ปรับขนาดอักษร
  • ประชาสัมพันธ์

นิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

yeshttp://kingrama9.net/

ขอเชิญชมนิทรรศการ

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไป

 

         พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชพิธีที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเพื่อถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดขึ้น ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25–29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 โดยวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นวันถวายพระเพลิง คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เริ่มเตรียมการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 เรื่อยมา มีการสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ การบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาพิชัยราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพระราชพิธี รวมถึงการเตรียมงานมหรสพในงานออกพระเมรุ โดยสรุปแล้วเรียงลำดับการเตรียมงานได้ดังนี้

พ.ศ. 2559

·        3 พฤศจิกายน ปรับพื้นที่บริเวณท้องสนามหลวงให้รองรับการจัดพระราชพิธี

·        14 พฤศจิกายน บวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม

·        19 ธันวาคม บวงสรวงพระมหาพิชัยราชรถ

·        20 ธันวาคม ช่างสิบหมู่รับมอบไม้จันทน์หอม

·        26 ธันวาคม ปักหมุดก่อสร้างพระเมรุมาศ

พ.ศ. 2560                                                                                            

·        27 กุมภาพันธ์ บวงสรวงยกเสาเอกเพื่อเริ่มการก่อสร้างพระเมรุมาศ

·        1 มีนาคม ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฯ ครั้งแรก ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงร่วมการประชุมด้วย

·        24 มีนาคม บวงสรวงราชรถปืนใหญ่

·        1 พฤษภาคม ส่งมอบราชรถปืนใหญ่ให้กรมศิลปากร

·        5 พฤษภาคม กรมศิลปากรเคลื่อนย้ายราชรถปืนใหญ่ไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อดำเนินการตกแต่งให้สมพระเกียรติ

·        15 พฤษภาคม กรมสรรพาวุธทหารบกเปิดการฝึกซ้อมฉุดชักราชรถ

·        26 มิถุนายน ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฯ ครั้งที่ 2

·        6 กรกฎาคม ติดตั้งกล้องและเครื่องเสียงในการถ่ายทอดสดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

·        31 สิงหาคม กรมสรรพาวุธทหารบกฝึกซ้อมฉุดชักราชรถครั้งสุดท้าย

·        7 กันยายน กองทัพภาคที่ 1 จัดการฝึกซ้อมฉุดชักราชรถจำนวน 3 ริ้ว โดยจำลองพื้นที่คล้ายจริง และห้วงเวลาเสมือนจริง

·        21 กันยายน บวงสรวงการอัญเชิญพระมหาพิชัยราชรถและพระยานมาศสามลำคาน

·        22 กันยายน กองทัพภาคที่ 1 ฝึกซ้อมกำลังพลฉุดชักราชรถทั้ง 3 ริ้วขบวนร่วมกันเป็นครั้งแรก

 

คณะรัฐมนตรีรับทราบมติที่คณะอนุกรรมการฯ ฝ่ายจัดการพระราชพิธีฯ กำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม พ.ศ. 2560 พร้อมทั้งพิจารณาหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ และกำหนดจำนวนริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศไว้ดังต่อไปนี้

·        วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

·        เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

·        วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560  คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษด้วย

·        เวลา 7.00 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมศพออกพระเมรุ ท้องสนามหลวง โดยริ้วกระบวนที่ 1 ริ้วกระบวนที่ 2 และริ้วกระบวนที่ 3

·        เวลา 17.30 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

·        เวลา 22.00 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง

·        วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560

·        เวลา 8.00 น. พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ เชิญพระบรมอัฐิสู่พระบรมมหาราชวัง โดยริ้วกระบวนที่ 4

·        วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560

·        เวลา 17.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

·        วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

·        เวลา 10.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยริ้วกระบวนที่ 5

·        เวลา 17.30 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วกระบวนที่ 6

  

  

การจัดแสดงมหรสพสมโภชในงานออกพระเมรุ

    การแสดงมหรสพจะยึดตามธรรมเนียมปฏิบัติและโบราณราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ สำหรับครั้งนี้เวทีโขนและหนังใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของท้องสนามหลวง เวทีละครทั้งหมดจะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และเวทีดนตรีสากลตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนพระเมรุมาศซึ่งเป็นประธานในมณฑลพิธีตั้งอยู่ทางทิศใต้ เนื่องจากการจัดสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบครั้งนี้ใช้พื้นที่เป็นจำนวนมาก

