ปรับขนาดอักษร
Could not load widget with the id 17.

วันขึ้นปีใหม่

ประวัติความเป็นมา

          วันขึ้นปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสมตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่างๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ ๑๒ เดือน ก็กำหนดว่าเป็น ๑ ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีเข้าไปอีก ๑ เดือน เป็น ๑๓ เดือนในทุกๆ ๔ ปี

          ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติคได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไขอีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้น จนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ (ประมาณ ๔๖ ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อโยซิเยนิส มาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี ๓๖๕ วันโดยทุกๆ ๔ ปี ให้เติมเดือนที่มี ๒๘ วันเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ วัน เป็น ๒๙ วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกรสุรทิน

          เมื่อเพิ่มให้เดือนกุมภาพันธ์มี ๒๙ วัน ในทุกๆ ๔ ปี แต่ในวันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

          และในวันที่ ๒๑ มีนาคมตามปีปฏิทินของทุกๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีกาลเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากันคือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงทางทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ ๑๒ ชม. เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

          แต่ในปี พ.ศ. ๒๑๒๕ วัน Equinox in Marchกลับไปเกิดขึ้นในวันที่ ๑๑ มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ ๒๑ มีนาคม ดังนั้นพระสันตะปาปาเกรอรี่ที่ ๑๓ จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป ๑๐ วัน จากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๑๒๕ แทนที่จะเป็นวันที่ ๕ ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ ๑๕ ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี ๒๑๒๕ นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่าปฏิทินเกรอกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้ วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

กำหนดการเปลี่ยนแปลง วันขึ้นปีใหม่ในเมืองไทย

          แต่เดิมนั้น เราถือเอาวันแรม ๑ ค่ำเดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่เพื่อสอดคล้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งถือช่วงเหมันต์หรือหน้าหนาวเป็นการเริ่มต้นปี ต่อมาเปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ คือถือเอาวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ดังนั้นในสมัยโบราณเราจึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย

          แต่การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทาง จันทรคติ เมื่อเทียบกับวันทาง สุริยคติ ย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี ดังนั้น ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปี พ.ศ. ๒๔๓๒ (ร.ศ. ๑๐๘) ซึ่งตรงกับวันที่ ๑ เมษายน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับตั้งแต่นั้นมา เพื่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปี เมื่อนับทางสุริยคติ (แม้ว่า วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีต่อมาๆ มาจะไม่ตรงกับวันที่ ๑ เมษายน แล้วก็ตาม) ดังนั้นจึงถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนับตั้งแต่นั้นมา

          ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ในวันที่ ๒๔ ธันวาคม คณะรัฐบาลในสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศให้ใช้ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามสากลนิยมตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดานานาอารยประเทศ ซึ่งนิยมใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่กันทั่วโลก

การทำบุญในวันขึ้นปีใหม่

          เมื่อใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ ประชาชนจะพากันเก็บกวาดบ้านเรือนให้สะอาดประดับไฟและธงชาติตาสถานที่สำคัญๆ

          ครั้นถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ก็จะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ไปวัดเพื่อประกอบกิจกุศลต่างๆ เช่น ฟังพระธรรมเทศนา ถือศีลปฏิบัติธรรม แต่บางคนแค่ทำบุญตักบาตร

          ตอนกลางคืน บางแห่งอาจจัดนิเทศกาลกินเลี้ยงเป็นครื้นเครง สนุกสนาน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

          เช้าวันที่ ๑ มกราคม จะมีการทำบุญตักบาตร ไปท่องเที่ยว หรือเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ มีการมอบของขวัญและบัตรอวยพรให้แก่กัน

          สำหรับในต่างจังหวัด จะมีการทำบุญเลี้ยงพระที่วัด และอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ญาติที่ล่วงลับ กลางคืนมีการละเล่นพื้นบ้านหรือจัดมหรสพมาฉลอง

ข้อคิดในวันขึ้นปีใหม่

          เมื่อวันเวลาผันเปลี่ยนเวียนไปครบ ๑ ปี เราได้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงวันขึ้นปีใหม่ขอให้ลองมองย้อนกลับไปคิดดูว่าวันเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า และได้กระทำคุณงามความดีอันใดไว้บ้าง และควรหาโอกาสกระทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นทุกปี ในขณะเดียวกันเราได้กระทำความผิดหรือสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องไว้หรือไม่ หากมีต้องรีบปรับปรุงแก้ไขตัวเอง

 

แหล่งที่มา :

ธนากิต. วันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก, 2541

ภาพวันขึ้นใหม่. เข้าถึงข้อมูลได้จาก www.google.co.th (สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561)