ปรับขนาดอักษร
Could not load widget with the id 17.

วันอาสาฬหบูชา

ความหมาย

          วันอาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ (ประมาณเดือนกรกฎาคม) หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลังในปีมีอธิกมาส (เดือน ๘ มี ๒ เดือน) ซึ่งมีการบูชาเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา ตรงกับวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นเทศนากัณฑ์แรก

ความสำคัญ

          วันอาสาฬหบูชา (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘) มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นสรุปได้ ๔ ประการ คือ

          ๑. เป็นวันแรกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา

          ๒. เป็นวันแรกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและฤๅษีโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วทูลขอบวช

          ๓. เป็นวันแรกที่พระสงฆ์สาวกเกิดขึ้นในโลก คือ ฤๅษีโกณฑัญญะได้บวชเป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา

          ๔. เป็นวันแรกที่มีพระรัตนตรัยครบบริบูรณ์

          เหตุการณ์นับตั้งแต่วันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) จนถึงวันที่พระองค์ตัดสินพระทัย ที่จะแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์และได้แสดงปฐมเทศนา คือ ธิมม-จักกัปปวัตนสูตร ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ทำให้แนวคิดที่สำคัญหลายประการที่สะท้อนให้เห็นถึงพระคุณของพระองค์

          ๑. พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมนุษยชาติ เพราะพระองค์มีพระประสงค์ที่จะช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ ด้วยการชี้นำแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความสุขยั่งยืน และเล็งเห็นว่าแม้มนุษย์จะมีกิเลส แต่ผู้มีความพร้อมที่จะฟังธรรมและไตร่ตรองจนเข้าถึงหลักธรรมก็มีอยู่เปรียบได้กับ ดอกบัวสี่เหล่า หมายถึงบุคคล ๔ จำพวก คือ

                   ๑. อุคฆฏิตัญญู บุคคลที่บรรลุธรรมได้ทันทีในชาติที่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงแค่ได้ฟังเพียงหัวข้อธรรมที่ยกขึ้นแสดงเปรียบเหมือนดอกบัยที่โผล่ขึ้นพ้นน้ำแล้ว พร้อมที่จะบานในวันนั้น

                   ๒. วิปจิตัญญู บุคคลที่บรรลุธรรมได้ทันทีในชาติที่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากได้ฟังการขยายความของธรรมที่กล่าวไว้โดยย่อ เปรียบเหมือนดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอระดับน้ำพร้อมจะบานในวันพรุ่งนี้

                   ๓. เนยยะ บุคคลที่บรรลุธรรมได้ในชาติที่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ต้องใช้เวลาศึกษาพิจารณา ใคร่ครวญธรรมจากครูอาจารย์จนเกิดความเข้าใจ เปรียบเหมือนดอกบัวที่ยังไม่โผล่ขึ้นจากน้ำแต่จะโผล่แล้วบานในวันต่อ ๆ ไป

                   ๔. ปทปรมะ บุคคลที่ในชาติที่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะศึกษาพิจารณา ทรงจำธรรมไว้ได้มาก แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมในชาตินั้นได้ ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป เปรียบเหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ติดกับเปลือกตมที่จะเป็นอาหารของปลาและเต่า

          พระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัย ประกาศหลักธรรมอันประเสริฐ ส่งผลให้โลกเกิดสันติสุขจนถึงปัจจุบัน

          ๒. เริ่มต้นบทบาทพระบรมครูผู้ประเสริฐ โดยเสด็จเดินทางไกลจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แขวงเมืองพาราณสีมาถึงป่าอีสปตนมฤคทายวัน เพื่อโปรดฤๅษีปัญจวัคคีย์ผู้ที่เคยปรนนิบัติพระองค์เมื่อครั้งบำเพ็ญทุกกรกิริยาแล้วพากันหนีจากพระองค์ไปเพราะเข้าใจว่าพระองค์ไม่ต้องการบำเพ็ญเพียรอีกต่อไป เนื่องจากทรงกลับมาเสวยพระกระยาหารอีก พระพุทธเจ้าได้ตรัสบอกถึงการตรัสรู้ของพระองค์ฤๅษีปัญจวัคคีย์เหล่านั้นก็ไม่เชื่อ พระองค์ก็มิได้ท้อถอย

          ที่ตรัสสอนและตรัสเตือนให้ฤๅษีปัญจวัคคีย์ระลึกถึงความหลังครั้งเคยอยู่ด้วยกันว่าพระองค์เคยได้ตรัสเช่นนี้มาก่อนหรือไม่ทำให้ฤๅษีปัญจวัคคีย์ได้คิดว่า พระองค์ไม่เคยตรัสมาก่อนและยอมรับฟังธรรมจากพระองค์ในที่สุด