เวทีมหรสพทั้ง 3 เวทีจะมีขนาดใหญ่กว่างานพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, งานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก โดยจะประสานสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เพื่อกำหนดจุดสร้างเวทีอย่างชัดเจนอีกครั้ง ส่วนแบบโรงมหรสพ โครงสร้างจอโขนและหนังใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปกรรมได้ออกแบบเสร็จแล้ว โดยส่วนนี้จะเป็นการแสดงนอกมณฑลพิธี ส่วนการแสดงหน้าพระเมรุมาศจะเป็นการแสดงโขนชุดใหญ่ ตอนยกรบ และระบำอู่ทอง ซึ่งใช้นักแสดงเป็นจำนวนมาก

    การแสดงมหรสพสมโภชในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือประกอบด้วยการแสดงโขนหน้าไฟหน้าพระเมรุมาศ เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร, ยกรบ, รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และระบำอู่ทอง ส่วนการแสดงมหรสพสมโภช ประกอบด้วยการแสดงหนังใหญ่ และโขนพระราชทาน ตอน รามาวตาร การแสดงละคร หุ่นหลวงและหุ่นกระบอก และการบรรเลงดนตรีสากล "ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า" ล่าสุดได้จัด เตรียมผู้แสดงทั้งในส่วนของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ 12 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วยศิลปินแห่งชาติ ครูนาฏศิลป์ และนิสิต-นักศึกษา ทั้งหมดประมาณ 2,000 คน

   โดยการแสดงโขนเบื้องต้นได้ประสานงานกับสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ซึ่งมอบหมายให้ ประเมษฐ์ บุณยะชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นผู้จัดทำบทโขนพระราชทานทุกตอนเพื่อกำหนดจำนวนผู้แสดงด้านต่างๆ อาทิ ผู้แสดงโขนพระราชทานทั้งตัวพระ นาง เสนายักษ์ 18 มงกุฎ หนุมาน เสนาลิง สุครีพ ชมพูพาน ซึ่งนักแสดงบางส่วนเคยได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แสดงโขนพระราชทานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมาแล้ว ส่วนละครใน เรื่องอิเหนา ตอนตัดดอกไม้ฉายกริช สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงละครนอก แสดงเรื่องมโนราห์ ผู้แสดงบัลเลต์เรื่องมโนราห์ นักดนตรีสากล ส่วนนักดนตรีวงดนตรีไทยที่จะเข้าไปบรรเลงบริเวณพระเมรุมาศ

  ส่วนการแสดงหน้าพระเมรุมาศได้เตรียมผู้แสดงแสดงโขนพระรามข้ามสมุทร, ยกรบ, รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และผู้แสดงระบำอู่ทอง ซึ่งจัดทำบทใหม่ โดยใช้คู่พระนางจำนวน 35 คู่ ถือว่าครั้งนี้ใช้ผู้แสดงมากที่สุดเท่าที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์และวิทยาลัยนาฏศิลป์เคยจัดการแสดงมหรสพมา โดยขณะนี้ได้เริ่มทดสอบและคัดเลือกนักศึกษาเข้าเป็นผู้ร่วมแสดงมหรสพสมโภช ทั้งโขน ละครใน ละครนอก หุ่นหลวง หุ่นกระบอก และมีการจัดทำสูจิบัตรผู้แสดงแล้ว สำหรับการแสดงมหรสพสมโภชเป็นงานที่จัดขึ้นตามจารีตประเพณีในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ ฉะนั้น ผู้แสดงต้องมีทักษะความสามารถด้านนาฏศิลป์ และมีประสบการณ์การแสดงมาพอสมควร ซึ่งขณะนี้สถาบันวางตัวผู้แสดงแล้วจากบทละครที่กำหนด ทั้งตัวพระ นาง ทหาร ระบำ แต่ละสถาบันทั้งครูและนักเรียนผู้แสดงจะแยกกันซ้อมในที่ตั้ง เมื่อใกล้งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงจะมีกำหนดการตารางซ้อมการแสดงร่วมกัน พร้อมดนตรีสด ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติเป็นผู้ควบคุม ซึ่งคาดว่าจะใช้โรงละครวังหน้าฝึกซ้อมรวม การแสดงที่สนามหลวงจัดบนเวที มีการผูกโรงแสดง ทั้งนี้การกำหนดวันซ้อมร่วมกันจะมีการแจ้งอีกครั้ง

