ปรับขนาดอักษร
Could not load widget with the id 17.

วันสงกรานต์

          ทางราชการถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายน ของทุกปีเป็นวันสงกรานต์ ในสมัยโบราณถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ประชาชนว่างเว้นจากงานในไร่นา จึงจัดให้วันสงกรานต์เป็นวันทำบุญพิเศษ มีการละเล่นสนุกสนานร่วมกัน เรียกว่า เล่นนักขัตฤกษ์สงกรานต์ เป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาเป็นเวลานาน และแม้แต่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่าง พม่า ลาว เขมร ก็มีประเพณีสงกรานต์เช่นเดียวกัน เพราะได้แบบอย่างมาจากประเทศอินเดีย

ประวัติความเป็นมา

          “สงกรานต์” เป็นคำภาษาสันสกฤต แปลว่า “ผ่าน” หรือ “เคลื่อนย้ายเข้าไป” ในที่นี้หมายถึงเป็นวันที่พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้าย จากราศีมีน เข้าสู่ ราศีเมษ ในเดือนเมษายน ถือเป็นช่วงสงกรานต์ หากพระอาทิตย์เคลื่อนย้ายในช่วงเดือนอื่นๆ ถือเป็นการเคลื่อนย้ายธรรมดา

          ตามปกตินั้น พระอาทิตย์จะย้ายจากราศีหนึ่ง ไปสู่ราศีหนึ่งเป็นประจำทุกเดือน หรือจะเรียกว่าเป็นการย้ายจากกลุ่มดาวหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มดาวหนึ่ง ตามหลักโหราศาสตร์หรือภาษาโหร เรียกว่า “ยกขึ้นสูง” ตัวอย่างเช่น พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ก็คือการที่พระอาทิตย์ย้ายจากกลุ่มดาวราศีมีนไปสู่กลุ่มดาวราศีเมษ ซึ่งเป็นราศีถัดไปนั่นเอง

วันมหาสงกรานต์

          วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่เดิมของไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ  โดยถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายน ของทุกปี เป็นวันสงกรานต์ ช่วงสงกรานต์นั้นมีอยู่ ๓ วัน คือถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันเนา (วันกลาง) และวันที่ ๑๕ เมษายน เป็นวันสุดท้าย เรียกว่า วันเถลิงศก

          การถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ เป็นคติเดิมของชาวอินเดียฝ่ายเหนือ ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ (ถึงปีต่อๆ มาได้คลาดเคลื่อนไป ก็ยังถือวันที่ ๑๓ เป็นวันสงกรานต์) เป็นช่วงที่พ้นจากอากาศหนาว ต้นไม้เริ่มผลิดอกออกช่อ ฝูงสัตว์ที่เคยจำศีลออกหากินอีกครั้ง ธรรมชาติกลับฟื้นคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกคราหนึ่ง ชาวอินเดียจึงถือเอาช่วงต้นฤดูใหม่นี้เป็นวันขึ้นปีใหม่เฉลิมฉลองแสดงความยินดีเล่นนักขัตฤกษ์สงกรานต์กัน

          ในเมืองไทยมีฤดูกาลที่สอดคล้องกับชาวอินเดีย เพราะในช่วงเมษายนการเก็บเกี่ยวข้าวกล้าได้ผ่านพ้นไปแล้ว งานในไร่นาหยุดลงชั่วคราว จึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบอย่างอินเดีย โดยมีการทำบุญตักบาตร ก่อพระทรายหรือเจดีย์ทราย ปล่อยนกปล่อยปลา รดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ เล่นสาดน้ำกันสำหรับหนุ่มสาว และเล่นนักขัตฤกษ์กันเป็นประเพณีสืบต่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณ

ประวัติวันสงกรานต์

          มีนิทานเก่าแก่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวันสงกรานต์อยู่เรื่องหนึ่ง กล่าวถึงในสมัยโบราณกาลยังมีเศรษฐีผู้หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้บ้านนักเลงสุราซึ่งทีบุตร ๒ คน แต่เศรษฐีกลับไม่มีบุตรไว้สืบสกุล วันหนึ่งนักเลงสุราเมามายได้กล่าววาจาหยาบคายด่าทอเศรษฐี เศรษฐีจึงถามว่าพวกเจ้ามาพูดหยาบคายต่อเราผู้เป็นเศรษฐีเพราะเหตุอันใด ฝ่ายนักเลงสุราก็เยาะเย้ยว่า ตัวท่านแม้มีทรัพย์นับอนันต์ แต่หามีบุตรสืบสกุลไม่ เมื่อตายไปแล้วทรัพย์สมบัติย่อมสูญหายหาประโยชน์อันใดไม่ได้ ตัวเราแม้ยากจนแต่มีบุตรรูปงามถึงสองคน เราจึงถือว่าดีกว่าท่าน

          เศรษฐีตริตรองดูเห็นว่าจริงเกิดมีความละอาย คิดอยากได้บุตรไว้สืบสกุลบ้าง จึงไปบวงสรวงต่อพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งอธิษฐานขอบุตรถึงสามปี แต่ก็ไม่สมปรารถนา จนในปีหนึ่งเมื่อถึงฤดูคิมหันต์จิตมาส (เดือน ๔) คนทั้งหลายมีการละเล่นรื่นเริงกันทั่วชมพูทวีป เศรษฐีจึงพาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ เอาข้าวสารล้างน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดา ณ ต้นไทรนั้น พร้อมด้วยสูปพยัญชนาหาร (แกงและกับข้าวอย่างอื่นๆ) ประโคมด้วยเครื่องดนตรีดุริยางค์ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรต่อรุกขเทวดา

          ต่อมา ธรรมบาลเทพบุตร ได้ลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาของเศรษฐี เมื่อคลอดแล้วได้ชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร” ปลูกปราสาทอยู่ใกล้กับต้นไทรริมน้ำ เมื่อเจริญวัยได้เรียนรู้ศิลปะศาสตร์ต่างๆ จนเจนจบสามารถรู้ภาษาของสัตว์ต่างๆ ได้ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ และต่อมาได้เป็นอาจารย์บอกมนต์แก่มนุษย์ชาวชมพูทวีป ซึ่งในเวลานั้นชาวโลกนับถือมหาพรมและกบิลพรหมองค์หนึ่ง ซึ่งได้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง

          ครั้นเมื่อท้าวกบิลพรหม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท้าวมหาสงกรานต์ ทราบว่าธรรมบาลกุมารเป็นกุมารเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือของมนุษย์ทั้งหลาย จึงลงมาพนันถามปัญหา ๓ ข้อ หากธรรมบาลกุมาร ตอบไม่ได้จะต้องตัดศีรษะมาบูชาตน หากตอบได้ตนจะตัดศีรษะเป็นเครื่องบูชาธรรมบาลกุมาร

          ปัญหาทั้ง ๓ ข้อมีดังนี้

          ๑. เวลาเช้า ราศีอยู่ที่ไหน

          ๒. เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่ไหน

          ๓. เวลาค่ำ ราศีอยู่ที่ไหน

          ธรรมบาลกุมารขอเวลา ๗ วัน เพื่อคิดไตร่ตรองหาคำตอบแต่ผ่านไปแล้ว ๖ วัน ยังเฉลยปริศนาไม่ได้จึงคิดว่าพรุ่งนี้เราจะตายด้วยอาญาของท้าวกบิลพรหมหาต้องการไม่ จำจะหนีไปซุกซ่อนตายดีกว่าคิดดังนั้นแล้วจึงรีบลงจากปราสาทไปแห่งที่หนึ่งมีต้นตาล ๒ ต้น ซึ่งมีนกอินทรีสองผัวเมียทำรังอยู่ ธรรมบาลกุมารเข้าไปนอนอยู่ในซอกต้นตาลนั้น และบังเอิญได้ยินนกอินทรีสองผัวเมียคุยกันเรื่องตน

          นางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนดี นกอินทรีผู้สามีตอบว่าให้ไปกินเนื้อธรรมบาลกุมารเพราะตอบปัญหาท้าวกบิลพรหมไม่ได้ นางนกอินทรีจึงถามว่าปัญหานั้นว่าอย่างไรและเฉลยเช่นไรท่านรู้หรือไม่

          นกอินทรีผู้สามีได้เฉลยให้ฟัง ดังนี้

          ๑. เวลาเช้า ราศีอยู่ที่หน้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า

          ๒. เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่อก คนทั้งหลายจึงเอาแป้งและของหอมประพรมหน้าอก

          ๓. เวลาค่ำ ราศีอยู่ที่เท้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

          เมื่อธรรมบาลกุมารได้ยินคำเฉลยเกิดความโสมนัส จดจำไว้ขึ้นใจแล้วกลับไปยังปราสาทที่อยู่ของตน ด้วยเหตุนี้ท้าวกบิลพรหมจึงพ่ายแพ้ต้องตัดหัวถวายธรรมบาลกุมารตามสัญญา ด้วยเหตุนี้ท้าวกบิลพรหมจึงพ่ายแพ้ต้องตัดหัวถวายธรรมบาลกุมารตามสัญญา แต่ศีรษะของท้าวกบิลพรหมนั้น ถ้าตั้งไว้บนแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลกธาตุ ถ้าโยนขึ้นไปบนอากาศฝนก็จะแล้ง ถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง ท้าวกบิลพรหมจึงเรียกธิดาทั้ง ๗ ของตนอันเป็นบาทบริจาริกา (นางบำเรอ) ของพระอินทร์มาพร้อมกัน ให้เอาพานรองศีรษะของตนไว้ และสั่งให้คอยพลัดเปลี่ยนกันดูแล

          ครั้นแล้วท้าวกบิลพรหมได้ตัดศีรษะของตนส่งให้นางทุงษะธิดาตนโต นางทุงษะมหาสงกรานต์ นำพานที่ใส่พระเศียรของท้าวกบิลพรหม นำเหล่าเทพบริษัทแห่ประทักษิณ (เวียนขวา) รอบเขาพระสุเมรุราช ๖๐ นาที แล้วอัญเชิญเข้าไปประดิษฐานในมณฑลถ้ำคันธุลีไกรลาส กระทำการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ พระเวสสุกรรมก็นฤมิตโรงแก้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ชื่อ ภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็นำเอาเถาฉมูนาด (ไม่ทราบว่าเถาอะไร น่าจะเป็นเถาไม้ที่ใช้หมักสำหรับทำน้ำโสมหรือสุรา) มาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกกันสังเวยทุกองค์

          เมื่อครบกำหนด ๑ ปี ธิดาของท้าวกบิลพรหมก็จะทำการแห่พระเศียรของผู้เป็นบิดา ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปีแล้วนำกลับไปเทวโลก

นางสงกรานต์ทั้ง ๗

          นางสงกรานต์ทั้ง ๗ คือ ธิดาของท้าวกบิลพรหมกล่าวกันว่าเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา ล้วนเป็นบาทบริจาริกา แปลว่า นางบำเรอแทบเท้า คือ เป็นเมียน้อยของพระอินทร์ หน้าที่ของนางสงกรานต์ทั้ง ๗ คน คือต้องอัญเชิญพานใส่พระเศียรของท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ ปีใดจะตกเป็นหน้าที่ของใคร ขึ้นอยู่กับว่าวันสงกรานต์ในปีนั้นจะตรงกับวันใด

ประเพณีการทำบุญในวันสงกรานต์

          แม้เราจะถือเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามหลักสากล แต่ธรรมเนียมไทยยังให้ความสำคัญกับวันสงกรานต์อยู่ โดยถือเอาเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบไทย ดังนั้นเมื่อใกล้ถึงวันสงกรานต์ จึงมีการตระเตรียมทำความสะอาดอาคารบ้านเรือน และเตรียมข้าวของที่จะทำบุญตักบาตร

แหล่งที่มา :

ธนากิต. วันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก, 2541

ภาพวันสงกรานต์. เข้าถึงข้อมูลได้จาก www.google.co.th (สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561)