ชุมชนดั้งเดิม
         บริเวณท้องที่จังหวัดกำแพงเพชรส่วนที่เป็นที่ราบลุ่มของฟากฝั่งแม่น้ำปิงเป็นพื้นที่ราบติดต่อกับที่ราบลุ่มแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านในท้องที่จังหวัดพิจิตรและพิษณุโลก และสามารถติดต่อเลยไปถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสักในตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ลงมา ในขณะเดียวกันทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเป็นพื้นที่ที่เป็นภูเขา ที่ราบในท้องที่จังหวัดกำแพงเพชรจึงเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงที่อยู่ทางทิศเหนือสุด จากลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวพบว่าบริเวณจังหวัดกำแพงเพชรเหมาะสมในการตั้งชุมชนในสมัยโบราณ ซึ่งสามารถติดต่อกับชุมชนในพื้นที่ราบได้สะดวก ในขณะเดียวกันก็จะเป็นชุมชนพักสินค้าการเดินทางที่จะเปลี่ยนแบบแผนการคมนาคมจากที่ราบสู่เขตภูเขาที่ขึ้นไปทางทิศเหนือและทางตะวันตก
        หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการอยู่อาศัยของมนุษย์ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร พบว่ามีมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น แหล่งโบราณคดีเขากะล่อน อำเภอขาณุวรลักษบุรี พบเครื่องมือหินขัดแบบต่างๆ เครื่องปั้นดินเผาและโครงกระดูก แหล่งโบราณคดีบ้านคลองเมือง อำเภอโกสัมพีนคร พบเศษขี้แร่ (ตะกรัน) ที่เหลือจากการถลุงโลหะ แวดินเผา (ดินเผาเจาะรูตรงกลางเป็นอุปกรณ์ปั่นด้ายในสมัยโบราณ) และขวานหินขัดแบบมีบ่า เป็นต้น
        ที่เมืองโบราณไตรตรึงษ์บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง จากการขุดค้นทางโบราณคดี ได้พบโบราณวัตถุเก่าถึงวัฒนธรรมทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) เป็นจำนวนมาก เช่น ลูกปัดแก้ว ชิ้นส่วนตะเกียงดินเผา และเศษภาชนะดินเผาแบบไม่เคลือบ โดยเฉพาะชิ้นส่วนตะเกียงดินเผาเป็นแบบที่พบโดยทั่วไปตามแหล่งชุมชนสมัยทวารวดีในเขตภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หลักฐานดังกล่าวได้แสดงถึงการเป็นที่ตั้งชุมชนบนเส้นทางคมนาคมโบราณระหว่างบ้านเมืองในที่ราบลุ่มภาคกลางกับชุมชนที่อยู่ทางเหนือในท้องที่จังหวัดลำพูนที่มีเมืองโบราณรุ่นเก่าคือเมืองหริภุญชัยเป็นศูนย์กลาง