    นอกจากนี้ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาจะร่วมแสดงในเวทีดนตรีสากลด้วย โดยจะมีวงดนตรี 7 วง ประกอบด้วยวงดนตรีสี่เหล่าทัพ วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ วงดนตรีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ทำการแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งในเบื้องต้นจะมีนักศึกษาของสถาบันฯ และวงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาจำนวนประมาณ 40 คน ที่มีความสามารถด้านขับร้องประสานเสียงและเล่นดนตรีเข้าร่วมแสดงดนตรีในชุดดุจหยาดทิพย์ชโลมหล้า ร่วมกับวงดุริยางค์สากลของกรมศิลปากร สมาชิกวง อ.ส.วันศุกร์ วงสหายพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โรงเรียนราชินี และวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ สำหรับบทเพลงที่นำมาบรรเลงจะเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งหมด ได้แก่ แผ่นดินของเรา, Alexandra, ไร้จันทร์,ไร้เดือน และ No Moon นอกจากนี้ จะมีการแสดงบัลเล่ต์เรื่องมโนห์รา หนึ่งในบทพระราชนิพนธ์ ซึ่งประกอบด้วยเพลง Nature Waltz, The Hunter, Kinari Waltz, A love Story, ภิรมย์รัก และ Blue day แล้วยังมีบทเพลงเทิดพระเกียรติที่ทางสถาบันฯ จะแสดง 2 เพลง คือ พระราชาผู้ทรงธรรม และ ในหลวงของแผ่นดิน โดยนักร้องประสานเสียง 89 คน มีอาจารย์วานิช โปตะวณิช เป็นวาทยกร โดยหลังจากได้รับโน๊ตเพลงจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร แต่ละวงจะแยกกันฝึกซ้อม ทั้งนี้ ในเดือนกันยายน จะนัดฝึกรวมซ้อมใหญ่ ณ เวทีจริง ก่อนวันประกอบพระราชพิธีจริงวันที่ 26 ต.ค. นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้รับมอบหมายให้จัดการแสดงดนตรีภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอีกด้วย โดยจะใช้วงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาทำการแสดงเพลงพระราชนิพนธ์ รวมถึงจะมีศิลปินรับเชิญจากต่างประเทศที่จะร่วมน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วย และตลอดทั้งปีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาจะจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาแสดงทุกครั้ง

    เวทีดนตรีสากลในงานมหรสพครั้งนี้วงดนตรีทั้ง 7 วง จะแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน 44 บทเพลง เริ่มการแสดงวงแรกตั้งแต่ 23.00 น. ของวันที่ 26 ตุลาคม ต่อเนื่องถึงเวลา 06.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม โดยวงของสถาบันกัลยาณิวัฒนาจะเปิดการแสดงเป็นวงแรก ตามด้วยวงดนตรีสี่เหล่าทัพ วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ ปิดท้ายด้วยวงดนตรีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีกรมศิลปากรควบคุมตลอดการแสดง

ของที่ระลึกในพระราชพิธี

เหรียญที่ระลึก

                                         

                                                                   

แบบเหรียญที่ระลึก ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้จัดทำเหรียญที่ระลึก เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี 4 แบบ คือ ได้แก่    - เหรียญที่ระลึกทองคำ ราคาเหรียญละ 50,000 บาท                                                   - เหรียญที่ระลึกเงิน ราคาเหรียญละ 2,000 บาท                                                         - เหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทราย ราคาเหรียญละ 3,000 บาท                             - เหรียญที่ระลึกคิวโปรนิกเกิล ราคาเหรียญละ 100 บาท

ลักษณะของเหรียญที่ระลึก

เหรียญที่ระลึกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ มีลักษณะดังนี้

·        ด้านหน้า พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่าง มีข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”

·        ด้านหลัง มีรูปพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่เหนือลายเมฆ เบื้องบนรูปพระเมรุมาศมีอักษรพระปรมาภิไธย ภปร ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องหลังรูปพระเมรุมาศมีรูปแสงพระอาทิตย์แผ่รัศมีผ่านปุยเมฆ เบื้องล่างมีข้อความว่า “พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ” และข้อความ “วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พุทธศักราช 2560” ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

