ปรับขนาดอักษร
Could not load widget with the id 17.

วันรัฐธรรมนูญ

๑๐ ธันวาคม

วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ

          แต่เดิมประเทศไทยมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือการปกครองที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งบางครั้งเรียกกันง่าย ๆ ว่าเป็นการปกครองแบบกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย คือเป็นทั้งผู้ออกกฎหมายบริหารบ้านเมือง และตัดสินคดีความด้วยพรองค์เอง เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ เป็นเพียงกลไกที่ปฏิบัติไปตามพระบรมราชโองการเท่านั้น

          ถึงแม้พระมหากษัตริย์จะทรงมีอำนาจสมบูรณ์เด็ดขาดในการบริหารปกครองบ้านเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็มิได้ทรงใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างไม่ชอบธรรมเพราะพระองค์ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม

          ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้ทรงแสดงออกถึงการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และได้ทรงสืบสานเจตนารมณ์มาตามลำดับ เริ่มจากการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับองค์รัชทายาทว่าพระองค์จะไม่ทรงตั้งผู้ใดไว้ แต่โปรดฯ ให้เหล่าบรรดาข้าราชการเสนาบดีทั้งหลายตกลงกันว่า สมควรจะตั้งผุ้ใดให้สืบราชสมบัติต่อไป

          และในสุดบรรดาเสนาบดีรวมทั้งเหล่าข้าราชการทั้งหลายได้พร้อมใจกันอัญเชิญเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ซึ่งในขณะนั้นยังทรงผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศฯ ให้ลาสิกขาบทแล้วขึ้นครองราชย์ และโปรดให้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่ามกลางความเห็นชอบพร้อมใจของบรรดาข้าราชการและอาณาประชาธิปไตยแล้ว ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ที่จะถูกปกครองได้มีโอกาสเลือกผู้ปกครองแล้ว

          เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเหล้าเจ้าอยู่หัวได้เตรียมการปูพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เท่าเทียมกับบรรดานานาอารยประเทศ โดยทรงริเริ่มยอมรับอารยธรรมตะวันตก ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้เข้ากับสภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของประชาชนในขณะนั้น เช่น ทรงเลิกประเพณีที่ข้าราชการขุนนางต้องหมอบเฝ้ามาเป็นการยืนเข้าเฝ้า ด้วยพระองค์ทรงมีพระราชดำริที่เป็นประชาธิปไตย ทรงต้องการให้มีความเสมอภาค พยายามไม่ให้เกิดความแตกต่างหรือช่องว่างระหว่างชนชั้นมากนักและโปรดฯ ให้ประชาชนเลือกนับถือศาสนาได้ตามใจชอบ จัดให้ราษฎรมีการศึกษาโดยเท่าเทียมกัน

          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่เยี่ยมยอด และทรงสานต่อการวางรากฐานการปกครองในระบบประชาธิปไตยตามแนวพระราชดำริของพระราชบิดา นอกจากทรงดำเนินการเรื่องจัดการศึกษาให้แก่ประชาชน โดยโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงเรียนให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนแล้ว ยังโปรดให้มีการตั้งทุนเล่าเรียนหลวงขึ้น เป็นต้น

          นอกจากนี้ ยังทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นทางศาสนาหรือการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการส่วนกลาง จากจตุสดมภ์เป็นตั้งกระทรวงต่าง ๆ ขึ้นแทน รวมทั้งสิ้น ๑๒ กระทรวง เริ่มระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยโปรดให้ตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาครขึ้น เพื่อให้ราษฎรเลือกผู้ปกครองกันเองโดยการให้ราษฎรประชุมพร้อมกันทั้งหมู่บ้านเพื่อเลือก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นการเริ่มต้นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

          และที่เหนืออื่นใด ซึ่งเป็นแนวพระราชดดำริที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็คือการที่ทรงเลิกทาส ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า พระองค์ต้องการให้เกิดความเสมอภาคขึ้น ให้ทุกคนได้มีสิทธิและเสรีภาพของความเป็นคนเท่าเทียมกัน

          ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๘) พระองค์ได้ทรงสานต่อพระบรมราโชวาทของพระราชบิดา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “ดุสิตธานี”ขึ้น ซึ่งก็คือเมืองจำลอง ที่โปรดให้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการทดลองจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยทรงจัดการปกครองเมืองนี้ในรูปแบบของประชาธิปไตยทุกอย่าง มีการตราธรรมนูญดุสิตธานีลักษณะการปกครอง คณะนครภิบาลขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๕ มีการตั้งพรรคการเมืองมีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเขต ๆ มีสถานที่ทำการรัฐบาลถาวรมีการหาเสียงเลือกผู้แทนราษฎรตามธรรมนูญดุสิตธานี ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพียงแต่ไม่ได้เรียกชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างในปัจจุบันแต่เรียกว่า เชษฐบุรุษ ในเมืองดุสิตธานีนี้ ยังมีการออกหนังสือพิมพ์ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพในการติชมกิจการบ้านเมือง

ประวัติความเป็นมาของรัฐธรรมนูญไทย

          ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๗๗) พระองค์ทรงทำการปูพื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยต่อ โดยทรงดัดแปลงสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ที่ตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นสภาองคมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในด้านประชุมปรึกษาหารือข้าราชการต่าง ๆ มีสมาชิก ๒๒๗ คนโดยสมาชิกนี้มีสิทธิค้านได้ด้วย โปรดฯ ให้ตราพระราชบัญญัติองคมนตรีขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๗๐

          พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ราษฎรของพระองค์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีวิสารวาจา และ นายเรมอนด์ สตีเวนส์ ร่างรัฐธรรมนูญถวาย แต่ยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อยตามพระราชปณิธาน คณะราษฎรโดยการนำของพันเอกพระยาพหลหยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) พันเอกพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) และพันเอกพระยาฤทธิอัคเณย์ (สละ เอมะศิริ) ก็ได้ดำเนินการปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

          ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะมิได้เป็นไปโดยการพระราชทานจากเบื้องบนลงมาสู่เบื้องล่าง ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงตั้งพระทัยไว้ แต่พระองค์ก็ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของประชาราษฎร จึงทรงยอมรับเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

สาเหตที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

          ๑. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่ง ราชวงศ์จักรี ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศ ให้แก่ประชาชาวไทย

          ๒. หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ส่งผลกระทบมาถึงเมืองไทย พระองค์ทรงแก้ไขเศรษฐกิจด้วยการประหยัดรายจ่ายของแผ่นดิน ด้วยการปลดข้าราชการบางส่วนที่เกินงานให้ออกไปริบเบี้ยหวัด ยุบกรมที่ไม่จำเป็นลง ยังความไม่พอใจให้แก่หมู่ข้าราชการ

          ๓. รัฐบาลได้ออกตราพระราชบัญญัติภาษีเพิ่มขึ้น อาทิ ภาษี โรงร้าน ภาษีที่ดิน ภาษีหลังคาเรือน ภาษีเงินเดือน และพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙

          ๔. อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

หลัก ๖ ประการของคณะราษฎร

          คณะราษฎรได้ประกาศวางนโยบายการบริหารประเทศไว้ ๖ ประการด้วยกัน คือ

          ๑. เอกราช จะต้องรักษาหลักเอกสารทั้งหลายของประเทศไว้ให้มั่นคง

          ๒. ความปลอดภัย จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลง

          ๓. เศรษฐกิจ จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ

          ๔. เสมอภาค จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน

          ๕. เสรีภาพ จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ โดยไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

          ๖. การศึกษา จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

การพระราชทานรัฐธรรมนูญ

          หลังจากที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเหล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ระหว่างนี้สภาผู้แทนราษฎรได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้น พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยติดตามการดำเนินงานนี้โดยตลอด การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเสร็จสิ้นลงภายใน ๖ เดือน พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ จึงถือเอาวันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ

แหล่งที่มา :

ธนากิต. วันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก, 2541

ภาพวันรัฐธรรมนูญ. เข้าถึงข้อมูลได้จาก www.google.co.th (สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561)