ปรับขนาดอักษร
Could not load widget with the id 17.

วันออกพรรษา

ความเป็นมา

          วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ เป็นวันที่ครบกำหนดทางพระวินัยที่พระภิกษุอธิษฐานอยู่จำพรรษาประจำที่ตลอดฤดูฝน ๓ เดือน (โดยกำหนดท้ายฤดูฝน ๑ เดือน เป็นฤดูแสวงหาผ้าของพระภิกษุ) กล่าวคือ เมื่อพระภิกษุได้อธิษฐานอยู่จำพรรษา ณ ที่ใดที่หนึ่ง ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ (หรือเดือน ๙ กรณีเข้าพรรษาหลัง) แล้วอยู่ประจำที่นั่นจนสิ้นสุดในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (หรือเดือน ๑๒ กรณีเข้าพรรษาหลัง)

          วันออกพรรษา เรียกว่าอย่างหนึ่งว่า “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” หมายถึง วันที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ทำสังฆกรรมพิเศษ กล่าวคือ เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตา โดยมีมูลเหตุมาจากครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ เชตะวันมหาวิหารอารามของอนาถบิณฑิณเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งได้เข้าจำพรรษาในบริเวณแคว้นโกศล ได้คิดวิธีที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่ให้มีเรื่องทะเลาะหรือบาดหมางกัน ซึ่งแต่ละรูปได้ตั้งกติกาว่าจะอยู่ร่วมกันโดยไม่พูด ไม่ทักทายกันตลอดพรรษา แล้วร่วมกันกำหนดว่า ภิกษุรูปใดที่มาถึงที่พักก่อนจะต้องจัดเตรียมอาสนะ จัดตั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ก่อน ส่วนภิกษุรูปท้ายสุดจะทำหน้าที่เก็บของที่ใช้หรืออาสนะ หรือของที่ฉันเหลือเททิ้งพร้อมทั้งทำความสะอาด เว้นแต่ภิกษุรูปใดไม่สามารถที่จะจัดเก็บได้ ก็สามารถกวักมือเรียกภิกษุรูปอื่นมาช่วยได้แต่ต้องไม่พูดคุยกัน จะใช้วิธีบอกใบ้แทนคำพูด

          พระภิกษุทั้งหมดได้กระทำตามกติกาที่ตั้งไว้เช่นนั้น ครั้นครบไตรมาสพระภิกษุเหล่านี้ได้เก็บเสนาสนะถือบาตรและจีวรเดินทางไปกรุงสาวัตถี จาริกไปตามลำดับ จนถึงวัดเชตวัน และเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงตรัสถามเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันแล้วภิกษุเหล่านั้นจึงทูลความเป็นมาโดยลำดับดังนี้ ว่า

          “ข้าพเจ้าทั้งหลาย ที่มานั่งเฝ้าอยู่   ณ ที่นี้ ได้เข้าจำพรรษาอยู่ในอาวาสแห่งหนึ่งของแคว้นโกศล ได้ปรึกษากันว่าจะใช้อุบายอย่างไรกันหนอ ที่พวกเราจับพึ่งเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกันอยู่จำพรรษาเป็นผาสุกและบิณฑบาตไม่ลำบาก เมื่อปรึกษากันแล้วจึงกระทำตามที่กำหนดไว้ดังนี้คือ พวกเราจะไม่ทักทาย ไม่ปราศรัยกันและกัน ต่างทำหน้าที่ของตนตามกำหนดด้วยอุบายนี้แล ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และบิณฑบาตไม่ลำบาก พระพุทธเจ้าข้า”

          พระพุทธเจ้าตรัสตำหนิว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้เป็นโมฆบุรุษ เป็นผู้อยู่ไม่ผาสุกเลย เพราะการอยู่ของภิกษุเหล่านี้เป็นผู้อยู่ร่วมกันอย่างปศุสัตว์ ซึ่งการกระทำของพระภิกษุกลุ่มนี้เป็นการสมาทานมูควัตรเหมือนพวกเดียรถีย์ที่ปฏิบัติกันมา” ดังนั้นเมื่อพระองค์ตรัสจบจึงบัญญัติสิกขาบทว่า “ภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่พึงสมาทานมูควัตรที่พวกเดียรถีย์ถือปฏิบัติ รูปใดสมาทานปฏิบัติต้องอาบัติทุกกฏ” ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ทรงอนุญาตพิธีปวารณาเพื่อว่ากล่าวซึ่งกันและกันดังนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาแล้วปวารณาด้วยเหตุ ๓ สถาน คือ ด้วยได้เห็น ด้วยได้ยิน ด้วยนึกสงสัย การปวารณานั้นจะเป็นวิธีเคารพพระวินัยของพระภิกษุเหล่านั้น” ทรงอนุญาตการทำปวารณาเมื่อพระภิกษุจำพรรษาแล้วดังนี้

