ปรับขนาดอักษร
Could not load widget with the id 17.

วันปิยมหาราช

 

วันปิยมหาราช

          วันปิยมหาราช เป็นวันที่เหล่าพสกนิกรชาวไทย นำดอกไม้ธูปเทียนพวงมาลา มาถวายบังคมต่อพระบรมราชานุสรณ์ ขององค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือพระปิยมหาราช เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณนานาประการ ที่พระองค์มีต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๓๙๖ ตรงกับวันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลู ณ พระตำหนักตึกด้านหลังองค์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ทรงมีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ครั้นมีพระชนมายุ ๑๕ พรรษา ทรงได้รับเลื่อนกรมขึ้นเป็น กรมขุนพินิจประชานาถ

          ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิจประชานาถ จึงได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๑๑ ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุย่างเข้า ๑๖ พรรษา นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

          หลังจากที่ขึ้นครองราชย์แล้วพระองค์ได้ทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าเพื่อหวังให้ทัดเทียมกับบรรดานานาอารยประเทศ ทรงโปรดให้มีการจัดการปฏิรูประเบียบแบบแผนการปกครอง เปลี่ยนแปลงแก้ไขจัดระเบียบราชการบริหารเสียใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของกาลสมัย ได้มีการแต่งตั้งตำแหน่งเสนาบดีและกระทรวงเพิ่มขึ้นใหม่ โดยแบ่งเป็น ๑๒ ส่วน คือ กระทรวงมหาดไทย กรมพระกลาโหม กรมท่า กรมเมือง กรมนา กรมพระยาคลัง กรมยุติธรรม กรมยุทธนาธิการ กรรมธรรมการ กรมโยธาธิการ และกรมมุรธาธิการ

          นอกจากนี้ยังได้มีการให้ชำระกฎหมายและสร้างประมวลกฎหมายขึ้นมา สำหรับการศาลนั้นได้ให้มีการตั้งกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๔ การศาสนา ได้ให้มีการชำระและพิมพ์พระไตรปิฎก โดยโปรดให้สร้างพระไตรปิฎกฉบับทองทึบด้วยคัมภีร์ใบลาน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๑ ตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ และโปรดให้มีการสร้างวัดสำคัญต่างๆ เช่น วัดเบญจมบพิตร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดเทพศิรินทราวาส วัดราชาธิเบส (โปรดให้รื้อสร้างใหม่) วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ (บางประอิน) วัดอัษฎางคนิมิต และวัดจุฑาทิศธรรมสภาราม (อยู่ที่เกาะสีชัง)

          อีกทั้งโปรดให้มีการบูรณะวัด ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ วัดมกุฏกษัตริยาราม พระพุทธบาทสระบุรี วัดสุวรรณดาราม (พระนครศรีอยุธยา) พระปฐมเจดีย์ ทรงสร้างต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ

          สำหรับการสาธารณูปโภค ได้มีการตั้งธนาคารไทยขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๔๗ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ร่วมกับกลุ่มบุคคลคณะหนึ่งก่อตั้งธนาคารไทยแห่งแรกขึ้น เรียกว่า บุคคลัภย์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๕ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจดทะเบียนเป็น บริษัท แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด ดำเนินกิจการตามแบบสากล โดยคนไทยทั้งคณะ

          นอกเหนือจากนี้ยังมีกิจการ การไฟฟ้า เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลของพระองค์ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ การประปา ในปี พ.ศ.๒๔๕๒ การพยาบาลและการสาธารณสุข พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนประเดิมให้สร้างโรงพยาบาลวังหลัง ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลศิริราช โดยเริ่มเปิดดำเนินงานในวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๑

          การขนส่งและการสื่อสาร โปรดให้มีการสำรวจพื้นที่สร้างทางรถไฟ จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๓๑และในวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๔ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์ เริ่มสร้างทางรถไฟสายนครราชสีมา นับเป็นรถไฟหลวงสายแรก (ทางรถไฟราษฎร์สายแรก คือ สายกรุงเทพฯ – ปากน้ำ ดำเนินงานโดยชาวเดนมาร์กคณะหนึ่ง เริ่มเปิดบริการเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๖ ระยะทาง ๒๑ กม.)

          การไปรษณีย์ โปรดให้ตั้งกรมไปรษณีย์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๖ เปิดกิจการเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๒๖ โดยเปิดในพระนครเป็นปฐม ส่วนการโทรเลข ได้เริ่มงานในปี พ.ศ.๒๔๑๒ โดยโปรดให้ชาวอังกฤษ ๒ นายประกอบการขึ้น แต่ไม่สำเร็จ ทางราชการกระทรวงกลาโหมจึงรับช่วงมาทำเอง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๘ โทรเลขสายแรก คือ สายระหว่างกรุงเทพฯ กับ สมุทรปราการ ซึ่งยาว ๔๕ กม. และยังมีสายใต้น้ำที่วางต่อไปจนถึงประภาคารที่ปากน้ำเจ้าระยา

          การโทรศัพท์ กรมกลาโหมได้นำมาใช้ในขั้นทดลองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๔ โดยติดตั้งจากกรุงเทพฯ ถึงสมุทรปราการ เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๒๙ กรมโทรเลขได้รับโอนงานมาจัดตั้งโทรศัพท์กลางขึ้นในพระนคร และเปิดให้ประชาชนเช่าใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกันด้วย

          ด้านการศึกษา โปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เมื่อปี พ.ศ.๒๑๔๑ โดยมีหลวงสารประดิษฐ์ (น้อย อาจาริยางกูร) เป็นอาจารย์ใหญ่ ปี พ.ศ.๒๔๒๒ โปรดให้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่พระราชวังนันทอุทยานสวนอนันต์ ธนบุรี ปี พ.ศ.๒๔๒๔ โปรดให้ตั้งโรงเรียนกรมมหาดเล็กแล้วยกเป็นโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ในปี พ.ศ.๒๔๒๕ ย้ายไปอยู่พระตำหนักสวนกุหลาบ จึงเรียกกันว่าโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ นอกจากนี้ยังส่งเสริมเกี่ยวกับการศึกษาในต่างประเทศโดยทุนหลวง ฯลฯ

          ในด้านวรรณคดี ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ไกลบ้าน เงาะป่า ลิลิตนิทราชาคริต ฯลฯ และในรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดกวีนักปราชญ์คนสำคัญๆ มากมาย อาทิ เช่น พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ผู้ประพันธ์แบบเรียนภาษาไทย๖ เล่ม และพรรณพฤกษากับสัตวาภิธาร ซึ่งแต่งใกล้ๆ กันทั้งสองเรื่องในระยะ พ.ศ. ๒๔๒๗ เพื่อเป็นแบบสอนอ่านภาษาไทย นอกจากนี้ยังมีพระองค์เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ซึ่งสร้างผลงานวรรณกรรมชิ้นเอกไว้มากมาย เช่น สาวเครือฟ้า อาหรับราตรี จดหมายเหตุลาลูแบร์ ทรงใช้พระนามแฝงว่า “ประเสริฐอักษร” กวีท่านอื่นๆ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงพระนิพนธ์ไทยรบพม่า นิราศนครวัด และ เทียนวรรณ ผู้มีผลงานทางวรรณคดี หลายเรื่อง

          พระองค์ทรงโปรดฯ ให้มีการตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนครโดยรวมหอพระสมุดเดิม ๓ หอ เป็นหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ ตั้งพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ในเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๗ ตั้งโบราณคดีสโมสร ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐

          ด้านการต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชย์ในช่วงที่กำลังมีการล่าอาณานิคม แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ทำให้ประเทศรอดพ้นมาได้ แม้จะต้องเฉือนแผ่นดินบางส่วนให้ไปเรียกว่าเป็นการเสียดินแดนบางส่วน แต่ก็ยังสามารถรักษาเอกราชไว้ได้

การเลิกทาส

          พระราชกรณียกิจอีกประการหนึ่ง ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ คือการเลิกทาส โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ โดยเริ่มให้มีตราพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ โดยกำหนดให้ลูกทาสที่เกิดแต่ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๑๑ อันเป็นปีแรกที่พระองค์ครองราชย์ ให้ใช้อัตราค่าตัวใหม่ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติ พออายุครบ ๘ ปี ก็ให้ถือว่าค่าตัวเต็มค่าจากนั้นให้เริ่มเกษียณอายุลงไปทุกปี จนกว่าอายุครบ ๒๑ ปี ก็ให้เป็นไทแก่ตัว ครั้นเป็นอิสระแก่ตัวแล้วห้ามเป็นทาสอีก และระบุโทษแก่ผู้ซื้อขายไว้ด้วย

          ในปี พ.ศ.๒๔๒๐ เมื่อพระองค์มีพระชนมายุครบ ๒ รอบ ได้บริจาคพระราชทรัพย์ไถ่ตัวทาสที่ขายตัวอยู่กับนายเงินคนเดียวมาครบ ๒๕ ปี รวมทั้งลูกหลานทาสนั้น อีกทั้งพระราชทานที่ให้ทำกินด้วยพระราชดำริอันนี้มีผู้เจริญรอยตามมาก ช่วยให้ทาสเป็นอิสระได้เร็วขึ้นอีกทางหนึ่ง

          ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ โปรดให้ตราพระราชบัญญัติลักษณะทาสมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ ร.ศ. ๑๑๙ ขึ้นโดยให้ลดค่าตัวทาสเชลยทั้งปวงในมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ คือ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ให้เป็นอัตราเดียวกันหมด และเมื่ออายุครบ ๖๐ ปีแล้ว ก็ให้เป็นไทแก่ตัว ส่วนทาสสินไถ่ถ้ามีอายุครบ ๖๐ ปีแล้ว ยังหาเงินมาไถ่ไม่ได้ ก็โปรดให้เป็นไทเช่นกัน

          ในวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๗ ทรงประกาศลดค่าตัวทาสในมณฑลบูรพา โดยให้นายเงินลดค่าตัวทาสลงเดือนละ ๔ บาทจนกว่าจะหมด และห้ามการซื้อขายทาสกันต่อไป

          ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ โปรดให้ตรวจตราพระราชบัญญัติทาสรัตนโกสินทรศก ๑๒๔ ขึ้น เพื่อใช้บังคับทั่วพระราชอาณาจักร

          ด้วยพระปรีชาสามารถและการมีสายพระเนตรอันยาวไกลในอีก ๓๐ ปีต่อมา นับแต่มีพระราชดำริให้มีการเลิกทาสในเมืองไทยก็ปราศจากทาสโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ประเทศไทยก็เจริญรุ่งเรืองเทียมเท่าบรรดานานาอารยประเทศ และรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้

          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชของปวงชนชาวไทย เสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ (ในหนังสือราชสกุลวงศ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. ๒๕๓๖ บอกว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำ ปีจอ โทศก จ.ศ. ๑๒๗๒ ตรงกับวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ผู้เรียบเรียงลองเทียบดูในปฏิทิน ๑๐๐ ปี ก็ตรงตามนี้) เมื่อมีพระชนมายุ ๕๘ พรรษา รวมเวลาอยู่ในสิริราชสมบัตินับได้ถุง ๔๒ ปีเศษ การจากไปของพระองค์ยังความโศกเศร้ามาสู่พสกนิกรของพระองค์โดยทั่วหน้า เมื่อถึงวันคล้ายวันสวรรคตจึงพร้อมใจกันนำพวงมาลาไปถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นประจำทุกปี

แหล่งที่มา :

ธนากิต. วันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก, 2541

ภาพวันปิยมหาราช. เข้าถึงข้อมูลได้จาก www.google.co.th (สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561)