ประวัติความเป็นมาของวันอาสาฬหบูชา

          วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘) เป็นวันที่พระสัมมาพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรอันเป็นธรรมเทศนากัณฑ์แรก โปรดฤๅษีปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (ปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ) แขวงเมืองพาราณสี เมื่อจบพระธรรมเทศนา ฤๅษีโกนฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นพยานการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงทราบว่าโกนฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว  จึงทรงเปล่งอุทานว่า “อัญญาสิ วะตะ โภ โกนฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกนฑัญญะ” แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ด้วยเหตุนี้ ฤๅษีโกนฑัญญะได้ทูลขอบวช พระองค์ทรงประทานการบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา จึงนับว่าพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระสงฆ์องค์แรก และมพระรัตนตรัย เกิดขึ้นครบบริบูรณ์ในวันนั้น

          ประเทศไทยได้ประกาศให้มีพิธีอาสาฬหบูชา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ โดยพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็น พระพิมลธรรม ครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา ได้เสนอคณะสังฆมนตรี ให้เพิ่มวันศาสนาพิธีทำบุญบูชาขึ้นอีกหนึ่งวันคือวันธรรมจักร หรือ วันอาสาฬหบูชา คณะสังฆมนตรีมติเห็นชอบ โดยให้ถือว่าวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา และทางรัฐบาลก็ได้เห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้ประกาศให้เห็วันหยุดราชการจนกระทั้งปัจุบันนี้

หลักธรรมสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชา

          วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้แสดงหลักธรรม ๒ ประการ เพื่อโปรดฤๅษีปัญจวัคคีย์ คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและอริยสัจ ๔

          ธัมมจักกัปปวัตนสูตร อันเป็นปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมีสาระโดยสรุปดังนี้

          ๑. ทรงแสดงข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดไปจากข้อปฏิบัติหรือการดำเนินที่ถูกต้อง มี ๒ อย่าง คือ

                   ๑) การทำตนให้หมกมุ่นและลุ่มหลงอยู่กับความสุขในเรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส (อัตตกิลมถานุโยค)

                   ๒) การทรมานตนให้ลำบาก เช่น การอดอาหาร การนั่งหรือนอนบนหนาม เป็นต้น (อัตตกิลมถานุโยค)

          ๒. ทรงแสดงว่าข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตทั้ง ๒ อย่างนั้น ไม่เป็นประโยชน์ นักบวชไม่ควรประพฤติ ไม่ควรเกี่ยวข้อง เพื่อให้ฤๅษีปัญจวัคคีย์ละความยึดถือข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตเช่นนั้นเสียแล้วตรัสสอนให้ปฏิบัติทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ ข้อปฏิบัติที่เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘

                   ๑) ปัญญาเห็นชอบ (สัมมาทิฎฐิ) คือ ห็นอริยสัจ ๔ ตามสภาพความเป็นจริง คือ เกิดความรู้ขึ้นภายในใจว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุ ให้ทุกข์เกิด นี้ความดับทุกข์ นี้แนวทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

                   ๒) ดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) คือ ความนึกคิดที่จะทำตนให้ออกห่างจากสิ่งยั่วยวน ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ พอใจต่าง ๆ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น และความอยาก ความรัก ความยินดี เป็นต้น ที่ทำให้ต้องหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ มีความนึกคิดในความไม่พยาบาทอาฆาตปองร้ายผู้อื่น มีจิตใจประกอบด้วยเมตตามีความปรารถนาดีต่อกัน มีความนึกคิดในความไม่เบียดเบียนรังแกผู้อื่น เห็นคนอื่นและสัตว์อื่นเป็นญาติเป็นมิตรเป็นเพ่อนร่วมโลกกัน มีควมกรุณาต้องการจะช่วยให้เขาพ้นความทุกข์ ความเดือดร้อนเหล่านี้

                   ๓) เจรจาชอบ (สัมมาวาจา) คือ การงดเว้นจากการพูดเท็จจากการพูดส่อเสียดยุยงส่งเสริมให้คนอื่นทะเลาะกัน งดเว้นจากการพูดแสลงหู หรือพูดด้วยมุ่งให้เกิดความวิบัติแก่ผู้อื่น การงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไร้สาระ พูดแต่คำสัตย์ คำจริง คำส่งเสริมสร้างความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พูดคำที่ไม่ไพเราะอ่อนหวาน แสดงถึงความมีเมตตาปรารถนาดีต่อกันและคำที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

                   ๔) ประพฤติชอบ (สัมมากัมมันตะ) คือ การงดเว้นจากการฆ่า การทำลาย การเบียดเบียน การทรมาทรกรรมสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่คนอื่นไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย เช่น ลักขโมย การยักยอก การฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นต้น งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม เมื่องดเว้นได้แล้วจะต้องมีใจประกอบด้วยเมตตาต่อคนอื่นและสัตว์ทั้งหลาย

