ปรับขนาดอักษร
Could not load widget with the id 17.

วันเข้าพรรษา

ความเป็นมา

          การเข้าพรรษา เป็นพุทธานุญาตที่กำหนดให้พระภิกษุอธิษฐานอยู่ประจำที่ไม่จาริกไปค้างแรมตามสถานที่ต่างๆ เว้นแต่มีกิจจำเป็น เป็นเวลา ๓ เดือนน้ำฝน คือ ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑

          ก่อนพุทธกาล การอยู่จำพรรษา เป็นประเพณีที่นักบวชนอกพุทธศาสนาในชมพูทวีปถือปฏิบัติกันมาเป็นประจำ จึงเป็นภาพที่คุ้นตาของคนในยุคนั้น

          ในตอนต้นพุทธกาล คราวที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ ณ วัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ เมื่อถึงฤดูฝนภิกษุส่วนมากอยู่ประจำที่เช่นเดียวกันกับนักบวช นอกพุทธศาสนา แต่มีภิกษุกลุ่มฉัพพัคคีย์ พาบริวาร จำนวน ๑,๕๐๐ รูป เที่ยวจาริกไปตามที่ต่างๆ เนื่องจากในตอนต้นพุทธกาลยังมิได้มีพุทธานุญาตให้ภิกษุอยู่จำพรรษา การจาริกของท่านเหล่านั้นมีผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรมของชาวบ้าน ทำให้ข้าวกล้าและพืชผักเสียหาย ชาวบ้านจึงพากันตำหนิติเตียนถึงการที่ท่านไม่หยุดจาริกในฤดูฝน พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงตรัสให้ประชุมสงฆ์และทรงกำหนดให้พระภิกษุอยู่จำพรรษา เป็นเวลา ๓ เดือนในฤดูฝน

          ประเทศไทยได้มีการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังข้อความในศิลาจารึก หลักที่ ๑ ว่า “…พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาส์น ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน…”

          คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๐๓ กำหนดให้วันเข้าพรรษาเป็นวันต้นไม้ประจำปี จากนั้นได้มติเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๒ ให้วันวิสาขบูชาเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติแทนปัจจุบันทางราชการได้กำหนดให้วันเข้าพรรษาเป็นวันหยุดราชการ ๑ วัน

แนวคิด

          หลักการชองการเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุหยุดการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่ออยู่จำพรรษาอยู่ในวัดใดวันหนึ่งที่สะดวก เป็นเวลา ๓ เดือน ปวารณาออกพรรษาแล้วจึงออกเดินทางไปเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าต่อไป ทำให้ได้แง่คิดหลายประการ กล่าวคือ

          ๑. การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น โดยเห็นได้จากการที่พระพุทธเจ้าทรงรับทราบความประพฤติไม่เหมาะสมของพระฉัพพัคคีย์และความเดือนร้อนของชาวบ้าน จึงบัญญัติให้พระภิกษุอยู่จำพรรษา เป็นเวลา ๓ เดือน แสดงให้เห็นว่าพระองค์มิได้ทรงนิ่งเฉยและทรงแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน นับเป็นพระมหากรุณาคุณที่พุทธศาสนิกชนพึงยึดถือเป็นแบบอย่าง

          ๒. การมีประเพณีบวชเรียนในสังคมไทย โดยเหตุที่ในพระพุทธศาสนามีการฝึกตนตามไตรสิกขา โดยมีพระภิกษุเป็นตัวอย่าง และเมื่อถึงฤดูกาลเข้าพรรษา พระภิกษุจะมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสเหมาะสมที่พุทธศาสนิกชนจะได้ไปศึกษาความรู้กับพระภิกษุ ครอบครัวไทยจึงใช้โอกาสเหมาะสมที่พุทธศาสนิกชนจะไปศึกษาหาความรู้กับพระภิกษุ ครอบครัวไทยจึงใช้โอกาสนี้ส่งบุตรหลานไปอุปสมบท เพื่อการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและได้รับการฝึกฝนตนเองต่อมาจึงได้เกิดเป็นประเพณีนิยมบวช ๓ เดือน เมื่อชายไทยอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์