การเปิดรับจอง

          กรมธนารักษ์ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย สภาสถาบันการเงินของรัฐ และธนาคาร 19 แห่งทุกสาขาทั่วประเทศ เปิดเป็นหน่วยรับจองเหรียญที่ระลึกดังกล่าว โดยกำหนดเปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ซึ่งเหรียญได้เกิดการขาดตลาดทำให้กรมธนารักษ์ได้ยประกาศผลิตเหรียญเพิ่มและนำมาเปิดรับจองในวันที่ 18 กันยายนถึงวันที่ 30 กันยายน

แสตมป์ที่ระลึก

      

แบบแสตมป์ที่ระลึกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

      บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึกเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 3 แผ่น 3,000,000 ชุด แสตมป์ชุดนี้มีทั้งหมด 13 ดวง เพื่อให้ตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 การออกแบบใช้วิธีนำภาพถ่ายมาวาดใหม่และแสตมป์ชุดนี้ยังมีความพิเศษตรงที่สำนักพิมพ์ของประเทศแคนาดาได้อาสามาจัดพิมพ์ให้ แสตมป์นี้จำหน่ายในราคาชุดละ 99 บาท โดยจำนวน 1.2 ล้านชุด เปิดให้ประชาชนจองได้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม - 11 กันยายน พ.ศ. 2560 ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศและทางเว็บไซต์

ลักษณะของแสตมป์ที่ระลึก

·        แผ่นแรก เป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ขณะทรงแย้มพระสรวล จำนวน 9 ภาพ ราคาดวงละ 9 บาท

                

·        แผ่นที่ 2 ภาพเครื่องประกอบสำคัญอันได้แก่ พระบรมโกศ พระยานมาศสามลำคาน และพระมหาพิชัยราชรถ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ พื้นหลังเป็นภาพพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพฯ ราคาดวงละ 3 บาท

                      

·        แผ่นที่ 3 เป็นภาพพระเมรุมาศประกอบภาพเหตุการณ์พสกนิกรร่วมกันจุดเทียนแสดงความอาลัยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

                

 

สื่อมวลชนกับพระราชพิธีฯ

สิ่งเทิดพระเกียรติ

     สปริงกรุ๊ป ได้จัดทำสมุดภาพเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ชุดสรรเสริญพระบารมี จำนวน 2 เล่ม เล่มแรกมีตอนเดียวคือ "นพพระภูมิบาล" ส่วนเล่มที่ 2 มี 4 ตอน คือ   "เอกบรมจักริน" "พระสยามินทร์" "พระยศยิ่งยง" ซึ่งในสมุดภาพทั้งสองเล่มรวมสี่ตอนนี้จะเป็นการถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และตอนพิเศษ "ยงยศยงศักดา มหาวชิราลงกรณ" ซึ่งเป็นการถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมถึงยังได้รวบรวมเพลงสรรเสริญพระบารมีจำนวน 9 รูปแบบ มาไว้ในสมุดภาพเล่มที่ 2 ด้วย โดยผ่านการคัดสรรจากหน่วยงาน องค์กร และบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว

การถ่ายทอดสดพระราชพิธีและศูนย์สื่อมวลชน

จุดติดตั้งกล้องและเครื่องเสียงในการถ่ายทอดสดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีดังนี้

1.     จุดติดตั้งกล้องโทรทัศน์เพื่อถ่ายทอดสด บริเวณพระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุนที่ 1 - 4

2.     จุดติดตั้งเครื่องเสียง บริเวณพระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรม ห้องควบคุมระบบเสียงและวิทยุ บริเวณด้านหลังพระที่นั่งทรงธรรม

3.     ห้องผู้บรรยาย

4.     ศูนย์สื่อมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

5.     เส้นทางริ้วขบวน

โดยการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์จะใช้กล้องบันทึกภาพทั้งระบบสายและไร้สายจำนวนมากกว่า 100 ตัว และมีการทดสอบทั้งการแพร่ภาพ และเสียงออกอากาศ ก่อนจะส่งไปให้ประชาชนรับชมทั่วประเทศอย่างสมพระเกียรติ นอกจากนี้ยังจะมีการบริการข้อมูล ข่าวสารและภาพ แก่สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้หอประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นศูนย์สื่อมวลชน

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

ก่อนการถวายพระเพลิง

     นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใช้ชื่อว่า "เย็นศิระ เพราะพระบริบาล" จัดขึ้น ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จไปทรงเปิดนิทรรศการด้วยพระองค์เอง ภายในนิทรรศการมีการจัดนิทรรศการทั้งหมด 5 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 บุญของแผ่นดินไทย โซนที่ 2 พระราชาผู้ทรงธรรม (ทำ) โซนที่ 3 กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ โซนที่ 4 พระมิ่งขวัญชาวไทย และโซนที่ 5 ร้อยใจไทย นอกจากนั้นในบริเวณจัดแสดงนิทรรศการยังมีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตด้วย

      ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เจ้าหน้าที่กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่กำลังรอคิวเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชว่า นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมในวันที่ 15 พฤษภาคม เป็นวันสุดท้าย และวันที่ 16 พฤษภาคม จะให้คณะรัฐมนตรีเข้าชมอีกครั้งก่อนจะปิดนิทรรศการ

      โดยสาเหตุที่ต้องปิดนิทรรศการเร็วขึ้นเนื่องจากกรมศิลปากรกังวลเรื่องการก่อสร้างพระเมรุมาศ ถ้าต้องปิดตามกำหนดเดิมวันที่ 15 มิถุนายน แล้วค่อยส่งคืนพื้นที่จะทำให้งานล่าช้าหรืออาจเสร็จไม่ทัน เพราะขณะนี้เริ่มจะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และยังต้องใช้เวลารื้อถอนประมาณ 15 วัน ซึ่งงานก่อสร้างพระเมรุมาศเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก จึงจำเป็นต้องปิดการเข้าชมให้เร็วกว่าที่กำหนดไว้ 1 เดือน ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีประชาชนเข้าชมแล้วประมาณ 4 แสนคน สำหรับที่ตั้งนิทรรศการเย็นศิระฯ แห่งใหม่ยังไม่ได้กำหนด แต่จะเก็บรักษาอุปกรณ์และเครื่องมือที่ไว้จัดแสดงไว้ก่อน ถ้าได้สถานที่ที่เหมาะสม ก็จะนำกลับไปติดตั้งตามเดิม

       และภายหลังจากที่รัฐบาลได้จัดนิทรรศการนี้บริเวณท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ล่าสุดมีจำนวนผู้เข้าชม 395,050 คน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย และหลังจากนี้กรมศิลปากรจะใช้พื้นที่ภายในท้องสนามหลวงเป็นเส้นทางขนส่งวัสดุอุปกรณ์ เพื่อเร่งก่อสร้างพระเมรุมาศพร้อมสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศให้แล้วเสร็จตามกำหนด รัฐบาลจึงได้ปิดให้เข้าชมนิทรรศการดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยจะจัดทำนิทรรศการในรูปแบบเสมือนจริง ผ่านทางเว็บไซต์ เย็นศิระ ภายในวันที่ 1 มิถุนายน เพื่อจำลองบรรยากาศของนิทรรศการที่จัดแสดง ณ ท้องสนามหลวง รวมทั้งผู้เข้าชมและประมวลภาพกิจกรรมต่าง ๆ จนถึงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ให้ประชาชนได้เข้าชมและเรียนรู้เรื่องราวของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งเก็บบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้แก่คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป

หลังการถวายพระเพลิง

       จากการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ประชุมได้หาแนวทางและการดำเนินงานเตรียมพร้อมการจัดนิทรรศการภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยจุดประสงค์หลักเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ เรื่องราวของโครงการในพระราชดำริ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมความงดงามของพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 1 - 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 โดยได้กำหนดเนื้อหานิทรรศการซึ่งจะใช้พื้นที่ทั่วทั้งบริเวณมณฑลพิธี ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.     นิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกเล่าเรื่องราวผ่านงานภูมิทัศน์ ได้แก่ การชมแปลงนาข้าวและบ่อแก้มลิงบริเวณทางเข้าด้านทิศเหนือของมณฑลพิธี รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนัง 3 ภาพใหญ่ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นโครงการพระราชดำริที่สำคัญในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

2.     นิทรรศการเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ เป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในบริเวณมณฑลพิธี และที่ศาลาลูกขุนทั้ง 6 หลัง จะมีนิทรรศการเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบและขั้นตอนการผลิตงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และงานประณีตศิลป์ ตลอดจนงานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

3.     นิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ จะจัดแสดงบนพระที่นั่งทรงธรรม กำหนดให้ประชาชนเดินชมเป็นทิศทางเดียว จากปีกอาคารด้านทิศใต้ ผ่านโถงกลางและจบที่ปีกอาคารด้านทิศเหนือ ประกอบด้วยนิทรรศการย่อย 5 ส่วน คือ นิทรรศการพระราชประวัติตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นิทรรศการจากหนังสืออุปกรณ์ทรงงาน (ชุดที่ 1) นิทรรศการธรรมราชา พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม นิทรรศการจากหนังสืออุปกรณ์ทรงงาน (ชุดที่ 2) และนิทรรศการสืบสานสมานมิตร เล่าเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

