการโกรกลายซ้อนไม้ประดับที่ตัว    พระโกศจันทน์ที่สร้างขึ้นด้วนไม้จันทน์

 

ช่อไม้จันทน์

ช่อไม้จันทน์สำหรับในส่วนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกแบบโดย นายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่ง นายช่างศิลปกรรม อาวุโส  สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร สำหรับช่อดอกไม้จันทน์ทั้งหมดนั้นจัดสร้างโดยสถาบันสิริกิติ์

 

ฉัตรประดับพระเมรุมาศ

ฉัตรที่ประดับพระเมรุมาศประกอบด้วย ฉัตรโลหะกลีบบัว ฉัตรฉลุลายโลหะ(โปร่ง) ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น  

๑. ฉัตรโลหะกลีบบัว เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นโลหะบางฉลุลายเป็นกลีบบัวเป็นกลีบ ๆ ดัดให้ผายออกเล็กน้อย ประดับรอบชั้นฉัตร มีขนาดลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ มี ๑๑ ชั้น  ฉัตรกว้าง ๑๒๐ เซนติเมตร สูง ๘๒๐ เซนติเมตร ติดตั้งเป็นชุด ๆ ละ ๓ ต้น เรียงกัน ประกอบด้วยระบายฉัตรระบายสีเป็นทอง นากและเงิน จำนวนทั้งสิ้น ๓๖ ต้น ซึ่งติดตั้งบริเวณด้านนอกของรั้วราชวัติ โดยรอบพระเมรุมาศ

๒. ฉัตรโลหะฉลุลาย(โปร่ง) เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นโลหะฉลุลายทั้งผืนมาประดับล้อมรอบโครงระบายฉัตรเป็นชั้น ๆ และมีลายคาดส่วนบนในแต่ละชั้นฉัตรเรียกมาลัยเกี้ยว  ขนาดแต่ละชั้นฉัตรจะลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ เมื่อประกอบเสร็จลงรักปิดทองคำเปลวตกแต่ง ประกอบด้วย

- ฉัตรโลหะฉลุลาย ๗ ชั้น ขนาดกว้าง ๙๐ เซนติเมตร สูง ๓๗๐ เซนติเมตร จำนวน ๑๒ คัน 

- ฉัตรโลหะฉลุลาย ๕ ชั้น ขนาดกว้าง ๔๐ เซนติเมตร สูง ๑๑๐ เซนติเมตร จำนวน ๘ คัน    

- ฉัตรโลหะฉลุลาย ๕ ชั้น ขนาดกว้าง ๕๐ เซนติเมตร สูง ๑๔๒ เซนติเมตร จำนวน ๔ คัน   

- ฉัตรโลหะฉลุลาย ๓ ชั้น ขนาดกว้าง ๓๐ เซนติเมตร สูง ๘๐ เซนติเมตร จำนวน ๒๖ คัน

 

๓. ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นผ้าสีตามกำหนด  แต่ละชั้นเป็นผ้าระบายซ้อนกันสองชั้น  ผนึกตกแต่งด้วยลายผ้าทองย่นที่ผ่านการฉลุลายเรียบร้อยแล้ว มีขนาดของชั้นฉัตรลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ  ประกอบด้วย

- ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น ๗ ชั้นฉัตร กว้าง ๘๘ เชนติเมตร สูง ๓๖๗ เซนติเมตร จำนวน ๘ คันฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบเทวดายืนเชิญฉัตร บนฐานไพทีชั้นที่ ๓

- ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น ๗ ชั้นฉัตร กว้าง ๖๐ เชนติเมตร สูง ๒๕๐ เซนติเมตร จำนวน ๑๒ คันฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบบนเสาหัวเม็ดของพนักกันตกของฐานไพทีชั้นที่ ๒ 

- ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น ๕ ชั้นฉัตร กว้าง ๕๐ เชนติเมตร สูง ๑๘๐ เซนติเมตร จำนวน ๒๘ คันฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบบนเสาหัวเม็ดของพนักกันตกของฐานไพทีชั้นที่ ๑ 

 

การจัดสร้างพระโกศพระบรมอัฐิ

พระโกศทรงพระบรมอัฐิ คือ พระโกศสำหรับบรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระราชินี หรือพระประยูรวงศ์มาแต่อดีต มักสร้างด้วยโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน หรือมีการใช้โลหะอื่นแล้วกะไหล่ด้วยทอง ประดับด้วย อัญมณี หรือรัตนชาติ เพื่อให้สวยงามสมพระเกียรติ มีลักษณะรูปทรงกระบอก ประกอบด้วยส่วนฐาน ส่วนตัวพระโกศที่เป็นทรงกระบอกปากผาย และมีฝาสำหรับปิดส่วนบน รูปทรงโดยรวมอาจมีรูปทรงเหลี่ยม (มักเป็นแปดเหลี่ยม) หรือทรงกลมแล้วแต่ความเหมาะสมในสถานภาพแต่ละพระองค์ ถ้าเป็นชั้นระดับสูงมักมียอดทรงมงกุฎ ยอดประดับด้วยพุ่ม หรือฉัตรตามฐานันดรศักดิ์  มีส่วนประดับตกแต่งให้งดงามสมพระเกียรติด้วยดอกไม้เอว(ส่วนฐาน) ดอกไม้เพชร หรือดอกไม้ไหว(ส่วนฝา) และเฟื่องพู่ระย้าที่ปากฝาพระโกศ ภายในบรรจุพระโกศศิลา (ทำด้วยศิลาสีขาว) เป็นทรงกระบอกมีฝาเช่นเดียวกัน เพื่อใช้สำหรับบรรจุพระบรมอัฐิเป็นพระโกศ (โกศศิลาจะอยู่ชั้นในรองจากพระโกศทองด้านนอก)