          ๓. การเริ่มต้นปรับปรุงพฤติกรรม โดยยึดเอานัยที่ว่า พระภิกษุหยุดการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ และอธิษฐานจิตที่จะอยู่จำพรรษาในวัดตลอด ๓ เดือน พุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่ง นิยมถือเอาวันเข้าพรรษาเป็นวันสำรวจพฤติกรรมของตนเองที่ผ่านมาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

          ๔. ความสามัคคีของคนในชุมชน ก่อนเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันหล่อเทียนพรรษาและแห่ไปถวาย เพื่อให้พระภิกษุที่อยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากในช่วงเข้าพรรษาได้ใช้ประโยชน์จากแสงสว่างในการสนทนาธรรมและศึกษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ความสำคัญ

          วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญที่ทำให้เกิดกิจกรรมเกี่ยวเนื่องดังต่อไปนี้

          ๑ พระภิกษุจะได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ ศึกษาพระธรรมวินัยและประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่กับพระเถระที่เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ ได้อย่างเต็มที่

          ๒ พุทธศาสนิกชนจะได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญกุศลได้อย่างเต็มที่ เช่น ทำบุญตักบาตร รักษาศีล สวดมนต์ ฟังธรรม เจริญภาวนา ตลอดพรรษา

          - สถาบันพระมหากษัตริย์พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในเทศกาลเข้าพรรษา เช่น ทรงถวายเทียนพรรษาแก่วัด ถวายพุ่มเทียนแด่ภิกษุสงฆ์ ถวายปัจจัยไทยธรรม ทรงศีล ทรงธรรม ถือเป็นพระราชประเพณีที่ทรงปฏิบัติสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้

          - พุทธศาสนิกชนทั่วไป ถือเป็นโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นกรณีพิเศษ เช่น แห่เทียนพรรษาไปถวายวัดใกล้บ้านที่ตนอยู่ ถวายผ้าอาบน้ำฝน ถวายสังฆทาน ถวายดอกไม้ธูปเทียนและกระทงดอกไม้ เป็นต้น

          ๓ วันเข้าพรรษา ก่อให้เกิดประเพณีสำคัญ ๒ ประเพณี คือประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนและประเพณีแห่เทียนพรรษา

                   ๑.๑ ประเพณีการถวายผ้าอาบน้ำฝน

                   มีเรื่องเล่าว่าในสมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งนางวิสาขา มหาอุบาสิกาใช้ให้หญิงรับใช้ (นางทาสี) ไปพระวิหารเชตวัน เพื่อนิมนต์พระภิกษุไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ในวันนั้นฝนตกหนัก เมื่อหญิงรับใช้ไปถึงวัดเห็นภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนอยู่ เกิดเข้าใจผิดว่าเป็นพวกชีเปลือยจึงกลับมาบอกนางวิสาขาว่า ในวัดไม่มีภิกษุเลย มีแต่พวกชีเปลือยกำลังอาบน้ำฝนอยู่ นางรู้ได้ทันทีว่า นั่นไม่ใช่ชีเปลือยอย่างที่หญิงรับใช้เข้าใจ แต่เป็นพระภิกษุที่เปลือยกายอาบน้ำฝนอยู่ ดังนั้นหลังจากพระพุทธเจ้าและพระสาวกฉันภัตตาหารแล้ว นางวิสาขาจึงเข้าไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้าเพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระภิกษุและภิกษุณีเป็นประจำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเกิดเป็นประเพณีที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

                   ผู้ที่ทำบุญถวายผ้าอาบน้ำฝนจะได้รับอานิสงส์เหมือนการถวายผ้าชนิดอื่นๆ ตามนัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ ทำให้เป็นผู้มีผิวพรรณผ่องใส สวยงาม ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความสะอาดผ่องใสทั้งกายและใจ

                   ๑.๒ ประเพณีแห่เทียนพรรษา

                   ประเพณีนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ว่าสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันดังปัจจุบัน เมื่อพระภิกษุจำพรรษารวมกันมากๆ และต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่นการทำวัตรสวดมนต์ตอนเช้ามืดและตอนพลบค่ำ การศึกษาพระปริยัติธรรม กิจกรรมเหล่านี้ล้วนต้องการแสงสว่าง โดยเฉพาะแสงสว่างจากเทียนที่พระสงฆ์จุดบูชาพระรัตนตรัยและเพื่อต้องการใช้แสงสว่างโดยตรง ปัจจุบันแม้สภาพสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ประเพณีแห่เทียนพรรษายังคงมีอยู่โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