          สำหรับในประเทศไทย วันออกพรรษาเป็นประเพณีสืบเนื่องมานานนับตั้งแต่พระพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานในดินแดนนี้ เพราะการออกพรรษาเป็นข้อกำหนดที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์กระทำ ดังนั้นเมื่อถึงวันออกพรรษา พระภิกษุสงฆ์จะทำปวารณาแทนการสวดพระปาติโมกข์ ส่วนคฤหัสถ์จะทำบุญเป็นกรณีพิเศษ และยังมีการทำบุญเนื่องในวัน “เทโวโรหณะ” หรือเรียกว่า “ตักบาตรเทโว” ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นกิจกรรมพิเศษต่อเนื่องจากวันออกพรรษา

แนวคิด

          วันออกพรรษาหรือวันปวารณา ให้แนวคิดว่า สังคมสงฆ์เป็นสังคมที่มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ เรียบง่าย มีระเบียบวินัยที่บังคับตนเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน การอยู่ร่วมกันย่อมมีพฤติกรรมทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือระหว่างบุคคลกับหมู่คณะการว่ากล่าวตักเตือนกันได้ในพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเท่ากับเป็นการบอกขุมทรัพย์ให้กัน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงโปฺรดโอกาสให้สมาชิกในสังคมสงฆ์ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ความสำคัญ

          วันออกพรรษา มีความสำคัญตามพระวินัยตรงที่พระภิกษุที่อยู่จำพรรษาครบไตรมาสจะได้โอกาสจาริกไปสอนธรรมในสถานที่ต่าง ๆ ในด้านสังคมทำให้ชาวพุทธได้หลักในการดำเนินชีวิตที่สำคัญดังนี้

          สังคมสงฆ์มีการดำรงชีวิตเรียบง่าย มักน้อย ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างประหยัด แต่เกิดประโยชน์สูงสุด เปิดโอกาสให้มีการว่ากล่าวตักเตือนกันได้ การอยู่อย่างสังคมสงฆ์ เป็นการอยู่ด้วยระเบียบและวินัยที่บังคับตนเองเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ส่วนรวมเป็นหลักและเป็นสังคมที่ไม่แปลกแยกจากธรรมชาติ หรือทิ้งห่างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน จึงเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ครองเรือน

          เกิดประเพณีตักบาตรเทโวในประเทศไทย หลังจากตรัสรู้แล้ว ในพรรษาที่ ๗ พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดาพร้อมทั้งเทวดาทั้งหลาย เมื่อถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดการอยู่จำพรรษา พระองค์จึงเสด็จจากสวรรค์ดาวดึงส์ลงมาสู่มนุษยโลกที่เมืองสังกัสสะ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของแคว้นปัญจาละ เทวดาจำนวนมากได้ส่งเสด็จอย่างสมพระเกียรติ ในวันนี้ พระพุทธองค์ทรงเนรมิตให้เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรกมองเห็นกันและกันตลอดทั้ง ๓ ดลก คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก การลงโทษในเมืองนรกยุติลงชั่วคราวในวันนี้ด้วยเหตุนั้น วันนี้จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันพระเจ้าเปิดโลก

          ต่อมา เมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่มายังประเทศไทย พุทธศาสนิกชนได้นำเหตุการณ์นี้มาปรับเปลี่ยนเป็นประเพณีตักบาตรเทโว โดยการอัญเชิญพระพุทธรูป ๑ องค์นำหน้าแถวพระสงฆ์ ส่วนประชาชนผู้มาใส่บาตรจะยืนหรือนั่ง ๒ แถวหันหน้าเข้าหากัน โดยเว้นระหว่างกลางไว้ให้พระสงฆ์เดิน สำหรับของที่นำมาใส่บาตรอาจแตกต่างกันบ้าง บางแห่งนิยมทำข้าวต้มลูกโยน ซึ่งทำจากข้าวเหนียว ห่อด้วยใบมะพร้าว ไว้หางยาว เพื่อสะดวกในการโยนใส่บาตร

สาระสำคัญ

          วันออกพรรษา คือ วันสิ้นสุดการอยู่จำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนในฤดูฝน อันได้แก่ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ในวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ทำการปวารณาแทนการสวดพระปาติโมกข์ ด้วยเหตุนี้ วันออกพรรษา จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวันปวารณาหรือวันมหาปวารณา

          การปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตาในการปวารณานั้นมีคำกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ไม่ว่าจะด้วยได้เห็น ด้วยได้ฟัง หรือด้วยสงสัยก็ตาม ขอท่านทั้งหลาย จงมีใจอนุเคราะห์บอกกล่าวข้าพเจ้าด้วยเถิด เมื่อข้าพเจ้าเห็น (ข้อบกพร่อง) ก็จะแก้ไขปรับปรุง”

          ในการปวารณา มีสาระที่ควรนำมาศึกษาและปฏิบัติในชีวิตประจำวัน คือ

          สร้างระเบียบวินัยเพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน ในการอยู่ร่วมกันย่อมต้องมีระเบียบวินัยที่เอื้อประโยชน์ให้เกิดกิจกรรมทั้งประโยชน์ให้เกิดกิจกรรมทั้งโยชน์ส่วนตัวและสังคม การปวารณาของพระภิกษุสงฆ์ถือเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการสร้างระเบียบวินัยเพื่อการอยู่ร่วมกัน

          ยอมรับการว่ากล่าวตักเตือนจากคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม ในครอบครัวหรือในหมู่ญาติ โดยไม่ถือว่าเป็นการล่วงเกินดูหมิ่น ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ดีน่ายกย่องสนับสนุน ควรยึดถือไว้เป็นแบบอย่าง ในวิถีชีวิตประจำวัน

แนวทางที่พึงปฏิบัติ

          จะเห็นได้ว่าวันออกพรรษา เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่สืบเนื่องมาจากพระพุทธศาสนา แล้วมีการปฏิบัติพิธีกรรมจนเป็นประเพณีต่อเนื่องถึงปัจจุบันนี้ พุทธศาสนิกชนจึงควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง และนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อประโยชน์กับตนเอง ครอบครัว สังคม และเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ตลอดไป

          แนวทางการปฏิบัติสำหรับพุทธศาสนิกชน

          การว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน การเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกัน เพื่อความบริสุทธิ์ของตน

          ให้ทาน การถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ สามเณรในช่วงเช้าหรือเพล บริจาคทรัพย์ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ยากไร้และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์

          รักษาศีล สำรวมระวังกาย วาจา ด้วยการรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ พร้อมทั้งบำเพ็ญเบญจธรรมสนับสนุน

          เจริญภาวนา บำเพ็ญจิตภาวนาด้วยการไหว้พระสวดมนต์และปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔

ประโยชน์ที่พึงจะได้รับ

          กิจกรรมของวันออกพรรษาที่พุทธศาสนิกชนปฏิบัติก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่พุทธศาสนิกชนและสังคมโลกอย่างมาก กล่าวคือ

          ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับพุทธศาสนิกชน

          ๑. มีความรู้ความเข้าใจถึงความเป็นมาของวันออกพรรษา

          ๒. ได้คติธรรมเรื่องการอยู่ร่วมกัน หลักการอ่อนน้อมถ่อมตน ความใจกว้างยอมรับคำติชมเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข

          ๓. พุทธศาสนิกชนตระหนักและเห็นคุณค่าของประเพณีที่เป็นสื่อสร้างให้ครอบครัวและชุมชนได้กลับมาร่วมกันทำบุญ

          ๔. พุทธศาสนิกชนมีบทบาทในการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นชาวพุทธที่ดี

          ประโยชน์ที่เกิดขึ้นแห่งสังคมโลก

          การปฏิบัติตามกิจกรรมวันออกพรรษา สามารถกระทำให้เกิดความเข้าใจในสังคมโลกได้ โดยสามารถว่ากล่าวตักเตือนและให้โอกาสกล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน สร้างให้เพื่อนมนุษย์ได้รู้ร่วมกันย่อมมีสิ่งที่จะต้องกระทบกระทั่งกันทั้งกาย วาจา หรือใจ การแสดงตนยอมให้ผู้อื่นตักเตือน และผู้ที่ตักเตือนก็ตักเตือนด้วยจิตที่มีเมตตา นับว่าเป็นการสร้างสรรค์สิ่งดีงามถูกต้องให้กับสังคมและเพื่อนร่วมโลกอย่างแท้จริง

 

แหล่งที่มา :

บุญเรือน เฑียรทอง. วันออกพรรษา. กรุงเทพฯ : องค์การรับสินค้าและพัสดุภัณฑ์ , 2547

วันออกพรรษา. เข้าถึงได้จาก www.google.co.th (สืบค้นเมื่อวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2561)