          ขอขอบคุณข้อมูล  จาก วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี

พระเมรุมาศจำลอง

          เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดว่า ประชาชนสามารถวางดอกไม้จันทน์ได้ที่พระเมรุมาศจำลองที่จัดสร้างขึ้นตามจุดต่าง ๆ ได้ โดยพิธีทุกอย่างจะทำเหมือนกับที่พระเมรุมาศมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

         ทั้งนี้ ในส่วนของดอกไม้จันทน์ที่ประชาชนนำมาวางที่พระเมรุมาศจำลองนั้น จะมีบางส่วนนำไปเผารวมกับที่พระเมรุมาศมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และดอกไม้จันทน์อีกส่วนหนึ่งจะนำไปเผาตามวัดที่กำหนดในแต่ละจังหวัด โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระเพลิงให้กับทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับพระราชทาน
 
           สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะมีพระเมรุมาศจำลอง จำนวน 9 แห่ง ประกอบด้วย 

            1. พระลานพระราชวังดุสิต 
           2. กองสลากเดิม 
           3. สวนนาคราภิรมย์  
           4. ลานปฐมบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 1 สะพานพุทธ 
           5. ลานคนเมือง
           6. สนามกีฬาธูปะเตมีย์ 
           7. พุทธมณฑล
           8. ไบเทค บางนา
           9. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
 

           ส่วนจุดวางดอกไม้จันทน์ของกรุงเทพมหานคร ที่เป็นซุ้มขนาดใหญ่ 16 ซุ้ม ประกอบด้วย ซุ้มที่บริเวณสวนสันติชัยปราการ, ฐานทัพเรือกรุงเทพ, โรงพยาบาลศิริราช, เชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี, ลานเซ็นทรัลเวิลด์, กองบัญชาการกองทัพบก, ลานหน้าสนามศุภชลาศัย, วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร, วัดบวรนิเวศวิหาร, ลานหน้าอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก การกีฬาแห่งประเทศไทย, ลานหน้าศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น, ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ บางมด, สวนหลวง ร.9, ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชการที่ 6 สวนลุมพินี, ลานหน้าธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ราษฎร์บูรณะ และลานหน้าศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์

       

                           
 

          มีการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลองขึ้น 85 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่การออกแบบจำลองโครงสร้างจากอาคารบุษบกประธานจากพระเมรุมาศที่ท้องสนามหลวงที่ยังคงองค์ประกอบงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ไว้ เพื่อให้ทุกพื้นที่จัดสร้างออกมาได้อย่างสวยงาม และสมพระเกียรติ

          ช่างก่อสร้างเริ่มงานส่วนอาคารทรงบุษบก และงานประกอบส่วนหลังคายอดพระเมรุมาศจำลอง บริเวณลานพระราชวังดุสิต ที่เป็น 1 ใน 85 แห่ง ที่จัดสร้างขึ้นทั่วประเทศ ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการถวายดอกไม้จันทน์ ในช่วงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 อาคารทรงบุษษกที่ถอดแบบจำลองมาจากพระเมรุมาศในมณฑลพิธีท้องสนามหลวง แต่มีขนาดย่อเล็กลงมา มีความสูงตั้งแต่ฐานถึงส่วนยอด 22 เมตร ใช้โครงเหล็กกรุด้วยไม้อัดทาสี และส่วนองค์ประกอบทำจากเรซิ่น การประกอบส่วนหลังคายอดทรงบุษบก 7 ชั้น โดยหลังประกอบโครงสร้างเสร็จสมบูรณ์ จะเริ่มงานจิตรกรรมตกแต่งให้วิตร สวยงาม ส่วนโครงสร้างจะมีลักษณะเดียวกันทุกจุดทั่วประเทศ อิงตามแบบที่ทำร่วมกันของกรมโยธาธิการและผังเมืองและกรมศิลปากร

 