          ผู้ที่ทำบุญถวายเทียนพรรษาจะได้รับอานิสงส์ตามนัยพระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความสะอาดผ่องใสทั้งกายใจ มีความสง่างาม มีดวงตาใส

          ก่อนจะนำเทียนไปถวาย ชาวบ้านมักจัดให้มีการหล่อเทียน เสร็จแล้วจัดเป็นขบวนแห่แหนกันไปอย่างเอิกเกริก เรียกว่า “ประเพณีแห่เทียนพรรษา”

          นอกจากนี้ ในหนังสือนางนพมาศ ยังได้เขียนถึงเรื่องประเพณีแห่เทียนพรรษาไว้ด้วย

สาระ

          พระพุทธเจ้ากำหนดให้พระภิกษุเริ่มอยู่จำพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ โดยไม่เดินทางไปค้างแรม ณ สถานที่ใด เว้นแต่มีกิจจำเป็นพระภิกษุจะทำการอธิษฐานจิตอยู่จำพรรษา ณ สถานที่นั้นตลอด ๓ เดือน ความตั้งใจมั่นที่จะปฏิบัติตามที่อธิษฐานไว้ ถือเป็นสาระหลักของวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาลเข้าพรรษา

          การที่พระภิกษุอยู่ร่วมกันจำนวนมากและเป็นระยะยาวนานถึง ๓ เดือน ทำให้ได้ประโยชน์คือ ศึกษาเข้าใจพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง เพราะได้อยู่กับอุปัชฌาย์และอาจารย์ ส่งผลให้การปฏิบัติธรรมเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง ถือได้ว่าเป็นการสืบทอดพระศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไป

          สาระวันเข้าพรรษาและช่วงเทศกาลเข้าพรรษาเช่นนี้ สังคมไทยได้นำมาประยุกต์ให้เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงพฤติกรรม ลด ละ เลิก อบายมุข เช่น การงดเหล้า บุหรี่ จนเกิดโครงการต่างๆ เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักวิรัติ ๓

แนวทางที่พึงปฏิบัติ

          วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา มีกิจกรรมหลายอย่างที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติเช่นเดียวกันกับวันสำคัญทางศาสนาวันอื่นๆ และควรปฏิบัติกิจกรรมบางประการเป็นพิเศษเนื่องในโอกาสวันเข้าพรรษา ดังนี้

          แนวทางการปฏิบัติกิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชน

          ให้ทาน ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณรในช่วงเช้าหรือเพลบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ยากไร้และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์

          รักษาศีล สำรวมระวังกายและวาจา ด้วยการรักษาศีล ๕ หรือศีล ๕ พร้อมทั้งบำเพ็ญเบญจธรรมสนับสนุน

          เจริญภาวนา บำเพ็ญจิตภาวนาด้วยการไหว้พระ สวดมนต์ ปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔

ประโยชน์ที่จะพึงได้รับ

          วันเข้าพรรษาเป็นวันที่พระภิกษุหยุดการเดินทางไปค้างแรม ยังสถานที่ต่างๆ แล้วอธิษฐานอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือน ณ วัดใดวันหนึ่ง ทำให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคลที่เป็นพุทธศาสนิกชนและสังคม กล่าวคือ

          ๑. พุทธศาสนิกชนมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนและฝึกกาย วาจา และใจตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา และมีโอกาสที่จะทำได้ทำบุญมากขึ้น

          ๒. ระยะเวลาการอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือน เป็นระยะเวลายาวนานเพียงพอสำหรับความตั้งใจที่สร้างเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้เกิดมีขึ้นในตัวเอง จึงเป็นจุดที่บุคคลและสังคมจะได้เริ่มต้น ลด ละ เลิก อบายมุข เช่น การงดดื่มเหล้าช่วงเข้าพรรษา เป็นต้น มีผลทำให้ตนเองและสังคมเกิดความสงบสุขร่มเย็น

 

แหล่งที่มา :

อเนก ขำทอง. วันเข้าพรรษา. กรุงเทพฯ : การศึกษาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2547

ภาพวันเข้าพรรษา. เข้าถึงข้อมูลได้จาก www.google.co.th (สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561)