  สมัยสุโขทัย 

       ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง) และศิลาจารึกหลักที่ ๒ (ศิลาจารึกวัดศรีชุม) ได้กล่าวถึงบทบาทของเมืองสำคัญในระดับนครของแคว้นสุโขทัยในระยะแรกประกอบด้วยเมืองสุโขทัย เมืองสระหลวงสองแควในเขตลุ่มแม่น้ำน่าน โดยไม่กล่าวถึงเมืองนครชุมและกำแพงเพชรในลุ่มแม่น้ำปิง แต่อย่างไรก็ดีมีเมืองโบราณที่เหลือร่องรอยคูน้ำคันดินบนสองฝั่งแม่น้ำปิงที่น่าจะก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนต้น ได้แก่ เมืองไตรตรึงษ์ เมืองคณฑี และเมืองเทพนคร
       การรสถาปนาศูนย์กลางการปกครองพื้นที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำปิงในสมัยสุโขทัยเกิดขึ้นในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เมืองนครชุมบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงริมคลองสวนหมาก น่าจะเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญมาก่อน ศิลาจารึกหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม) กล่าวว่าเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐ พระมหาธรรมราชาลิไทได้เสด็จมาสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุและปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้มาจากลังกาทวีปไว้ที่กลางเมืองนครชุม นอกจากนี้ยังทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่เขานางทอง เมืองบางพาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอพรานกระต่าย แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทั้งในศิลาจารึกและโบราณสถานจะพบว่า บทบาทของเมืองนครชุมในฐานะเมืองศูนย์กลางบริเวณลุ่มแม่น้ำปิงดำรงอยู่ในระยะเวลาค่อนข้างสั้น ด้วยปรากฎว่าหลังรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ศูนย์กลางการเมืองการปกครองตลอดจนความเจริญรุ่งเรืองทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมได้ย้ายมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงที่เมืองกำแพงเพชร
       หลังจากพระมหาธรรมราชาลิไทสวรรคต (พ.ศ.๑๙๑๓-๑๙๑๔) เมืองต่างๆ ในแคว้นสุโขทัยแตกแยก หัวเมืองบางเมืองเข้าเป็นพันธมิตรกับกรุงศรีอยุธยา บางเมืองยังอยู่กับแคว้นสุโขทัยดังเดิม ในขณะเดียวกันสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) หลายเมืองในดินแดนแคว้นสุโขทัย ดังที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษณนิติ์
       ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวคือ หลังรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) เมืองกำแพงเพชรได้มีบทบาทในฐานะศูนย์กลางของพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปิง นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าการจัดตั้งเมืองกำแพงเพชรขึ้นมานั้นเป็นอำนวจของกรุงศรีอยุธยา เพื่อดึงอำนาจการปกครองในท้องที่จากเมืองนครชุมที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นหัวเมืองที่แนบแน่นกับสุโขทัยโดยเจ้าเมืองกำแพงเพชรน่าจะมีเชื้อสายผสมระหว่างราชวงศ์สุโขทัยกับราชวงศ์สุพรรณภูมิ เรื่องราวตามที่ปรากฎในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์และหนังสือตำนานพระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นตำนานของล้านนาได้กล่าวถึงเจ้าเมืองกำแพงเพชรชื่อติปัญญาอำมาตย์หรือพระยาญาณดิส ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากกรุงศรีอยุธยามาประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชร โดยอาศัยความสัมพันธ์ในฐานะมารดาของพระยาญาณดิศซึ่งเป็นชายาองค์หนึ่งของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว)
       ชื่อเมืองกำแพงเพชรปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ หรือจารึกกฎหมายลักษณะโจร กล่าวพระนามจักรพรรดิราชได้ขึ้นเสวยราชสมบัติที่เมืองกำแพงเพชร พ.ศ.๑๙๔๐
       ศิลาจารึกหลักที่ ๔๖ (จารึกวัดตาเถรขึงหนัง) ได้กล่าวถึงพระมหาธรรมราชาลิไทและสมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดาได้นิมนต์พระเถระผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชร (เพชรบุรีศรีกำแพงเพชร) เพื่อมาอำนวยการสร้างวัดศรีพิจิตรกีรติกัลยารามที่กรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ.๑๙๔๗ ตอนต้นของจารึกหลักนี้ได้กล่าวถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระมหาธรรมราชา แต่การนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชรย่อมชี้ให้เห็นว่าสุโขทัยยอมรับบทบาทของเมืองกำแพงเพชรในฐานะเมืองศูนย์กลางด้านการศาสนาและศิลปกรรม
       ในช่วงปลายสมัยสุโขทัย หลักฐานที่ปรากฎในศิลาจารึกลานเงินขุดพบที่พระเจดีย์เก่าหน้าวัดพระยืนเขตอรัญญิก นอกเมืองกำแพงเพชรด้านทิศเหนือได้กล่าวถึงเจ้าเมืองกำแพงเพชรชื่อเสด็จพ่อพระยาสอยขึ้นครองเมืองกำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ.๑๙๖๓  ตรงกับรัชสมัยพระมหาธรรมราชาบรมปาล แห่งเมืองสองแคว เสด็จพ่อพระยาสอยผู้นี้น่าจะตรงกับชื่อพญาแสนสอยดาวเจ้าเมืองกำแพงเพชร ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ

สมัยอยุธยา
      ดินแดนสุโขทัยอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองการปกครองของกรุงศรีอยุธยาในกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แล้ว เมืองกำแพงเพชรมีฐานะเป็นหัวเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาในกลุ่มของเมืองเหนือ ทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านในการป้องกันข้าศึกจากทางเหนือ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยาได้จัดการปกครองให้เมืองกำแพงเพชรอยู่ในฐานะเมืองพระยามหานคร เช่นเดียวกับเมืองพิษณุโลก ศรีสัชนาลัยและสุโขทัย
       ในการศึกสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองกำแพงเพชรมีบทบาทสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือตามเส้นทางแม่น้ำปิงของกรุงศรีอยุธยาพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ได้กล่าวไว้ว่า ในปี พ.ศ.๒๐๐๔ พระยาเชลียงนำทัพพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่จะเอาพิษณุโลกเข้าปล้นเมืองเป็นสามารถมิได้เมืองจึงยกทัพไปเอาเมืองกำแพงเพชรและเข้าปล้นเมืองถึงเจ็ดวันมิได้เมือง กองทัพเชียงใหม่จึงยกทัพกลับ
      บทบาทด้านการทหารของเมืองกำแพงเพชรปรากฎมาตลอดในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะในการทำสงครามกับพม่า เมื่อทัพหลวงจากกรุงศรีอยุธยายกทัพไปตีทัพไปตีพม่าหรือเมืองเชียงใหม่จะเลือกตั้งทัพชัยที่เมืองกำแพงเพชร และพม่าเองก็ทราบถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเมืองกำแพงเพชรเป็นฐานกำลังและเตรียมสะสมเสบียงอาหาร ในบางครั้งถึงขั้นพักพลตั้งทำนาดังเช่นในปี พ.ศ.๒๑๒๘
      จารึกรอบฐานพระอิศวรสำริดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชรได้กล่าวไว้ว่า เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชได้ประดิษฐาน (อาจจะหมายถึงหล่อ) พระอิศวรในเมืองกำแพงเพชรเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๓ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ศิลาจารึกยังได้กล่าวถึงการซ่อมแซมวัดวาอารามทั้งในเมืองและนอกเมือง ตลอดจนได้บูรณะปรับปรุงถนนและระบบการชลประทาน คลองส่งน้ำที่นำน้ำจากเมืองกำแพงเพชรไปยังเมืองบางพาน เขตอำเภอพรานกระต่าย การทำนุบำรุงสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเมืองกำแพงเพชรในครั้งนี้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากบัตริย์กรุงศรีอยุธยาทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ก่อนได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช เมืองกำแพงเพชรในฐานะเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือของกรุงศรีอยุธยาได้ทำหน้าที่คอยป้องกันข้าศึกอย่างเข้มแข็งโดยเฉพาะในการทำสงครามกับพม่า เมื่อพม่ายกกองทัพเข้ามาตามช่องเขาทางทิศตะวันตกในขณะเดียวกันเจ้าเมืองกำแพงเพชรก็ได้นุบำรุงศาสนาสถานและศิลปกรรมควบคู่ไปด้วย ดังหลักฐานที่กล่าวในจารึกรอบฐานพระอิศวรสำริด
        ภายหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ แล้ว เมืองกำแพงเพชรได้ลดบทบาทและคงจะร้างไปในที่สุด ผู้คนในเมืองกำแพงเพชรคงจะแตกกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ หรือหัวเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้วมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำปิงนอกตัวเมืองเก่าทางทิศตะวันออก ภายในเขตกำแพงเมืองจึงปรากฎร่องรอยโบราณสถานที่รกร้างอยู่ทั่วไป

(ประวัติจากหนังสือนำชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร พิมพ์ครั้งที่ ๓ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๒)

 

ปฏิทินกิจกรรมและการแสดง

« พฤษภาคม 2012 »
อาทิตย์จันทร์อังคารพุธพฤศุกร์เสาร์
12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031
 
 
 
 
 
 

     

กำแพงเพชรหนึ่งในเมืองมรดกโลกร่วมกับสุโขทัย ศิลาจากรึกสุโขทัย (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) ได้กล่าวถึงเมืองคณฑีซึ่งปัจจุบันอยู่ในท้องที่บ้านโคนตำบลคณฑี อำเภอเมืองกำแพงเพชร ว่าอยู่ในอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ความใน ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๓ (จากรึกนครชุม) ได้กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๐ พระยาลิไทได้เสด็จมาสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุ และปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้มาจากลังกาทวีปไว้ที่กลางเมืองนครชุม
     เมืองกำแพงเพชรเสมือนเป็นเมืองหน้าด่านทางใต้ของสุโขทัยมาก่อน ครั้นถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ กองทัพกรุงศรีอยุธยาราชธานีทางใต้ผ่านกำแพงเพชรเพื่อขึ้นไปทำสงครามกับกองทัพที่ยกลงมาจากราชธานีทางเหนือ คือเมืองเชียงใหม่ เมือกองทัพเมืองเหนือถอยไปจากเมืองศรีสัชนาลัยกรุงศรีอยุธยาจึงผนวกเอาศรีสัชนาลัยและสุโขทัยไว้ใต้อำนาจ กำแพงเพชรซึ่งเคยเป็นเมืองผ่านระหว่างสุโขทัยกับกรุงศรีอยูยา จึงกลายเป็นเมืองผ่านระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ และเป็นแหล่งผสมผสานศิลปะจากราชธานีเหนือ-ใต้ ประกอบกับพื้นฐานเดิมของกำแพงเพชรที่สัมพันธ์อยู่กับศิลปะสุโขทัยมาก่อน ศิลปะเมืองกำแพงเพชรจึงเป็ยนเอกลักษณ์ที่งดงามจากลักษณะผสมผสาน

 อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
      อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ได้รับการขุดแต่งโบราณสถานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ พร้อมกับเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย โดยคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรี (นายพลถนอม กิตติขจร) เป็นประธาน ซึ่งการขุดแต่ง บูรณะและพัฒนาโบราณสถานอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ตามงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปี ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๕ กรมศิลปากรได้จัดตั้งเป็น "โครงการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร" ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๒๕-๒๕๒๙) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ.๒๕๓๐-๒๕๓๔) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการป้องกันมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติมิให้สูญหายหรือเสื่อมคุณค่า และพัฒนาบริเวณโบราณสถานและธรรมชาติโดยรอบให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์สำหรับการศึกษาและการท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนาจิตใจของประชาชนในชาติให้เห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติ
     ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๓๔ ในปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๒,๑๑๔ ไร่ หรือประมาณ ๓.๔ ตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็น ๒ เขตด้วยกัน

    เขตแรกตั้งอยู่ในเขคกำแพงเมืองกำแพงเพชร เรียกว่า "เขตเมือง" สำหรับคณะสงฆ์ฝ่ายคามวาสี (พระบ้าน) มีพื้นที่ประมาณ ๕๐๓ ไร่ มีโบราณสถานทั้งหมด ๑๔ แห่ง โดยมีโบราณถสานวัดพระแก้วและวัดพระธาตุที่ตั้งอยู่กลางเมือง วังโบราณหรือสระมน ศาลพระอิศวร และกำแพงเมืองคูเมืองโบราณเป็นโลบราณสถานที่สำคัญ และเขตที่สองตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองไปทางทิศเหนือ เรียกว่า "เขตอรัญญิก" สำหรับคณะสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี (พระป่า) มีพื้นที่ประมาณ ๑,๖๑๑ ไร่ และมีโบราณสถานทั้งหมด ๔๐ แห่ง โดยมีโบราณสถานวัดพระนอน วัดพระสี่อิริยาบถ วัดสิงห์ วัดช้างรอบและวัดอาวาสใหญ่ เป็นโบราณสถานที่สำคัญ
    โบราณสถานในเขตอรัญญิกจัดเป็นกลุ่มโบราณสถานที่นับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองกำแพงเพชร โดยเหตุที่มีการรวมกลุ่มอย่างหนาแน่นในบริเวณที่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันและตัวโบราณสถานต่างๆ เป็นของแท้ดั้งเดิมที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างและคติความเชื่อของผู้คนในยุคนั้น รวมทั้งสภาพภูมิประเทศโดยรอบโบราณสถานยังเป็นป่าธรรมชาติที่มีการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีและกลมกลืนกับโบราณสถานที่คงไว้ซึ่งบรรยากาศของศาสนสถานที่เป็นอรัญญิกาวาสเฉกเช่นในอดีต
     นอกจากนั้น ศิลปะสกุลช่างกำแพงเพชรในเขตอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรถือได้ว่าเป็นสกุลช่างที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ นอกจากรับเอารูปแบบทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของศิลปะสุโขทัย อยุธยาและล้านนาเข้ามาผสมผสานกันแล้ว ยังได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะที่มีเอกลักษณ์1ของตนเองในที่สุด รวมทั้งมีการใช้วัสดุในการก่อสร้างส่วนใหญ่จากศิลาแลงที่เป็นวัสดุท้องถิ่นเป็นหลักและมีการคิดค้นวิทยาการเกี่ยวกับกรรมวิธีการขุดและขนย้ายศิลาแลงที่มีขนาดใหญ่ไปใช้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจแก่คนในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
     ด้ววยความโดดเด่นและหลักฐานที่ที่ปรากฎแสดงให้เห็นเอกลักษณ์ทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามแสดงถึงเอกลักษณ์ที่ฟาๆก้ยากยิ่ง ที่หลงเหลืออารยธรรมปรากฎให้เห็น คณะกรรมการมรดกโลกแห่งอนุสัญญาคุ้มครอวมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลกองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จึงได้ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรได้ขึ้นบัญชีรายชื่อเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ในการประชุมคณะกรรมการบริหารของคณะกรรมการมรดกโลก  ณ  กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๔

 

เนื้อหาล่าสุด

ขอเชิญร่วมถวายพระพร เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

ขอเชิญร่วมถวายพระพร เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ

"ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชสุดา สิริวัฒนาพรรณวดี"
ในวันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕

 

ขอเชิญร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

ขอเชิญร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
"สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี"
กำหนดการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ฯ ในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๕  เวลา ๑๕.๐๐ น.
ณ  สนามหน้าเมือง  อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร  อำเภอเมือง  จังหวัดกำแพงเพชร

 
Syndicate content