          การออกแบบจำลองโครงสร้างจากบุษบกประธานของพระเมรุมาศขนาดจริง มีองค์ประกอบที่สำคัญตั้งแต่ ส่วนพื้นมีราวบันได คันทวย บัวปลายเสา ส่วนยอดบุษบกมีซุ้มบันแถลง บัวกลุ่ม และส่วนยอดสุดประดับพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น และสองฝั่งของพระเมรุมาศจำลอง จะประดับพระวิสูตร (ผ้าม่าน) บริเวณกึ่งกลางประดับพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 และจะมีแท่นให้ประชาชนวางดอกไม้จันทน์ โทนสีหลักที่ใช้ในงานก่อสร้างคือสีเหลืองทอง ก่อสร้างบนพื้นที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 เมตร ให้มีความสูงจากพื้น 45 เซนติเมตร มีขั้นบันไดที่ไม่สูงมากเพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเดินขึ้นไปได้

          การก่อสร้างพระเมรุมาศจำลองจะตั้งอยู่ใน อ.เมือง จังหวัดละ 1 จุด รวม 76 จังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งอยู่ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. สำนักงานกินแบ่งรัฐบาลเดิม ลานนาคราภิรมย์ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 สนามกีฬากองทัพอากาศธูปะเตมีย์  ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา พุทธมณฑล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และพระลานพระราชวังดุสิต

          โดยการก่อสร้างจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 15 ตุลาคม นอกจากพระเมรุมาศจำลองแล้ว ยังจัดสร้างซุ้มวางดอกไม้จันทน์ในทุกอำเภอทั่วประเทศ รวมทั้งบริเวณโดยรอบ กทม.กว่า 100 จุด เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้แสดงความอาลัยและถวายดอกไม้จันทน์ รวมถึงมีโอกาสได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธี

พระเมรุมาศจำลอง จังหวัดจันทบุรี

          ในส่วนของจังหวัดจันทบุรีก่อสร้างพระเมรุมาศจำลอง ที่บริเวณลานขนถ่ายสินค้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ส่วนพื้นที่ด้านหน้า ทางสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดจันทบุรีได้ออกแบบการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามและสมพระเกียรติฯ มีการประดับตกแต่งดอกดาวเรืองโดยรอบพื้นที่กว่า 1 แสนต้นรวมทั้งจะมีการจัดนิทรรศการโครงการพระราชดำริฯ น้อมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในบริเวณโดม 1 และลานด้านหน้าพระเมรุมาศจำลอง       

      ทั้งนี้ ทางจังหวัดได้เตรียมจัดระเบียบมวลชนให้ชาวจังหวัดจันทบุรีได้วางดอกไม้จันทน์อย่างทั่วถึงในวันที่ 26 ตุลาคม ตั้งแต่ช่วงเวลา 09.00 - 16.30 น. และพักรอพระราชพิธีจากส่วนกลาง หลังจากนั้นจึงจะวางดอกไม้จันทน์ต่อเป็นเวลาอันควรเสร็จแล้วจะเคลื่อนขบวนนำดอกไม้จันทน์ไปเผา ณ วัดไผ่ล้อม (พระอารามหลวง) โอกาสนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี สมาคมสันนิบาตเทศบาลจันทบุรี พ่อค้า ประชาชนได้น้อมใจกันจัดทำโรงทานเพื่อเลี้ยงอาหารแก่ผู้ร่วมพิธีที่บริเวณ โดม 2 ของลานขนถ่ายสินค้า อบจ.จันทบุรี ส่วนการจัดระเบียบพื้นที่จอดรถจะอยู่บริเวณด้านฝั่งสำนักงาน อบจ. และลานด้านหลัง พร้อมมีรถจิตอาสารับ – ส่งผู้ร่วมงานจากตัวเมืองจันทบุรีไปยังสถานที่จัดพิธีบริเวณพระเมรุมาศจำลองเพื่อป้องกันปัญหาการจราจรแออัด ส่วนอำเภอด้านนอกเชิญชวนประชาชนร่วมพิธี ณ วัดประจำอำเภอทั้ง 9 แห่ง คือ – อำเภอแก่งหางแมวประกอบพิธีที่วัดซอยสอง  – อำเภอขลุง วัดวันยาวบน  – อำเภอเขาคิชฌกูฏ วัดทุ่งตาอิน  – อำเภอท่าใหม่ วัดศรีเมือง  – อำเภอนายายอาม วัดโพธิ์ลังกา  – อำเภอโป่งน้ำร้อน วัดป่าเทพนิมิต  – อำเภอมะขาม วัดบ้านอ่าง  – อำเภอแหลมสิงห์ วัดปากน้ำแหลมสิงห์  – อำเภอสอยดาว วัดปะตงวนาราม