 

งานสร้างพระโกศพระบรมอัฐิครั้งนี้แบ่งออกเป็น  ๔ ส่วน (๔ รูปแบบ) ดังนี้

๑. พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประดิษฐาน  ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ออกแบบโดย นายอำพล สัมมาวุฒธิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ

๒. พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ในส่วนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ ออกแบบโดย นายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่ง นายช่างศิลปกรรม อาวุโส (จัดสร้างโดยสถาบันสิริกิติ์)

๓. พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ในส่วนของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ออกแบบโดย นายณัฐพงค์ ปิยมาภรณ์ นักวิชาการ  ช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ

๔. พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ในส่วนของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ออกแบบโดย นายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่ง นายช่างศิลปกรรม อาวุโส

 

การออกแบบเครื่องสังเค็ด

 

เครื่องสังเค็ดเป็นคำนาม หมายถึง ทานวัตถุมีตู้พระธรรม โต๊ะหมู่ เป็นต้น ที่เจ้าภาพจัดถวายแก่สงฆ์หรือภิกษุผู้เทศน์หรือชักบังสุกุลในเวลาปลงศพ สำหรับในพระราชพิธีครั้งนี้ กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ได้รับภารกิจในการออกแบบเครื่องสังเค็ด ส่วนการจัดสร้างสำนักพระราชวังเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้ทางกรมศิลปากรช่วยควบคุมดูแลให้เป็นไปตามรูปแบบ ดังรายการต่อไปนี้

๑. พัดรองสำหรับพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลการออกพระเมรุ

๒. พัดรองสำหรับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญกุศลพระบรมอัฐิ

๓. พัดรองสำหรับถวายพระจีนนิกาย และอนัมนิกาย

๔. ตู้สังเค็ดหรือตู้ใส่หนังสือประดับด้วยภาพพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก

๕. ธรรมาสน์ปาติโมกข์

๖. หีบพระปาติโมกข์พร้อมต่าง

ภาพ : หีบพระปาติโมกข์พร้อมต่าง ออกแบบโดยนายอัครพล คล่องบัญชี

 

ภาพ : ตู้สังเค็ดหรือตู้ใส่หนังสือประดับด้วยภาพพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก ออกแบบโดยนายสุธี สกุลหนู

 

การซ่อม สร้างเครื่องประกอบราชยาน

ประกอบด้วย

- ผ้าระบายฉัตรพระมหาพิชัยราชรถ

- ผ้าที่ใช้ประกอบบนชั้นฉัตรของพระมหาพิชัยราชรถ เป็นฉัตร ๕ ชั้น เดิมเป็นผ้าตาดทองระบายสองชั้นมีผ้าฝาหลังคาปิดบนในแต่ละชั้น พระราชพิธีครั้งนี้จึงสร้างผ้าระบายฉัตรให้เป็น ผ้าตาดทองลายทองแผ่ลวด จำนวนทั้ง ๔ คัน

- พระวิสูตรพระมหาพิชัยราชรถ

- พระวิสูตรก็เช่นเดียวกันกับผ้าระบายฉัตร พระราชพิธีครั้งนี้ได้จัดสร้างผ้าพระวิสูตรขึ้นใหม่ให้เป็นผ้าตาดทองลายทองแผ่ลวด จำนวนทั้ง ๔ ผืน

 

ธงสามชายงอนราชรถ

เนื่องจากธงงอนราชรถทุกองค์ได้สร้างไว้เป็นเวลานาน ทำให้สีผ้าซีดอ่อนลงแผ่นกระดาษทองเก่า  เริ่มกรอบทองที่ปิดกระดาษมีความหม่นไม่สดใสเช่นเดิม  จึงดำเนินการจัดทำขึ้นใหม่ เพื่อนำไปใช้ในขบวนพระราชอิสริยยศให้สมพระเกียรติและเป็นการอนุรักษ์ศิลปกรรมให้คงอยู่สืบไป โดยจัดทำขึ้นทั้งสิ้น ๕ ชุด ชุดละ ๓ ธง รวม ๑๕ ธงประกอบด้วย  ธงงอนของพระมหาพิชัยราชรถ  ธงงอนของเวชยันตราชรถ  ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข ๙๗๘๒  ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข ๙๗๘๓  ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข ๙๗๘๔  

 

ที่มาของข้อมูล : เอกสารประกอบในกิจกรรม พิพิธภัณฑ์เสวนา ครั้งที่ ๕  เรื่อง “งานประณีตศิลป์เนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ” เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร