
ชุมชนดั้งเดิม
บริเวณท้องที่จังหวัดกำแพงเพชรส่วนที่เป็นที่ราบลุ่มของฟากฝั่งแม่น้ำปิงเป็นพื้นที่ราบติดต่อกับที่ราบลุ่มแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านในท้องที่จังหวัดพิจิตรและพิษณุโลก และสามารถติดต่อเลยไปถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสักในตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ลงมา ในขณะเดียวกันทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเป็นพื้นที่ที่เป็นภูเขา ที่ราบในท้องที่จังหวัดกำแพงเพชรจึงเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงที่อยู่ทางทิศเหนือสุด จากลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวพบว่าบริเวณจังหวัดกำแพงเพชรเหมาะสมในการตั้งชุมชนในสมัยโบราณ ซึ่งสามารถติดต่อกับชุมชนในพื้นที่ราบได้สะดวก ในขณะเดียวกันก็จะเป็นชุมชนพักสินค้าการเดินทางที่จะเปลี่ยนแบบแผนการคมนาคมจากที่ราบสู่เขตภูเขาที่ขึ้นไปทางทิศเหนือและทางตะวันตก
หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการอยู่อาศัยของมนุษย์ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร พบว่ามีมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น แหล่งโบราณคดีเขากะล่อน อำเภอขาณุวรลักษบุรี พบเครื่องมือหินขัดแบบต่างๆ เครื่องปั้นดินเผาและโครงกระดูก แหล่งโบราณคดีบ้านคลองเมือง อำเภอโกสัมพีนคร พบเศษขี้แร่ (ตะกรัน) ที่เหลือจากการถลุงโลหะ แวดินเผา (ดินเผาเจาะรูตรงกลางเป็นอุปกรณ์ปั่นด้ายในสมัยโบราณ) และขวานหินขัดแบบมีบ่า เป็นต้น
ที่เมืองโบราณไตรตรึงษ์บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง จากการขุดค้นทางโบราณคดี ได้พบโบราณวัตถุเก่าถึงวัฒนธรรมทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) เป็นจำนวนมาก เช่น ลูกปัดแก้ว ชิ้นส่วนตะเกียงดินเผา และเศษภาชนะดินเผาแบบไม่เคลือบ โดยเฉพาะชิ้นส่วนตะเกียงดินเผาเป็นแบบที่พบโดยทั่วไปตามแหล่งชุมชนสมัยทวารวดีในเขตภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หลักฐานดังกล่าวได้แสดงถึงการเป็นที่ตั้งชุมชนบนเส้นทางคมนาคมโบราณระหว่างบ้านเมืองในที่ราบลุ่มภาคกลางกับชุมชนที่อยู่ทางเหนือในท้องที่จังหวัดลำพูนที่มีเมืองโบราณรุ่นเก่าคือเมืองหริภุญชัยเป็นศูนย์กลาง
สมัยสุโขทัย
ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง) และศิลาจารึกหลักที่ ๒ (ศิลาจารึกวัดศรีชุม) ได้กล่าวถึงบทบาทของเมืองสำคัญในระดับนครของแคว้นสุโขทัยในระยะแรกประกอบด้วยเมืองสุโขทัย เมืองสระหลวงสองแควในเขตลุ่มแม่น้ำน่าน โดยไม่กล่าวถึงเมืองนครชุมและกำแพงเพชรในลุ่มแม่น้ำปิง แต่อย่างไรก็ดีมีเมืองโบราณที่เหลือร่องรอยคูน้ำคันดินบนสองฝั่งแม่น้ำปิงที่น่าจะก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนต้น ได้แก่ เมืองไตรตรึงษ์ เมืองคณฑี และเมืองเทพนคร
การรสถาปนาศูนย์กลางการปกครองพื้นที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำปิงในสมัยสุโขทัยเกิดขึ้นในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เมืองนครชุมบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงริมคลองสวนหมาก น่าจะเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญมาก่อน ศิลาจารึกหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม) กล่าวว่าเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐ พระมหาธรรมราชาลิไทได้เสด็จมาสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุและปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้มาจากลังกาทวีปไว้ที่กลางเมืองนครชุม นอกจากนี้ยังทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่เขานางทอง เมืองบางพาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอพรานกระต่าย แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทั้งในศิลาจารึกและโบราณสถานจะพบว่า บทบาทของเมืองนครชุมในฐานะเมืองศูนย์กลางบริเวณลุ่มแม่น้ำปิงดำรงอยู่ในระยะเวลาค่อนข้างสั้น ด้วยปรากฎว่าหลังรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ศูนย์กลางการเมืองการปกครองตลอดจนความเจริญรุ่งเรืองทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมได้ย้ายมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงที่เมืองกำแพงเพชร
หลังจากพระมหาธรรมราชาลิไทสวรรคต (พ.ศ.๑๙๑๓-๑๙๑๔) เมืองต่างๆ ในแคว้นสุโขทัยแตกแยก หัวเมืองบางเมืองเข้าเป็นพันธมิตรกับกรุงศรีอยุธยา บางเมืองยังอยู่กับแคว้นสุโขทัยดังเดิม ในขณะเดียวกันสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) หลายเมืองในดินแดนแคว้นสุโขทัย ดังที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษณนิติ์
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวคือ หลังรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) เมืองกำแพงเพชรได้มีบทบาทในฐานะศูนย์กลางของพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปิง นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าการจัดตั้งเมืองกำแพงเพชรขึ้นมานั้นเป็นอำนวจของกรุงศรีอยุธยา เพื่อดึงอำนาจการปกครองในท้องที่จากเมืองนครชุมที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นหัวเมืองที่แนบแน่นกับสุโขทัยโดยเจ้าเมืองกำแพงเพชรน่าจะมีเชื้อสายผสมระหว่างราชวงศ์สุโขทัยกับราชวงศ์สุพรรณภูมิ เรื่องราวตามที่ปรากฎในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์และหนังสือตำนานพระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นตำนานของล้านนาได้กล่าวถึงเจ้าเมืองกำแพงเพชรชื่อติปัญญาอำมาตย์หรือพระยาญาณดิส ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากกรุงศรีอยุธยามาประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร โดยอาศัยความสัมพันธ์ในฐานะมารดาของพระยาญาณดิศซึ่งเป็นชายาองค์หนึ่งของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว)
ชื่อเมืองกำแพงเพชรปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ หรือจารึกกฎหมายลักษณะโจร กล่าวพระนามจักรพรรดิราชได้ขึ้นเสวยราชสมบัติที่เมืองกำแพงเพชร พ.ศ.๑๙๔๐
ศิลาจารึกหลักที่ ๔๖ (จารึกวัดตาเถรขึงหนัง) ได้กล่าวถึงพระมหาธรรมราชาลิไทและสมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดาได้นิมนต์พระเถระผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชร (เพชรบุรีศรีกำแพงเพชร) เพื่อมาอำนวยการสร้างวัดศรีพิจิตรกีรติกัลยารามที่กรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ.๑๙๔๗ ตอนต้นของจารึกหลักนี้ได้กล่าวถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระมหาธรรมราชา แต่การนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชรย่อมชี้ให้เห็นว่าสุโขทัยยอมรับบทบาทของเมืองกำแพงเพชรในฐานะเมืองศูนย์กลางด้านการศาสนาและศิลปกรรม
ในช่วงปลายสมัยสุโขทัย หลักฐานที่ปรากฎในศิลาจารึกลานเงินขุดพบที่พระเจดีย์เก่าหน้าวัดพระยืนเขตอรัญญิก นอกเมืองกำแพงเพชรด้านทิศเหนือได้กล่าวถึงเจ้าเมืองกำแพงเพชรชื่อเสด็จพ่อพระยาสอยขึ้นครองเมืองกำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ.๑๙๖๓ ตรงกับรัชสมัยพระมหาธรรมราชาบรมปาล แห่งเมืองสองแคว เสด็จพ่อพระยาสอยผู้นี้น่าจะตรงกับชื่อพญาแสนสอยดาวเจ้าเมืองกำแพงเพชร ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ
สมัยอยุธยา
ดินแดนสุโขทัยอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองการปกครองของกรุงศรีอยุธยาในกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แล้ว เมืองกำแพงเพชรมีฐานะเป็นหัวเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาในกลุ่มของเมืองเหนือ ทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านในการป้องกันข้าศึกจากทางเหนือ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยาได้จัดการปกครองให้เมืองกำแพงเพชรอยู่ในฐานะเมืองพระยามหานคร เช่นเดียวกับเมืองพิษณุโลก ศรีสัชนาลัยและสุโขทัย
ในการศึกสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองกำแพงเพชรมีบทบาทสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือตามเส้นทางแม่น้ำปิงของกรุงศรีอยุธยาพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ได้กล่าวไว้ว่า ในปี พ.ศ.๒๐๐๔ พระยาเชลียงนำทัพพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่จะเอาพิษณุโลกเข้าปล้นเมืองเป็นสามารถมิได้เมืองจึงยกทัพไปเอาเมืองกำแพงเพชรและเข้าปล้นเมืองถึงเจ็ดวันมิได้เมือง กองทัพเชียงใหม่จึงยกทัพกลับ
บทบาทด้านการทหารของเมืองกำแพงเพชรปรากฎมาตลอดในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะในการทำสงครามกับพม่า เมื่อทัพหลวงจากกรุงศรีอยุธยายกทัพไปตีทัพไปตีพม่าหรือเมืองเชียงใหม่จะเลือกตั้งทัพชัยที่เมืองกำแพงเพชร และพม่าเองก็ทราบถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเมืองกำแพงเพชรเป็นฐานกำลังและเตรียมสะสมเสบียงอาหาร ในบางครั้งถึงขั้นพักพลตั้งทำนาดังเช่นในปี พ.ศ.๒๑๒๘
จารึกรอบฐานพระอิศวรสำริดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชรได้กล่าวไว้ว่า เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชได้ประดิษฐาน (อาจจะหมายถึงหล่อ) พระอิศวรในเมืองกำแพงเพชรเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๓ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ศิลาจารึกยังได้กล่าวถึงการซ่อมแซมวัดวาอารามทั้งในเมืองและนอกเมือง ตลอดจนได้บูรณะปรับปรุงถนนและระบบการชลประทาน คลองส่งน้ำที่นำน้ำจากเมืองกำแพงเพชรไปยังเมืองบางพาน เขตอำเภอพรานกระต่าย การทำนุบำรุงสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเมืองกำแพงเพชรในครั้งนี้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากบัตริย์กรุงศรีอยุธยาทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ก่อนได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช เมืองกำแพงเพชรในฐานะเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือของกรุงศรีอยุธยาได้ทำหน้าที่คอยป้องกันข้าศึกอย่างเข้มแข็งโดยเฉพาะในการทำสงครามกับพม่า เมื่อพม่ายกกองทัพเข้ามาตามช่องเขาทางทิศตะวันตกในขณะเดียวกันเจ้าเมืองกำแพงเพชรก็ได้นุบำรุงศาสนาสถานและศิลปกรรมควบคู่ไปด้วย ดังหลักฐานที่กล่าวในจารึกรอบฐานพระอิศวรสำริด
ภายหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ แล้ว เมืองกำแพงเพชรได้ลดบทบาทและคงจะร้างไปในที่สุด ผู้คนในเมืองกำแพงเพชรคงจะแตกกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ หรือหัวเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำปิงนอกตัวเมืองเก่าทางทิศตะวันออก ภายในเขตกำแพงเมืองจึงปรากฎร่องรอยโบราณสถานที่รกร้างอยู่ทั่วไป
(ประวัติจากหนังสือนำชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร พิมพ์ครั้งที่ ๓ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๒)