                   ๕) เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) สำหรับบรรพชิต คือ การดำรงชีวิตด้วยการบิณฑบาต งดเว้นการแสวงหาไม่สมควรและสำหรับฆราวาส คือ ประกอบอาชีพถูกต้องตามหลักกฎหมายและศีลธรรม

                   ๖) เพียรชอบ (สัมมาวายามะ) ได้แก่ เพียรไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น เพียรละความชั่วที่มีอยู่ให้ลดน้อยลง เพียรให้ความดีเกิดขึ้นเพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ตลอดไป

                   ๗) ระลึกชอบ (สัมมาสติ) คือ การพิจารณาร่างกายให้เห็นว่ากายไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตนเราเขา พิจารณาเวทนา คือ ความสุข ความทุกข์และไม่สุข ไม่ทุกข์ว่าเวทนาก็เป็นสักว่าเวทนา ไม่ใช่ตันตนเราเขา พิจารณาใจที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้วว่าใจก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่บังเกิดใจว่าไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

                   ๘) ตั้งใจมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) คือ การอบรมจิตใจให้สงบ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุขตามสภาพของใจที่ตั้งมั่นนั้น

          มรรคมีองค์ ๘ สรุปลงในไตรสิกขาได้ ดังนี้

          - เจรจาชอบ ประพฤติชอบและเลี้ยงชีพชอบ จัดเป็น ศีล

          - เพียรชอบ ระลึกชอบและตั้งใจมั่นชอบ จัดเป็น สมาธิ

          - ปัญญาเห็นชอบและดำริชอบ จัดเป็นปัญญา

          วิธีปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางดังกล่าวข้างต้น เริ่มต้นด้วยความเข้าใจเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วคิดหาทางไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ ซึ่งก็พบว่าต้องเริ่มต้นด้วยการทำจิตใจให้สงบไม่เอนเอียงไปทางข้างตึงหรือข้างหย่อนโดยอาศัยการฝึกสมาธิเป็นผู้นำ พร้อมทั้งเพียรระวังไม่ให้ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เพียรละให้ได้ในขณะเดียวกันก็เพียรให้เกิดความคิดที่ดีและเพียรรักษาความคิดที่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ และพบต่อไปว่าจิตสงบแล้วพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งทางกายและวาจาก็สงบด้วย เมื่อสงบครบทั้งกาย วาจา และใจแล้วก็ได้บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุด คือ นิพพาน

          หลังจากที่ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตสูตร ทรงแสดงความจริง ๔ ประการ ซึ่งมีความเกี่ยวดย

กันในเชิงเหตุและเชิงผล ด้วยการตรัสถึงผลที่เกิดขึ้นแล้วจึงตรัสถึงเหตุของผลนั้นว่าเกิดขึ้นจากอะไร กล่าวคือ ทุกข์เป็นผลของสมุทัย สมุทัยเป็นเหตุของทุกข์ และนิโรธเป็นผลของมรรค มรรคเป็นเหตุของนิโรธ ความจริง ๔ ประการ (อริยสัจ ๔) ดังกล่าวประกอบด้วย

          ๑) ทุกข์ สภาพที่ทนได้ยากที่เป็นทางกายและทางจิตอันเกิดขึ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความโศกเศร้า บ่นรำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ เป็นต้น

          ๒) สมุทัย เหตุที่ให้เกิดทุกข์ คือความปรารถนาความดิ้นรนอยากได้ ในสิ่งที่น่ารักใคร่ชอบใจ อยากมีอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อยากเกิดที่โน้นที่นี่ที่ตนชอบใจ ที่ตนไม่ชอบใจก็ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากพบ ไม่อยากเห็น อันเป็นไปในทางที่ไม่ถูกต้อง

          ๓) นิโรธ ความดับทุกข์ เป็นสภาวะหมดสิ้นจากกิเลสไม่เดือดร้อน ไม่กระวนกระวายใจ ไปตามความทุกข์นั้น

          ๔) มรรค ข้อปฏิบัติฝึกอบรมในทางสายกลาง อันเป็นเหตุให้ถึงความดับทุกข์ คือ มรรคมีองค์ ๘

 

แหล่งที่มา :

ปัญญา สละทองตรง. วันอาฬาหบูชาและวันเข้าพรรษา ส่งเสริมประชาชนเข้าวัดปฏิบัติธรรม. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย , 2552

ภาพวันอาสาฬหบูชา. เข้าถึงข้อมูลได้จาก www.google.co.th (สืบค้นเมื่อวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2561)